Avatar
Learning_BTC&NOSTR
79008e781adec767cc8e239b533edcb19ea2e260f9281a9125e93425dfac9395
สร้างมาเพื่อแชร์เรื่องราวที่ได้ศึกษาจากการเรียนรู้เรื่องของบิตคอยน์และนอสเตอร์ จะพยายามเขียนทุกวันวันละโพสต์เพื่อเป็นการบังคับให้ตัวเองได้ศึกษามันเรื่อย ๆ ทุกวัน ถ้าผิดพลาดตรงไหนรบกวนช่วยแก้ไขกันด้วยนะครับ

7. Reclaiming Disk Space

เมื่อธุรกรรมถูกบรรจุลงในบล๊อกแล้ว สามารถกำจัดธุรกรรมที่ใช้ไปแล้วก่อนหน้านั้นออกได้เพื่อประหยัดพื้นที่ดิสก์ แต่การจะทำอย่างนี้ได้โดยไม่ให้เลข hash ของบล๊อกมีการเปลี่ยนแปลงนั้น ธุรกรรมจึงจำเป็นต้องถูก hash ในรูปแบบของ Merkle Tree [7][2][5] โดยมีแค่ root node ของ tree เท่านั้นที่จะรวมอยู่ใน hash ของบล๊อก นี่เป็นวิธีที่ทำให้สามารถบีบอัดข้อมูลในบล๊อกเก่า ๆ ได้โดยการตัดพวก hash ส่วนอื่น ๆ ของ tree ที่ไม่ใช่ root node ออก (ไม่จำเป็นต้องเก็บ hash ในชั้นอื่น ๆ ของ tree)

โดยในส่วน header ของบล็อกที่ไม่มีธุรกรรมจะมีขนาดประมาณ 80 ไบต์ หากเราสมมติว่าบล็อกถูกสร้างขึ้นทุก ๆ 10 นาที 80 ไบต์ * 6 * 24 * 365 = 4.2MB ต่อปี โดยที่ระบบคอมพิวเตอร์ทั่วไปที่วางขายในปี 2551 มี RAM 2GB และกฎของมัวร์ทำนายการเติบโตในปัจจุบันที่ 1.2GB ต่อปี การจัดเก็บข้อมูลไม่น่าจะเป็นปัญหาแม้ว่าส่วนหัวของบล็อกจะต้องถูกเก็บไว้ในหน่วยความจำก็ตาม

#siamstr

[2] H. Massias, X.S. Avila, and J.-J. Quisquater, "Design of a secure timestamping service with minimal

trust requirements," In 20th Symposium on Information Theory in the Benelux, May 1999.

[5] S. Haber, W.S. Stornetta, "Secure names for bit-strings," In Proceedings of the 4th ACM Conference

[7] R.C. Merkle, "Protocols for public key cryptosystems," In Proc. 1980 Symposium on Security and

Privacy, IEEE Computer Society, pages 122-133, April 1980.

6. แรงจูงใจ

โดยปกติแล้ว ธุรกรรมแรกของแต่ละบล๊อกนั้นจะเป็นธุรกรรมพิเศษที่จะขุดเหรียญที่สร้างขึ้นใหม่ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้สร้างบล็อกนั้น ๆ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มแรงจูงใจให้กับ node ต่าง ๆ ในการสนับสนุนเครือข่าย และเป็นวิธีการกระจายเหรียญให้หมุนเวียน เนื่องจากไม่มีหน่วยงานส่วนกลางที่ทำหน้าที่ในการออกเหรียญ การเพิ่มเหรียญใหม่ในปริมาณคงที่อย่างต่อเนื่องนั้นคล้ายคลึงกับการที่คนงานเหมืองทองคำใช้แรง และ เวลา เพื่อเพิ่มทองคำให้หมุนเวียน ในกรณีนี้ คือ เวลา กำลังประมวลผล และไฟฟ้าที่ถูกใช้ไป

นอกจากนี้แรงจูงใจจะมาจากค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม หากมูลค่าผลลัพธ์ของธุรกรรมน้อยกว่ามูลค่าที่ใส่เข้ามา ส่วนต่างนั้นก็คือค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมที่จะเพิ่มเข้าไปในมูลค่าแรงจูงใจของบล็อกที่มีธุรกรรมนั้น เมื่อเหรียญทั้งหมดในระบบมีจำนวนเท่ากับที่กำหนดไว้แล้ว แรงจูงใจหลักก็จะถูกเปลี่ยนมาเป็นค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม และปราศจากภาวะเงินเฟ้อโดยสิ้นเชิง

แรงจูงใจอาจช่วยกระตุ้นให้ node ต่าง ๆ ยังคงซื่อสัตย์ หากผู้โจมตีที่ละโมบสามารถรวบรวมกำลังประมวลผล ได้มากกว่า node ที่ซื่อสัตย์ทั้งหมด เขาจะต้องเลือกระหว่างการใช้มันเพื่อฉ้อโกงผู้อื่นโดยการใช้จ่ายซ้ำซ้อน หรือใช้มันเพื่อสร้างเหรียญใหม่ พวกเขาจะพบว่าการเล่นตามกฎ กฎที่เอื้อประโยชน์ให้กับเขาด้วยเหรียญใหม่มากกว่าคนอื่น ๆ รวมกันนั้นทำกำไรได้มากกว่าการบ่อนทำลายระบบและความถูกต้องของทรัพย์สินของเขาเอง

#siamstr

5. Network

เครือข่ายนั้นมีการทำงาน ดังนี้

1. การประกาศธุรกรรมใหม่: ธุรกรรมใหม่จะถูกประกาศ (broadcast) ไปยังทุก node ในเครือข่าย

2. การรวบรวมธุรกรรม: แต่ละ node จะรวบรวมธุรกรรมใหม่ ๆ เหล่านี้ ไว้ในบล็อก

3. การค้นหา Proof-of-Work: แต่ละ node จะทำการคำนวณ เพื่อค้นหา Proof-of-Work ตามค่า difficulty สำหรับบล็อกนั้น ๆ

4. การประกาศบล็อก: เมื่อ node ใดค้นหา Proof-of-Work ได้แล้ว node นั้นจะทำการประกาศบล็อกไปยังทุก node ในเครือข่าย

5. การตรวจสอบและยอมรับบล็อก: node อื่น ๆ จะทำการตรวจสอบและยอมรับบล็อกนั้น เฉพาะเมื่อธุรกรรมทั้งหมดภายในบล็อกนั้นถูกต้องและยังไม่ถูกใช้มาก่อน

6. การสร้างบล็อกถัดไป: node ต่าง ๆ แสดงการยอมรับบล็อกโดยการเริ่มต้นสร้างบล็อกถัดไปใน chain ด้วย hash ของบล็อกที่ยอมรับ เป็น hash ก่อนหน้าในโครงสร้างของบล๊อกใหม่ที่กำลังสร้าง

node ต่าง ๆ จะถือว่า chain ที่ยาวที่สุดเป็น chain ที่ถูกต้องและจะทำงานเพื่อขยาย chain นั้นต่อไป หากมีสอง node ที่ได้ประกาศบล็อกเวอร์ชันที่แตกต่างกันในเวลาพร้อมกัน node บาง node อาจได้รับบล็อกหนึ่งก่อน อีกบล็อกหนึ่ง ในกรณีนี้ node เหล่านั้น จะทำงานบนบล็อกที่ได้รับก่อน แต่จะเก็บสำเนาของบล็อกอีกอันหนึ่งไว้ ในกรณีที่บล็อกนั้น กลายเป็นบล็อกที่อยู่ใน chain ที่ยาวกว่าปัญหาข้อโต้แย้งนี้ก็จะได้รับการแก้ไข เมื่อพบ Proof-of-Work อันถัดไปและ chain ใด chain หนึ่งยาวขึ้น node ที่กำลังทำงานอยู่บน chain ที่สั้นกว่าก็จะเปลี่ยนไปทำงานบน chain ที่ยาวกว่าแทน

การประกาศธุรกรรมใหม่ ไม่จำเป็นต้องไปถึงทุก node ในเครือข่าย ตราบใดที่พวกเขายังไปถึง node ส่วนใหญ่ในระบบได้ ธุรกรรมเหล่านั้นก็จะถูกบรรจุอยู่ในบล็อกในไม่ช้า นอกจากนี้การประกาศบล็อกยังไม่ต้องกังวลเรื่องจะมีบล๊อกที่สูญหาย เนื่องจากหากว่า node ไม่ได้รับบล็อกใด ๆ node ก็จะตระหนักได้ว่าพลาดบล็อกก่อนหน้าไปเมื่อได้รับบล๊อกใหม่มา และ node จะทำการร้องขอ block ที่ขาดไปจากเครือข่าย

#siamstr

4. Proof-of-Work

ในการสร้าง Timestamp Server แบบกระจายศูนย์บนพื้นฐานแบบ peer to peer เราจำเป็นต้องใช้ระบบ Proof-of-Work (PoW) ที่คล้ายกับ Hashcash ของ Adam Back [6] แทนที่จะใช้วิธีการแบบเดิม ๆ อย่างการประกาศในหนังสือพิมพ์หรือ Usenet โดย PoW ใช้ในการตรวจสอบค่าที่มาจากกระบวนการ hash เช่น SHA-256 แล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ (Hash) จะขึ้นต้นด้วยเลขศูนย์จำนวนหนึ่ง โดยที่ work (ประมาณว่าพลังประมวลผล) ที่ต้องใช้จะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณตามจำนวนเลขศูนย์ที่ต้องการ และสามารถตรวจสอบได้โดยการรัน Hash เพียงครั้งเดียว

ซึ่งสำหรับ timestamp network ของเรานั้น เราใช้ PoW โดยการเพิ่มค่า Nonce ในบล็อกไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะพบค่าที่ทำให้ Hash ของบล็อกนั้นมีเลขศูนย์ตามที่กำหนด และเมื่อใช้กำลังประมวลผลของ CPU ไปกับการทำ PoW จนสำเร็จแล้ว บล็อกจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากไม่มีการทำงานซ้ำใหม่ เนื่องจากบล็อกที่สร้างขึ้นภายหลังจะเชื่อมโยงกับบล็อกก่อนหน้า การเปลี่ยนแปลงบล็อกใด ๆ จะต้องทำ PoW ของบล็อกนั้นและบล็อกที่ตามมาใหม่ทั้งหมด

นอกจากนี้ PoW ยังช่วยแก้ปัญหาของเสียงส่วนมากที่มาตัดสินใจในระบบนี้ เพราะหากเสียงข้างมากอ้างอิงจากหลักการหนึ่ง IP หนึ่งเสียง ใครก็ตามที่สามารถสร้าง IP ได้จำนวนมากก็จะสามารถควบคุมระบบได้ จึงใช้หลักการหนึ่ง CPU หนึ่งเสียงแทน การตัดสินใจของเสียงข้างมากจะแสดงด้วย Chain ที่ยาวที่สุด ซึ่งบ่งบอกถึงความพยายามในการคำนวณ (Proof-of-Work) ที่มากที่สุด หาก Node ที่ซื่อสัตย์ (Honest nodes) มีกำลังประมวลผลของ CPU ส่วนใหญ่อยู่ในการควบคุม Honest Chain ก็จะเติบโตเร็วที่สุดและแซงหน้า Chain อื่น ๆ ได้ ผู้โจมตีที่ต้องการแก้ไขบล็อกในอดีตจะต้องทำ Proof-of-Work ของบล็อกนั้นและบล็อกที่ตามมาใหม่ทั้งหมด และต้องทำงานให้เร็วกว่า Honest Node ด้วย ซึ่งโอกาสที่ผู้โจมตีจะตามทันนั้นจะลดลงแบบทวีคูณเมื่อมีการเพิ่มบล็อกมากขึ้น

เพื่อชดเชยความเร็วของฮาร์ดแวร์ที่เพิ่มขึ้นและความสนใจในการรัน Node ที่ผันผวน ระดับความยากของ Proof-of-Work จะถูกกำหนดโดยค่าเฉลี่ย โดยตั้งเป้าไว้ที่จำนวนบล็อกเฉลี่ยต่อชั่วโมง หากสร้างบล็อกได้เร็วเกินไป ระดับความยากก็จะเพิ่มขึ้น

[6] A. Back, "Hashcash - a denial of service counter-measure,"

http://www.hashcash.org/papers/hashcash.pdf , 2002.

#siamstr

มาสร้าง emoji ของเราบน nostr กันเถอะ!!

ครั้งนี้จะเป็นการสร้าง emoji list ผ่านทาง nostrudel เนื่องจากเป็น client ที่เป็นที่นิยมและคิดว่าหลาย ๆ คนน่าจะเคยใช้งานกันมาบ้างแล้ว

1. ให้ไปที่ส่วนของ other stuff จากนั้นเลือก more แล้วเราจะเจอหน้าตาประมาณนี้ (รูปที่ 1)

2. กดเข้าไปในหัวข้อ emoji จากนั้นเลือก create new pack บนมุมบนขวา (รูปที่ 2)

3. หลังใส่ชื่อเรียบร้อยเราจะเข้าสู่หน้านี้ (รูปที่ 3)

4. เมื่อเรากด edit ที่มุมบนขวาเราก็จะได้ช่องที่ใส่ชื่อของอิโมจิตัวนั้น ๆ และช่องใส่ url ของรูปภาพหรือ gif มา (รูปที่ 4)

5. หลังใส่รายละเอียดแล้วให้เรากด add และทำวนไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะพอใจ หลังจากนั้นให้เรากด save และทำการ sign ธุรกรรมนั้นก็เป็นอันเสร็จสิ้น เพียงเท่านี้เราก็จะมีอิโมจิของเราที่ไม่เหมือนใครเอาไว้ใช้แล้ว

Emoji บน Nostr

บน nostr นั้นการกด reaction (kind 7) ในแต่ละโพสต์นั้นค่อนข้างแตกต่างกับโซเชียลมีเดียอื่น ๆ เป็นอย่างมากเนื่องจากผู้ใช้ทุกคนสามารถที่จะออกแบบและเลือกใช้อิโมจิอะไรก็ได้ที่ตัวผู้ใช้นั้น ๆ ต้องการ โดย emoji จะถูกเก็บอยู่ในลักษณะของ list (NIP-51) เหมือนกับพวก following list, mute list แต่การใช้งานจริง ๆ ทำได้หลากหลายมากกว่านั้น เช่นการจับลง kind 0 หรือ kind 1 ก็สามารถทำได้เช่นกัน ทีนี้เรามาลองดูโครงสร้าง event ของ list emoji กันดีกว่า

{

"id": "c25122084feb5b70c4c141c515e91dfb6a65c494dae2baf091839ff88a4cc0c3",

"pubkey": "66df60562d939ada8612436489945a4ecf1d62346b3d9478dea8a338f3203c64",

"created_at": 1710736175,

"kind": 30030,

"tags": [

[ "d", "ชื่อเซตอิโมจิ"],

["emoji","ชื่อสั้น ๆ ","httpรูปหรือ gif"],

[ "emoji","ชื่อสั้น ๆ ""httpรูปหรือ gif"],

["emoji","ชื่อสั้น ๆ ","httpรูปหรือ gif"],

[ "emoji","ชื่อสั้น ๆ ""httpรูปหรือ gif"],

"content": "",

"sig": "c4fb0626619fc0881d859570d0d00d72f7a429aca53a322768a6a0c69ddb00e44a87b65bf75a07eb7647407b78803f76720e22eed0724d554470d30371ab1173"

}

อย่างที่เห็นว่าจุดแตกต่างของ event ที่ทำให้ client ต่าง ๆ รู้ว่ามันคืออีโมจิคือ tag "d"(identifier) และ "emoji" และต้องมีโครงสร้างดังนี้ ["emoji", , ]

เมื่อทำการเผยแพร่ event ในลักษณะนี้แล้วเราก็จะได้ list ของอิโมจิออกมาแบบนี้

nostr:naddr1qvzqqqr4fcpzqeklvptzmyu6m2rpysmy3x295nk0r43rg6eaj3uda29r8rejq0ryqqzy2629dyep8v76

ส่วนถ้าเราต้องการนำ emoji ที่เราสร้างไปใส่ในหน้าโปรไฟล์หรือเวลาเราโพสต์เราต้องทำอย่างไร ?

โปรไฟล์(kind 0)

{

"kind": 0,

"content": "{\"name\":\"Alex Gleason :soapbox:\"}",

"tags": [

["emoji", "soapbox", "http s://gleasonator.com/emoji/Gleasonator/soapbox.png"]

],

"pubkey": "79c2cae114ea28a981e7559b4fe7854a473521a8d22a66bbab9fa248eb820ff6",

"created_at": 1682790000

}

ใน part ของโปรไฟล์นั้นเพียงแค่เราเพิ่ม shortcode ลงไปในจุดที่เราต้องการใส่และทำการเพิ่ม emoji ใน tag ก็สามารถใช้ได้แล้ว และในทำนองเดียวกันสำหรับการโพสต์ (kind 1)

{

"kind": 1,

"content": "Hello :gleasonator: 😂 :ablobcatrainbow: :disputed: yolo",

"tags": [

["emoji", "ablobcatrainbow", "https: //gleasonator.com/emoji/blobcat/ablobcatrainbow.png"],

["emoji", "disputed", "https: //gleasonator.com/emoji/Fun/disputed.png"],

["emoji", "gleasonator", "https: //gleasonator.com/emoji/Gleasonator/gleasonator.png"]

],

"pubkey": "79c2cae114ea28a981e7559b4fe7854a473521a8d22a66bbab9fa248eb820ff6",

"created_at": 1682630000

}

และประเภทสุดท้ายของการใช้ emoji บน nostr และหน้าจะเป็นประเภทที่หลาย ๆ คนใช้กันมากที่สุดอย่างการกด reaction ด้วย emoji จะมี event หน้าตาประมาณนี้

{

"kind": 7,

"content": ":soapbox:",

"tags": [

["emoji", "soapbox", "https ://gleasonator.com/emoji/Gleasonator/soapbox.png"]

],

...other fields

}

ทั้งหมดนี้คือวิธีการใช้อิโมจิต่าง ๆ บน nostr ซึ่งจัดเป็นอีกฟังก์ชั่นที่น่าสนใจมาก ๆ ในการเพิ่มสีสันให้สังคม nostr โดยในปัจจุบันมีหลาย ๆ client ได้รองรับการใช้ custom emoji เหล่านี้แล้วส่วนวิธีการสร้างแบบง่าย ๆ โดยที่ไม่ต้องสนใจสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนั้นสามารถทำได้บน emojito.meme หรือ Nostrudel ได้เลย

#siamstr

Bitcoin node

บิตคอยน์โหนด หรือก็คือเหล่าบรรดาคุณป้าข้างบ้านที่มีปัญญาในการจดจำอันเลิศล้ำและคอยบอกต่อเรื่องราวต่าง ๆ ที่เขารับรู้มาให้เราเสมอไม่ว่าจะเรื่องราวของข้างบ้าน ข้างหมู่บ้าน ลูก หลาน เหลน ได้อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย โอเคกับมาเข้าเรื่องก่อน บิตคอยน์โหนดคือโปรแกรมที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบธุรกรรม หากถูกต้องตามกฎและระเบียบที่แต่ละโหนดกำหนดไว้ โหนดก็จะส่งธุรกรรมและบล๊อกที่ได้รับนั้นไปยังโหนดอื่น ๆ และเก็บสำรองข้อมูลเหล่านั้นไว้เพื่ออ้างอิงในอนาคตด้วย

แล้วมันทำงานยังไง ?

เมื่อธุรกรรมใหม่ถูกสร้างและส่งต่อในเครือข่าย, บิตคอยน์โหนดจะรับธุรกรรมเหล่านั้นและทำการตรวจสอบตามกฎที่โหนดนั้น ๆ เลือก เช่น ตรวจสอบลายเซ็นดิจิทัลและตรวจสอบ unspent transaction outputs (UTXOs) โดยโหนดจะใช้ BIP ต่าง ๆ เป็นตัวช่วยในการตรวจสอบ เช่น BIP-66 เพื่อการตรวจสอบ digital signature

หลังจากการตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรม, บิตคอยน์จะรวมธุรกรรมที่ตรวจสอบแล้วเหล่านี้เข้าไปใน mempool ซึ่งเป็นพื้นที่เก็บข้อมูลของธุรกรรมที่รอการบรรจุลงในบล็อกถัดไป โหนดจะคอยตรวจสอบบล็อกใหม่ที่เผยแพร่จาก miner ซึ่งจะมีการยืนยันบล็อกใหม่เหล่านี้โดยการตรวจสอบลำดับของบล็อกและการตรวจสอบปัญหาต่าง ๆ เช่น มี double-spending มั้ย, มีธุรกรรมที่ out มากกว่า in มั้ย

เมื่อโหนดยืนยันบล็อกใหม่แล้ว, บล็อกดังกล่าวจะถูกเพิ่มลงใน blockchain และโหนดจะเผยแพร่ข้อมูลบล็อกใหม่ไปยังโหนดอื่น ๆ ในเครือข่าย เพื่อให้ข้อมูลนี้ถูกกระจายออกไปทั่วเครือข่าย

#siamstr

แฮร่ โป๊ะแล้วโป๊ะอีก โป๊ะแบบซ้ำซ้อน บ้าบอ

Lightning Zaps

การ zap บน nostr ก็เป็นอีเว้นประเภทหนึ่ง ๆ โดยการใน zap แต่ละครั้งจะประกอบไปด้วย 2 อีเว้นก็คือ zap request (9734) และ zap receipt (9735) โดย flow ในการทำงานของการ zap มีดังนี้

1. client จะทำการอ่าน LNurl หรือ LNaddress จาก profile ของคนที่เราจะ zap และทำการส่ง request ไปยัง LNaddr server นั้น ๆ เมื่อ server ตอบกลับมาก็จะเช็คพารามิเตอร์สองตัวนั้นคือ allowsNostr(True or False) และ nostrPubkey(ตรงกับ npub ของโปรไฟล์ที่เราจะ zap มั้ย) ตามลำดับ ถ้าถูกต้องจะทำการการอ่านพารามิเตอร์ callback(ส่งเงินไป address ไหน), minSendable(ยอดขั้นต่ำ), และ maxSendable(ยอดสูงสุด) กระบวนการทั้งหมดของข้อนี้คือ zap request

2. เมื่อเราทำการจ่าย invoice เรียบร้อย จะมีการสร้าง zap receipt และส่งไปยัง relay ต่าง ๆ

โดย event ของทั้สองประดภทมีลักษณะดังนี้

zap request (9734)

{

"kind": 9734,

"content": "Zap!",

"tags": [

["relays", "รีเลย์หนึ่ง", "รีเลย์สอง"],

["amount", "จำนวนที่เราอยาก zap"],

["lnurl", "lnurl ของคนรับ"],

["p", "pubkey คนรับในรูป hex"],

["e", "event id ที่เราจะ zap"]

],

"pubkey": "pubkeyคนส่ง",

"created_at": เวลา,

"id": " ID ของอีเว้นนี้",

"sig": " Digital sigature ของธุรกรรมนี้"

}

zap receipt (9735)

{

"id": "ID ของอีเว้นนี้",

"pubkey": "pubkey ของคนส่ง",

"created_at": เวลาที่สร้าง,

"kind": 9735,

"tags": [

["p", "pubkeyคนส่งในรูป hex"],

["e", "event id ที่มีคนมา zap"],

["bolt11", "Ln invoice"],

["description", " zap request ทั้งอีเว้น"],

["preimage", "preimage ของ invoice"]

],

"content": "",

"sig": "Digital signatureของคนส่ง"

}

#siamstr

Bitcoin Transaction Structure

ธุรกรรมของบิตคอยน์คือสิ่งที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่เราทำการส่งบิตคอยน์ ไม่ว่าจะส่งไปให้คนอื่น หรือแค่ทำสังคายนา utxo ของตัวเองก็ตาม ถ้าให้ว่ากันง่าย ๆ จริง ๆ แล้ว ธุรกรรมของบิตคอยน์ก็แค่ชุดข้อมูลจำนวนหนึ่งที่เอาไว้แค่ล๊อคบิตคอยน์และปลดล๊อคบิตคอยน์ โดยในธุรกรรมจะแบ่งส่วนหลัก ๆ 2 part คือ ขาเข้า(input): เลือกบิตคอยน์ที่เราต้องการปลดล๊อค, ขาออก(output): เอาบิตคอยน์จาก input ไปล๊อคไว้ที่ไหนต่อ และแน่นอนว่าในแต่ละธุรกรรมนั้นจำนวน input และ output นั้นสามารถมีได้มากกว่า 1

โอเคทีนี้เรามาลองดูตัวอย่าง transaction กัน

(ตัวอย่างจาก 1de09872f8726ab057e8b116faf55d0e502acbe8ff94b8025a40105a85218140 // Height 114,932)

tx data: 0100000001c3756a5279ed61735f5ab085f6e10b3f36423020cd4746876dd353ec610cf52c000000008b4830450221008c5730e8dd9509275ab6b8172c9dcfb74b98c855b328cce8b539701755875a53022055caafcff30d19e5fa28b671a37f00704ef8daac0ef06ba35696650850b820bb01410456ee2d5b710bce0e7ce5fd15c47c4021495ad9109a544ffcf7ecd2b049fe98f168ba973c161fa3cdffb1df4d0f208a576a45dea6cbc2b20a48cfc0a588a5b2afffffffff020014df200f0000001976a914ead1471151871931cfe3ed41beb99662f4248d1288ac40420f00000000001976a9146abb64c4751ede732ba3a584de223dbd8989531288ac00000000

ทีนี้เรามาลองชำแหละธุรกรรมนี้กัน ในธุรกรรมนี้มีส่วนประกอบดังนี้: version, input count, input data, output count, output data, และ time lock ดูข้อความด้านล่างนี้ประกอบเอานะครับ

version(4 byte): 01000000

input count: 01 แปลว่าธุรกรรมนี้มี 1 input

input data: ในส่วนนี้แบ่งเป็น 5 ส่วนของแต่ละ input ดังนี้

TXID(32 byte):c3756a5279ed61735f5ab085f6e10b3f36423020cd4746876dd353ec610cf52c

VOUT(4 byte):00000000

ScriptSig Size:8b

ScriptSig:4830450221008c5730e8dd9509275ab6b8172c9dcfb74b98c855b328cce8b539701755875a53022055caafcff30d19e5fa28b671a37f00704ef8daac0ef06ba35696650850b820bb01410456ee2d5b710bce0e7ce5fd15c47c4021495ad9109a544ffcf7ecd2b049fe98f168ba973c161fa3cdffb1df4d0f208a576a45dea6cbc2b20a48cfc0a588a5b2af

* ตรงนี้มันคือ OP_PUSHBYTES_72 กับ OP_PUSHBYTES_65 ไว้เขียนวันหลังนะครับ

sequence(4 byte):ffffffff ส่วนนี้คือตัวกำหนดพวก lock time หรือ RBF (ffffffff คือปกติ ,fdffffff คือ RBF ส่วนพวก timelockจะเริ่มจาก 00000000 และเปลี่ยนลำดับที่ 2 ตามจำนวน block ที่ต้องการเช่น 3 block ก็ 03000000)

input count:02 ธุรกรรมนี้มี 2 output

input data: ในส่วนนี้แบ่งเป็น 3 ส่วนของแต่ละ output ดังนี้

output 1

amount(Little Endian 8 Byte): 0014df200f000000 (64,976,000,000 sat) *รวยเกิ้นนน

ScriptPubKey Size: 19

ScriptPubKey: 76a914ead1471151871931cfe3ed41beb99662f4248d1288ac

output 2

amount(Little Endian 8 Byte): 40420f0000000000 (1,000,000 sat)

ScriptPubKey Size: 19

ScriptPubKey: 76a9146abb64c4751ede732ba3a584de223dbd8989531288ac

time lock: 00000000

โดยคร่าว ๆ ก็ประมาณนี้ครับ ตัวอย่างอาจจะเก่าไปหน่อยแล้วเป็น P2PKH ด้วย เลยไม่ได้มีตัวอย่างในส่วนที่ใช้กันบน segwit อย่าง maker, flag, witness ให้แต่เนื่องจากความยาวพอสมควรแล้วผมขอติดไว้ก่อนแล้วกันนะครับ

#siamstr

ตอนนี้คืองงตึ้บเลยครับ พอเปลี่ยนบาง net มันมา แต่พอกลับมาเน็ตของที่ทำงานมันไม่มา อาจจะเป็นที่ firewall policy ของฝั่งผม ผมไม่แน่ใจ แต่ขอบคุณมากครับ

งงครับนี่ไดโนเสาร์

Difficulty Adjustment Algorithm

Difficulty Adjustment Algorithm (DAA) เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญในระบบของบิตคอยน์ เนื่องจากมันเป็นตัวควบคุมความยากง่ายในการขุดบิตคอยน์ ซึ่งความยากง่ายนี้เอง จะส่งผลโดยตรงต่อความเร็วในการขุดบล็อกใหม่รวมไปถึงความมั่นคงของเครือข่ายบิตคอยน์ DAA ทำงานโดยการปรับเปลี่ยนค่า hash เป้าหมายโดยจะยากขึ้นหรือง่ายลงตามกำลังขุดในเครือข่าย เพื่อให้เวลาเฉลี่ยในการขุดบล๊อกใหม่นั้นคงที่ ซึ่ง DAA เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะมันช่วยรักษาความมั่นคงของเครือข่ายและป้องกันความผันผวนของกำลังขุด เนื่องจากหากเวลาในการขุดต่อบล๊อกนั้นมากเกินไป อาจทำให้เครือข่ายอ่อนแอ และง่ายต่อการโจมตีในอนาคต โดยในบิตคอยน์นั้นเราใช้ DAA ที่เรียกว่า "Median Time Past" (MTP) โดยมีหลักการดังนี้

เวลาขุดบล็อกนานกว่า 10 นาที: MTP จะเพิ่มค่าเป้าหมาย ทำให้การขุดบล็อกใหม่ยากขึ้น

เวลาขุดบล็อกน้อยกว่า 10 นาที: MTP จะลดค่าเป้าหมาย ทำให้การขุดบล็อกใหม่ง่ายขึ้น

ตามสมการนี้

New Difficulty = Old Difficulty × (Actual Time / Target Time)

โดยมีการกำหนด target time ไว้ที่ 600

แปลว่า New diff มาจากการที่ใช้ old diff คูณกับ เวลาที่ใช้ไปในหน่วยวินาทีหารกับ 600 ถ้าดูจากสมการนี้จะเห็นได้ว่าตัวแปรที่สำคัญในการกำหนดว่าค่าจะเพิ่มหรือลดอยู่ที่ Actual time ซึ่งทำให้มั่นใจได้เลยว่าเวลาเฉลี่ยของบล๊อกของบิตคอยน์จะอยู่ที่ 10 นาที โดยเฉลี่ย

#siamstr

Nostr event

event บน nostr หรือก็คือ โน๊ตหรือข้อมูลต่าง ๆ ที่เราเห็นกันบน nostr ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล profile, เนื้อหาบน note, long-form, หรือแม้แต่การไลฟ์ ล้วนแล้วแต่เป็น event ทั้งหมด โดย event จะมีหน้าตาประมาณนี้

{

"id": ,

"pubkey": ,

"created_at": ,

"kind": ,

"tags": [ [...],[...] ],

"content": ,

"sig":

}

id ก็คือ event id ที่มักจะโชว์เวลาทำการโควทบางโน๊ตบน nostr คำนวณโดยการ นำข้อมูลส่วนอื่น ๆ ใน event (pubkey,create_at,kid,tg,content) มา Serialize จากนั้น hash ด้วย sha256

pubkey ก็คือ npubของเราแต่จะอยู่ในรูปของ hex

create_at ก็คือเวลาที่เราสร้างโน๊ต อยู่ในรูปของ unix timestamp ในวินาที

kind ก็คือเลขที่ใช้กำหนดประเภทของ event อยู่ในรูปของ int (0-65,535)

tag ก็คือ # ที่เราใส่ในโพสต์ต่าง ๆ

content ก็คือเนื้อหาที่อยู่บนโน๊ต

sig ก็คือ digital signature ของเรา ใช้เพื่อยืนยันว่า note นี้มาจาก nsec นั้น ๆ ที่เป็นเจ้าของ npub นั้น ๆ จริง ๆ คำนวณด้วยการใช้ ECDSA กับ serialized event data จาก id และ private key ของเรา

อย่างที่เห็นว่าทุกส่วนของ event ถูกเก็บในรูปของ text แล้ว เราสามารถเห็นรูปภาพหรือวิดีโอบน nostr ได้อย่างไร ?

ที่เราสามารถเห็นรูปภาพหรือวิดีโอบน client ต่าง ๆ ของ nostr ได้เนื่องจากการใช้ URL References

ถ้าเอาแบบเข้าใจง่าย ๆ ก็คือสิ่งที่เก็บบน event ของ nostr คือ url ที่ใช้ Markdown-style เพื่อทำ image embedding ขึ้นมา

#siamstr

Elliptical Curve Digital Signature Algorithm

ECDSA เป็นฟังก์ชันการเข้ารหัสแบบอสมมาตร (asymmetric cryptographic function) ซึ่งอยู่บนสมการ 𝑦² = 𝑥³ + 𝑎𝑥 + 𝑏

ซึ่งจุดเด่นของ Elliptic curve คือเมื่อลากเส้นผ่านสองจุดบนเส้นโค้ง จะมีจุดที่สามที่เส้นตัดผ่านเสมอ จึงเหมาะสมที่จะใช้เป็น ฟังก์ชันทางเดียว (เมล็ดกาแฟและผงกาแฟที่ยกตัวอย่างในโพสต์ก่อน) เนื่องจากมันสามารถที่จะสร้างจุดบนเส้นโค้งที่ไม่มีความสัมพัธ์ใด ๆ กับจุดเริ่มต้นของมันหลังจากทำซ้ำหลาย ๆ ครั้ง โดยบิตคอยน์ใช้ secp256k1 ซึ่งมีพารามิเตอร์ดังนี้

1. a และ b บนสมการเป็น 0 และ 7 ตามลำดับ

2. Prime modulo: 2²⁵⁶ - 2³² - 2⁹ - 2⁸ - 2⁷ - 2⁶ - 2⁴ - 1

3. base point p (บาง source ใช้ว่า Generator point) ในเลขฐาน 16: 04 79BE667E F9DCBBAC 55A06295 CE870B07 029BFCDB 2DCE28D9 59F2815B 16F81798 483ADA77 26A3C465 5DA4FBFC 0E1108A8 FD17B448 A6855419 9C47D08F FB10D4B8

4. ลำดับในเลขฐาน 16: FFFFFFFF FFFFFFFF FFFFFFFF FFFFFFFE BAAEDCE6 AF48A03B BFD25E8C D0364141

* สุดท้ายแล้วสมการออกมาแบบนี้ 𝑦² = (𝑥³+7)over (F p)

* ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้อุปโหลกขึ้นมามั่ว ๆ แต่เป็นเลขที่ได้มาตรฐานจาก SECG (The Standards for Efficient Cryptography Group)

อย่างที่กล่าวไว้โพสต์ก่อน private key นั้นมาจากการสุ่ม ส่วน public key นั้นมาจากการคำนวณตามสูตร

public key = private key * base point P

ซึ่งเป็นการทำ scalar multiplication และอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น base point P กำหนดโดย secp256k1และเป็นค่าเดียวกันสําหรับทุกคนที่สร้าง public key หมายความว่า private key หนึ่งอันผ่านสมการนี้ยังไงก็จะได้ public key เดิมเสมอ และเนื่องจากลักษณะของ Elliptic curve ที่เป็นฟังก์ชันที่ย้อนกลับไม่ได้ จึงทำให้ public key ไม่สามารถย้อนกลับไปเป็น private key ได้

#siamstr