Avatar
Sam Yuta
9c55b7964361a13332befba563d3904ef4f7abe4ea062d29fba78e2bff49a4db
A normal person

#thailandzapathon #siamstr

#Siamstr

What is your choice?

Bitcoin เปลี่ยนอะไรผมไปบ้าง

1. ที่สำคัญที่สุด คือมี store of value สำหรับสถานการณ์แบบพม่าที่ผมกลัวในตอนนั้น เลยศึกษาไปศึกษามาเจอ Bitcoin นี่แหละ

2. เรื่องการกิน เปลี่ยนไปมาก หันมาสนใจว่าอะไรควรกินไม่ควรกิน เราโดน propaganda อะไรหลอกอยู่ พ่วงด้วยออกกำลังกาย จนมีแต่คนทักว่าไปทำไรมา ทั้งเพื่อนทั้งเพื่อนร่วมงานทั้งญาติ เราก็อยากตอบไปตามจริงว่า เพราะศึกษาและทำความเข้าใจ Bitcoin แต่ไม่เอาดีกว่าตอบแบบทั่วไปดีกว่า เดี๋ยวเรื่องจะยาว

3. เป็นคนตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆมากกว่าเดิม จากเดิมที่ตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัวเยอะกว่าชาวบ้านอยู่แล้ว ตอนนี้จะมุ่งไปที่ภาพใหญ่มากขึ้น ประเทศนั้นทำอะไร คนนั้นพยายามจะบิดเบือนอะไร เอ๊ะไปหมด

4. กลายเป็นคนกวนตีนในสายตาคนอื่นเวลาที่ทำงานพูดกันเรื่องโลกร้อน carbon neutral เอ้าเราก็แค่ถามไปตามความสงสัย 555

5. ส่วนเรื่องไม่มีลูกนี่ไม่สามารถเปลี่ยนผมได้

#siamstr

ปล.อ่านของคนอื่นๆก็เพลินเช่นกัน ขอบคุณที่มาแชร์กันครับ

Product ที่ Apple พยายามขายเมื่อคืนไม่ใช่ iPhone 15 pro ไม่ใช่ Apple Watch Ultra 2

แต่เป็น Carbon Neutral ต่างหาก เรียกว่าขายจนน่าเกลียด ถถถ

ทดสอบส่ง note จาก python ด้วย pynostr :D

#ThailandZapathon #Siamstr

Replying to Avatar Sam Yuta

2 ยกกำลัง 256 ใหญ่แค่ไหน?

เนื่องมาจากวันก่อนผม orange pilled เพื่อนสำเร็จ 555 กำลังสั่งซื้อ HWW ผมเตรียมจะอธิบายเรื่อง seed กับเลข 2^256 เลยเอามาเขียนลงไว้ด้วยดีกว่า

2^256 คืออะไร?

ไม่มีอะไรมาก แค่เอา 2 คูณกัน 256 ครั้งเท่านั้นเอง ซึ่งได้เท่ากับ
115792089237316195423570985008687907853269984665640564039457584007913129639936
ก็แค่นั้นเอง

ถ้าจะอ่านเป็นภาษาไทยก็ 1.16 แสนล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้าน เอง

ถ้าเทียบกับปริมาณอื่น ๆ ที่คนอาจจะคุ้นเคย

โอกาสถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 เท่ากับ 1 ในล้าน --> 2^20

จำนวนคนไทย 70 ล้านคน --> 2^26

จำนวนคนทั้งโลก 8000 ล้านคน --> 2^33

จำนวนแมลงทั้งหมดบนโลกประมาณ 1 ล้านล้านล้านตัว --> 2^60

จำนวนเม็ดทรายบนโลกประมาณ 7.5 x 10^18 เม็ด --> 2^63

จำนวนอะตอมบนโลกประมาณ 1.33 x 10^50 อะตอม --> 2^166

จำนวนอะตอมทั้งหมดในจักรวาลเท่าที่เราสังเกตได้ โดยประมาณ 10^80 อะตอม --> 2^266

เรียกได้ว่า 2^256 ใหญ่เกือบจะเทียบเท่าอะตอมทั้งหมดที่เราจะสังเกตได้แล้ว เอาแค่ระดับอะตอมบนโลกจะมีกี่คนที่เลือกหยิบอะตอมเดียวกับเราได้

แล้วทำไมตัวเลขนี้ถึงสำคัญ

เมื่อเราสร้าง Hierarchical Deterministic (HD) wallet เราจะสุ่มสร้าง seed ซึ่งเป็นรหัสที่เป็นเลข 0 หรือ 1 ทั้งหมด 256 ตัว ซึ่งทำให้มีรูปแบบที่แตกต่างกัน 2^256 แบบ และสามารถเปลี่ยนไปเป็น Mnemonic Phrase 24 คำให้เราจำได้ง่าย ๆ (หรือ 2^128 แบบสำหรับ 12 คำ)

เท่ากับว่าถ้ามีใครซักคนพยายามจะเดา seed เราแบบไม่มีข้อมูลอะไรเลย โอกาสถูกเท่ากับ 1 ใน 1.16 แสนล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้าน

ต่อใน reply ⬇️

แล้วถ้าคอมทุกเครื่องบนโลกหันมาสุ่มเพื่อหา seed เราล่ะ เค้าจะมีโอกาสเจอกันมั้ย มี youtube ช่อง 3Blue1Brown เคยทำอธิบายเลข 2^256 ไว้ประมาณนี้ครับ https://youtu.be/S9JGmA5_unY?si=TEQwcSim6LtRvhlM

เริ่มจาก 2^256 มันจะเท่ากับ 2^32 x 2^32 x 2^32 x 2^32 x 2^32 x 2^32 x 2^32 x 2^32

ซึ่ง 2^32 มันจะประมาณ 4 พันล้าน ก็คือ 4 พันล้านคูณกัน 8 ครั้ง

1. สมมติว่า GPU สามารถเดาได้ 4 พันล้านครั้งต่อวินาที

2. สมมติว่ามี server อยู่ 4 พันล้านเครื่อง ที่แรงเท่าข้อ 1

3. สมมติว่ามีคน 4 พันล้านคนบนโลกที่มี เครื่องจำนวนตามข้อ 2

4. สมมติว่ามีดาวอีก 4 พันล้านดวงในจักรวาล ที่มีคนแบบข้อ 3 อยู่

5. สมมติว่ามีอีก 4 พันล้านจักรวาล ที่มีดาวแบบข้อ 4

เท่ากับว่าจะมีการเดา 2^160 ครั้งต่อวินาที

6. ให้ทุกคนที่ว่ามามีอีก 4 พันล้านวินาที (126.8 ปี)

7. ให้เพิ่ม 126.8 ปีไปอีก 4 พันล้านรอบ (507 พันล้านปี นานกว่าอายุของจักรวาล 37 เท่า)

ก็ยังเหลือโอกาสถูก 1 ใน 4 พันล้านอยู่ดี

ทุกวันนี้ Hashrate ของ bitcoin อยู่ที่สูงสุด 465 EH/s (465 พันล้าน พันล้าน) เอาแทนข้อ 1.-2. ก็ยังเหลือ ๆ แถมข้อ 3.-5. เรา over estimate ไปเยอะมาก ๆ และจริง ๆ แล้วแค่ 2^128 หรือ Mnemonic Phrase 12 คำก็เยอะมากพอแล้ว

สุดท้ายความใหญ่ของเลขอาจจะไม่สำคัญ ถ้าตัวเลขที่เราสร้างไม่สุ่มจริง โอกาสในการเดาถูกอาจจะลดฮวบ ๆ เลยก็ได้ครับ…

2 ยกกำลัง 256 ใหญ่แค่ไหน?

เนื่องมาจากวันก่อนผม orange pilled เพื่อนสำเร็จ 555 กำลังสั่งซื้อ HWW ผมเตรียมจะอธิบายเรื่อง seed กับเลข 2^256 เลยเอามาเขียนลงไว้ด้วยดีกว่า

2^256 คืออะไร?

ไม่มีอะไรมาก แค่เอา 2 คูณกัน 256 ครั้งเท่านั้นเอง ซึ่งได้เท่ากับ
115792089237316195423570985008687907853269984665640564039457584007913129639936
ก็แค่นั้นเอง

ถ้าจะอ่านเป็นภาษาไทยก็ 1.16 แสนล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้าน เอง

ถ้าเทียบกับปริมาณอื่น ๆ ที่คนอาจจะคุ้นเคย

โอกาสถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 เท่ากับ 1 ในล้าน --> 2^20

จำนวนคนไทย 70 ล้านคน --> 2^26

จำนวนคนทั้งโลก 8000 ล้านคน --> 2^33

จำนวนแมลงทั้งหมดบนโลกประมาณ 1 ล้านล้านล้านตัว --> 2^60

จำนวนเม็ดทรายบนโลกประมาณ 7.5 x 10^18 เม็ด --> 2^63

จำนวนอะตอมบนโลกประมาณ 1.33 x 10^50 อะตอม --> 2^166

จำนวนอะตอมทั้งหมดในจักรวาลเท่าที่เราสังเกตได้ โดยประมาณ 10^80 อะตอม --> 2^266

เรียกได้ว่า 2^256 ใหญ่เกือบจะเทียบเท่าอะตอมทั้งหมดที่เราจะสังเกตได้แล้ว เอาแค่ระดับอะตอมบนโลกจะมีกี่คนที่เลือกหยิบอะตอมเดียวกับเราได้

แล้วทำไมตัวเลขนี้ถึงสำคัญ

เมื่อเราสร้าง Hierarchical Deterministic (HD) wallet เราจะสุ่มสร้าง seed ซึ่งเป็นรหัสที่เป็นเลข 0 หรือ 1 ทั้งหมด 256 ตัว ซึ่งทำให้มีรูปแบบที่แตกต่างกัน 2^256 แบบ และสามารถเปลี่ยนไปเป็น Mnemonic Phrase 24 คำให้เราจำได้ง่าย ๆ (หรือ 2^128 แบบสำหรับ 12 คำ)

เท่ากับว่าถ้ามีใครซักคนพยายามจะเดา seed เราแบบไม่มีข้อมูลอะไรเลย โอกาสถูกเท่ากับ 1 ใน 1.16 แสนล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้าน

ต่อใน reply ⬇️

จะมาแนะนำ 12 Angry men แต่มีคนตัดหน้าไปแล้ว

อีกเรื่องที่จำได้ว่าเคยดูแล้วชอบคือ The Usual Suspects แต่จำรายละเอียดไม่ได้แล้วครับ 555

ส่วนเรื่องอื่นน่าจะดังเกิน คงเคยดูหมดแล้ว

Saw I

The Sixth Sense

The Prestige

วิวคุ้นตามากครับ เหมือนเราจะอยู่ที่เดียวกัน 555

เราน่าลองมีธีมแต่ละรอบ #ThailandZapathon นะครับ (เช่นรู้จัก bitcoin ได้ยังไง, มีมประจำอาทิตย์ คำถาม survey ง่ายๆขำๆ ) แบบไม่บังคับใครอยากโพสเรื่องอื่นก็ไม่ว่ากัน เผื่อคนไม่รู้จะโพสอะไรจะได้มีอะไรมาแลก sats บ้างครับ

รัฐเอาเงินไปจากคุณด้วยวิธีไหนบ้าง

.

เมื่อคุณมีรายได้

1. จากการทำงาน เงินเดือน รายได้ส่วนตัวอื่น ๆ --> ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

2. จากองค์กรที่คุณเป็นเจ้าของ --> ภาษีเงินได้นิติบุคคล

3. จากการลงทุนเช่น เงินปันผล ดอกเบี้ย --> ภาษีเงินได้ (หัก ณ ที่จ่าย)

.

เมื่อคุณใช้จ่าย

1. ในสินค้าและบริการทั่วไป --> ภาษีมูลค่าเพิ่ม

2. ในสินค้าที่รัฐอยากควบคุมการบริโภค --> ภาษีสรรพสามิต

3. ในบริการของรัฐ หรือขออนุญาตรัฐในการทำอะไรบางอย่าง เช่น ใบขับขี่ พาสปอต ใบอนุญาตก่อสร้าง และอื่น ๆ อีกมากมาย

.

เมื่อคุณครอบครองเงินหรือทรัพย์สิน

1. ถือครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ --> ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

2. ถือเงินสดไว้เฉย ๆ --> รัฐผลิตเงินและเครดิตเพิ่ม มาเจือจางมูลค่าของเงินที่คุณถือลงได้

3. เมื่อคุณตาย จะส่งต่อสิ่งที่คุณครอบครองให้ลูกหลาน --> ภาษีมรดก

.

เมื่อไม่ทำตามที่รัฐอนุญาตให้ทำ

1. ทำผิดกฎหมาย หรือข้อบังคับ --> ค่าปรับและโทษปรับ

2. เมื่อคุณเปิดกิจการที่รัฐไม่ค่อยอยากให้คุณทำ --> ภาษีธุรกิจเฉพาะ

.

ในเงินก้อนเดียวกันที่คุณหามาด้วยความยากลำบาก เราโดนเก็บภาษีซ้ำซ้อนหลายทาง ตั้งแต่ได้มา ใช้จ่ายมัน หรือจะเก็บมันไว้

อย่างน้อยการถือ bitcoin ไว้ก็น่าจะช่วยได้ซัก 2 ข้อ เพราะพวกพี่เค้าเอาทุกทาง

.

#ThaiNostich #Siamstr #ThailandZapathon

Bitcoin ผันผวนน้อยลงจริงมั้ย

.

ด้วยสมมติฐานที่หลายๆคนพูดกันว่า เมื่อเวลาผ่านไปแล้วคนถือ bitcoin เป็นแหล่งเก็บมูลค่ามากขึ้น ความผันผวนของราคา bitcoin ในหน่วย usd น่าจะลดลงไปเรื่อย ๆ แล้วมันเป็นอย่างงั้นจริงมั้ย ลองมาดูข้อมูลกันครับ

.

.

ขั้นตอนและวิธีการในการทำ

- ใช้ข้อมูลเทียบกันระหว่าง BTC, THB, Gold (เพราะไม่รู้จะเทียบกับอะไรดี) ในหน่อยของ dollar (ของ THB เป็น THB/USD นะครับ)

- คำนวน % การเปลี่ยนแปลงระหว่าง close เมื่อวานกับวันนี้

- หา Standard Deviation by month ใช้เป็นตัวแทนความผันผวน

- plot รวมกัน BTC, THB, Gold

.

ได้ผลลัพธ์ประมาณนี้ครับ ดูแล้วสรุปได้ว่ายังไงกันครับ

.

note & disclaimer

- ใช้ข้อมูล BTC-USD, USD-THB, GOLD มาจาก Yahoo Finance ช่วงเวลาที่ใช้ 2015 - 2023

- ข้อมูลในอดีตไม่ได้สะท้อนถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

- ไม่ได้เป็นคำแนะนำในการลงทุน ทุกคนควรบริหารความเสี่ยงด้วยตัวเอง

.

#ThaiNostich #Siamstr

Replying to Avatar Sam Yuta

ความขาดแคลนดิจิทัลเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้เพียงครั้งเดียว

.

คุณไม่สามารถ “เก็บคุณค่า” (store value) ในอินเทอร์เน็ตได้ อินเทอร์เน็ตเป็นเพียงข้อมูล - ในรูปแบบของ 0 และ 1 - โดยคอมพิวเตอร์ของคุณแปลเลข 0 และ 1 เป็นคำและรูปภาพ ปัญหาของข้อมูลคือสามารถคัดลอกไปได้ นั่นคือลักษณะสำคัญของข้อมูล — มันไร้ตัวตน ซึ่งทำให้มีคุณสมบัติที่น่าทึ่งของการถ่ายทอดด้วยความเร็วแสง และสามารถทำซ้ำได้ไม่จำกัด

.

แต่การทำซ้ำนี้ไม่สามารถใช้กับ”คุณค่า” (value) ได้

เพื่อให้”คุณค่า”มีอยู่ในอินเทอร์เน็ตอย่างแท้จริง จำเป็นต้องมีระบบที่จำกัดภายในขอบเขตที่ไม่จำกัดของอินเทอร์เน็ต ระบบที่มีโครงสร้างที่จำกัดการทำซ้ำของข้อมูล เพื่อสร้างระบบความขาดแคลนดิจิทัล

.

และนั่นคือสิ่งสะท้อนอยู่ในอุดมการณ์ของสร้างบิทคอยน์ขึ้นมา

.

เหตุผลที่คุณไม่สามารถคัดลอกและวางบิทคอยน์ได้ก็เพราะบิทคอยน์ไม่ใช่ jpeg ที่ประกอบด้วย 0 และ 1 เมื่อคุณเป็นเจ้าของบิทคอยน์ สิ่งที่คุณเป็นเจ้าของจริง ๆ คือฉันทามติของทุกคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายบิทคอยน์ว่า คุณมีสิทธิ์ใน 1 ใน 21 ล้านเหรียญของปริมาณบิทคอยน์ทั้งหมด อีกความหมายคือ คุณไม่ได้เป็นเจ้าของสิ่งที่มีตัวตน; คุณเป็นเจ้าของสิทธิทรัพย์ที่ไม่สามารถถูกถอดถอนได้ และในที่สุด นั่นคือสาระสำคัญของ”คุณค่า” — การควบคุมฝ่ายเดียวในสิ่งที่จำกัด

.

ระบบฉันทามติของคุณค่านี้มีปัญหาเล็กน้อย แม้จะเป็นไปไม่ได้ที่จะคัดลอกค่าภายในขอบเขตของระบบที่มีกำแพงคอยล้อมไว้ ก็ยังสามารถคัดลอกและวางระบบทั้งหมดได้

.

และแน่นอน ข้อมูลที่สามารถคัดลอกได้ ... สามารถทำซ้ำได้ไม่จำกัด มีต้นทุนต่ำในการสร้างสำเนาใหม่ของระบบดั้งเดิม และนั่นคือสิ่งที่เราเห็นในสินทรัพย์ดิจิทัล บิทคอยน์เป็นตัวอย่างแรกของระบบความขาดแคลนดิจิทัล สกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ทั้งหมดเป็นสำเนาของระบบความขาดแคลนดิจิทัลนี้ ปรับปรุงด้วยสิ่งตกแต่งต่างๆ เพื่อทำให้ดูแตกต่าง ใหม่ และดีกว่า

.

เมื่อผมสร้างภาพนี้ครั้งแรกในปี 2021 เพื่อเน้นถึงลักษณะที่สามารถทำซ้ำได้ไม่จำกัดของสกุลเงินดิจิทัล มีสกุลเงินดิจิทัลรวมประมาณ 7,000 สกุล ตอนนี้มีประมาณ 30,000 สกุล มากขึ้น 4 เท่าในเพียง 2 ปี

.

ในทางนี้ หากมีใครซื้อสกุลเงินดิจิทัลใหม่ เอาเฉพาะที่ผลิตเพิ่มไม่ได้ ด้วยอัตราส่วนคงที่ในปี 2021 อย่างต่อเนื่อง ... ส่วนแบ่งการถือครองของยอดจำหน่ายรวมใน "ตลาดสำเนาของความขาดแคลนดิจิทัล" ก็ยังถูกเจือสูญ 4 เท่าอยู่ดี นั่นคือการสูญเสียค่า 75% ในเพียง 2 ปี

.

นั่นยังไม่รวมว่า มันต้องมีสมมติฐานว่าสกุลเงินดิจิทัลทั้งหมดมีค่าเท่ากันอีกต่างหาก

ตอนนี้ มาพิจารณาความเป็นจริงของ ”คุณค่า” กัน...

.

.

⬇️

damus ขึ้นไม่ครบทุก reply หรือมันไม่ต่อกัน แต่บน satelite ในคอมโชว์ปกติ 😰

Replying to Avatar Sam Yuta

ปริศนาดิจิทัลที่ซับซ้อน ทำให้ไม่มีการแข่งขันจริงจังต่อบิทคอยน์ได้

.

นอกจากความแข็งแกร่งของบิทคอยน์ในฐานะที่เป็นความขาดแคลนดิจิทัลที่ไม่ซ้ำใครและผลกระทบของ network effect เราจะลองมาพูดถึงจุดอ่อนของคู่แข่งของบิทคอยน์กันดู

.

ในขณะที่การตลาดสำหรับสกุลเงินดิจิทัลเฉพาะจะเน้นไปที่ชุดคุณสมบัติและสเปคที่โดดเด่น สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดก็เป็นเพียงประดับประดา สิ่งที่สำคัญคือคำถามง่ายๆ: สินทรัพย์ไหนที่คนเลือกถือครองเป็นที่เก็บรักษามูลค่า? บิทคอยน์นำอยู่เยอะ

.

ดังนั้น สกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ ทุกสกุลที่ถูกสร้างขึ้นหลังจากบิทคอยน์ยังต้องคอยวิ่งไล่ตาม แต่ยังไงก็ตาม สิ่งที่จำเป็นในการตามแซงเองนั้น ทำให้สกุลเงินดิจิทัลใด ๆ ไม่สามารถเป็นคู่แข่งจริง ๆ ของบิทคอยน์

.

ในนวนิยายสงครามแซตีร์ที่โด่งดัง Catch-22 นักบทสร้างภาพขัดแย้งที่แน่นหนาของนโยบายทางทหาร: ถ้าทหารได้เป็นบ้า เขาไม่ต้องไปในภารกิจ; แต่ทหารบ้าต้องขอถูกยกเว้น และคำขอนี้แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้บ้า

.

เปรียบเทียบกันคือ โครงการสตาร์ทอัพสกุลเงินดิจิทัลทุกโครงการ ต้องเผชิญกับปริศนาที่เป็นไปไม่ได้ (paradox) ขณะที่พยายามตามแซงบิทคอยน์ นั่นคือ:

- คุณไม่สามารถตามแซงบิทคอยน์ได้โดยไม่มีทีมผู้นำและงบประมาณการตลาด

- ด้วยทีมผู้นำและงบประมาณการตลาด คุณเป็นบริษัทที่ปลอมตัวเป็นโปรโตคอลที่กระจายอำนาจ

.

ผลลัพธ์สุดท้ายของสิ่งนี้ชัดเจนมาก: สกุลเงินดิจิทัล 30,000 สกุลที่พยายามจะยึดตำแหน่งในตลาด เป็นโครงการ “กระจายอำนาจในนามเท่านั้น” (DINO, decentralized in name only”) ตามคำศัพท์ของประธาน SEC Gary Gensler พวกเขามีทีมผู้นำที่ทำงานเพื่อแนะนำโครงการด้วยวัตถุประสงค์ในการส่งผลตอบแทนการลงทุนสำหรับผู้ถือโทเค็นดิจิทัลของพวกเขา ตามคำจำกัดความชัดเจนของ Howey Test นี้หมายความว่าพวกเขาเป็นบริษัทที่นำเสนอหุ้นที่ไม่ได้รับใบอนุญาต

.

และแน่นอน เราได้เข้าสู่ยุคของการบังคับใช้กฎหมาย ในสัปดาห์นี้เพียงอย่างเดียว หน่วยงาน SEC ได้ฟ้องผู้ก่อตั้ง HEX ที่โคตรน่ารำคาญใน 3 ข้อหาของการฉ้อโกงหุ้น และได้บอก CEO ของ Coinbase ว่า "ทรัพย์สิน [สกุลเงินดิจิทัล] ทุกชิ้นนอกจากบิทคอยน์เป็นหุ้น"

.

.

⬇️

สรุปสุดท้าย:

- บิทคอยน์คือการประดิษฐ์ของความขาดแคลนดิจิทัล และสกุลเงินดิจิทัลทุกสกุลตั้งแต่นั้นเป็นแค่ของเลียนแบบ

- เงินเป็น Network Effect ตัวแม่ และบิทคอยน์ได้ชนะแล้ว

- ผู้ท้าทายทั้งหมดต่อบิทคอยน์ในที่สุดก็เป็นบริษัทที่ส่งเสริมการนำเสนอหุ้นที่ไม่ได้รับใบอนุญาต และ SEC กำลังจะดำเนินการต่อพวกเขา

.

เอาล่ะ ด้วยเงินที่หาได้ยากของคุณที่ตกอยู่ในสถานการณ์นี้ เลือกวงกลมที่คนอื่นจะให้มูลค่ามากที่สุด แต่อย่าใช้เวลานานเกินไป เพราะ 99% ที่เหลือของโลกก็กำลังตัดสินใจเช่นกัน...

.

**บทความนี้แปลร่วมกันระหว่างผม (ผู้ไม่เคยแปลบทความมาก่อน) กับผู้ช่วย AI ยี่ห้อหนึ่ง แก้กันเหนื่อย ฮ่าๆๆ

#ThaiNostrich #Siamstr

Replying to Avatar Sam Yuta

เงินเป็น Network Effect ตัวแม่ และสุดท้ายมันจะเหลือแค่แบบเดียว

.

ผลกระทบเครือข่าย (Network Effect) เกิดขึ้นเมื่อคุณค่าของระบบเพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้น (โทรศัพท์, อินเทอร์เน็ต, เฟซบุ๊ก, เป็นต้น) กฎของเมตคาล์ฟอธิบายถึงคุณค่าของเครือข่ายเป็นสัดส่วนกับจำนวนผู้ใช้ยกกำลังสอง

.

เงินเป็น Network Effect ตัวแม่ — เราสร้างความมั่งคั่งโดยการเลือกให้คุณค่าแบบของเงินที่คนอื่นให้คุณค่า และเราสูญเสียความมั่งคั่งถ้าเราเลือกผิด (Beanie babies, ดอกทิวลิป, NFTs) เนื่องจากความกดดันนี้ ทำให้สุดท้ายมันจะเหลือเงินแค่แบบเดียว

.

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมทองจึงเป็นมาตรฐานการเงินทั่วโลกที่ไม่ซ้ำใครหลังจากการทดลองของตลาดเสรีกว่า 70,000 ปี ในการใช้สินค้าชนิดต่าง ๆ เป็นเงิน มันเป็นสินค้าที่ยากที่สุดที่จะทำเพิ่มขึ้นและดังนั้นเป็นที่เก็บรักษาคุณค่าที่เชื่อถือได้ที่สุดสำหรับความมั่งคั่งที่หาได้ยาก

.

ผลลัพธ์ของสิ่งนี้คือมนุษย์เก็บความมั่งคั่งมากขึ้น 40 เท่าในทอง (คุณค่ารวม ประมาณ 12 ล้านล้านดอลลาร์ ) มากกว่าสินค้าที่เก็บรักษาคุณค่าอันดับที่ 2 คือแร่เงิน (คุณค่ารวม ประมาณ 300 พันล้านดอลลาร์)

.

สิ่งนี้เรียกว่า Schelling point (เป็นความเข้าใจร่วมกันในการเลือกตัวเลือกที่เหมาะสมหรือเป็นที่ยอมรับในสถานการณ์ที่ไม่สามารถสื่อสารได้ มันเป็นความเข้าใจหรือความตกลงที่เป็นธรรมชาติที่คนส่วนใหญ่จะเลือก), จุดโฟกัสในทฤษฎีเกม เมื่อมนุษย์เก็บความมั่งคั่ง พวกเขาเลือกที่จะเก็บรักษาคุณค่าโดยมุ่งหมายว่า ผู้อื่นจะให้คุณค่ากับสิ่งนั้นในอนาคต

.

เมื่อคิดถึงเหตุผลนี้ ลองมาอัปเดตภาพข้างต้นเพื่อแสดงคุณค่าสัมพันธ์ของสกุลเงินดิจิทัลที่มีอยู่ โดยแทนที่ด้วยขนาดของวงกลมแต่ละวง

.

ลองคิดดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณแสดงภาพข้างต้นให้ 100 คน แล้วถามพวกเขาว่าวงกลมไหนมีมูลค่ามากที่สุด หรือดีกว่า วงกลมไหนที่พวกเขาคิดว่า 99 คนอื่นจะเลือก นั่นคือ Schelling point โดยที่เค้าไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

.

.

⬇️

ปริศนาดิจิทัลที่ซับซ้อน ทำให้ไม่มีการแข่งขันจริงจังต่อบิทคอยน์ได้

.

นอกจากความแข็งแกร่งของบิทคอยน์ในฐานะที่เป็นความขาดแคลนดิจิทัลที่ไม่ซ้ำใครและผลกระทบของ network effect เราจะลองมาพูดถึงจุดอ่อนของคู่แข่งของบิทคอยน์กันดู

.

ในขณะที่การตลาดสำหรับสกุลเงินดิจิทัลเฉพาะจะเน้นไปที่ชุดคุณสมบัติและสเปคที่โดดเด่น สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดก็เป็นเพียงประดับประดา สิ่งที่สำคัญคือคำถามง่ายๆ: สินทรัพย์ไหนที่คนเลือกถือครองเป็นที่เก็บรักษามูลค่า? บิทคอยน์นำอยู่เยอะ

.

ดังนั้น สกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ ทุกสกุลที่ถูกสร้างขึ้นหลังจากบิทคอยน์ยังต้องคอยวิ่งไล่ตาม แต่ยังไงก็ตาม สิ่งที่จำเป็นในการตามแซงเองนั้น ทำให้สกุลเงินดิจิทัลใด ๆ ไม่สามารถเป็นคู่แข่งจริง ๆ ของบิทคอยน์

.

ในนวนิยายสงครามแซตีร์ที่โด่งดัง Catch-22 นักบทสร้างภาพขัดแย้งที่แน่นหนาของนโยบายทางทหาร: ถ้าทหารได้เป็นบ้า เขาไม่ต้องไปในภารกิจ; แต่ทหารบ้าต้องขอถูกยกเว้น และคำขอนี้แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้บ้า

.

เปรียบเทียบกันคือ โครงการสตาร์ทอัพสกุลเงินดิจิทัลทุกโครงการ ต้องเผชิญกับปริศนาที่เป็นไปไม่ได้ (paradox) ขณะที่พยายามตามแซงบิทคอยน์ นั่นคือ:

- คุณไม่สามารถตามแซงบิทคอยน์ได้โดยไม่มีทีมผู้นำและงบประมาณการตลาด

- ด้วยทีมผู้นำและงบประมาณการตลาด คุณเป็นบริษัทที่ปลอมตัวเป็นโปรโตคอลที่กระจายอำนาจ

.

ผลลัพธ์สุดท้ายของสิ่งนี้ชัดเจนมาก: สกุลเงินดิจิทัล 30,000 สกุลที่พยายามจะยึดตำแหน่งในตลาด เป็นโครงการ “กระจายอำนาจในนามเท่านั้น” (DINO, decentralized in name only”) ตามคำศัพท์ของประธาน SEC Gary Gensler พวกเขามีทีมผู้นำที่ทำงานเพื่อแนะนำโครงการด้วยวัตถุประสงค์ในการส่งผลตอบแทนการลงทุนสำหรับผู้ถือโทเค็นดิจิทัลของพวกเขา ตามคำจำกัดความชัดเจนของ Howey Test นี้หมายความว่าพวกเขาเป็นบริษัทที่นำเสนอหุ้นที่ไม่ได้รับใบอนุญาต

.

และแน่นอน เราได้เข้าสู่ยุคของการบังคับใช้กฎหมาย ในสัปดาห์นี้เพียงอย่างเดียว หน่วยงาน SEC ได้ฟ้องผู้ก่อตั้ง HEX ที่โคตรน่ารำคาญใน 3 ข้อหาของการฉ้อโกงหุ้น และได้บอก CEO ของ Coinbase ว่า "ทรัพย์สิน [สกุลเงินดิจิทัล] ทุกชิ้นนอกจากบิทคอยน์เป็นหุ้น"

.

.

⬇️