Avatar
Stellar ✨🪐
0daa268236e2d434619c2afe3ad2fd7282cab0de2a34195f973bb067e6d2e00e
Bitcoiner who want to be free ✨⚡️🥕 ⚡️last1boy@getalby.com
Replying to Avatar chontit

เมื่อ 2-3 วันก่อนเห็นหลาย ๆ ท่านได้มาเล่าประสบการณ์เส้นทางการเข้ามาสู่โลกของ “บิตคอยน์” กัน .. ผมก็อยากจะขอแปะเป็นโน๊ตไว้บ้าง เผื่อในอนาคตกลับมาอ่านจะได้ยังรู้สึกว่าสิ่งนี้มันมีเรื่องราวนะ อิอิ 😁🧡🙏

ก่อนอื่น .. ถ้าคุณไม่ใช่ชาวเนิร์ด พวก Geek หรือคนที่มองโลกด้วยภาษา C แล้วล่ะก็…. คุณอาจจะเข้ามาด้วยผลกำไรอันล่อตาล่อใจจากคำว่า “ลงทุนในคริปโต” เหมือนผมแน่ ๆ 5555 😎

.

จุดเริ่มต้นของผมในโลกของบิตคอยน์ก็เช่นเดียวกัน .. ผมเริ่มต้นจากการหลงไปในคำพูดสวยหรูว่า "ลงทุนในเหรียญดิจิตอลเป็นอนาคตการเงินของโลก 👍" และได้เข้าสู่โลกของคริปโตเคอเรนซี่เต็มตัวเมื่อวันที่ 9 เมษายน ค.ศ.2021 เวลา 16:57:46 ซึ่งเป็นธุรกรรมแรกบน Bitkub และเหรียญที่ซื้อก็ คือ "USDT" ด้วยตอนนั้นยังไม่มีมีความเข้าใจแม้แต่น้อยว่าแต่ละเหรียญคืออะไร ทำหน้าที่อะไร .. ไม่รู้แม้กระทั่ง USDT มันก็คือ Peg กับเงินดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งไม่มีทางได้กำไรเป็น Order of Magnitude แน่ ๆ 55555 🥹

หลักจากนั้นไม่นานผมก็ไปหลงไหลในบรรดา "Shitcoins" ทั่ว ๆ ไป เพราะความรู้สึกที่ว่า "บิตคอยน์ราคาเป็นล้านบาท .. ถ้าเหรียญที่เราถือราคาแค่ไม่กี่ร้อยบาทตอนนี้มีราคาพุ่งไปเป็นล้านบาทบ้างละก็ .. สบายเลย" ผมก็เลยเก็บไว้ชะหลายเหรียญเลยแหละ กะว่าขึ้นสักเหรียญก็สบายละ 😏

ซึ่งเป็นความคิดที่แม่งโครตรปัญญาอ่อน คิดยังไงก็ไม่มีความฉลาดหลงเหลืออยู่เลย 5555 🤣

ระหว่างนั้นผมก็ไม่ได้ซื้อมาขายไปเป็นเดย์เทรดนะ มีเวลาว่างก็ไปตาม Youtuber บางช่อง ตามเพจในเฟชบุ๊ค และก็ไปศึกษา Defi เหมือนกับคนอื่นเค้า ... และก็ได้ไปทำฟงทำฟาร์มอะไรเล่น ๆ (ก็ไม่เล่นหรอกนะ ทำฟาร์มจริงจังเลยนี่แหละ)

Pancake, Definix, Six, Warden พวกนี้ คือ ฟาร์มหลักของผมเลย คู่เหรียญ Finix-WBNB มี %APR เป็น 100++ ยังไม่พอนะ .. บางส่วนแบ่งไปฝากไว้ใน Binance อีก เหรียญไหนกำไรดี ไปซื้อมาฝาก ๆ ๆ ๆ ... ถ้าเป็นแบบนี้ทำฟาร์มแค่ปีเดียวก็สบายละ แค่คิดก็เตรียมตัวลาออกจากงานประจำเลย (แต่เดชะบุญยังดีที่ไม่ลาออก 555)😊

อีกอย่าง .. เนื่องจากผมพอใช้ MS Excel เป็น ก็เลยทำตารางบัญชีซื้อขายด้วยมือเองทั้งหมด และก็จะเห็นว่าเหรียญไหนเราซื้อไปเท่าไหร่ กำไรเท่าไหร่ ขาดทุนเท่าไหร่ ทำเป็นกราฟ PNL สวยงาม ส่วนของ Defi ก็มีช่องบอกว่ากำไรวันละกี่บาทด้วย นั่งอัพเดทไฟล์ excel ตามราคาตลาดทุกวัน ทำแบบนี้ประมาณ 7-8 เดือน ... ก่อนที่จะรู้จักบิตคอยน์ 🙏🧡

.

ยอมรับว่าช่วงที่ราคาไปพีคสุด ๆ ตอนต้นเดือน พ.ย. ปลายปี 2021 ช่วงนั้นก็เริ่มเห็นคลิปอาจารย์ต๊ำโผล่มาบ้างละ พอลองฟังก็ฟังได้ไม่นานหรอก เพราะคลิปแกยาวเหลือเกิน 😁 และก็ได้ฟังคำเตือนของอาจารย์เองว่าตลาดจะเป็นยังไงต่อไป ... ด้วยความมั่นใจในศักยภาพของ Shitcoins ทั้งหลาย ผมก็เลยยังถือมันไว้แบบนั้นแหละ 55555 แต่ก็มีอะไรบางอย่างดลใจให้เริ่มฟังคลิป CDC Bitcoin Talk โดยเริ่มฟังที่ตอน #51 : Welcome welcome! (05/01/2021) และมันสนุกดีเว้ยยยย ... อีกอย่างผมเป็นคนที่สนใจเรื่องคอมพิวเตอร์อยู่แล้วเป็นพื้นฐาน จึงไล่ฟังมาเรื่อย ๆ เลย โดยเฉพาะตอนที่เกี่ยวกับ Technical ผมฟังประมาณตอนละไม่ต่ำกว่า 3 รอบ จนกว่าจะเข้าใจ

.

เมื่อตลาดหมีมาเยือน จาก Portfolio ที่กำไรเกือบ 60% ตอนพีค ๆ ... เริ่มลงมาเท่าทุน .. และก็เริ่มเป็นขาดทุน 😰 จนเมื่อถึงประมาณเดือน พ.ค.ปี 2022 ผมก็ตัดสินใจ Cut Loss เหรียญขยะทั้งหลายเป็นบิตคอยน์ทั้งหมด และไม่ลืมที่จะทำตาราง PNL เพื่อดูว่าขาดทุนจากความโง่ของตัวเองไปเท่าไหร่ รวม ๆ แล้วก็ประมาณ 2 พันดอลล่าร์แหะ (สำหรับบางคนอาจจะดูไม่เยอะหรอก แต่เงินนี้มันคือประมาณ 70% ของเงินเก็บของครอบครัวเราแหละ .. น้ำตาซึม) 😭

แต่ยอมรับว่าช่วงนี้พลพลนะ (ยังยิ้มได้) อาจเป็นเพราะเราไหวตัวทัน โดยใช้เวลาช่วงต้นปี 2022 ศึกษาบิตคอยน์อย่างจริงจัง ... จนพอเข้าใจถึงพื้นฐาน ความแข็งแกร่ง และอนาคตของบิตคอยน์แล้ว และหลังจากนั้นก็เป็นช่วงตลาดหมีเต็มตัว เราก็ทำได้แค่ stack sat ไปเรื่อย ๆ หากมีเงินก้อน หรือเงินเดือนหลังหักหนี้บัตรเครดิตเรียบร้อยแล้ว ก็เอาไปซื้อบิตคอยน์เก็บ ๆ ๆ ๆ ไว้ก่อน และก็ใช้เงินดำรงชีวิตเท่าที่เหลือติดบัญชี

จากยอดดอยเดิมที่สูญเสียไปกับค่าบทเรียน Shitcoins อันทรงเกียจแสนแพงอยู่ที่ประมาณ 58,000 usd/btc ตอนนี้ลงมาเหลือ 44,000 usd/btc แล้วแหละ พร้อมกับความเข้าใจอันแท้จริงที่เกิดจากการลงลึกไปหลุมกระต่ายกับพวกเราชาว Bitcoiner 🧡😊

ถึงแม้ว่าราคา ณ ตอนนี้จะขึ้นมาชะเยอะเชียว แต่ผมกลับอยากเห็นราคา 15,000 - 20,000 อีกครั้ง เพราะได้ sat เยอะดี 555

.

สุดท้ายนี้ต้องขอบอกว่า .. ขอบคุณอาจารย์ต๊ำผู้ซึ่งนั่งพูดถึงบิตคอยน์เป็นปี ๆ โดยไม่เหนื่อย ขอบคุณประสบการณ์การขาดทุนที่ผ่านมา ขอบคุณตัวเองที่ไม่ยอมแพ้ และขอบคุณทุก ๆ อย่างที่ส่งผลให้ผมหันมาศึกษาและเข้าใจบิตคอยน์ อีกทั้งต้องขอบคุณ "ครอบครัว 👨‍👩‍👧" ที่ยอมรับในผลของการกระทำโดยที่ไม่กล่าวว่าร้ายหรือซ้ำเติมที่ผมเอาเงินครอบครัวไปทำติดลบ 70% ... และหวังว่าวันนึงภรรยาผมจะหลงเข้ามาในทุ่งม่วงและเธอก็น่าจะได้มาอ่านโน๊ตนี้ของผมเนาะ 👩‍❤️‍👨

สุดท้ายนี้ (อีกที) .. มีคำกล่าวที่ว่า "ทุกคนจะได้บิตคอยน์ในราคาที่เหมาะสม" เป็นคำพูดที่ไม่เกินจริงเลย 🧡

#siamstr

กอดครับเฮีย ได้อ่านเรื่องราวเฮียแล้วเหมือนสะท้อนชีวิตตัวเอง 😂 ผมก็ลองไปกับ NFT, GameFi, Farming ก็เสียไปหมดเลย ไม่รู้ตอนนี้ที่ฝากไว้ใน Warden เหลือเท่าไหร่ เกม NFT นี่ไม่ต้องพูดถึง 55555 แต่สุดท้ายแล้วยยิ่งเจ็บเร็วยิ่งดีนะครับ ทำให้เราเรียนรู้บิตคอยและทำให้เข้าถึงบิตคอยตอนที่ราคายัง early adopter .. ผมว่าเรายังโชคดีแล้ว ✨❤️

พระจันทร์เต็มดวงได้ใจมาก

GN ครับชาวไทย ✨

#Siamstr

https://nostrcheck.me/media/public/nostrcheck.me_9900993096746730501698560112.webp

GM ค้าบผมม ⚡️✨

จริงเฮียพง บางรุ่นมีลดราคาอีกถูกมากก Blue yeti ที่นี่ราคาถูกว่าไทยพอตัวอยุ่ว

555555 อย่าแก้เยอะเป็นพอครับ

เสียใจจริงเฮีย cheap sats are gone 😭

Replying to Avatar Evil Ocelot

# Nostr เป็นเครือข่ายโง่ แต่มันโคตรเจ๋งเลย

Andreas Antonopoulos เคยพูดเรื่องคอนเซปต์ของ Smart Networks และ Dumb Networks ในการบรรยายในหัวข้อ "Dumb Networks, Innovation and the Festival of the Commons" ที่เปรียบเทียบความ​"โง่" ของเครือข่าย Bitcoin กับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตว่ามันคล้ายคลึงกันยังไง พอผมมาลองนึกภาพตามในมุมมองปัจจุบันที่มี Nostr เข้ามาในชีวิต มันทำให้ผมรู้สึกว่ามันโคตรจะเป็นเรื่องเดียวกันเลย ก็เลยอยากจะมาเล่าความรู้สึกให้ทุกคนฟัง

## เครือข่ายฉลาด vs เครือข่ายโง่

เวลาที่เราจะออกแบบเครือข่ายอะไรสักอย่าง หนึ่งในสองตัวเลือกที่ผู้ออกแบบเครือข่ายจะต้องเลือกก็คือ "จะออกแบบเครือข่ายให้ฉลาด เพื่อที่อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับมันไม่ต้องฉลาดมากก็ได้" (Smart Network) หรือ "จะออกแบบเครือข่ายให้โง่ แต่อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับมันต้องฉลาดหน่อย" (Dumb Network)

เครือข่ายที่ฉลาด (Smart Network) มีข้อดีก็คือ สมมติว่าต้องมีการอัปเกรดระบบ ผู้ที่ใช้งานเครือข่าย (end user) ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไร ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการ แค่อัปเกรดเครือข่ายตรงกลางแค่ที่เดียว ทุกคนที่ใช้เครือข่ายนั้นก็จะได้รับฟีเจอร์ใหม่ทันที ในขณะที่เครือข่ายที่โง่ (Dumb Network) ต่างคนต่างต้องอัปเกรดอุปกรณ์ของตัวเองเพื่อให้รองรับฟีเจอร์ใหม่ได้ ถ้ามองแบบผิวเผินแล้ว Smart Network ก็ดูจะง่ายและตอบโจทย์กว่า เราจึงพบการออกแบบเครือข่ายแบบ Smart Network ได้บ่อยๆบนเครือข่ายยุคเก่าๆ

## เครือข่ายโทรศัพท์ vs เครือข่ายอินเตอร์เน็ต

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น เราจะยกตัวอย่างการเปรียบเทียบความเป็น Smart Network ของเครือข่ายโทรศัพท์ กับความเป็น Dumb Network ของเครือข่ายอินเตอร์เน็ตกัน

ผมอยากให้ลองนึกย้อนไปตั้งแต่ยุคที่โทรศัพท์ที่ยังมีสายอยู่ สาเหตุที่เครือข่ายโทรศัพท์เป็นเครือข่ายที่ฉลาดก็เพราะว่าตัวเครื่องโทรศัพท์เองเป็นอุปกรณ์ที่โง่มาก อุปกรณ์ภายในไม่ต้องซับซ้อน ขอแค่มีไมโครโฟน ลำโพง และมีวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่พอจะส่งสัญญาณง่ายๆได้ก็เพียงพอ โทรศัพท์แต่ละเครื่องไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเบอร์โทรศัพท์อะไร เบอร์โทรศัพท์เป็นฟีเจอร์ของเครือข่าย เสียงรอสายเป็นฟีเจอร์ของเครือข่าย โทรศัพท์แทบไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากส่งหมายเลขโทรศัพท์ปลายทางกับรับ/ส่งเสียงจากสายเท่านั้น

แต่จากที่เราเห็นกันเป็นเวลานานก็พบว่า Smart Network มีข้อเสียที่ยิ่งใหญ่ข้อหนึ่งก็คือ การพัฒนาต้องเกิดจากส่วนกลาง ดังนั้นการพัฒนาจะเชื่องช้าเพราะมีผู้พัฒนาแค่ไม่กี่คน (ซึ่งก็คือพนักงานที่ทำงานให้กับเครือข่ายนั้น) และการจะมีฟีเจอร์อะไรใหม่เกิดขึ้น ก็ต้องมีคนอยากได้ฟีเจอร์นั้นมากพอที่การพัฒนาจะคุ้มค่า

ในขณะเดียวกัน อินเตอร์เน็ตเป็น Dumb Network สาเหตุที่เป็นแบบนั้นก็เพราะ

1. ไม่มีการจองสายสัญญาณเหมือนเครือข่ายโทรศัพท์ ถ้าข้อมูลส่งได้ก็ส่ง ส่งไม่ได้ก็ทิ้ง

2. เครือข่ายไม่สนใจว่าต้นทางส่งข้อมูลอะไรมา หน้าที่ของ router ก็แค่นำข้อมูลจากสายไฟเส้นหนึ่งไปวางไว้บนสาย​ไฟอีกเส้นหนึ่งตามปลายทางที่อยากจะไปเท่านั้น

3. เครือข่ายไม่สนใจว่า router แต่ละตัวจะคุยกันด้วยวิธีไหน จะ fiber, สายแลน, สายโทรศัพท์, หรือไร้สาย ขอแค่คุยกันได้ก็พอ

4. เครือข่ายไม่สนใจว่าอุปกรณ์อะไรเชื่อมต่ออยู่ ไม่สนใจว่าอุปกรณ์ปลายทางจะรองรับได้ไหม และมันปฏิบัติต่อทุกอุปกรณ์อย่างเท่าเทียมกัน

ดังนั้นความฉลาดของเครือข่ายอินเตอร์เน็ตจะเกิดขึ้นจากการพัฒนาที่ end user ทั้งหมดโดยไม่ได้ไปยุ่งกับเครือข่ายเลย และสิ่งที่เราได้เห็นในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาคือบริการต่างๆบนอินเตอร์เน็ตพัฒนาอย่างก้าวกระโดด จากเครือข่ายที่ส่งได้แต่ข้อความก็เริ่มส่งไฟล์ได้ โทรศัพท์ได้ วิดีโอคอลได้ ดูหนังได้ โอนเงินได้ เล่นเกมออนไลน์ได้ ไลฟ์สดได้ ในขณะที่เครือข่ายโทรศัพท์สมัยใหม่นี้แทบจะเลิกพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆแล้วไปมุ่งพัฒนาความเร็วอินเตอร์เน็ตเป็นหลักซะแล้ว

และข้อเสียที่ยิ่งใหญ่อีกอย่างหนึ่งของ Smart Network คืออุปกรณ์ต้อง "เชื่อ" เครือข่าย เคยเห็นข่าวที่มีคนตั้งเสาสัญญาณโทรศัพท์ปลอมแล้วส่ง SMS เข้าไปในกล่องข้อความเดียวกับ SMS จากธนาคารไหม? หรือเคยเห็นเบอร์โทรศัพท์จากแก๊ง call center ที่โทรกลับไม่ได้ไหม? พออุปกรณ์ไม่ต้องฉลาดมากก็ได้ก็ไม่ได้มีการเข้ารหัสข้อมูลแบบ end-to-end (จนกระทั่งถึงยุค 5G) มิจฉาชีพก็เลยนำช่องโหว่นี้ไปใช้โจมตีเหยื่อได้

ที่อินเตอร์เน็ตทำทุกอย่างเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็วเป็นเพราะทุกคนไม่จำเป็นต้องรอ "ส่วนกลาง" มาพัฒนาความสามารถเหล่านั้น ใครอยากได้อะไรก็ทำเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค open source แบบนี้ ถ้าใครเห็นว่า solution ของใครเข้าท่า ก็ใช้ร่วมกันเป็นมาตรฐานเดียวกันได้เลย ยิ่งเร่งให้การพัฒนาเร็วขึ้นไปอีก

## ระบบธนาคารแบบดั้งเดิม vs บิตคอยน์

เช่นเดียวกับระบบการเงินดิจิทัล ระบบธนาคารแบบดั้งเดิมก็เปรียบเหมือนกับ "เครือข่ายฉลาด" ส่วนบิตคอยน์เปรียบเหมือนกับ "เครือข่ายโง่" โค้ดบิตคอยน์ในช่วงเริ่มต้นยาวไม่ถึง 20000 บรรทัด แต่โค้ดโปรแกรมของระบบธนาคารซับซ้อนกว่านั้นอย่างแน่นอน

เครือข่ายบิตคอยน์ทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรมตาม script ที่ได้เขียนไว้ บิตคอยน์ไม่ได้มีบริการให้เราใช้งานมากมายอย่างการให้ดอกเบี้ย กู้เงิน ดูรายงานการเคลื่อนไหวบัญชี หรือแจ้งเตือนธุรกรรม บิตคอยน์ไม่รู้จัก address ด้วยซ้ำ และบิตคอยน์ก็ไม่ได้สนใจว่าคนที่ทำธุรกรรมจะมาจากประเทศไหน เชื้อชาติอะไร หรือธุรกรรมที่กำลังทำอยู่จะเล็กหรือใหญ่

ความโง่ที่ทำให้บิตคอยน์เหนือกว่าก็คือ บิตคอยน์ไม่สนใจว่าคนที่ทำธุรกรรมจะเป็นบุคคลธรรมดา บริษัท หรือโปรแกรมอัตโนมัติ ซึ่งมันเปิดโอกาสให้ใครๆก็สามารถให้บริการทางการเงินบนเครือข่ายบิตคอยน์ได้ เราไม่จำเป็นต้องเปิดบริษัท ไม่จำเป็นต้องขอใบอนุญาตใดๆ ทำให้เกิดนวัตกรรมมากมายในระบบนิเวศของบิตคอยน์ เช่น

- โปรแกรมกระเป๋าเงิน Bitcoin มากมายที่ต่างคนก็ต่างพัฒนาให้สวยงามและใช้งานง่าย แถมยังใช้งานร่วมกันได้ด้วย

- มาตรฐาน BIP ต่างๆที่ช่วยให้การใช้งานบิตคอยน์สะดวกมากขึ้น อย่าง BIP-32 และ BIP-39 ที่ทำให้เราแค่จำคำศัพท์ภาษาอังกฤษไม่กี่คำก็สามารถสร้างบัญชีบิตคอยน์ได้เป็นล้าน

- โปรโตคอล Electrum และ Stratum ที่มุ่งพัฒนาประสบการณ์ที่ดีขึ้นตามวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจงต่างๆ

- บริการอื่นๆที่ใช้บิตคอยน์เป็นเงิน ไม่ว่าจะเป็นการฝากเงิน กู้เงิน เกมที่เล่นแล้วได้เงิน ฯลฯ

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายๆในระบบธนาคารดั้งเดิม ลองคิดแค่ว่าถ้าอยากสร้างเกมที่เล่นแล้วได้เงิน เราต้องขอ API เพื่อโอนเงินจากบัญชีตัวเองไปบัญชีคนอื่น ต้องตั้งบริษัท ต้องขอใบอนุญาต แค่นี้เราต้องผ่านกระบวนการยุ่งยากแค่ไหน ต้องเสียเงินและเสียเวลามากกับกระบวนการที่ไม่ได้สร้าง productivity อะไรเลย

## แล้ว Nostr ล่ะ?

มาถึงตรงนี้ก็คงเดาได้ไม่ยากแล้วว่า Social Network แบบดั้งเดิมก็คือ Smart Network ส่วน Nostr เป็น Dumb Network ว่าแต่ Nostr มันโง่แค่ไหนเหรอ? Nostr มันรู้แค่ NIP-01 เท่านั้นแหละ ขอแค่รู้ว่าโครงสร้างข้อมูลเป็นยังไง client กับ relay คุยกันยังไง relay ต้องทำอะไรได้บ้าง ที่เหลือก็คือส่วนเสริมทั้งหมดแล้ว

การที่โครงสร้างมันเรียบง่ายแต่ยืดหยุ่นมากพอ ประกอบกับความ decentralized และ permissionless ที่เปิดโอกาสให้ใครๆก็สามารถพัฒนาได้โดยไม่ต้องขออนุญาต ทำให้มีคนเข้ามาร่วมพัฒนามากมาย พัฒนาไปทั่วทุกแง่มุมที่จะจินตนาการได้ ทั้งตัวโปรโตคอลเอง (NIP ต่างๆ) รวมถึง content ที่สามารถสร้างขึ้นจากโปรแกรมอัตโนมัติได้

และที่สำคัญ เนื่องจากการพัฒนา Nostr โดยส่วนใหญ่สามารถทำได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องมีฉันทามติที่ต้องยอมรับกันทั้งเครือข่ายเหมือนกับ Bitcoin ทำให้ยิ่งเร่งการพัฒนาให้เร็วขึ้นไปได้อีกจนเรียกได้ว่า "ตามไม่ทันแล้ว"

ลองกลับมาเปรียบเทียบ Nostr กับ Social Network แบบดั้งเดิมดูก็จะพบว่า Nostr ทำได้แทบทุกอย่างที่ Social Network แบบดั้งเดิมเคยทำได้แล้ว แถมบางเรื่องยังทำได้ดีกว่า จะโพสต์สั้นๆ, โพสต์บทความ, แปะรูป, แปะวิดีโอ, ไลฟ์สตรีม, ขายของ, หางาน ทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้โดยใช้เวลาเพียงแค่ 1-2 ปีเท่านั้น และมันคงไม่จบเพียงเท่านี้ ในอนาคตเราคงจะได้เห็นอะไรที่แปลกใหม่และแตกต่างในแบบที่ Social Network ดั้งเดิมพัฒนาตามไม่ทันแน่นอน

แต่อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ก็ยังถือเป็นเพียงช่วงเริ่มต้นของการสร้างสรรค์ในระบบนิเวศของ Nostr ยังคงมีพื้นที่ให้พัฒนาอีกมาก เนื่องจาก NIP ใหม่ๆมาเยอะและเร็วแบบนี้ client ก็คงมีพัฒนาตามไม่ทันบ้าง และ NIP ที่มีอยู่ก็อาจจะมีข้อจำกัดบางอย่างซึ่งสามารถถูกแทนที่ด้วย NIP ใหม่ๆที่ดีกว่าได้เสมอ ในตอนนี้มันอาจจะยังไม่เสถียรมาก ยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยๆ แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่าความรวดเร็วในการพัฒนานี้ ประกอบกับความ permissionless จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ดึงดูดผู้คนเข้ามาใช้งาน Nostr ได้อย่างแน่นอน

## อ้างอิง

- Dumb Networks, Innovation and the Festival of the Commons: https://youtu.be/x8FCRZ0BUCw

- NIP-01: https://github.com/nostr-protocol/nips/blob/master/01.md

สุดยอดมากครับ เขียนได้ดีมาก มันมีความเชื่อมโยงกันอย่างเห็นได้ชัดจริงๆ และผมมีความเชื่อแบบเดียวกันกับคุณเลยว่าเทคโนโลยีที่ไม่ได้ถูกปิดกั้นและให้คุณค่าจะพัฒนาไปตามทางของมัน เรามารอดูการก้าวกระโดดกันครับ ขอบคุณสำหรับโน้ตนี้มากนะครับ เลิ้บบบ 💖✨

เห็นผมเป็นคนยังไงครับเนี่ยยคุณตุ๊ก แต่เห็นผมเป็นไงก็เป็นงั้นแหละ 5555555

นั่นหน่ะสิครับ ขึ้นอยู่กับเด็กละว่าจะอดทนได้ไหม เพราะเอาจริงตอนผมเป็นเด็กก็รอไม่ค่อยได้นะ อาจจะต้องยกภาพอธิบายให้ที impact มากพอที่เด็กคิดว่าคุ้มที่จะรอ แต่ก็ไม่ควรนานเกิน

เอาของที่เขาชอบมาล่อได้ไหมครับ เช่น ถ้าเก็บในเงินที่ดีในอนาคตเขาจะได้ซื้อของเล่นมากขึ้น หรือ ได้ของที่อลังการมากขึ้น 55555