Avatar
A Ant Mod
6bb0df16779fe915ce218cd65d20fc31cc6ab20af4cfbface0c20eb419640a4c

ถ้าคนขวาใช้นิ้วเดียวกันด้วยเนี่ยฮาเลยนะครับ

ผลของการฝึกฝนครับ สุดยอดเลย👍

Replying to Avatar Somnuke

โลกยุคใหม่ต้องไม่มีความเหลื่อมล้ำ ทุกคนควรมีรายได้ที่เท่าเทียมกัน

แต่ลองมองดูดี ๆ ความเหลื่อมล้ำก็คือธรรมชาติ เป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะเท่าเทียม คนที่เรียกร้องสิ่งเหล่านี้คุณคิดดีๆ ต่อให้เรียนเชิญมนุษย์ต่างดาวมาเป็นนายก เราก็ไม่มีวันแก้ไขสิ่งเหล่านี้ได้

.

คุณทำงานหามรุ่งหามค่ำ ไม่ได้หลับไม่ได้นอน กับผมที่นอนเกาไข่ไปวันๆ ผมควรได้เงินเท่าคุณเหรอ

.

คนที่ทำมากก็ได้มาก คนที่ทำน้อยก็ได้น้อย มันไม่เท่าเทียมตรงไหน? คนที่ไม่พยายามแต่มีเส้นสายได้ประโยชน์จากอำนาจรัฐต่างหาก ที่น่ารังเกียจ

.

ส่วนคนที่ยากจนเพราะพิการหรือไม่สามารถทำงานได้ที่สมควรช่วยเหลือจริงๆ คนรับหน้าที่ควรเป็นกองทุนที่บริหารโดยเอกชน คนที่มีกำลังทรัพย์ส่วนใหญ่เขาพร้อมช่วยเหลือและสนับสนุนคนที่ลำบากจริงๆ อยู่แล้ว แต่ต้องเป็นไปด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่บังคับให้เราช่วยภายใต้โครงสร้างที่ เงินจากเรา 10 มันไปถึงมือเขาแค่ 1 แถมได้หน้า ได้คะแนนนิยม ได้การตลาดโดยไม่ต้องลงทุน เป็นนักบุญทุนชาวบ้าน

.

รัฐไม่มีวันบริหารสวัสดิการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

.

และอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะบริหารกองทุนเพื่อคนยากจน คือ "เงิน" มันต้องเป็นเงินที่ทุกบาททุกสตางค์สามารถตรวจสอบได้โดยประชาชนทุกคน ซึ่งเงินเฟียตอย่างบาทหรือดอลลาร์ ไม่ตอบโจทย์นี้ เพราะบัญชีมันตบแต่งได้

.

การที่รัฐบังคับดึงเงินที่เปื้อนหยาดเหงื่อจากคุณ 30% หรือครึ่งนึงมาให้ผม ผมโคตรชอบเลย หลายคนคงเป็นแบบผม คือข้ออ้างเยอะแยะมากมาย สังคมกดทับ นายทุนกดขี่ ต้นทุนชีวิตไม่ดี เข้าไม่ถึงโอกาส บลาๆๆๆๆๆ แต่จริงๆ แล้ว ขี้เกียจเป็นหลัก ไม่มีอะไร..

.

แล้วมันเท่าเทียมต่อคนที่อดทน มุ่งมั่น พยายาม ขยันหมั่นเพียรรึเปล่า ยิ่งขยันมากเท่าไรก็ยิ่งถูกปล้นมากเท่านั้น แล้วจะพยายามไปเพื่ออะไร โดยเฉพาะรัฐสวัสดิการเบ็ดเสร็จในฝัน ที่พ่อพระผู้เจริญดึงเงินออกจากคนที่สร้างคุณค่าและจัดสรรให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

.

สุดท้ายใครจะลุกขึ้นมาสร้างคุณค่าให้สังคม ทุกคนก็จะไหลไปเก่าไข่เหมือนๆ กัน ใครจะอยากพยายาม เพราะยิ่งพยายามยิ่งถูกลงโทษ

.

เงินจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ก็ต่อเมื่ออยู่ในมือคนที่มีความสามารถในการสร้างคุณค่า สร้าง productivity

.

เช่น คุณที่เป็นเจ้าของกิจการ กับผมที่ดูดม้าไปวันๆ มีชีวิตเพื่อหาเงินซื้อม้าดูด ใครจะบริหารเงิน 1 ก้อนได้ดีกว่ากัน

.

คนที่ประสบความสำเร็จ ร่ำรวย ก็ถูกต้องแล้วที่จะได้เปรียบคนอื่น เข้าถึงโอกาสและทรัพยากรได้มากกว่าคนอื่น แต่เฉพาะกับกติกาที่แฟร์

.

กระแสสังคมกำลังหลอกให้เราไปผิดทาง เพราะต้นตอของหายนะแห่งความเหลื่อมล้ำที่ดูเหมือนจะหนักขึ้นทุกวันๆ นี้ มันมาจากระบบการเงินที่เราใช้ วายร้ายมันคือเงินเฟียตที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อเรานี่แหละ มันดึงความมั่งคั่งของทุกคนไปอยู่ในมือคนไม่กี่คน ใครยังไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร เดี๋ยววันนึงคุณก็จะเข้าใจเอง

.

ระบบเฟียตสร้างมหาเศรษฐีมากมาย ที่ร่ำรวยจากการถืออำนาจหรืออยู่ใกล้แหล่งอำนาจในการควบคุมเงิน มันไม่ได้เก่งจริงไอฟาย เช่น กูประสบความสำเร็จเพราะพ่อกูเป็นรัฐมนตรี กูโคตรรวยเพราะได้สัมปทานผูกขาด ไม่ต้องดิ้นรน ไม่ต้องแข่งขันกับใคร เซ็นสัญญารับเงินล่วงหน้าเป็นสิบๆ ปี

.

อันนี้แหละผมว่าความเหลื่อมล้ำที่แท้จริง สำหรับเรา คนทั่วไปต้องปีนหน้าผา แต่บางคนมันขึ้นลิฟท์

.

ดังนั้น โลกไม่ได้ต้องการรัฐบาลที่เป็นคนดี ไม่คดโกง แต่ต้องการระบบที่ทุกคนสามารถ Work ภายใต้ Proof เดียวกัน

#Siamstr

โดนใจชิบหายเลยครับ อาจารย์ดิดิเย่

GM ครับทุกคน

ตอนนี้ได้รับหนังสือ The fiat standard แล้ว ขอสัญญากับตัวเองว่าจะเป็นเด็กดีตั้งใจอ่านให้จบภายในเดือนนี้

ลุย‼️ #siamstr

Replying to Avatar Somnuke

ราคาบ้านมันอยู่ในจุดที่คนส่วนใหญ่เกินจะเอื้อมถึงแล้ว

ทุกวันนี้มันไปกันใหญ่แล้ว การจะมีบ้านหลังน้อยๆ ซักหลังกลายเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ สำหรับคนวัย 30-40 ปี แบบผม ที่ควรจะมีบ้านเล็กๆ สักหลัง มีลูกอย่างน้อย 1 คน

แต่กลับไม่มีอะไรเลย...เข้าวัยกลางคนแล้วส่วนใหญ่ยังสร้างเนื้อสร้างตัวกันไม่ได้ จะเก็บเงินซื้อสดก็ไม่มีวันไล่ราคาบ้านทัน จะกู้ซื้อก็ต้องกัดฟันอยู่แบบอัตคัทขัดสนไปจนเกษียณ

ส่วนคนที่เก่งกว่าค่าเฉลี่ยของประชากร ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีรายได้สูงซึ่งมีสัดส่วนน้อยมาก ก็จะกว้านไล่ซื้อที่ดินมาถือครองให้มากที่สุด ซื้อแล้วก็ไม่ได้อยู่อาศัย บางคนแทบไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลยด้วยซ้ำ ทำไปทำไมกัน?

ใครหลายคนคงคิดว่ามันคือเรื่องปกติ เดี๋ยวนี้ราคาที่ดินมันก็แพงแบบนี้แหละ เพราะความเจริญมันเข้าถึง มูลค่ามันเลยเพิ่ม

แต่จริงๆ แล้วมันโคตรผิดปกติ ทุกคนกำลังซื้อมันในราคาที่สูงกว่าความเป็นจริงไปหลายเท่า เพราะมันกำลังถูกใช้งาน "ผิดประเภท" มันมีความต้องการแฝงจำนวนมหาศาลที่แอบซ่อนอยู่

ตอนนี้แทบไม่เหลือโอกาสให้เราซื้อของถูกหรือในราคาที่เหมาะสม เหมือนคนรุ่น Baby Boomers หรือ GenX เคยมี เพราะมันถูก "แย่ง" ซื้อจนผลักราคาไปไกล แม้ในพื้นที่ทุรกันดารมันก็ยังมีราคาสูงกว่าที่ควรจะเป็น

คงมีแค่ไม่ถึง 1% ของประชากรที่สามารถซื้อบ้านหรือที่ดินได้โดยไม่เป็นหนี้ ผู้คนทั่วไปทำงานทั้งชีวิตแต่สามารถซื้อที่ดินได้แค่แปลงเดียว และจะซื้อได้ด้วยการกู้เท่านั้น ซึ่งต้องผ่อนไปจนเกษียณ ได้เป็นเจ้าของบ้านจริงๆ แค่ไม่กี่ปีก็ตายห่าน

และมันยากขึ้นทุกวันๆ หลายคนก็ขยันทำมาหากิน ดิ้นรนทุกวิธีทางแล้วแต่มันไม่พอ เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ผู้คนทำงานทั้งชีวิต ทั้งที่หน้าที่การงานรวมถึงรายได้ก็โอเค แต่ไม่มีปัญญาซื้อบ้านได้สักหลัง

ที่ดินมันแพงมหาโหดเพราะ demand ที่ควรจะมาจากแค่ 1 ความต้องการ มันกลับมาจากความต้องการถึง 3 ส่วน

1. เพื่อใช้ประโยชน์ เช่น อยู่อาศัย ทำธุรกิจ ทำเกษตร ทำนู่นนี่

2. เพื่อรักษามูลค่า (store of value) แทนเงินที่มันเสื่อมค่าตามกาลเวลา

3. เพื่อเก็งกำไร

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ตั้งต้นมาจากสาเหตุเดียว คือ เพราะเรามี "เงินมันเxี้ย" มันไม่สามารถเก็บรักษามูลค่าได้ ผู้คนจึงต้องหาอย่างอื่นมาเก็บรักษาความมั่งคั่งแทนเงิน ซึ่งอันดับ 1 หวยมันไปตกอยู่ที่ "ที่ดิน"

มันเก็บรักษามูลค่ามั่นคงที่สุด เสี่ยงน้อยที่สุด คงทนข้ามผ่านกาลเวลาและส่งต่อให้คนรุ่นหลังในครอบครัวได้ ถ้าไม่เกิดสงคราม หรือรัฐบาลเพี้ยนไล่ยึดที่ดินประชาชน ก็คงไม่มีปัญหาอะไร

ข้อ 2 กับ 3 นี่แหละคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้มันแพง คนร่ำรวยทุกคนไม่ได้ซื้อที่ดินเพื่ออยู่อาศัยหรือใช้งาน

นึกๆ ไป คนในยุคหินอาจจะมีชีวิตที่ดีกว่าเรา ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องดิ้นรนอะไรมากมาย บ้านก็ไปจองที่ว่างๆ ในถ้ำเอา เดือนๆ นึงทำงานไม่กี่วันพอ ไปล่าวัวแพะแกะกวางมาซักตัว แล้วตากแห้ง กินทั้งครอบครัวได้เป็นอาทิตย์ หมดแล้วก็ค่อยออกไปล่าใหม่ ไม่ต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 ฝ่ารถติดออกไปทำงานแทบทุกวัน ไม่เหลือเวลาให้ครอบครัว เพื่อแค่มีกินไปวันๆ และรู้ตัวอีกทีว่าสิ้นเดือนมันไม่พอแดก

เมื่อวันนึงโลกเรากลับมามี "เงินที่ดี" อีกครั้ง

demand ในส่วน store of value และ เก็งกำไร ก็จะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะผู้คนไม่จำเป็นต้องใช้ที่ดินทำหน้าที่เก็บรักษามูลค่าแทน "เงิน" ที่เสื่อมค่าลงทุกวัน

คนก็จะตัดสินใจซื้อเพื่อแค่อาศัยกันมากขึ้น ราคาที่ดินมันก็จะสมเหตุสมผลมากขึ้น ไม่เหมือนทุกวันนี้ที่คนแย่งซื้อกันเป็นบ้าเป็นบอ คนทั่วไปที่ต้องการแค่อยู่อาศัยก็ไม่มีกำลังพอจะไปแย่งด้วย

เรากำลังถูกบังคับให้ใช้ "เงินเฟียต" ที่ไม่มีคุณสมบัติดีพอที่จะเป็นเงิน มันคือตัวการที่นำพาความล่มสลายมาสู่อารยธรรมมนุษย์ในแทบทุกส่วน และที่ดินเป็นแค่เพียงตัวอย่างเดียว

Fix the money fix the world

#Siamstr

30 ปีที่แล้ว พ่อผมซื้อบ้านทาวเฮ้าที่ลำลูกกา คลอง 2 ในราคา 700k บาท

ตัดมาที่ปัจจุบันบ้านใหม่แม่ง 1.8M+++ ชีวิตบัดซบจริงๆครับ

ทำไมฉะเชิงเทรายังไม่ได้ 🥲

คุ้นๆ เหมือนเคยเห็นในการ์ดยูกิ

Replying to Avatar Mr.Note

GM #siamstr The Psychology of Money จิตวิทยาว่าด้วยการเงิน เป็นหนังสือที่ดีมากๆเล่มหนึ่งที่ผมเคยอ่านมา สามารถเปลี่ยน Mindset เรื่องการเงินได้ ใครที่สนใจเรื่องการเงินควรต้องอ่านเป็นอย่างยิ่ง แค่บทนำเรื่อง โรนัลด์ รีด ภารโรง กับ ริชาร์ด ฟัสโคนผู้บริหารที่สมบูรณ์แบบทุกอย่าง ปั้นปลายชีวิตกลับพลิกผัน!! ทำให้อยากอ่านแต่ละบทเลยทีเดียว😁 สรุปเนื้อหามีดังนี้

บทที่ 1 ไม่มีใครเป็นบ้า

คนส่วนใหญ่นั้นจะมองเรื่องการเงินผ่านจากประสบการณ์ในอดีต ต่างยุคต่างสมัย ส่งผลให้แต่ละคนเข้าใจคนรอบข้าง สถานการณ์ที่แตกต่างกันไป รวมถึงเรื่องการเงิน บางอย่างอาจจะใช้ได้ในช่วงเวลานั้น แต่ใช้กับปัจจุบันอาจจะไม่ได้

บทที่ 2 โชคและความเสี่ยง

โชคลาภและความเสี่ยงเป็นของคู่กัน ความสำเร็จและความล้มเหลวก็เป็นเรื่องธรรมดา การรับมือกับความล้มเหลวคือการเตรียมความพร้อมไว้เสมอแบบว่า ไม่มีใครสามารถเขี่ยคุณออกจากเกมส์นี้และอยู่ในเกมส์ต่อไปจนกว่าโอกาสจะเข้าข้างคุณ

บทที่ 3 ไม่เคยพอ

- ทักษะทางการเงินที่ยากที่สุดคือการทำให้เป้าหมายหยุดเคลื่อน หยุดการอยากได้อยากมี ด้วยคำว่า ”พอ”

-การเปรียบเทียบทางสังคมคือปัญหา อย่าเปรียบเทียบตัวเรากับใครเพราะมันเป็นสงครามที่ไม่มีวันชนะ

-คำว่า “พอ” อาจจะทำให้คุณพลาดโอกาสบางอย่าง แต่มันจะไม่ทำให้คุณเสียใจแน่นอน

-มีหลายสิ่งที่ไม่ควรค่าแก่การเสี่ยง ไม่ว่ามันจะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้มากขนาดไหน คุณต้องรู้เสมอว่า เมื่อไรที่คุณต้องหยุดรับความเสี่ยง ให้จบที่คำว่า “พอ“

บทที่ 4 ผลตอบแทนทบต้น

คุณไม่จำเป็นที่จะต้องสร้างผลตอบแทนให้ได้มากที่สุดในแต่ละปี แต่ให้เน้นถึงการสร้างผลตอบแทนให้เหมาะสมและยืนยาวโดยอยู่ให้นานที่สุด เหมือนกับหิมะที่ตกลงมาทับถมจากชั้นบางๆ กันจนเป็นน้ำแข็งแผ่นใหญ่ได้ การเริ่มต้นเล็กๆ ก็สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้

บทที่ 5 ได้มาซึ่งความมั่งคั่ง กับ รักษาไว้ซึ่งความมั่งคั่ง

การลงทุนเพื่อได้รับความมั่งคั่งนั้น ไม่เพียงแค่คุณจะต้องรักษาความมั่งคั่งเหล่านั้นให้อยู่ได้ในระยะยาว ที่เรียกว่า “การอยู่รอด” คุณต้องมองเห็นคุณค่าของสิ่งต่อไปนี้

-ฉันต้องการเป็นคนที่ฆ่าไม่ตายทางการเงิน ฉันสามารถยืนระยะได้นานพอที่การทบต้นจะทำงานได้อย่างน่าอัศจรรย์

-มองโลกในแง่ดีในเรื่องอนาคต แต่ต้องวิตกกังวลกับสิ่งที่จะขัดขวางไม่ให้คุณไปถึงอนาคตนั้นต้องมองไปคู่กันเสมอ

บทที่ 6 หางยาว คุณชนะ

ปลายทางจะเป็นตัวขับเคลื่อนทุกสิ่ง การลงทุนและการเงินนั้นย่อมมีการผิดพลาด พังทลาย ล้มเหลว นั้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่คุณต้องพยายามที่จะทำให้ขาดทุนน้อยที่สุด แต่ในยามที่คุณจะชนะ คุณจะต้องพยายามรักษาการรับผลตอบแทนที่มากเกินคาดให้ได้ ซึ่งในระยะยาวจะทำให้คุณมั่งคั่ง

บทที่ 7 อิสรภาพ

คุณค่าที่แท้จริงของเงิน คือ ศักยภาพของเงินที่มอบการควบคุม “เวลา”ให้กับคุณ คุณจะสามารถทำอะไรที่ไหนตอนไหนก็ได้ คุณสามารถที่จะตื่นขึ้นมาจะทำงานหรือจะนอนต่อหรือจะไปใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องกังวลถึงเรื่องของการเงินอีกเลย มันเรียกว่า “อิสรภาพ”

บทที่ 8 ความย้อนแย้งของชายในรถยนต์

ถ้าหากเรานั้นได้ขับรถสปอร์ตหรู เช่น เฟอร์รารี, ปอเช่ร์ จะทำให้คนอื่นที่เวลามองเรานั้น รู้สึกว่าเราเป็นคนรวย เป็นคนที่เท่ห์ น่าชื่นชม แต่ในความเป็นจริงแล้วคนอื่นที่มองเข้ามานั้นไม่ได้ชื่นชมตัวคุณแต่เค้ามอบมาที่รถของคุณต่างหาก คุณคิดไปเอง เพราะเขานั้นฝันว่าจะได้ขับรถในแบบของคุณมากกว่า แต่ทำตัวให้มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ความเมตตา และความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นต่างหากที่จะนำพาความศรัทธาให้คุณ

บทที่ 9 ความมั่งคั่งคือสิ่งที่คุณมองไม่เห็น

คนส่วนใหญ่มักคิดว่าการโชว์ใช้เงินเยอะๆ เพื่อให้ตัวเองนั้นดูร่ำรวย ดูดี ให้คนอื่นยกย่อง หารู้ไม่ว่ามันคือวิธีการที่ทำให้คุณจนลงเร็วที่สุด

-ความร่ำรวย คือ สถานะรายได้ในปัจจุบัน จะมีรถหรู บ้านหลังใหญ่ แต่ต้องมีรายได้เพียงพอต่อหนี้ที่ตัวเองทำไว้ด้วย

-ความมั่งคั่ง คือรายรับที่ไม่ถูกจ่ายออกไป เป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินที่สร้างกระแสรายได้เงินสดให้กับเขาหรือธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้

โลกใบนี้เต็มไปด้วยผู้คนที่ดูสมถะแต่แท้จริงแล้วมั่งคั่ง และเต็มไปด้วยผู้คนที่ดูร่ำรวยแต่อยู่บนคมดาบแห่งความล้มละลาย

บทที่ 10 การเก็บออม

-การสร้างความมั่งคั่งนั้นแทบจะไม่เกี่ยวข้องกับรายได้หรือผลตอบแทนจากการลงทุนของคุณ แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คืออัตราการออมของคุณ

-ปริมาณของความมั่งคั่งนั้นมีความสัมพันธ์กับสิ่งที่คุณอยากได้ เรียนรู้ที่จะมีความสุขในการลดความอยากได้ของตัวเอง

-ลดอัตตาในตัวคุณ เพิ่มความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ต้องสนใจกับคนอื่นว่าคิดอะไรกับคุณ

-การเก็บออม คือการเก็บออม ป้องกันความเสี่ยงต่อสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในชีวิต ใช้จ่ายให้น้อยออมให้เยอะ

-ความยืดหยุ่นและความสามารถในการควบคุมเวลา คือผลตอบแทนจากความมั่งคั่งที่มองไม่เห็น ความยืดหยุ่นจะทำให้คุณรอคอยโอกาสดีๆได้ คุณจะมีโอกาสในการเรียนรู้ คุณจะเร่งรีบน้อยลงและมีเวลามากขึ้นในการค้นหาความหลงใหลของคุณตามจังหวะก้าวเดินของตัวคุณเอง

บทที่ 11 สมเหตุสมผล มากกว่ายึดเหตุผล

การตั้งเป้าหมายด้านการเงินแล้วต้องทำมันให้ได้ตามเป้าหมายนั้น จริงๆแล้วเราควรตั้งเป้าให้สมเหตุสมผล เพราะความสมเหตุผลจะทำให้เป้าหมายของคุณมีความสมจริงมากขึ้นและสามารถทำจริงได้ในระยะยาวซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการจัดการทางการเงิน

บทที่ 12 เซอร์ไพรส์

กับดักที่นักลงทุนตกหลุม คือเชื่อว่าข้อมูลในอดีตเป็นสัญญาณของเงื่อนไขในอนาคต ที่ซึ่งนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงกระบวนการ ถ้าเชื่อข้อมูลเหล่านี้มาก จะทำให้

-มองไม่เห็นเหตุการณ์ผิดปกติที่เป็นตัวการสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลง

-ประวัติศาสตร์อาจเป็นตัวชี้นำที่ทำให้เข้าใจผิดเรื่องอนาคตของเศรษฐกิจและตลาดหุ้น เพราะมันไม่ได้นับรวมปัจจัยการเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับโลกปัจจุบันเข้าไปด้วย

บทที่ 13 เผื่อที่ให้กับความผิดพลาด

คุณสามารถเรียกมันว่า เป็นพื้นที่สำหรับความผิดพลาด คือวิธีการทรงประสิทธิภาพวิธีเดียวที่จะนำทางคุณไปบนโลกที่ถูกปกคลุมด้วยความน่าจะเป็น ไม่ใช่ความแน่นอน และเกือบทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเงินนั้นอยู่ในโลกประเภทนี้ การเงินจะต้องมีแผนสำรองเสมอ แล้วส่วนสำคัญที่สุดของทุกแผนการ คือ การวางแผนให้กับแผนที่ไม่เป็นไปตามแผน

บทที่ 14 คุณจะเปลี่ยนไป

-การวางแผนการเงินระยะยาวนั้นเป็นสิ่งสำคัญแต่อนาคตก็ไม่มีความแน่นอน ควรหลีกเลี่ยงแผนการเงินที่สุดโต่งมากจนเกินไป

-เราควรยอมรับความจริงของการเปลี่ยนใจ ถ้าเรารู้ว่าสิ่งที่เราทำนั้นไม่ใช่ ให้เปลี่ยนแปลงและก้าวออกมาให้เร็วที่สุด อย่าไปยึดติดหรือเสียดายกับสิ่งที่ทำลงไปแล้ว

บทที่ 15 ไม่มีอะไรได้มาฟรี

ทุกสิ่งล้วนมีราคาในของตัวมัน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีป้ายราคาแปะไว้ก็ตาม ราคาของความสำเร็จในการลงทุนนั้นไม่สามารถสังเกตได้อย่างชัดเจน มันไม่มีป้ายแป่ะให้คุณมองเห็นจนกว่าถึงเวลาที่ต้องชำระบิล คำว่า “บิล” นี้ขึ้นอยู่กับคุณว่า คุณมองเป็นค่าธรรมเนียมหรือค่าปรับ ถ้าคุณมองว่าเป็นค่าปรับ คุณก็จะพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่จ่าย แต่ถ้าคุณมองว่าเป็นค่าธรรมเนียม คุณจะคิดว่ามันคุ้มค่าที่จะจ่าย นั่นคือหนทางเดียวที่จะรับมือกับความผันผวนและความไม่แน่นอนได้อย่างเหมาะสม คุณจะตระหนักได้ว่า มันเป็นค่าธรรมเนียมผ่านประตูที่คุ้มค่าไปสู่ความมั่งคั่ง

บทที่ 16 คุณและผม

จงระวังคำแนะนำทางการเงิน จากคนที่เล่นเกมต่างจากคุณ ตัวอย่าง เช่นถ้าคุณถือหุ้นในระยะยาวแต่คุณไปฟังคำแนะนำกับคนที่เล่นเทรดถือหุ้นระยะสั้น คุณจะซื้อและถือหุ้นเหล่านี้ในระยะยาวไม่ได้ ซึ่งมันเป็นเกมการลงทุนที่ต่างจากคุณ

บทที่ 17 ความเย้ายวนของการมองโลกในแง่ร้าย

การมองโลกในแง่ดีนั้นฟังดูเหมือนจะเป็นปกติ ส่วนการมองโลกในแง่ร้ายก็เป็นสิ่งสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ดังนี้

-เงินนั้นอยู่ในทุกหนทุกแห่ง ฉะนั้นเวลาที่เกิดเรื่องบางอย่างที่เลวร้ายขึ้น มันมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อทุกๆคนและดึงความสนใจของทุกๆคนเข้ามา

-การมองโลกในแง่ร้ายมักจะคาดการณ์แนวโน้มปัจจุบันโดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องความสามารถในการปรับตัวของตลาด

-กระบวนการนั้นเกิดขึ้นช้าเกินกว่าที่จะสังเกตเห็นแต่ความพ่ายแพ้นั่นเกิดขึ้นรวดเร็วเกินกว่าที่จะเพิกเฉย

การมองโลกในแง่ร้ายนั้นช่วยลดความคาดหวัง และช่วยทำให้ช่องว่างระหว่างผลลัพธ์ที่เป็นไปได้กับผลลัพธ์ที่คุณรู้สึกดีกับมันนั้นแคบลง

บทที่ 18 เวลาที่คุณมีความเชื่อในเรื่องใดก็ตาม

- ยิ่งคุณต้องการให้อะไรบางอย่างเป็นจริงมากเท่าไร คุณก็มีแนวโน้มที่จะเชื่อเรื่องนั้นและประเมินโอกาสของการเกิดสิ่งนั้นไว้สูงเกินไปมากขึ้นเสมอ

-ไม่มีใครที่จะสามารถมองโลกได้อย่างสมบูรณ์แบบในทุกมุมมอง แต่เราสร้างเรื่องเล่านี้ขึ้นมาเพื่อเติมเต็มช่องว่างเหล่านั้น

บทที่ 19 เอาเรื่องทั้งหมดมาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน

ในบทนี้จะนำข้อคิดต่างๆขอหนังสือเล่มนี้มารวมไว้ในบทความเดียวกัน ดังนึ้

-พยายามค้นหาความถ่อมตัวในเวลาที่สิ่งต่างๆ เป็นไปตามที่คุณคิดและค้นหาการให้อภัยและความเห็นอกเห็นใจในเวลาที่สิ่งต่างๆไม่ได้เป็นอย่างที่คิด

-อัตตาน้อย ความมั่งคั่งเพิ่ม

-บริหารจัดการเงินของคุณในแบบที่จะทำให้คุณนอนหลับสนิทได้ตลอดคืน

-ถ้าหากคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดีขึ้น สิ่งที่มีพลังมากที่สุดสิ่งเดียวที่คุณทำได้คือการเพิ่มระยะเวลาการลงทุนของคุณให้ดอกเบี้ยทบต้นทำงาน

-เป็นคนที่ Ok กับสิ่งต่างๆที่ไม่เป็นไปตามที่คิด คุณสามารถที่จะทำผิดได้ครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด แต่ยังสามารถสร้างความมั่งคั่งได้

-ใช้เงินเพื่อควบคุมเวลาของคุณ

-เป็นคนที่ดีขึ้นและหรูหราน้อยลง

-ออมเงินเพื่อออมเงิน คุณไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลเฉพาะให้กับการออมเงิน

-หาต้นทุนของความสำเร็จให้เจอและเตรียมพร้อมที่จะจ่ายมัน

-ยกย่องบูชาพื้นที่เผื่อความผิดพลาด

-หลีกเลี่ยงการตัดสินใจการเงินแบบสุดโต่ง

-คุณควรที่จะชอบความเสี่ยงเนื่องจากมันจะจ่ายผลตอบแทนให้คุณเมื่อเวลาผ่านไป

-กำหนดเกมส์ที่คุณกำลังเล่นอยู่

-เคารพความยุ่งเหยิง ไม่มีคำตอบใดถูกต้องที่สุด มีเพียงคำตอบที่ใช่สำหรับคุณ

ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ ยาวมากๆๆๆเลย😅….ใครไม่เคยอ่านต้องหามาอ่านนะครับ เล่มนี้ดีมากจริงๆ สอนให้เราอยู่กับตัวเองและสอนให้เรา Stay Humble, Stack Sats ได้ดีเลยครับ🙏❤️

ผมอ่านเล่มนี้จบแล้วเหมือนกันครับ พี่สรุปได้ดีมากเลยเหมือนผมได้ทบทวนอีกครั้ง ขอบคุณมากครับผม

Replying to Avatar Somnuke

อัตราเงินเฟ้ออย่างน้อยๆ มันต้อง 5-10% ต่อปี และตั้งแต่ช่วงโควิดจนถึงวันนี้ อาจจะแตะ 2 หลักมาตลอดก็เป็นได้

แต่เราไม่มีวันรู้ความจริง...

เงินเฟ้อ ที่ฟังดูน่ารักมุ้งมิ้ง เหมือนท้องอืดท้องเฟ้อนี้ควรถูกเรียกใหม่ว่า "เงินเสื่อมค่า" เพราะมันคือภัยพิบัติที่ร้ายแรงที่สุด ตัวแปรหลักที่นำพามนุษยชาติถอยหลังลงคลอง

ราว 50-60 ปีก่อน แม่ผมเข้ารับราชการที่บ้านนอก รับเงินเดือนครั้งแรก 1300 บาท ข้าวจานละบาท ยังพอหากินได้ มันซื้อได้เป็นพันจาน มันกินเองเหลือๆ

รับราชการในยุคนี้ วุฒิ ป. ตรี เงินเดือน 15,000.- ข้าวจานละ 40 บาท เริ่มหายากแล้วและกินก็ไม่อิ่ม ไม่ก็อิ่มเพราะได้ข้าวเยอะ กับข้าวแทบไม่มี และที่สำคัญเอาเงินทั้งเดือนไปซื้อข้าวได้แค่ 300 กว่าจาน รวมค่าใช้จ่ายทุกส่วนแล้ว ผลคือ มันไม่พอ!

ความสามารถในการเลี้ยงดูตัวเองจากเงินเดือนเริ่มต้น ของคนยุคนี้มันต่ำกว่าคนยุคก่อนมากมายหลายเท่า ไม่แปลกเลยที่คนทำงานประจำโดยทั่วไปจะมีชีวิตที่ลำบากมาก เก็บออมไม่ได้ สร้างทรัพย์สินไม่ได้ และดูท่าจะค่อยๆ แย่ลงด้วยซ้ำเพราะรายได้มันโตไม่ทันราคาข้าวของที่แพงขึ้น

ต้องพึ่งพาการช่วยเหลือจากพ่อแม่ แทนที่จะให้เขาพึ่งพาเรา พ่อแม่ใครทำไว้ดีก็รอดไป ส่วนใครที่บ้านมีฐานะยากจนเป็นทุนเดิม ชีวิตคุณจะยากลำบากกว่าหลายเท่าตัว

คนเริ่มทำงานยุคนี้ คุณต้องมีเงินเดือนเริ่มต้น 6-70,000.- คุณถึงจะมึกำลังซื้อเท่ากับคนยุคก่อน

ไหวเหรอ? โลกมันผิดเพี้ยนไปกันใหญ่

เอาแบบหลักการหน่อย CPI หรือดัชนีราคาผู้บริโภค คือตะกร้ารวมสินค้าที่รัฐเอามาคำนวณเงินเฟ้อ มันใช้การไม่ได้ ไม้บรรทัดที่ใช้วัดมันยืดหดได้ มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อะไรแพงเอาออก อะไรกระจอกเอาเข้า มันจึงไม่เคยสะท้อนภาระต้นทุนที่แท้จริงที่ประชาชนต้องแบกรับเพิ่มเลย สรุปง่ายๆ คือมีไว้ทำเหี้ยอะไรไม่รู้

โดยที่ให้เหตุผลเราว่า "สินค้าเหล่านี้มันควบคุมไม่ได้" ว๊อทเดอะ....! ทั้งๆ ที่สินค้าที่คุณเอาออกมันคือสินค้าจำเป็นที่เราไม่ซื้อก็ต้องซื้อ ไม่อยากใช้ก็ต้องใช้ คือต้นทุนชีวิตหลักของผู้คน เช่น เนื้อสัตว์และพลังงาน เนื้อวัว หมูแพง ก็เอาปลามาใส่แทน น้ำมันราคาพุ่งสูงไปไกลก็เอาตากตะกร้าคำนวณไปเลย

ถ้าหลักการเป็นแบบนี้ แล้ว CPI มันจะสะท้อนเงินเฟ้อได้อย่างไร?

รัฐและธปท. จะหาสูตรคำนวณทุกวิถีทางให้ตัวเลขมันต่ำที่สุด เพื่อความสบายใจของประชาชน ตัวเลขสูงๆ แล้วผู้คนจะใจสั่นกินไม่ได้นอนไม่หลับ ประชาชนไม่รู้ความจริงเลยว่า ชีวิตเขากำลังจะเผชิญกับอะไรที่รออยู่ข้างหน้า

แม้ว่าหายนะของเงินเสื่อมค่านี้ คือตัวแปรที่ทำร้ายทำลายชีวิตของผู้คนอย่างแสนสาหัสที่สุดแล้ว

มันขโมย เวลา หยาดเหงื่อแรงกาย ความพยายามทุ่มเท ของผู้คนที่ขยันหมั่นเพียรตั้งใจทำมาหากินออกไปหนักขึ้นทุกวัน

หลายคนใช้เวลาทำงานทั้งชีวิตเพื่อบ้านเล็กๆ แค่ 1 หลัง ที่มันจะปลอดหนี้และได้สิทธิ์ความเป็นเจ้าของแค่ไม่กี่ปีในช่วงบั้นปลายของชีวิต และหลายคนไม่มีสิทธิ์ที่จะมีที่ซุกหัวนอนเป็นของตัวเองไปจนวาระสุดท้ายของชีวิตด้วยซ้ำ

ในวันนี้รู้ตัวอีกที คนส่วนใหญ่ก็อยู่ในสถานะไม่เหลือ "อนาคต" อีกต่อไป

เรื่องที่สำคัญกับชีวิตประชาชนขนาดนี้คุณยังโกหก แล้วเราที่เป็นประชาชนธรรมดา จะหวังพึ่งพาเหี้ยอะไรจากพวกมึงได้ พวกกูชีวิตถูกทำลายขณะที่มึงนอนเกาไข่บงการชีวิตผู้คนในอ่างจากุชชี่

#Siamstr

ทำตัวเลขมาให้ดูงงๆ แต่บอกว่าลดลงประชาชนจะได้จับไม่ได้ 555