Avatar
9shrek
4abce21a1e851a68bcc40c42aaf5128294337cd6106d72c0196dac5eb25c4a3e
“ Do What It Take “ but also “ Do What I Love ”

อ้าว สรุปอันยาวๆอันนี้โพสต์ได้ งง แต่ทำไมไม่ขึ้นที่โปรไฟล์ ผู้รู้ช่วยผมด้วยผมงง

#siamstr nostr:note1zhymuff20df03vnx9yp8w4rsgdmfk9fdamy5tnfqj0qcfw4xp73srdklw8

ใช่ครับสำรวจโดยเทคโนโลยีปัจจุบัน ส่วนเรื่องพัฒนาเทคโนโลยีก็อาจจะเกิดขึ้นจริงได้เหมือนกัน ต้องรอดูว่าจะมีแบตตัวใหม่ที่ใช้ลิเธียมน้อยลงได้ประสิทธืภาพเท่ากันหรือใช้ตัวอื่นมาแทนมั้ย หรืออาจจะมีการนำแบตมารีไซเคิลให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดก็เป็นได้ ต้องรอดูกันต่อไป ข้อ1ที่ว่าแบตลิเธียมจะหมดโลกคือเป็นมุมมองที่ถ้าไม่มีการพัฒนาความยั่งยืนในการใช้ลิเทียมภายใน2-5ปีนี้ครับ ในมุมมองของผม ผมมองว่าลิเธียมหมดได้ไม่เป็นไรครับ เพราะยังมีแบตหลายตัวที่ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ไม่ใช้ลิเธียมเป็นส่วนประกอบ อย่างตัวNi-MH นิกเกิลเมทัลไฮไดรด์ ตัวนี้ก็นิยมใช้ในรถไฮบริดทั่วๆไปครับ ตัวโซลิดสเตตที่โตโยต้าซุ่มพัฒนาอยู่ก็น่าสนใจครับ แว่วๆมาว่าsolid state battery ไม่มีลิเธียมก็ได้แต่ดีกว่า รอดูกันต่อครับ

คือผมกดลงยาวๆรวดเดียวพร้อมกันไม่ได้อะ55555 แบ่งลงเป็นท็อปปิคไปก่อนละกัน

ว่าแต่มีใครพอมีวิธีให้ลงยาวๆรวดเดียวได้มั้ยหรือเขามีจำกัดจำนวนคำอยู่แล้วครับ ผมไม่เห็น

#siamstr

สวัสดีทุกคนอีกครั้ง วันนี้จะเอามุมมองของอาจารย์มาเล่าอีกเช่นเคย

คือผมเรียนยานยนต์เนาะ หลายคนยังไม่ทราบ แต่ว่าๆๆผมยังเรียนไม่จบเน้อ

4.รถไฟฟ้าเสียพลังงานทิ้งมากกว่าที่คิด

โอเคหลังจากเล่าที่อาจารย์สอนในห้องไปแล้วได้เวลากลับมาที่การทดลองในห้องเรียน

สูตรหลักที่ใช้คือสูตรหาค่าประสิทธิภาพ คือ ค่าพลังงานที่เราใช้ได้ ส่วนด้วย ค่าพลังานที่ใส่มา(พลังงานที่มี) เลขออกมาเท่าไหร่ถ้าเราคูณ 100 มันจะได้ว่าเราเอาพลังงานที่มีมาใช้ได้จริงๆกี่เปอร์เซ็นต์ พอเราทำการทดลองปุ๊บๆปั๊บๆพวกผมได้ออกมาว่ารถไฟฟ้าที่นำมาทดลองเอาพลังงานไปใช้ได้จริงๆแค่ 19.02% โอ้วชิท โคตรน้อย เสียพลังงานฟรี 80% แต่ว่าๆๆๆๆค่าที่ได้คือค่าจากการที่มีปัจจัยและเครื่องทดสอบที่ diy กันขึ้นมา มันไม่ได้มีประสิทธิภาพขนาดนั้น ไดโน่ที่เอามาวัด มันเสียแรงทิ้งเยอะอยู่เหมือนกัน ค่าที่ควรจะเกิดขึ้นจะอยู่ที่ 70%-80% แต่ว่าๆๆๆๆ เราอาจจะคิดว่าเออ 20% ที่เสียไปมันก็พอจะคุ้มค่า ทะว่ามันไม่ได้เสียแค่ 20% เพราะกว่าจะมาถึงรถไฟฟ้าของเราเนี่ย มันหลายกระบวนการหลายขั้นตอนมากกกก ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ผลิตไฟฟ้า ส่งเข้าสายไฟ สายไฟจุกระแสมากๆแรงดันมากๆเกิดความร้อน พลังงานก็ระเหยไปตามความร้อน จากกฎเทอโมที่เคยบอกไป พลังงานมันไม่หายไปไหนมันแค่เปลี่ยนรูป จากพลังงานไฟฟ้าเป็นความร้อน และความร้อนก็ระเหยทิ้ง กว่าจะมาถึงต้องไปผ่านกระบวนการนั่นนี่เยอะแยะมากมายจนมาถึงรถไฟฟ้าตอนที่เราชาร์จ แล้วเราก็ต้องเสียเพิ่มอีก20%จากการนำมาใช้จริงบนรถ เพราะฉนั้นพลังงานที่เราเสียไปจริงๆตั้งแต่ต้นสายโรงงานผลิตไฟฟ้ามันน่าจะเยอะมากกว่า 20%

#nostr #siamstr #zap

สวัสดีทุกคนอีกครั้ง วันนี้จะเอามุมมองของอาจารย์มาเล่าอีกเช่นเคย

คือผมเรียนยานยนต์เนาะ หลายคนยังไม่ทราบ แต่ว่าๆๆผมยังเรียนไม่จบเน้อ

3.ความต่างของรถไฟฟ้า(EVs Car)และรถสันดาปน้ำมันที่เด่นๆ

ต่อมาจะพูดเรื่องความต่างเด่นๆของรถไฟฟ้าและรถสันดาปที่ใช้น้ำมัน

รถไฟฟ้าไม่เสียพลังงานในรูปของความร้อน(แต่เสียพลังงานในการส่งผ่านไฟฟ้ากว่าจะมาถึงรถ) รถสันดาปก็ตรงข้ามเลย

รถไฟฟ้าไม่ปล่อยมลพิษ(ในแง่ของผลลัพ ที่มาพลังงานว่ากันอีกที) รถสันดาปก็ตรงข้ามเลย มีมลพิษ

รถไฟฟ้าเงียบกว่ารถสันดาป

รถไฟฟ้ากำลังรอบต้นสูงกว่าเยอะมากกกกกกกกกก(มีรูปประกอบ ที่เป็นกราฟ) และประหยัดพลังงานมากกว่าในรถไฮบริด(ข้อนี้เดี๋ยวถกอีกที)

จากรูปทุกคนจะเห็นว่ารถไฟฟ้ามีกำลังมากกว่ามากในรอบต้นและจะค่อยๆลดลงในรอบปลาย ส่วนรถสันดาปจะค่อยๆสูงขึ้นแล้วก็ต่ำลงอีกที การที่รอบปลายต่ำลงคือเขาออกแบบเครื่องยนต์มาให้มันแต่รักษาความเร็วปลาย กำลังเลยไม่ต้องสูงมากและเพื่อความปลอดภัยของเครื่องยนต์ไม่ให้ระเบิดก่อน(คนที่ขับรถจะเห็นสีแดงๆตรงเกจวัดรอบ คือถ้าเกินนั้นมันระเบิด มันพัง ) ต่อมามาถกกันเรื่องรถไฟฟ้าไฮบริดมันประหยัดพลังงานมากกว่าในแง่ของกำลังและรอบปลาย คืองี้ ด้วยความที่รอบต้นมันสูงอยู่แล้ว(บางคนมีรถไฟฟ้าจะรู้สึกว่าเหยียบลงไปนิดเดียวมันดึงแล้ว อันนั้นคือปกติของรถไฟฟ้าเพราะว่ากำลังมันสูงตั้งแต่รอบต้น) พอรอบมันสูงทำให้รถไปถึงความไวที่ต้องการไว พอถึงรอบปลายมันก็จะตกเหมือนรถสันดาป รถไฮบริดโดยทั่วไปเราจะเริ่มใช้ไฟฟ้าก่อนแล้วค่อยใช้น้ำมันเพื่อให้ได้รอบสูงไวๆเพราะกำลังมอเตอร์สูงกว่าและจะปรับมาใช้น้ำมันในรอบปลาย คือรอบต้นที่ใช้ไฟฟ้ามันกินพลังงานนิดเดียวก็ได้ความเร็วที่ต้องการละ ผิดกับรถน้ำมันที่ต้องเผามากขึ้นเรื่อยๆถึงจะได้กำลังที่มากพอที่จะได้รอบที่สูงขึ้น

ตรงนี้มีข้อสังเกต:แบรนด์รถไฟฟ้าจะออกมาบอกว่า1-100ได้กี่วิจริงๆคือมันก็เร่งได้เท่าๆกัน วัดกันแค่ที่ระดับเสี้ยววินาที ซึ่งไม่รู้สึกต่าง และคนเราก็ไม่ได้จะเอารถไปใช้แข่งกันทุกวัน แต่ละแบรนด์ 3-4วิคือเบสิคของรถไฟฟ้า มันเป็นแค่การตลาด แต่เราจะว้าวแหละเพราะมันดูสุดยอดมากเมื่อเทียบกับรถน้ำมัน แต่ก่อนผมก็ว้าวเหมือนกัน

#nostr #siamstr #zap

สวัสดีทุกคนอีกครั้ง วันนี้จะเอามุมมองของอาจารย์มาเล่าอีกเช่นเคย

คือผมเรียนยานยนต์เนาะ หลายคนยังไม่ทราบ แต่ว่าๆๆผมยังเรียนไม่จบเน้อ

2.เห้ย รถไฟฟ้า(EVs Car)มันมีมาก่อนเราเกิดอีก

ต่อมาเป็นอาจารย์ที่ทำเรื่องแบตเตอรี่รถยนต์ เราจะมีบทนึงที่ได้เรียนเรื่องการส่งกำลังของแบตเตอรี่ พวกผมที่เป็นผู้เรียนจะได้ทำการทดลองว่าแบตเท่านี้ จ่ายไฟเท่านี้ ได้ทอร์คได้กำลังได้รอบเท่าไหร่ แล้วกระแส ความดันไฟฟ้า ในแบตเตอรี่ลดลงมั้ย (มันเป็นอะไรที่โคตรยากเพราะห้องแล็บนั้นมันเป็นแบบ diy เราไม่ได้มีไดโน่มาวัดความเร็วรถ หรือวัดทอร์ค สิ่งที่ทำก็คือเราจะใช้แรงเบรกของเบรกมาคิดเป็นทอร์คอีกที)(ไดโน่คือไอเครื่องที่มันจะให้เราเอารถไปไว้ด้านบนแล้วเร่งสุดๆ จะมีความเร็วออกมาให้เลย แบบพวกร้านแต่งรถที่โมรถให้เร็วขึ้น หรือพวกที่เขามีแข่งที่ต้องเทสรถไรงี้ ซึ่งของพวกผมมันมีตัวแปรภายนอกเยอะมากทำให้ไม่ได้ค่าจริง %error สูงอยู่นะหลังการทดลอง)

แต่ทำไมเราต้องทดลองแล้วมันเกี่ยวอะไรกับรถอีวี ก่อนอื่นเลยรถที่นำมาทดสอบเป็นรถอีวี แต่ผมจะบอกตอนท้ายว่าการทดลองเนี่ยได้อะไร ขอเล่าที่จารสอนก่อน

เปิดมาด้วยประวัติของรถอีวี ผมจะเล่าแบบรวบรัดนิดนึง

คศ.1828 นักประดิษฐ์ชาวฮังการีคิดค้นมอเตอร์ไฟฟ้า และสร้างโมเดลรถขนาดเล็กเพื่อเทสมอเตอร์

คศ.1834 ทีมของ Sibrandus Stratingh สร้างรถที่ใช้แบตเตอรี่แต่ยังชาร์จไม่ได้

คศ.1859 มีการคิดค้นแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรด แบตที่ชาร์จซ้ำได้อันแรก

คศ.1880 Gustave Trouve คิดค้นรถไฟฟ้าที่ใช้มอเตอร์ขนาดเล็ก และชาร์จซ้ำได้

คศ.1884 Thomas Parker สร้างรถยนต์ไฟฟ้าแบบสี่ล้อคันแรกในอังกฤษ

คศ.1888 Andreas Flocken ออกแบบรถไฟฟ้าชื่อ Flocken Elektrowagen

*แต่ถึงอย่างนั้นรถไฟฟ้าก็ไม่เป็นที่นิยมเพราะแต่ก่อนวิ่งได้แค่4-8กิโลเมตรต่อชั่วโมง และวิ่งได้ไม่ไกล

คศ.1915-1935 มีการค้นพบบ่อน้ำมันปิโตรเลียมทั่วโลก ช่วงเวลาเดียวกันที่ Hery Ford ผลิตรถยนต์ Ford Model T ออกมาปริมาณมาก ยุคแรกเริ่มของรถยนต์สันดาปแบบฮอตฮิต

*รถน้ำมันบูมมากเพราะมีการตัดถนนระหว่างเมืองที่มีเส้นทางยาวและไกล รถไฟฟ้าวิ่งไกลไม่ได้ แต่รถน้ำมันวิ่งได้แน่นอน เลยบูม

คศ.1970-1980 สหรัฐออกกฎหมายจูงใจ ชื่อ " Public Law 94-413 " หรืออีกชื่อ " Electric And Hybrid Vehicle Research ,Development And Demonstration Act " ให้มีการทำตลาดรถไฟฟ้าอีกครั้งหลังจากหายไปนาน เพราะว่าองค์กรส่งออกน้ำมันแห่งชาติอาหรับ(ไม่ใช่่โอเปก)ผูกขาดน้ำมัน so น้ำมันแพงนั่นแหละ เลยอยากหาทางเลิกใช้

*อะหรือว่ารถไฟฟ้าเป็นแค่แนวคิดที่เอามาต่อต้านชาติอาหรับ เพื่อความแข็งแแกร่งของสหรัฐที่มากขึ้นเพื่อพยุงเงินและอำนาจของตัวเอง เลยเอาเรื่องลดโลกร้อนมาเล่น แบบที่ผมบอกในโน๊ตเทอโมไดนามิกที่เล่าไปก่อนหน้านี้ว่าโลกร้อนมันไม่มีจริงตั้งแต่แรกเพราะมันจะร้อนอยู่แล้ว

คศ.1990-2008 General Motors ทดสอบรถไฟฟ้า Electrovette ที่ใช้แบตเตอรี่นิเกิลเมทัลไฮไดรด์แบบชาร์จซ้ำได้ และได้ทำการวางจำหน่ายปีต่อๆมาแต่สุดท้ายล้มละลายเพราะขายไม่ดี แต่ก็มีเทคโนโลยีเด็ดๆเยอะเหมือนกันจนหลายๆแบรนด์เอามาเป็นต้นแบบจนถึงปัจจุบัน เช่น HVAC heat pump ,สตาร์ทรถแบบไม่ใช้กุญแจ ,การขับเคลื่อนด้วยสายและการเบรกด้วยสาย(มันคือสายน้ำมันไฮโดรลิกนั่นเอง) และเทคโนโลยีสุดท้ายคือพวงมาลัยไฟฟ้าไฮโดรลิก

คศ.1995-1997 Toyota มีทีมพัฒนาชื่อว่า toyota prius concept พัฒนารถไฮบริด จนได้ปล่อยจำหน่าย (เครื่องยนต์แบบ Atkinson-Cycle ช่วยให้เผาไหม้สมบูรณ์ + กำลังรอบต้นของมอเตอร์ไฟฟ้า เกียร์ออโต้) ส่วนตัวพรีอุสปี2003ใช้แบตเตอรี่นิเกิลเมทัลไฮไดรด์ ชาร์จซ้ำได้ทั้งสองรุ่นเน้อ

คศ.2011 ทั่วโลกมีกฎหมายสนับสนุนรถไฟฟ้าเป็นของตัวเองในแต่ละประเทศ

#nostr #siamstr #zap

สวัสดีทุกคนอีกครั้ง วันนี้จะเอามุมมองของอาจารย์มาเล่าอีกเช่นเคย

คือผมเรียนยานยนต์เนาะ หลายคนยังไม่ทราบ แต่ว่าๆๆผมยังเรียนไม่จบเน้อ

1.รถไฟฟ้า(EVs Car)กินส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ได้กี่เปอร์เซ็นต์

คือผมรู้จักกับอาจารย์สองท่านในคณะเนี่ยแหละ คนนึงคือบ้าเครื่องยนต์มากชอบออกแบบเครื่องยนต์ชอบดูกลไกการทำงานเครื่องยนต์ ล่าสุดอาจารย์ได้ทำเครื่องยนต์หรือไปออกแบบดาวเทียมอะไรซักอย่าง

ส่วนอีกคนทำโปรเจกท์เรื่องแบตเตอรี่รถไฟฟ้าและเรื่องพลังงานไฮโดรเจนอยู่

อาจารย์ท่านแรกตอนที่พวกเรากำลังเรียนเรื่องชิ้นส่วนต่างๆและการทำงานของเครื่องยนต์ อาจารย์ถามว่า "นักศึกษาทุกคนครับ ผมมีคำถาม ตอนนี้ทุกคนคงได้เห็นได้ดูกันมาแล้วว่ารถอีวี(รถไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ล้วน ไม่ไฮบริด ไม่เติมน้ำมันไปปั่นไฟ มีแต่แบตเลยที่ให้พลังงาน) ว่าช่วงนี้บูมมาก เลยอยากจะถามว่าทุกคนคิดว่ารถอีวีจะสามารถกินส่วนแบ่งในตลาดรถยนต์ทั่วทั้งโลกได้กี่เปอร์เซ็นต์"

นายสุริสัก " 80 เปอร์เซ็นต์ครับ "

นางสาวปิยะทิด๊า " 50 เปอร์เซ็นต์ค่ะ "

นายสุทิวุฒระไตรเมสิขาองครฉัตรินธร " 20 ครับ "

อาจารย์ถามต่อว่า " มีใครคิดว่าน้อยกว่า 20 มั้ย "

ผมที่พึ่งอ่านข่าวเรื่องลิเธียมจะหมดโลกมา " *ยกมือ " ( ผมก็ตอบไม่ได้ว่ามันกี่เปอร์แต่คืออ่านข่าวมาแค่คร่าวๆ ของ bbc )

อาจารย์ถามว่า "ทำไมคิดแบบนั้น"

ผมก็ตอบตามตรงว่า "ผมอ่านข่าวมาเขาบอกว่าลิเธียมกำลังจะหมดโลกครับ"

อาจารย์บอกว่า "ใช่" และอธิบายต่อว่า "ถูกอย่างเพื่อนว่า ลิเธียมจะหมดโลก การคาดการณ์ของทางฝั่งเมกา เขาตีพิมพ์เป็นตัวเลขคร่าวๆว่าลิเธียมเนี่ย เมื่อเราเอามาผลิตแบตเตอรี่ทั้งหมดจนหมดโลกเราจะทำรถอีวีได้แค่ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของตลาดรถยนต์"

หลังจากวันนั้นมันทำให้ผมมีความคิดอะไรบางอย่างเกิดขึ้น คือ คนทั่วไปเราไม่รู้หรอกว่ามันจะกินส่วนแบ่งค์ในตลาดได้แค่ 10 เปอร์เซ็นต์ แต่คนที่เป็นคนทำขึ้นมาเขาอาจจะรู้อยู่แล้ว ทำไมเลือกที่จะไม่บอกเหมือนฟองสบู่ที่รอวันแตก ผมคิดว่าตอนนี้มันแค่เพิ่งเริ่ม ยุคของรถไฟฟ้ามันจะบูมจนคนเกือบทั้งโลกคิดแล้วว่ามาเปลี่ยนโลกแน่มาแน่ น้ำมันแกจะไปไหนก็ไปไป๊ ทำให้น้ำมันร่วงเหมือนกับที่โควิดที่คนคิด่ามันจบแล้วไม่ได้ใช้ละน้ำมัน ผมเลยมองว่าวิกฤตที่ส่งผลเสียต่อน้ำมันแบบชั่วคราวอาจเกิดขึ้นได้อีกเร็วๆนี้(ที่เกี่ยวกับอีวี)

#nostr #siamstr #zap

สวัสดีทุกคนอีกครั้ง วันนี้จะเอามุมมองของอาจารย์มาเล่าอีกเช่นเคย

คือผมเรียนยานยนต์เนาะ หลายคนยังไม่ทราบ แต่ว่าๆๆผมยังเรียนไม่จบเน้อ

อะอันนี้ยาวมากเดี๋ยวทำ Outline ไว้ด้วยจะได้เลือกอ่านกันง่ายๆตามหัวข้อที่สนใจ

1.รถไฟฟ้า(EVs Car)กินส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ได้กี่เปอร์เซ็นต์ และสิ่งที่ผมคิดได้

2.เห้ย! รถไฟฟ้า(EVs Car)มันมีมาก่อนเราเกิดอีก

3.ความต่างของรถไฟฟ้า(EVs Car)และรถสันดาปน้ำมันที่เด่นๆ

4.รถไฟฟ้าเสียพลังงานทิ้งมากกว่าที่คิด

1.รถไฟฟ้า(EVs Car)กินส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ได้กี่เปอร์เซ็นต์

คือผมรู้จักกับอาจารย์สองท่านในคณะเนี่ยแหละ คนนึงคือบ้าเครื่องยนต์มากชอบออกแบบเครื่องยนต์ชอบดูกลไกการทำงานเครื่องยนต์ ล่าสุดอาจารย์ได้ทำเครื่องยนต์หรือไปออกแบบดาวเทียมอะไรซักอย่าง

ส่วนอีกคนทำโปรเจกท์เรื่องแบตเตอรี่รถไฟฟ้าและเรื่องพลังงานไฮโดรเจนอยู่

อาจารย์ท่านแรกตอนที่พวกเรากำลังเรียนเรื่องชิ้นส่วนต่างๆและการทำงานของเครื่องยนต์ อาจารย์ถามว่า "นักศึกษาทุกคนครับ ผมมีคำถาม ตอนนี้ทุกคนคงได้เห็นได้ดูกันมาแล้วว่ารถอีวี(รถไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ล้วน ไม่ไฮบริด ไม่เติมน้ำมันไปปั่นไฟ มีแต่แบตเลยที่ให้พลังงาน) ว่าช่วงนี้บูมมาก เลยอยากจะถามว่าทุกคนคิดว่ารถอีวีจะสามารถกินส่วนแบ่งในตลาดรถยนต์ทั่วทั้งโลกได้กี่เปอร์เซ็นต์"

นายสุริสัก " 80 เปอร์เซ็นต์ครับ "

นางสาวปิยะทิด๊า " 50 เปอร์เซ็นต์ค่ะ "

นายสุทิวุฒระไตรเมสิขาองครฉัตรินธร " 20 ครับ "

อาจารย์ถามต่อว่า " มีใครคิดว่าน้อยกว่า 20 มั้ย "

ผมที่พึ่งอ่านข่าวเรื่องลิเธียมจะหมดโลกมา " *ยกมือ " ( ผมก็ตอบไม่ได้ว่ามันกี่เปอร์แต่คืออ่านข่าวมาแค่คร่าวๆ ของ bbc )

อาจารย์ถามว่า "ทำไมคิดแบบนั้น"

ผมก็ตอบตามตรงว่า "ผมอ่านข่าวมาเขาบอกว่าลิเธียมกำลังจะหมดโลกครับ"

อาจารย์บอกว่า "ใช่" และอธิบายต่อว่า "ถูกอย่างเพื่อนว่า ลิเธียมจะหมดโลก การคาดการณ์ของทางฝั่งเมกา เขาตีพิมพ์เป็นตัวเลขคร่าวๆว่าลิเธียมเนี่ย เมื่อเราเอามาผลิตแบตเตอรี่ทั้งหมดจนหมดโลกเราจะทำรถอีวีได้แค่ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของตลาดรถยนต์"

หลังจากวันนั้นมันทำให้ผมมีความคิดอะไรบางอย่างเกิดขึ้น คือ คนทั่วไปเราไม่รู้หรอกว่ามันจะกินส่วนแบ่งค์ในตลาดได้แค่ 10 เปอร์เซ็นต์ แต่คนที่เป็นคนทำขึ้นมาเขาอาจจะรู้อยู่แล้ว ทำไมเลือกที่จะไม่บอกเหมือนฟองสบู่ที่รอวันแตก ผมคิดว่าตอนนี้มันแค่เพิ่งเริ่ม ยุคของรถไฟฟ้ามันจะบูมจนคนเกือบทั้งโลกคิดแล้วว่ามาเปลี่ยนโลกแน่มาแน่ น้ำมันแกจะไปไหนก็ไปไป๊ ทำให้น้ำมันร่วงเหมือนกับที่โควิดที่คนคิด่ามันจบแล้วไม่ได้ใช้ละน้ำมัน ผมเลยมองว่าวิกฤตที่ส่งผลเสียต่อน้ำมันแบบชั่วคราวอาจเกิดขึ้นได้อีกเร็วๆนี้(ที่เกี่ยวกับอีวี)

2.เห้ย รถไฟฟ้า(EVs Car)มันมีมาก่อนเราเกิดอีก

ต่อมาเป็นอาจารย์ที่ทำเรื่องแบตเตอรี่รถยนต์ เราจะมีบทนึงที่ได้เรียนเรื่องการส่งกำลังของแบตเตอรี่ พวกผมที่เป็นผู้เรียนจะได้ทำการทดลองว่าแบตเท่านี้ จ่ายไฟเท่านี้ ได้ทอร์คได้กำลังได้รอบเท่าไหร่ แล้วกระแส ความดันไฟฟ้า ในแบตเตอรี่ลดลงมั้ย (มันเป็นอะไรที่โคตรยากเพราะห้องแล็บนั้นมันเป็นแบบ diy เราไม่ได้มีไดโน่มาวัดความเร็วรถ หรือวัดทอร์ค สิ่งที่ทำก็คือเราจะใช้แรงเบรกของเบรกมาคิดเป็นทอร์คอีกที)(ไดโน่คือไอเครื่องที่มันจะให้เราเอารถไปไว้ด้านบนแล้วเร่งสุดๆ จะมีความเร็วออกมาให้เลย แบบพวกร้านแต่งรถที่โมรถให้เร็วขึ้น หรือพวกที่เขามีแข่งที่ต้องเทสรถไรงี้ ซึ่งของพวกผมมันมีตัวแปรภายนอกเยอะมากทำให้ไม่ได้ค่าจริง %error สูงอยู่นะหลังการทดลอง)

แต่ทำไมเราต้องทดลองแล้วมันเกี่ยวอะไรกับรถอีวี ก่อนอื่นเลยรถที่นำมาทดสอบเป็นรถอีวี แต่ผมจะบอกตอนท้ายว่าการทดลองเนี่ยได้อะไร ขอเล่าที่จารสอนก่อน

เปิดมาด้วยประวัติของรถอีวี ผมจะเล่าแบบรวบรัดนิดนึง

คศ.1828 นักประดิษฐ์ชาวฮังการีคิดค้นมอเตอร์ไฟฟ้า และสร้างโมเดลรถขนาดเล็กเพื่อเทสมอเตอร์

คศ.1834 ทีมของ Sibrandus Stratingh สร้างรถที่ใช้แบตเตอรี่แต่ยังชาร์จไม่ได้

คศ.1859 มีการคิดค้นแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรด แบตที่ชาร์จซ้ำได้อันแรก

คศ.1880 Gustave Trouve คิดค้นรถไฟฟ้าที่ใช้มอเตอร์ขนาดเล็ก และชาร์จซ้ำได้

คศ.1884 Thomas Parker สร้างรถยนต์ไฟฟ้าแบบสี่ล้อคันแรกในอังกฤษ

คศ.1888 Andreas Flocken ออกแบบรถไฟฟ้าชื่อ Flocken Elektrowagen

*แต่ถึงอย่างนั้นรถไฟฟ้าก็ไม่เป็นที่นิยมเพราะแต่ก่อนวิ่งได้แค่4-8กิโลเมตรต่อชั่วโมง และวิ่งได้ไม่ไกล

คศ.1915-1935 มีการค้นพบบ่อน้ำมันปิโตรเลียมทั่วโลก ช่วงเวลาเดียวกันที่ Hery Ford ผลิตรถยนต์ Ford Model T ออกมาปริมาณมาก ยุคแรกเริ่มของรถยนต์สันดาปแบบฮอตฮิต

*รถน้ำมันบูมมากเพราะมีการตัดถนนระหว่างเมืองที่มีเส้นทางยาวและไกล รถไฟฟ้าวิ่งไกลไม่ได้ แต่รถน้ำมันวิ่งได้แน่นอน เลยบูม

คศ.1970-1980 สหรัฐออกกฎหมายจูงใจ ชื่อ " Public Law 94-413 " หรืออีกชื่อ " Electric And Hybrid Vehicle Research ,Development And Demonstration Act " ให้มีการทำตลาดรถไฟฟ้าอีกครั้งหลังจากหายไปนาน เพราะว่าองค์กรส่งออกน้ำมันแห่งชาติอาหรับ(ไม่ใช่่โอเปก)ผูกขาดน้ำมัน so น้ำมันแพงนั่นแหละ เลยอยากหาทางเลิกใช้

*อะหรือว่ารถไฟฟ้าเป็นแค่แนวคิดที่เอามาต่อต้านชาติอาหรับ เพื่อความแข็งแแกร่งของสหรัฐที่มากขึ้นเพื่อพยุงเงินและอำนาจของตัวเอง เลยเอาเรื่องลดโลกร้อนมาเล่น แบบที่ผมบอกในโน๊ตเทอโมไดนามิกที่เล่าไปก่อนหน้านี้ว่าโลกร้อนมันไม่มีจริงตั้งแต่แรก

คศ.1990-2008 General Motors ทดสอบรถไฟฟ้า Electrovette ที่ใช้แบตเตอรี่นิเกิลเมทัลไฮไดรด์แบบชาร์จซ้ำได้ และได้ทำการวางจำหน่ายปีต่อๆมาแต่สุดท้ายล้มละลายเพราะขายไม่ดี แต่ก็มีเทคโนโลยีเด็ดๆเยอะเหมือนกันจนหลายๆแบรนด์เอามาเป็นต้นแบบจนถึงปัจจุบัน เช่น HVAC heat pump ,สตาร์ทรถแบบไม่ใช้กุญแจ ,การขับเคลื่อนด้วยสายและการเบรกด้วยสาย(มันคือสายน้ำมันไฮโดรลิกนั่นเอง) และเทคโนโลยีสุดท้ายคือพวงมาลัยไฟฟ้าไฮโดรลิก

คศ.1995-1997 Toyota มีทีมพัฒนาชื่อว่า toyota prius concept พัฒนารถไฮบริด จนได้ปล่อยจำหน่าย (เครื่องยนต์แบบ Atkinson-Cycle ช่วยให้เผาไหม้สมบูรณ์ + กำลังรอบต้นของมอเตอร์ไฟฟ้า เกียร์ออโต้) ส่วนตัวพรีอุสปี2003ใช้แบตเตอรี่นิเกิลเมทัลไฮไดรด์ ชาร์จซ้ำได้ทั้งสองรุ่นเน้อ

คศ.2011 ทั่วโลกมีกฎหมายสนับสนุนรถไฟฟ้าเป็นของตัวเองในแต่ละประเทศ

3.ความต่างของรถไฟฟ้า(EVs Car)และรถสันดาปน้ำมันที่เด่นๆ

ต่อมาจะพูดเรื่องความต่างเด่นๆของรถไฟฟ้าและรถสันดาปที่ใช้น้ำมัน

รถไฟฟ้าไม่เสียพลังงานในรูปของความร้อน(แต่เสียพลังงานในการส่งผ่านไฟฟ้ากว่าจะมาถึงรถ) รถสันดาปก็ตรงข้ามเลย

รถไฟฟ้าไม่ปล่อยมลพิษ(ในแง่ของผลลัพ ที่มาพลังงานว่ากันอีกที) รถสันดาปก็ตรงข้ามเลย มีมลพิษ

รถไฟฟ้าเงียบกว่ารถสันดาป

รถไฟฟ้ากำลังรอบต้นสูงกว่าเยอะมากกกกกกกกกก(มีรูปประกอบ ที่เป็นกราฟ) และประหยัดพลังงานมากกว่าในรถไฮบริด(ข้อนี้เดี๋ยวถกอีกที)

จากรูปทุกคนจะเห็นว่ารถไฟฟ้ามีกำลังมากกว่ามากในรอบต้นและจะค่อยๆลดลงในรอบปลาย ส่วนรถสันดาปจะค่อยๆสูงขึ้นแล้วก็ต่ำลงอีกที การที่รอบปลายต่ำลงคือเขาออกแบบเครื่องยนต์มาให้มันแต่รักษาความเร็วปลาย กำลังเลยไม่ต้องสูงมากและเพื่อความปลอดภัยของเครื่องยนต์ไม่ให้ระเบิดก่อน(คนที่ขับรถจะเห็นสีแดงๆตรงเกจวัดรอบ คือถ้าเกินนั้นมันระเบิด มันพัง ) ต่อมามาถกกันเรื่องรถไฟฟ้าไฮบริดมันประหยัดพลังงานมากกว่าในแง่ของกำลังและรอบปลาย คืองี้ ด้วยความที่รอบต้นมันสูงอยู่แล้ว(บางคนมีรถไฟฟ้าจะรู้สึกว่าเหยียบลงไปนิดเดียวมันดึงแล้ว อันนั้นคือปกติของรถไฟฟ้าเพราะว่ากำลังมันสูงตั้งแต่รอบต้น) พอรอบมันสูงทำให้รถไปถึงความไวที่ต้องการไว พอถึงรอบปลายมันก็จะตกเหมือนรถสันดาป รถไฮบริดโดยทั่วไปเราจะเริ่มใช้ไฟฟ้าก่อนแล้วค่อยใช้น้ำมันเพื่อให้ได้รอบสูงไวๆเพราะกำลังมอเตอร์สูงกว่าและจะปรับมาใช้น้ำมันในรอบปลาย คือรอบต้นที่ใช้ไฟฟ้ามันกินพลังงานนิดเดียวก็ได้ความเร็วที่ต้องการละ ผิดกับรถน้ำมันที่ต้องเผามากขึ้นเรื่อยๆถึงจะได้กำลังที่มากพอที่จะได้รอบที่สูงขึ้น

ตรงนี้มีข้อสังเกต:แบรนด์รถไฟฟ้าจะออกมาบอกว่า1-100ได้กี่วิจริงๆคือมันก็เร่งได้เท่าๆกัน วัดกันแค่ที่ระดับเสี้ยววินาที ซึ่งไม่รู้สึกต่าง และคนเราก็ไม่ได้จะเอารถไปใช้แข่งกันทุกวัน แต่ละแบรนด์ 3-4วิคือเบสิคของรถไฟฟ้า มันเป็นแค่การตลาด แต่เราจะว้าวแหละเพราะมันดูสุดยอดมากเมื่อเทียบกับรถน้ำมัน แต่ก่อนผมก็ว้าวเหมือนกัน

4.รถไฟฟ้าเสียพลังงานทิ้งมากกว่าที่คิด

โอเคหลังจากเล่าที่อาจารย์สอนในห้องไปแล้วได้เวลากลับมาที่การทดลองในห้องเรียน

สูตรหลักที่ใช้คือสูตรหาค่าประสิทธิภาพ คือ ค่าพลังงานที่เราใช้ได้ ส่วนด้วย ค่าพลังานที่ใส่มา(พลังงานที่มี) เลขออกมาเท่าไหร่ถ้าเราคูณ 100 มันจะได้ว่าเราเอาพลังงานที่มีมาใช้ได้จริงๆกี่เปอร์เซ็นต์ พอเราทำการทดลองปุ๊บๆปั๊บๆพวกผมได้ออกมาว่ารถไฟฟ้าที่นำมาทดลองเอาพลังงานไปใช้ได้จริงๆแค่ 19.02% โอ้วชิท โคตรน้อย เสียพลังงานฟรี 80% แต่ว่าๆๆๆๆค่าที่ได้คือค่าจากการที่มีปัจจัยและเครื่องทดสอบที่ diy กันขึ้นมา มันไม่ได้มีประสิทธิภาพขนาดนั้น ไดโน่ที่เอามาวัด มันเสียแรงทิ้งเยอะอยู่เหมือนกัน ค่าที่ควรจะเกิดขึ้นจะอยู่ที่ 70%-80% แต่ว่าๆๆๆๆ เราอาจจะคิดว่าเออ 20% ที่เสียไปมันก็พอจะคุ้มค่า ทะว่ามันไม่ได้เสียแค่ 20% เพราะกว่าจะมาถึงรถไฟฟ้าของเราเนี่ย มันหลายกระบวนการหลายขั้นตอนมากกกก ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ผลิตไฟฟ้า ส่งเข้าสายไฟ สายไฟจุกระแสมากๆแรงดันมากๆเกิดความร้อน พลังงานก็ระเหยไปตามความร้อน จากกฎเทอโมที่เคยบอกไป พลังงานมันไม่หายไปไหนมันแค่เปลี่ยนรูป จากพลังงานไฟฟ้าเป็นความร้อน และความร้อนก็ระเหยทิ้ง กว่าจะมาถึงต้องไปผ่านกระบวนการนั่นนี่เยอะแยะมากมายจนมาถึงรถไฟฟ้าตอนที่เราชาร์จ แล้วเราก็ต้องเสียเพิ่มอีก20%จากการนำมาใช้จริงบนรถ เพราะฉนั้นพลังงานที่เราเสียไปจริงๆตั้งแต่ต้นสายโรงงานผลิตไฟฟ้ามันน่าจะเยอะมากกว่า 20%

#nostr #siamstr #zap

สวัสดีทุกคนอีกครั้ง วันนี้จะเอามุมมองของอาจารย์มาเล่าอีกเช่นเคย

คือผมเรียนยานยนต์เนาะ หลายคนยังไม่ทราบ แต่ว่าๆๆผมยังเรียนไม่จบเน้อ

อะอันนี้ยาวมากเดี๋ยวทำ Outline ไว้ด้วยจะได้เลือกอ่านกันง่ายๆตามหัวข้อที่สนใจ

1.รถไฟฟ้า(EVs Car)กินส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ได้กี่เปอร์เซ็นต์ และสิ่งที่ผมคิดได้

2.เห้ย! รถไฟฟ้า(EVs Car)มันมีมาก่อนเราเกิดอีก

3.ความต่างของรถไฟฟ้า(EVs Car)และรถสันดาปน้ำมันที่เด่นๆ

4.รถไฟฟ้าเสียพลังงานทิ้งมากกว่าที่คิด

1.รถไฟฟ้า(EVs Car)กินส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ได้กี่เปอร์เซ็นต์

คือผมรู้จักกับอาจารย์สองท่านในคณะเนี่ยแหละ คนนึงคือบ้าเครื่องยนต์มากชอบออกแบบเครื่องยนต์ชอบดูกลไกการทำงานเครื่องยนต์ ล่าสุดอาจารย์ได้ทำเครื่องยนต์หรือไปออกแบบดาวเทียมอะไรซักอย่าง

ส่วนอีกคนทำโปรเจกท์เรื่องแบตเตอรี่รถไฟฟ้าและเรื่องพลังงานไฮโดรเจนอยู่

อาจารย์ท่านแรกตอนที่พวกเรากำลังเรียนเรื่องชิ้นส่วนต่างๆและการทำงานของเครื่องยนต์ อาจารย์ถามว่า "นักศึกษาทุกคนครับ ผมมีคำถาม ตอนนี้ทุกคนคงได้เห็นได้ดูกันมาแล้วว่ารถอีวี(รถไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ล้วน ไม่ไฮบริด ไม่เติมน้ำมันไปปั่นไฟ มีแต่แบตเลยที่ให้พลังงาน) ว่าช่วงนี้บูมมาก เลยอยากจะถามว่าทุกคนคิดว่ารถอีวีจะสามารถกินส่วนแบ่งในตลาดรถยนต์ทั่วทั้งโลกได้กี่เปอร์เซ็นต์"

นายสุริสัก " 80 เปอร์เซ็นต์ครับ "

นางสาวปิยะทิด๊า " 50 เปอร์เซ็นต์ค่ะ "

นายสุทิวุฒระไตรเมสิขาองครฉัตรินธร " 20 ครับ "

อาจารย์ถามต่อว่า " มีใครคิดว่าน้อยกว่า 20 มั้ย "

ผมที่พึ่งอ่านข่าวเรื่องลิเธียมจะหมดโลกมา " *ยกมือ " ( ผมก็ตอบไม่ได้ว่ามันกี่เปอร์แต่คืออ่านข่าวมาแค่คร่าวๆ ของ bbc )

อาจารย์ถามว่า "ทำไมคิดแบบนั้น"

ผมก็ตอบตามตรงว่า "ผมอ่านข่าวมาเขาบอกว่าลิเธียมกำลังจะหมดโลกครับ"

อาจารย์บอกว่า "ใช่" และอธิบายต่อว่า "ถูกอย่างเพื่อนว่า ลิเธียมจะหมดโลก การคาดการณ์ของทางฝั่งเมกา เขาตีพิมพ์เป็นตัวเลขคร่าวๆว่าลิเธียมเนี่ย เมื่อเราเอามาผลิตแบตเตอรี่ทั้งหมดจนหมดโลกเราจะทำรถอีวีได้แค่ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของตลาดรถยนต์"

หลังจากวันนั้นมันทำให้ผมมีความคิดอะไรบางอย่างเกิดขึ้น คือ คนทั่วไปเราไม่รู้หรอกว่ามันจะกินส่วนแบ่งค์ในตลาดได้แค่ 10 เปอร์เซ็นต์ แต่คนที่เป็นคนทำขึ้นมาเขาอาจจะรู้อยู่แล้ว ทำไมเลือกที่จะไม่บอกเหมือนฟองสบู่ที่รอวันแตก ผมคิดว่าตอนนี้มันแค่เพิ่งเริ่ม ยุคของรถไฟฟ้ามันจะบูมจนคนเกือบทั้งโลกคิดแล้วว่ามาเปลี่ยนโลกแน่มาแน่ น้ำมันแกจะไปไหนก็ไปไป๊ ทำให้น้ำมันร่วงเหมือนกับที่โควิดที่คนคิด่ามันจบแล้วไม่ได้ใช้ละน้ำมัน ผมเลยมองว่าวิกฤตที่ส่งผลเสียต่อน้ำมันแบบชั่วคราวอาจเกิดขึ้นได้อีกเร็วๆนี้(ที่เกี่ยวกับอีวี)

2.เห้ย รถไฟฟ้า(EVs Car)มันมีมาก่อนเราเกิดอีก

ต่อมาเป็นอาจารย์ที่ทำเรื่องแบตเตอรี่รถยนต์ เราจะมีบทนึงที่ได้เรียนเรื่องการส่งกำลังของแบตเตอรี่ พวกผมที่เป็นผู้เรียนจะได้ทำการทดลองว่าแบตเท่านี้ จ่ายไฟเท่านี้ ได้ทอร์คได้กำลังได้รอบเท่าไหร่ แล้วกระแส ความดันไฟฟ้า ในแบตเตอรี่ลดลงมั้ย (มันเป็นอะไรที่โคตรยากเพราะห้องแล็บนั้นมันเป็นแบบ diy เราไม่ได้มีไดโน่มาวัดความเร็วรถ หรือวัดทอร์ค สิ่งที่ทำก็คือเราจะใช้แรงเบรกของเบรกมาคิดเป็นทอร์คอีกที)(ไดโน่คือไอเครื่องที่มันจะให้เราเอารถไปไว้ด้านบนแล้วเร่งสุดๆ จะมีความเร็วออกมาให้เลย แบบพวกร้านแต่งรถที่โมรถให้เร็วขึ้น หรือพวกที่เขามีแข่งที่ต้องเทสรถไรงี้ ซึ่งของพวกผมมันมีตัวแปรภายนอกเยอะมากทำให้ไม่ได้ค่าจริง %error สูงอยู่นะหลังการทดลอง)

แต่ทำไมเราต้องทดลองแล้วมันเกี่ยวอะไรกับรถอีวี ก่อนอื่นเลยรถที่นำมาทดสอบเป็นรถอีวี แต่ผมจะบอกตอนท้ายว่าการทดลองเนี่ยได้อะไร ขอเล่าที่จารสอนก่อน

เปิดมาด้วยประวัติของรถอีวี ผมจะเล่าแบบรวบรัดนิดนึง

คศ.1828 นักประดิษฐ์ชาวฮังการีคิดค้นมอเตอร์ไฟฟ้า และสร้างโมเดลรถขนาดเล็กเพื่อเทสมอเตอร์

คศ.1834 ทีมของ Sibrandus Stratingh สร้างรถที่ใช้แบตเตอรี่แต่ยังชาร์จไม่ได้

คศ.1859 มีการคิดค้นแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรด แบตที่ชาร์จซ้ำได้อันแรก

คศ.1880 Gustave Trouve คิดค้นรถไฟฟ้าที่ใช้มอเตอร์ขนาดเล็ก และชาร์จซ้ำได้

คศ.1884 Thomas Parker สร้างรถยนต์ไฟฟ้าแบบสี่ล้อคันแรกในอังกฤษ

คศ.1888 Andreas Flocken ออกแบบรถไฟฟ้าชื่อ Flocken Elektrowagen

*แต่ถึงอย่างนั้นรถไฟฟ้าก็ไม่เป็นที่นิยมเพราะแต่ก่อนวิ่งได้แค่4-8กิโลเมตรต่อชั่วโมง และวิ่งได้ไม่ไกล

คศ.1915-1935 มีการค้นพบบ่อน้ำมันปิโตรเลียมทั่วโลก ช่วงเวลาเดียวกันที่ Hery Ford ผลิตรถยนต์ Ford Model T ออกมาปริมาณมาก ยุคแรกเริ่มของรถยนต์สันดาปแบบฮอตฮิต

*รถน้ำมันบูมมากเพราะมีการตัดถนนระหว่างเมืองที่มีเส้นทางยาวและไกล รถไฟฟ้าวิ่งไกลไม่ได้ แต่รถน้ำมันวิ่งได้แน่นอน เลยบูม

คศ.1970-1980 สหรัฐออกกฎหมายจูงใจ ชื่อ " Public Law 94-413 " หรืออีกชื่อ " Electric And Hybrid Vehicle Research ,Development And Demonstration Act " ให้มีการทำตลาดรถไฟฟ้าอีกครั้งหลังจากหายไปนาน เพราะว่าองค์กรส่งออกน้ำมันแห่งชาติอาหรับ(ไม่ใช่่โอเปก)ผูกขาดน้ำมัน so น้ำมันแพงนั่นแหละ เลยอยากหาทางเลิกใช้

*อะหรือว่ารถไฟฟ้าเป็นแค่แนวคิดที่เอามาต่อต้านชาติอาหรับ เพื่อความแข็งแแกร่งของสหรัฐที่มากขึ้นเพื่อพยุงเงินและอำนาจของตัวเอง เลยเอาเรื่องลดโลกร้อนมาเล่น แบบที่ผมบอกในโน๊ตเทอโมไดนามิกที่เล่าไปก่อนหน้านี้ว่าโลกร้อนมันไม่มีจริงตั้งแต่แรกเพราะมันจะร้อนอยู่แล้ว

คศ.1990-2008 General Motors ทดสอบรถไฟฟ้า Electrovette ที่ใช้แบตเตอรี่นิเกิลเมทัลไฮไดรด์แบบชาร์จซ้ำได้ และได้ทำการวางจำหน่ายปีต่อๆมาแต่สุดท้ายล้มละลายเพราะขายไม่ดี แต่ก็มีเทคโนโลยีเด็ดๆเยอะเหมือนกันจนหลายๆแบรนด์เอามาเป็นต้นแบบจนถึงปัจจุบัน เช่น HVAC heat pump ,สตาร์ทรถแบบไม่ใช้กุญแจ ,การขับเคลื่อนด้วยสายและการเบรกด้วยสาย(มันคือสายน้ำมันไฮโดรลิกนั่นเอง) และเทคโนโลยีสุดท้ายคือพวงมาลัยไฟฟ้าไฮโดรลิก

คศ.1995-1997 Toyota มีทีมพัฒนาชื่อว่า toyota prius concept พัฒนารถไฮบริด จนได้ปล่อยจำหน่าย (เครื่องยนต์แบบ Atkinson-Cycle ช่วยให้เผาไหม้สมบูรณ์ + กำลังรอบต้นของมอเตอร์ไฟฟ้า เกียร์ออโต้) ส่วนตัวพรีอุสปี2003ใช้แบตเตอรี่นิเกิลเมทัลไฮไดรด์ ชาร์จซ้ำได้ทั้งสองรุ่นเน้อ

คศ.2011 ทั่วโลกมีกฎหมายสนับสนุนรถไฟฟ้าเป็นของตัวเองในแต่ละประเทศ

3.ความต่างของรถไฟฟ้า(EVs Car)และรถสันดาปน้ำมันที่เด่นๆ

ต่อมาจะพูดเรื่องความต่างเด่นๆของรถไฟฟ้าและรถสันดาปที่ใช้น้ำมัน

รถไฟฟ้าไม่เสียพลังงานในรูปของความร้อน(แต่เสียพลังงานในการส่งผ่านไฟฟ้ากว่าจะมาถึงรถ) รถสันดาปก็ตรงข้ามเลย

รถไฟฟ้าไม่ปล่อยมลพิษ(ในแง่ของผลลัพ ที่มาพลังงานว่ากันอีกที) รถสันดาปก็ตรงข้ามเลย มีมลพิษ

รถไฟฟ้าเงียบกว่ารถสันดาป

รถไฟฟ้ากำลังรอบต้นสูงกว่าเยอะมากกกกกกกกกก(มีรูปประกอบ ที่เป็นกราฟ) และประหยัดพลังงานมากกว่าในรถไฮบริด(ข้อนี้เดี๋ยวถกอีกที)

จากรูปทุกคนจะเห็นว่ารถไฟฟ้ามีกำลังมากกว่ามากในรอบต้นและจะค่อยๆลดลงในรอบปลาย ส่วนรถสันดาปจะค่อยๆสูงขึ้นแล้วก็ต่ำลงอีกที การที่รอบปลายต่ำลงคือเขาออกแบบเครื่องยนต์มาให้มันแต่รักษาความเร็วปลาย กำลังเลยไม่ต้องสูงมากและเพื่อความปลอดภัยของเครื่องยนต์ไม่ให้ระเบิดก่อน(คนที่ขับรถจะเห็นสีแดงๆตรงเกจวัดรอบ คือถ้าเกินนั้นมันระเบิด มันพัง ) ต่อมามาถกกันเรื่องรถไฟฟ้าไฮบริดมันประหยัดพลังงานมากกว่าในแง่ของกำลังและรอบปลาย คืองี้ ด้วยความที่รอบต้นมันสูงอยู่แล้ว(บางคนมีรถไฟฟ้าจะรู้สึกว่าเหยียบลงไปนิดเดียวมันดึงแล้ว อันนั้นคือปกติของรถไฟฟ้าเพราะว่ากำลังมันสูงตั้งแต่รอบต้น) พอรอบมันสูงทำให้รถไปถึงความไวที่ต้องการไว พอถึงรอบปลายมันก็จะตกเหมือนรถสันดาป รถไฮบริดโดยทั่วไปเราจะเริ่มใช้ไฟฟ้าก่อนแล้วค่อยใช้น้ำมันเพื่อให้ได้รอบสูงไวๆเพราะกำลังมอเตอร์สูงกว่าและจะปรับมาใช้น้ำมันในรอบปลาย คือรอบต้นที่ใช้ไฟฟ้ามันกินพลังงานนิดเดียวก็ได้ความเร็วที่ต้องการละ ผิดกับรถน้ำมันที่ต้องเผามากขึ้นเรื่อยๆถึงจะได้กำลังที่มากพอที่จะได้รอบที่สูงขึ้น

ตรงนี้มีข้อสังเกต:แบรนด์รถไฟฟ้าจะออกมาบอกว่า1-100ได้กี่วิจริงๆคือมันก็เร่งได้เท่าๆกัน วัดกันแค่ที่ระดับเสี้ยววินาที ซึ่งไม่รู้สึกต่าง และคนเราก็ไม่ได้จะเอารถไปใช้แข่งกันทุกวัน แต่ละแบรนด์ 3-4วิคือเบสิคของรถไฟฟ้า มันเป็นแค่การตลาด แต่เราจะว้าวแหละเพราะมันดูสุดยอดมากเมื่อเทียบกับรถน้ำมัน แต่ก่อนผมก็ว้าวเหมือนกัน

4.รถไฟฟ้าเสียพลังงานทิ้งมากกว่าที่คิด

โอเคหลังจากเล่าที่อาจารย์สอนในห้องไปแล้วได้เวลากลับมาที่การทดลองในห้องเรียน

สูตรหลักที่ใช้คือสูตรหาค่าประสิทธิภาพ คือ ค่าพลังงานที่เราใช้ได้ ส่วนด้วย ค่าพลังานที่ใส่มา(พลังงานที่มี) เลขออกมาเท่าไหร่ถ้าเราคูณ 100 มันจะได้ว่าเราเอาพลังงานที่มีมาใช้ได้จริงๆกี่เปอร์เซ็นต์ พอเราทำการทดลองปุ๊บๆปั๊บๆพวกผมได้ออกมาว่ารถไฟฟ้าที่นำมาทดลองเอาพลังงานไปใช้ได้จริงๆแค่ 19.02% โอ้วชิท โคตรน้อย เสียพลังงานฟรี 80% แต่ว่าๆๆๆๆค่าที่ได้คือค่าจากการที่มีปัจจัยและเครื่องทดสอบที่ diy กันขึ้นมา มันไม่ได้มีประสิทธิภาพขนาดนั้น ไดโน่ที่เอามาวัด มันเสียแรงทิ้งเยอะอยู่เหมือนกัน ค่าที่ควรจะเกิดขึ้นจะอยู่ที่ 70%-80% แต่ว่าๆๆๆๆ เราอาจจะคิดว่าเออ 20% ที่เสียไปมันก็พอจะคุ้มค่า ทะว่ามันไม่ได้เสียแค่ 20% เพราะกว่าจะมาถึงรถไฟฟ้าของเราเนี่ย มันหลายกระบวนการหลายขั้นตอนมากกกก ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ผลิตไฟฟ้า ส่งเข้าสายไฟ สายไฟจุกระแสมากๆแรงดันมากๆเกิดความร้อน พลังงานก็ระเหยไปตามความร้อน จากกฎเทอโมที่เคยบอกไป พลังงานมันไม่หายไปไหนมันแค่เปลี่ยนรูป จากพลังงานไฟฟ้าเป็นความร้อน และความร้อนก็ระเหยทิ้ง กว่าจะมาถึงต้องไปผ่านกระบวนการนั่นนี่เยอะแยะมากมายจนมาถึงรถไฟฟ้าตอนที่เราชาร์จ แล้วเราก็ต้องเสียเพิ่มอีก20%จากการนำมาใช้จริงบนรถ เพราะฉนั้นพลังงานที่เราเสียไปจริงๆตั้งแต่ต้นสายโรงงานผลิตไฟฟ้ามันน่าจะเยอะมากกว่า 20%

#nostr #siamstr #zap

ฟังเพลินๆ ตอนกินข้าว

https://youtu.be/PGdzOANteIM?si=jHJ6eDRRmW7DZeAJ

#siamstr

มันกลับมาอีกครั้ง

หลังจากกลับมากทม.ได้2-3วัน ผมสังเกตว่ารู้สึกเหมือนมีดินอยู่ในปาก(ความรู้สึกเหมือนตอนไปขุดดินช่วยแม่ปลูกต้นไม้ แล้วดินมันฟุ้งไปทั่วละดินเข้าปาก มันจะรู้สึกหญาๆที่ลิ้น) วันนี้ไปเจอเพื่อน เพื่อนบอกว่า “ฝุ่นเยอะเลยช่วงนี้” ผมแบบ“นายว่ายังงัยยยนะ!” ผมเลยเปิดค่าฝุ่นดู

อย่าลืมดูแลตัวเองกันด้วยนะครับ

#siamstr #nostr

จำไม่ได้แล้วว่าเล่นบาสแบบไม่หอบล่าสุดวันไหน ทั้งๆที่ออกกำลังกายบ่อย วิ่งบ่อย(วิ่งก็หอบ)แต่รู้สึกว่ามันไม่เหมือนเดิมเลยจริงๆ (ไม่ได้พยายามจะโยงเข้าเรื่องวัคซีน)(จริงจริ๊งง)

@siamstr @nostr

ทีม เทนโด้ หรือจำผิด

Replying to Avatar 9shrek

ตอนที่ผมวัยมัธยมผมเป็นหนึ่งในคนที่ชอบกินเครื่องดื่มวิตามีซีมาก อร่อยด้วยได้ประโยชน์ด้วย(ผมไม่เคยเปิดดูฉลากที่ด้านหลังขวด)

หลังจากจบชั้นมัธยมเป็นช่วงที่ผมเริ่มดูแลสุขภาพแบบจริงๆจังๆ ผมดูฉลากอาหารก่อนรับประทานตลอด

จนวันนึงผมเหลือบไปเห็นเครื่องดื่มวิตามินซีแสนรักสุดโปรดที่เคยติดหนักมากเมื่อนานมาแล้ว ผมคิดว่า "กินซักขวดละกันไม่กินนานละ" แต่ด้วยที่ช่วงหลังมานี้ชอบดูฉลากเลยเผลอเปิดดูแบบผ่านๆ

น้ำตาล 16 กรัม แว๊บแรกที่เห็นคือตกใจมาก เพราะปกติตอนกินคือกินทีละ 2 ขวด ก็จะเป็นน้ำตาล 32 กรัม ผมเริ่มเอะใจแล้ววางมันลง แล้วไปกินอย่างอื่น และเลิกกินในที่สุด

ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมานี้เอง มีคนคนนึงได้นำเสนอความคิดที่ว่า "รีเซ็ปเตอร์ของวิตามินซีสามารถจับกับน้ำตาลได้ด้วย" จังหวะนั้นผมแบบเอ้ะะ อะหรือว่า

//ภาพตอนเด็กๆย้อนกลับมาเลย

ผมเริ่มมีความเอ้ะหลายอย่างเกิดขึ้นในหัว จนเวลาผ่านไป ผมว่างพอที่จะเริ่มหาข้อมูลว่ามันจริงมั้ย

จากบทความในแต่ละเว็บไซต์ที่ต่างกัน พูดไปในทางเดียวกันว่ามันส่งผลจริงๆ โดยน้ำตาล(ส่วนใหญ่ที่ส่งผลต่อวิตามินซีจะเป็นน้ำตาลกลูโคส แต่กลูโคสก็อยู่ในทุกที่ที่มีน้ำตาล ผมขอเรียกสั้นๆว่าน้ำตาลละกัน)กับวิตามินซีมีโครงสร้างทางเคมีที่คล้ายกัน น้ำตาลสูตรทางเคมีคือC6H12O6 วิตามินซีสูตรทางเคมีคือC6H8O6 ก็คล้ายกันจริงๆนั่นแหละ

จากการที่มันคล้ายกันนี่เองทำให้น้ำตาลใช้รีเซ็ปเตอร์ตัวเดียวกันกับวิตามินซีได้ในการดูดซึมเข้าเซลล์ แต่ประเด็นคือเวลาเราบริโภคพวกเครื่องดื่มที่น้ำตาลสูงๆเนี่ยเมื่อเทียบกับวิตามินซี วิตามิซีเหลือจิ๋วเดียวเมื่อเทียบกับน้ำตาลปริมาณมากๆทำให้วิตามินซีมีโอกาสต่ำลงในการจะไปจับกับรีเซ็ปเตอร์ เพราะโมเลกุลน้ำตาลมันหนาแน่นจนเบียดวิตามินซีออก ทำให้น้ำตาลจับกับรีเซ็ปเตอร์ได้ง่ายกว่าและไวกว่าวิตามินซี

หลังจากน้ำตาลจับกับรีเซ็ปเตอร์ไปเรื่อยๆ->น้ำตาลในเลือดสูง->vitamin c ไม่ถูกเอาไปใช้->ระดับวิตามินซีต่ำ->ความสามารถของระบบภูมิคุ้มกันที่ลดลง->ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่ดีเมื่อมีความจำเป็น

*อาหารจากธรรมชาติที่มีวิตามินซีเยอะ คือ บร็อคเคอรี่ ผักเคลล์ ส้ม มะเขือเทศ สตรอวเบอรี่ มะละกอ กีวี่ มันหวาน พาสลี่ย์ แคนตาลูป กะหล่ำดอก

!!!!!แต่ๆๆๆมันไม่ได้จบที่เท่านั้น ผมสงสัยต่อว่าน้ำตาลมันส่งผลต่อสารอาหารไหนบ้าง ผมเลยหาต่อ

1.วิตามินซี (ที่กล่าวไปก่อนหน้า)

2.วิตามินดี ส่งผลโดยการที่น้ำตาล(ส่วนใหญ่จะพูดถึงฟรุกโตส แต่ถึงยังไงฟรุกโตสก็อยู่ในแทบจะทุกที่ที่มีน้ำตาล ผมขอเรียกสั้นๆว่าน้ำตาลเลยละกัน)มันส่งผลต่อเอนไซม์บางตัวในร่างกายที่จะลดความสามารถในการเก็บวิตามินดี และก็ส่งผลกับเอนไซม์ที่มีส่วนช่วยในการสังเคราะห์วิตามินดีจากแดดด้วย = น้ำตาลในเลือดเยอะทำให้สังเคราะห์วิตามินดีจากแดดได้น้อยลง

3.แคลเซียม วิตามินดีมีส่วนช่วยในการดูดซึมแคลเซียมไปใช้ ถ้ากินน้ำตาลมาก ->ระดับแคลเซียมตก ->วิตามินดีก็จะตกตาม ->ไตจะขับออกไปจากร่างกายเพราะมันมีวิตามินดีไม่พอที่จะช่วยจับเอาแคลเซียม

4.โครเมียม ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มโอกาสให้มีการปล่อยโครเมียมในร่างกายออกไปด้านนอกมากขึ้น (โครเมียมช่วยสังเคราะห์กรดไขมันและคอเลสเตอรอล ช่วยรักษาสมดุลของอินซูลินในเลือด ควบคุมปริมาณคอเลสเตอรอล เปลี่ยนไขมันให้เป็นไขมันดี )

5.แม็กนีเซียม สารที่ช่วยดูแลการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท การบริโภคน้ำตาลมากจะส่งผลให้ร่างกายขับแม็กนีเซียมออก ส่งผลให้ระดับแม็กนีเซียมลดลง

กลับมาที่เครื่องดื่มวิตามินซี จริงๆคือนายทุนรู้กันอยู่แล้วแหละว่าใส่น้ำตาลมามันทำให้ดูดซึมวิตามินซีได้น้อยลง และเป็นความจงจัย เพราะพอร่างกายได้น้อยลง คนบริโภคกินเข้าไปแล้วไม่เห็นผล ก็จะกินวนไปเรื่อยๆจนกว่าจะเห็นผล(จริงๆมันอาจจะไม่เห็นผลเลย) = ยอดขายที่เพิ่มขึ้น

*ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ แค่มาแชร์สิ่งที่ไปหาอ่านมาหนุกๆ

ใครรู้จักนักโภชนาการหรือหมอชาว #siamstr ชวนมาคุยในเม้นได้นะครับอยากได้มุมมองเพิ่มเติมจากผู้รู้

#siamstr #zap #nostr

nostr:npub1ju8la595yg7h90qm8lm95hvqajgdgu2c6f9mf8uwwe7lurrxarcsycsv5w ใช่คนที่บอกเรื่องนี้ปะตอนปีใหม่

ตอนที่ผมวัยมัธยมผมเป็นหนึ่งในคนที่ชอบกินเครื่องดื่มวิตามีซีมาก อร่อยด้วยได้ประโยชน์ด้วย(ผมไม่เคยเปิดดูฉลากที่ด้านหลังขวด)

หลังจากจบชั้นมัธยมเป็นช่วงที่ผมเริ่มดูแลสุขภาพแบบจริงๆจังๆ ผมดูฉลากอาหารก่อนรับประทานตลอด

จนวันนึงผมเหลือบไปเห็นเครื่องดื่มวิตามินซีแสนรักสุดโปรดที่เคยติดหนักมากเมื่อนานมาแล้ว ผมคิดว่า "กินซักขวดละกันไม่กินนานละ" แต่ด้วยที่ช่วงหลังมานี้ชอบดูฉลากเลยเผลอเปิดดูแบบผ่านๆ

น้ำตาล 16 กรัม แว๊บแรกที่เห็นคือตกใจมาก เพราะปกติตอนกินคือกินทีละ 2 ขวด ก็จะเป็นน้ำตาล 32 กรัม ผมเริ่มเอะใจแล้ววางมันลง แล้วไปกินอย่างอื่น และเลิกกินในที่สุด

ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมานี้เอง มีคนคนนึงได้นำเสนอความคิดที่ว่า "รีเซ็ปเตอร์ของวิตามินซีสามารถจับกับน้ำตาลได้ด้วย" จังหวะนั้นผมแบบเอ้ะะ อะหรือว่า

//ภาพตอนเด็กๆย้อนกลับมาเลย

ผมเริ่มมีความเอ้ะหลายอย่างเกิดขึ้นในหัว จนเวลาผ่านไป ผมว่างพอที่จะเริ่มหาข้อมูลว่ามันจริงมั้ย

จากบทความในแต่ละเว็บไซต์ที่ต่างกัน พูดไปในทางเดียวกันว่ามันส่งผลจริงๆ โดยน้ำตาล(ส่วนใหญ่ที่ส่งผลต่อวิตามินซีจะเป็นน้ำตาลกลูโคส แต่กลูโคสก็อยู่ในทุกที่ที่มีน้ำตาล ผมขอเรียกสั้นๆว่าน้ำตาลละกัน)กับวิตามินซีมีโครงสร้างทางเคมีที่คล้ายกัน น้ำตาลสูตรทางเคมีคือC6H12O6 วิตามินซีสูตรทางเคมีคือC6H8O6 ก็คล้ายกันจริงๆนั่นแหละ

จากการที่มันคล้ายกันนี่เองทำให้น้ำตาลใช้รีเซ็ปเตอร์ตัวเดียวกันกับวิตามินซีได้ในการดูดซึมเข้าเซลล์ แต่ประเด็นคือเวลาเราบริโภคพวกเครื่องดื่มที่น้ำตาลสูงๆเนี่ยเมื่อเทียบกับวิตามินซี วิตามิซีเหลือจิ๋วเดียวเมื่อเทียบกับน้ำตาลปริมาณมากๆทำให้วิตามินซีมีโอกาสต่ำลงในการจะไปจับกับรีเซ็ปเตอร์ เพราะโมเลกุลน้ำตาลมันหนาแน่นจนเบียดวิตามินซีออก ทำให้น้ำตาลจับกับรีเซ็ปเตอร์ได้ง่ายกว่าและไวกว่าวิตามินซี

หลังจากน้ำตาลจับกับรีเซ็ปเตอร์ไปเรื่อยๆ->น้ำตาลในเลือดสูง->vitamin c ไม่ถูกเอาไปใช้->ระดับวิตามินซีต่ำ->ความสามารถของระบบภูมิคุ้มกันที่ลดลง->ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่ดีเมื่อมีความจำเป็น

*อาหารจากธรรมชาติที่มีวิตามินซีเยอะ คือ บร็อคเคอรี่ ผักเคลล์ ส้ม มะเขือเทศ สตรอวเบอรี่ มะละกอ กีวี่ มันหวาน พาสลี่ย์ แคนตาลูป กะหล่ำดอก

!!!!!แต่ๆๆๆมันไม่ได้จบที่เท่านั้น ผมสงสัยต่อว่าน้ำตาลมันส่งผลต่อสารอาหารไหนบ้าง ผมเลยหาต่อ

1.วิตามินซี (ที่กล่าวไปก่อนหน้า)

2.วิตามินดี ส่งผลโดยการที่น้ำตาล(ส่วนใหญ่จะพูดถึงฟรุกโตส แต่ถึงยังไงฟรุกโตสก็อยู่ในแทบจะทุกที่ที่มีน้ำตาล ผมขอเรียกสั้นๆว่าน้ำตาลเลยละกัน)มันส่งผลต่อเอนไซม์บางตัวในร่างกายที่จะลดความสามารถในการเก็บวิตามินดี และก็ส่งผลกับเอนไซม์ที่มีส่วนช่วยในการสังเคราะห์วิตามินดีจากแดดด้วย = น้ำตาลในเลือดเยอะทำให้สังเคราะห์วิตามินดีจากแดดได้น้อยลง

3.แคลเซียม วิตามินดีมีส่วนช่วยในการดูดซึมแคลเซียมไปใช้ ถ้ากินน้ำตาลมาก ->ระดับแคลเซียมตก ->วิตามินดีก็จะตกตาม ->ไตจะขับออกไปจากร่างกายเพราะมันมีวิตามินดีไม่พอที่จะช่วยจับเอาแคลเซียม

4.โครเมียม ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มโอกาสให้มีการปล่อยโครเมียมในร่างกายออกไปด้านนอกมากขึ้น (โครเมียมช่วยสังเคราะห์กรดไขมันและคอเลสเตอรอล ช่วยรักษาสมดุลของอินซูลินในเลือด ควบคุมปริมาณคอเลสเตอรอล เปลี่ยนไขมันให้เป็นไขมันดี )

5.แม็กนีเซียม สารที่ช่วยดูแลการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท การบริโภคน้ำตาลมากจะส่งผลให้ร่างกายขับแม็กนีเซียมออก ส่งผลให้ระดับแม็กนีเซียมลดลง

กลับมาที่เครื่องดื่มวิตามินซี จริงๆคือนายทุนรู้กันอยู่แล้วแหละว่าใส่น้ำตาลมามันทำให้ดูดซึมวิตามินซีได้น้อยลง และเป็นความจงจัย เพราะพอร่างกายได้น้อยลง คนบริโภคกินเข้าไปแล้วไม่เห็นผล ก็จะกินวนไปเรื่อยๆจนกว่าจะเห็นผล(จริงๆมันอาจจะไม่เห็นผลเลย) = ยอดขายที่เพิ่มขึ้น

*ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ แค่มาแชร์สิ่งที่ไปหาอ่านมาหนุกๆ

ใครรู้จักนักโภชนาการหรือหมอชาว #siamstr ชวนมาคุยในเม้นได้นะครับอยากได้มุมมองเพิ่มเติมจากผู้รู้

#siamstr #zap #nostr

ตื่นมารับแสงแดดตอนเช้าไม่ทัน งั้นรับแสงตอนเย็นละกันวันนี้

#siamstr

#nostr

#zap https://video.nostr.build/680c07ca9af96ccb680ec77c6d74a52ded39a7b441f10e66c9e8b31e0f380f37.mp4

pov : วันนี้ผมเผลอไถฟีดโซเชียลรับ poor dopamine

//แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น…

มีอินฟลูเอนเซอร์ท่านหนึ่งบอกว่า “น้ำเชื่อมข้าวโพดผลิตจากธรรมชาติ ดีต่อสุขภาพ”

(เขาได้รับสปอนเซอร์)

//ดึงสติผมที่กำลังเสพ poor dopamine ทันที

ผม:เดี๊ยวววว อย่าพึ่งนะ เดี๋ยวก่อนน ขอยาดรีเสิร์ช

น้ำเชื่อมประกอบไปด้วยฟรุกโตส50% กลูโคส50%(แล้วแต่แบรนด์อีกที)

กลูโคสเนี่ยคือมันส่งไปเซลล์ต่างๆในร่างกายเอาไปใช้ได้เลย กลับกันฟรุกโตสมันต้องถูกตับเปลี่ยนเป็นกลูโคส หรือเปลี่ยนเป็นไกลโคเจน(แป้ง) หรือไขมัน ซึ่งเพิ่มภาระหน้าที่ให้ตับ มาถึงจุดนี้อาจจะมีคนสงสัยว่า แล้วพวกที่อยู่ในผลไม้ล่ะ อันนั้นส่งผลต่อรางกายน้อยมากๆเมื่อเทียบกับน้ำเชื่อม

เอาแบบภาพรวมพื้นฐาน ข้อเสียรวมๆคือ

1.เป็นน้ำตาลที่ไม่ได้ได้มาโดยกระบวนการธรรมชาติ

2.เพิ่มโอกาสไขมันพอกตับ

3.เพิ่มโอกาสโรคเบาหวาน ,โรคอ้วน ,โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง

4.ไม่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย

(ข้อเสียทั้ง 4 ข้อรวมถึงข้อเสียของน้ำตาลทรายทั่วไปด้วย)

วิธีสังเกตว่าเครื่องดื่มไหนมีน้ำเชื่อม = กินลงไปแล้วจะลื่นคอ กินง่ายมาก แซ่บนัวมาก กินแล้วรู้สึกเอเนอจี้พุ่ง (คหสต)

วิธีสังเกตว่าเครื่องดื่มไหนมีน้ำตาล = หวานแบบไม่เอเนอจี้พุ่งเท่าน้ำเชื่อม หวานแบบธรรมดาไม่หวือหวา (คหสต)

#nostr

#siamstr

#zap

ผมรู้สึกไปคนเดียวรึป่าว ว่าการเป็นคนเก็บตัว ไม่ชอบพูด สังคมอักเสบ มันจะเริ่มมาบูมในช่วงยุคของผม(เด็กปี2000+)

ผมมองว่ามันเกิดจากการที่เป็นยุคเดียวกันกับที่โซเชียลมีเดียเริ่มบูม โซเชียลมีเดียทำให้ทุกอย่างง่ายไปหมด พูดคุยกันโดยไม่ต้องฝึกพูด มีเพื่อนได้โดยการแค่ขยับนิ้ว ทุกอย่างมันง่ายไปหมด

เมื่อเทียบกับยุคของคุณพ่อคุณแม่ของผม ยุคก่อนจะมีไฟฟ้าใช้ ทุกคนจะต้องสื่อสารกันจริงๆคุยกันจริงๆเพื่อแลกเปลี่ยน สื่อสาร หรือบอกความต้องการ ผมสังเกตว่ามีผู้ใหญ่หลายๆคน แทบจะ 90% เป็นคนพูดเก่ง น่าจะเพราะที่ผมกล่าวไปก่อนหน้าคือยุคที่โซเชียลยังมาไม่ถึง ผู้คนได้พูดคุยสื่อสารกันจริงๆบนโลกความจริง

กลับมาที่เวลาไล่เลี่ยปัจจุบัน ต่อมาหลังจากที่ทุกอย่างมันง่ายซะเหลือเกิน ;social disrupt เป็นช่วงเดียวกันที่การจำแนกประเภทคนได้มีการบูมเป็นอย่างมาก mbti infj entp ฯ ผมมองว่ามันอาจจะมีอยู่จริง ใช้ได้จริง แต่ก็ต่อเมื่อเจ้าตัวไม่รู้ว่าตัวเองเป็นคนประเภทไหน เพราะหากเจ้าตัวรู้เมื่อไหร่ เจ้าตัวจะยอมจำนนทันทีว่าตัวเองเป็นแบบนี้จริงและแบบนี้ตลอดไป

กลายเป็นว่าการจำแนกประเภทคนถูกสมองนำมาใช้เป็นเครื่องมือ ให้เราไม่กล้าที่จะก้าวข้ามความเป็นตัวเรา(ณ ตอนนั้น)(ใช้ ณ ตอนนั้น เพราะจริงๆแล้วคนเราเปลี่ยนได้) ไม่กล้าที่จะเปลี่ยนตัวเอง สมองคงอยากรักษาพลังงานไว้ เพราะหลังจากที่เกิดการเปลี่ยนแปลง มันคือการทำพฤติกรรมใหม่ เหตุการณ์ใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ สมองจะต้องคิดหาวิธีรับมือกับสิ่งใหม่ๆที่ไม่รู้จัก ซึ่งใช้พลังงานเยอะกว่าการเจออะไรเดิมๆรับมืออะไรเดิมๆ สมองจึงเลือกที่จะรักษาพลังงานไว้โดยไม่ให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเองหรือทำอะไรใหม่ๆ(การพัมนาตัวเองเลยเป็นเรื่องยาก เพราะมันคือการเปลี่ยนแปลง)

เป็นช่วงเวลาเดียวกันเลยที่ extrovert และ introvert มีความแพร่หลายเป็นอย่างมาก แต่ๆๆๆเราจะพูดแค่เรื่อง introvet(=รู้สึกได้ชาร์จเอเนอจีตอนอยู่คนเดียว แนวๆนั้น) แต่คนยุคผม(ปี2000+) มักจะเข้าใจว่า introvert = ไม่ชอบเจอคน ไม่อยากเจอคน ไม่อยากมีสังคม แต่มันไม่ใช่เลย พอหลายๆคนมองว่า introvert คือไม่ชอบเจอคน จึงทำให้สมองหยิบเอาคำว่า introvert ไปเป็นเครื่องมือ(อีกครั้ง) ให้คนที่เชื่อเหลือเกินว่าตัวเองนั้นเป็นอินโทรเวิร์ต ไม่ต้องไปเข้าสังคม ไม่เจอคนใหม่ๆ (เหตุผลจะวนกลับไปที่การรักษาพลังงาน)

ส่วนตัวผมนั้นไม่เชื่อว่าการจำแนกประเภทคนมีอยู่จริง แต่มันเป็นแค่เครื่องมือที่ถูกหยิบมาใช้เพื่อให้เราไม่กล้าก้าวข้ามความเป็นตัวเรา(ณ ตอนนั้น)เท่านั้น (ส่วนตัวผมเคยเชื่อมากๆว่าตัวเองนี่แหละอินโทรเวิร์ตไม่เข้าสังคม แต่ผมได้ลองดูแล้วว่าการจำแนกประเภทคนนั้นใช้ไม่ได้ผลจริง กลับกันเหมือนกับว่ามันเป็นแค่การจำแนกพฤติกรรมของคน ณ เวลานั้นๆมากกว่า ไม่ใช่การจำแนกเพื่อบอกว่าใครเป็นแบบไหนไปตลอดชีวิต)

#zap #nostr #siamstr

ในคืนวันปีใหม่ผมและ @Tendou ได้นั่งคุยกันเรื่องโลกร้อน เรื่องที่ผมเพิ่งเล่าให้ทุกคนฟังไปก่อนหน้านี้ หลังจากนั้นเราก็ได้พากันโยงมาเข้าเรื่อง PM 2.5 (ได้ไงไม่รู้555)

ทุกคนคิดว่า PM 2.5 มาจากไหน ประเทศไหนเป็นพิเศษมั้ย หรือเพราะคนในประเทศเราเอง?

แล้วทำไมแถวภาคเหนือของประเทศช่วงนึงถึงฝุ่นลงหนักมาก?

ผมได้รับมอบหมายจากอาจารย์ให้ทำเรื่องเกี่ยวกับการแก้ปัญหาต่างๆในสังคม โดยอาจารย์มีเรื่องให้เลือกเยอะม๊ากกก วันนั้นผมตัดสินใจเลือกเป็นเรื่อง PM 2.5 ผมได้หาข้อมูลมาเปรยๆคร่าวๆ แล้วได้เรื่องเล่ามาเล่าวันนี้แบบสั้นๆ

ปัญหามันเริ่มต้นเมื่อรัฐบาลอยากเพิ่มสินค้าการส่งออก โดยมีการสนับสนุนให้ทำปศุสัตว์ ภายในประเทศ เมื่อมีการทำปศุสัตว์ภายในประเทศ ก็ต้องมีอาหารสัตว์ จึงมีการปลูกพืชเลี้ยงสัตว์เพิ่มมากขึ้น ตอนแรกอาจจะมี local sme ที่ส่งพืชเลี้ยงสัตว์ให้บริษัทที่ทำปศุสัตว์ไม่กี่ราย แต่ที่ทำให้การปลูกพืชเลี้ยงสัตว์มาบูม เพราะว่า ทางบริษัทที่ทำปศุสัตว์เองมีเกษตรพันธะสัญญาให้เกษตรกรที่มาทำด้วย รับประกันรายได้ มีความมั่นคง ใครจะไม่อยากทำล่ะคนก็แห่กันมาทำเพราะต้องการความมั่นคง จากตอนแรกต้องหาขายเองไรงี้ ตอนนี้มีพันธะสัญญา เกษตรกรเขาก็อยากได้ความมั่นคง เพราะราคาในการขายพืชชนิดนั้นๆที่ใช้เลี้ยงสัตว์ได้ก่อนจะมามีเกษตรพันธะสัญญาต้องบอกว่ามันไม่ได้ดีเท่าไหร่ หลังจากนั้นไม่นานปัญหาจริงๆกำลังจะเกิดขึ้น เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว หลังจากการเก็บเกี่ยว เกษตรกรต้องปรับหน้าดินเพื่อให้ปลูกต่อได้โดยเร็ว จริงๆการปรับหน้าดินเนี่ยมันมีหลายวิธี แต่วิธีที่จะทำได้เร็วและประหยัดที่สุดคือการเผา(ทำให้เกิด PM 2.5) ที่มาของการเผาก็คือในเกษตรพันธะสัญญาไม่ได้มีความสนับสนุนด้านการปรับหน้าดินที่มากพอ หรืออาจจะไม่มีเลย นอกจากนั้นบางบริษัทยังบังคับให้ซื้อ เมล็ดพันธ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง จากทางบริษัทเองด้วย จึงทำให้เกษตรกรไม่มีทางเลือกมากนักในการปรับหน้าดิน ก็เลยเกิดการเผา

เสริม:หรือแม้แต่แวร์เฮาส์ที่เอาไว้เก็บพืชพันธุ์หลังเก็บเกี่ยว เกษตรกรอาจจะต้องสร้างเองด้วย

แต่ยังไม่ได้จบที่แค่นั้น รัฐบาลได้ทำการออกนโยบายจูงใจนักลงทุน ที่ทำให้นำเข้าพืชเลี้ยงสัตว์จากต่างประเทศได้โดยไม่ต้องเสียภาษี(เพื่อเพิ่มปริมาณการส่งออกเนื้อสัตว์?) บางบริษัทจึงมีการไปดีลกับเกษตรกรต่างประเทศที่บริเวณใกล้เคียง แบบที่ทำกับเกษตรกรภายในประเทศ จึงเกิดการเผาจำนวนมหาศาลเพิ่มมาจากต่างประเทศตามพื้นที่ต่างๆรอบๆแม่น้ำโขงตอนเหนือของประเทศ

ที่มา: https://www.greenpeace.org/thailand/explore/transform/food-system-petition/

#nostr

#siamstr

#zap