🎉 เนื่องในวันครบรอบ 16 ปีของการเผยแพร่เอกสาร Bitcoin: A Peer-to-Peer Electronic Cash System หรือ #bitcoin white paper ขอเชิญทุกคนมาร่วมย้อนมองแนวคิดและนวัตกรรมสุดล้ำที่ Satoshi Nakamoto ได้นำเสนอในเอกสารนี้กันครับ 📜
🛑 การแก้ปัญหาการใช้จ่ายซ้ำซ้อน (Double-Spending) โดยไม่ต้องใช้ตัวกลาง
ก่อนหน้าการมาของ Bitcoin ปัญหาการใช้จ่ายซ้ำซ้อนถือเป็นข้อกังวลใหญ่ในโลกการเงินดิจิทัล 💸 โดยต้องพึ่งพาตัวกลางที่เชื่อถือได้ เช่น ธนาคาร แต่ Satoshi แก้ปัญหานี้ด้วยการใช้ระบบเครือข่ายกระจายอำนาจ (decentralized network) ที่ทุกคนในเครือข่ายช่วยกันตรวจสอบธุรกรรม ทำให้ไม่ต้องพึ่งตัวกลางใดๆ 🤝
⛓ บล็อกเชน (Blockchain) และการบันทึกประวัติธุรกรรมแบบถาวร
บล็อกเชนเกิดขึ้นครั้งแรกในเอกสารนี้! 🚀 Satoshi ใช้การสร้างโซ่ของบล็อกที่แต่ละบล็อกบันทึกธุรกรรมและเชื่อมต่อกันเป็นห่วงโซ่ยาว 🌐 ทำให้ธุรกรรมที่บันทึกไว้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ ด้วยการใช้หลักฐานของงาน (Proof-of-Work) 🛠 ที่ต้องใช้พลังการประมวลผลมหาศาล 💪
💪 การใช้ระบบ Proof-of-Work เพื่อยืนยันธุรกรรม
Satoshi นำหลักการ Proof-of-Work ที่เดิมทีถูกใช้เพื่อป้องกันการโจมตีทางอินเทอร์เน็ตมาใช้ในการยืนยันธุรกรรม 🔍 ซึ่งช่วยให้ทุกคนในเครือข่ายสามารถเห็นพ้องกับประวัติการทำธุรกรรมเดียวกัน 📝 ทำให้ระบบปลอดภัยและป้องกันการแก้ไขประวัติย้อนหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ 🛡
🌍 การกระจายอำนาจ (Decentralization) และการตัดสินใจร่วมกันในเครือข่าย
Satoshi ได้สร้างระบบที่ให้ผู้ใช้งานในเครือข่ายทำงานร่วมกันเพื่อยืนยันธุรกรรม โดยไม่ต้องมีศูนย์กลางหรือคนกลาง 📊 การตัดสินใจร่วมกันนี้ทำให้เครือข่าย Bitcoin มีความปลอดภัยสูง และไม่สามารถโจมตีจากจุดศูนย์กลางได้ 🛑
💸 แรงจูงใจในการขุดเหรียญและการสร้างเงินดิจิทัลแบบจำกัด
การขุดบล็อก (block mining) คือกระบวนการที่สร้างเหรียญใหม่เข้าระบบเป็นรางวัลให้แก่ผู้ขุด 🏆 ทำให้ Bitcoin มีการกระจายตัวอย่างโปร่งใส ไม่มีองค์กรกลางเป็นผู้กำหนดจำนวนเหรียญ 💰 และระบบนี้ยังส่งเสริมให้เครือข่ายรักษาความปลอดภัยและโปร่งใสตลอดเวลา 🔒
🔒 ความเป็นส่วนตัวในระบบที่ไม่ระบุตัวตน
แม้ธุรกรรมทั้งหมดจะถูกประกาศในบล็อกเชน 🌐 แต่ Satoshi ใช้คีย์สาธารณะ (public key) เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว ทำให้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตน 👤 ซึ่งเพิ่มระดับความเป็นส่วนตัวของ Bitcoin ในทุกการทำธุรกรรม 📈
สรุป 🎯
Satoshi Nakamoto ได้สร้างนวัตกรรมที่รวมเทคโนโลยีและแนวคิดหลายด้านที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้า ทั้งการกระจายอำนาจ การเข้ารหัส การประมวลผล และการจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ 🌟 การผสมผสานนี้ทำให้ Bitcoin กลายเป็นระบบการเงินดิจิทัลที่ไม่ต้องพึ่งความเชื่อใจแห่งแรกของโลก (Trust without Trust) 🌍✨
Thank you Satoshi, We Are All Satoshi.
#siamstr 
💸 เงินเฟ้อ: ภัยคุกคามต่อกองทุนประกันสังคม
เงินเฟ้อได้กลายเป็นศัตรูตัวฉกาจที่บ่อนทำลายความมั่นคงของกองทุนประกันสังคมในปัจจุบัน เมื่อราคาสินค้าและบริการพุ่งสูงขึ้น ค่ารักษาพยาบาลย่อมเพิ่มตามไปด้วย และรายได้จากการลงทุนของกองทุนก็ดูเหมือนจะไม่เพียงพอต่อการครอบคลุมค่าใช้จ่ายของผู้ประกันตน ในปี 2566 ที่ผ่านมา กองทุนทำผลตอบแทนได้เพียง 2.7-2.8% ซึ่งไม่สามารถรับมือกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นได้อย่างเต็มที่ 📈
📊 การตอบโต้เงินเฟ้อด้วยการเพิ่มผลตอบแทนการลงทุน
รัฐมีแผนเพิ่มผลตอบแทนการลงทุนของกองทุนให้ได้ 5% ภายในปี 2568 นโยบายนี้อาจช่วยเพิ่มรายได้ของกองทุนในระยะสั้น แต่เมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราควรตั้งคำถามว่าผลตอบแทนนี้เพียงพอหรือไม่ที่จะเอาชนะเงินเฟ้อได้จริง? 🕒
⏳ การขยายอายุเกษียณ: ภาระที่หนักหนาขึ้นของคนทำงาน
หนึ่งในมาตรการของภาครัฐเพื่อยืดอายุกองทุนคือการขยายอายุเกษียณจาก 60 ปี เป็น 61-65 ปี ซึ่งหมายความว่าผู้คนต้องทำงานนานขึ้น และเวลาพักผ่อนหลังเกษียณก็จะลดลง การใช้ชีวิตหลังเกษียณจึงสั้นลง นี่คือคุณภาพชีวิตที่คนทำงานตรากตรำมา 40 ปีควรได้รับหรือไม่? 😓
🌍 แรงงานต่างด้าว: แรงขับเคลื่อนใหม่ของกองทุน
การเก็บเงินสมทบจากแรงงานต่างด้าวถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ภาครัฐใช้เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับกองทุน แต่คำถามคือ แรงงานเหล่านี้จะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและสามารถเข้าถึงสวัสดิการที่พวกเขามีสิทธิอย่างแท้จริงหรือไม่?
ทั้งหมดนี้คือปัญหาที่เกิดจากภาวะเงินเฟ้อที่บ่อนทำลายระบบการเงินและสวัสดิการของรัฐ ทำไมการพิมพ์เงินเพิ่มกลับทำให้มูลค่าของมันลดลงแทนที่จะช่วยรักษาความมั่นคง?
#Bitcoin ไม่ใช่ทาง'เลือก' แต่คือทาง'รอด'
Fix the money, Fix the world.
#siamstr 
สืบเนื่องจากข่าวกระแสดังในช่วงนี้
นิยาม Pyramid Schemes ของ SEC (อ้างอิง: https://www.investor.gov/introduction-investing/general-resources/news-alerts/alerts-bulletins/investor-alerts/investor-30) ลองมาวิเคราะห์กันว่า Fiat มีลักษณะคล้ายคลึงกันหรือไม่!
1. ไม่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการจริง (No Genuine Product or Service)
Fiat ใช้ระบบ Fractional-Reserve Banking ในการสร้างเงินจากอากาศ 🌬️ ผ่านการปล่อยสินเชื่อที่เกินกว่าจำนวนสินทรัพย์สำรอง — เหมือนเสกเงินออกมาโดยไม่มีสิ่งใดรองรับอย่างแท้จริง!
2. เงินที่สร้างง่าย (Easy Money or Passive Income)
Fiat กระตุ้นให้คนเข้าถึงเครดิตได้ง่าย 💳 เพื่อที่จะเสกเงินเพิ่มในระบบ 💸
3. ไม่มีรายได้จากการขายจริง (No Demonstrated Revenue from Retail Sales)
ธนาคาร Fiat สร้างกำไรจากการปล่อยสินเชื่อที่เกินจากเงินสำรอง 📊 โดยรายได้หลักมาจากดอกเบี้ยเงินกู้ ไม่ใช่จาก Productivity ที่มีประโยชน์ 🤷
4. โครงสร้างค่าคอมมิชชันที่ซับซ้อน (Complex Commission Structure)
Fiat สร้างความซับซ้อนในระบบเศรษฐกิจ มีคำศัพท์เฉพาะและโครงสร้างที่ดูหรูหรา ทำให้คนทั่วไปเข้าใจยาก 🤯 เพื่อปิดบังความเสี่ยงเอาไว้
5. เน้นการหาสมาชิกใหม่ (Emphasis on Recruiting)
Fiat พึ่งพาการเติบโตทางเศรษฐกิจ 🚀 โดยต้องการผู้กู้รายใหม่เข้าระบบตลอดเวลา เพื่อรักษาการหมุนเวียนของเงินในระบบ การปรับอัตราดอกเบี้ยยังถูกชักนำโดยกลุ่มคนเพียงไม่กี่คน ซึ่งไม่ต่างจากการเน้นหา "สมาชิกใหม่"😬
หรือเราทุกคนกำลังอยู่ใน Pyramid Scheme วงใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ Sapiens 🤔
#siamstr 
สืบเนื่องจากข่าวกระแสดังในช่วงนี้
นิยาม Pyramid Schemes ของ SEC (อ้างอิง: https://www.investor.gov/introduction-investing/general-resources/news-alerts/alerts-bulletins/investor-alerts/investor-30) ลองมาวิเคราะห์กันว่า Fiat มีลักษณะคล้ายคลึงกันหรือไม่!
1. ไม่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการจริง (No Genuine Product or Service)
Fiat ใช้ระบบ Fractional-Reserve Banking ในการสร้างเงินจากอากาศ 🌬️ ผ่านการปล่อยสินเชื่อที่เกินกว่าจำนวนสินทรัพย์สำรอง — เหมือนเสกเงินออกมาโดยไม่มีสิ่งใดรองรับอย่างแท้จริง!
2. เงินที่สร้างง่าย (Easy Money or Passive Income)
Fiat กระตุ้นให้คนเข้าถึงเครดิตได้ง่าย 💳 เพื่อที่จะเสกเงินเพิ่มในระบบ 💸
3. ไม่มีรายได้จากการขายจริง (No Demonstrated Revenue from Retail Sales)
ธนาคาร Fiat สร้างกำไรจากการปล่อยสินเชื่อที่เกินจากเงินสำรอง 📊 โดยรายได้หลักมาจากดอกเบี้ยเงินกู้ ไม่ใช่จาก Productivity ที่มีประโยชน์ 🤷
4. โครงสร้างค่าคอมมิชชันที่ซับซ้อน (Complex Commission Structure)
Fiat สร้างความซับซ้อนในระบบเศรษฐกิจ มีคำศัพท์เฉพาะและโครงสร้างที่ดูหรูหรา ทำให้คนทั่วไปเข้าใจยาก 🤯 เพื่อปิดบังความเสี่ยงเอาไว้
5. เน้นการหาสมาชิกใหม่ (Emphasis on Recruiting)
Fiat พึ่งพาการเติบโตทางเศรษฐกิจ 🚀 โดยต้องการผู้กู้รายใหม่เข้าระบบตลอดเวลา เพื่อรักษาการหมุนเวียนของเงินในระบบ การปรับอัตราดอกเบี้ยยังถูกชักนำโดยกลุ่มคนเพียงไม่กี่คน ซึ่งไม่ต่างจากการเน้นหา "สมาชิกใหม่"😬
หรือเราทุกคนกำลังอยู่ใน Pyramid Scheme วงใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ Sapiens 🤔
#siamstr 
🌍 ทำไมบางประเทศถึงร่ำรวย ในขณะที่บางประเทศยังคงยากจน?
งานวิจัยที่ทำให้ Daron Acemoglu, Simon Johnson, และ James A. Robinson ได้รับรางวัลเศรษฐศาสตร์ในปี 2024 🏆 พวกเขาอธิบายว่า สถาบัน มีผลกระทบอย่างยิ่งต่อความมั่งคั่งของประเทศต่าง ๆ
✍️ Inclusive vs. Extractive Institutions
ในงานวิจัยของพวกเขา มีการแบ่งสถาบันออกเป็นสองประเภท คือ สถาบันที่สนับสนุนการกระจายอำนาจ (Inclusive Institutions) และ สถาบันแบบกดขี่ (Extractive Institutions)
✨ Inclusive Institutions เป็นสถาบันที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงทรัพยากรอย่างเท่าเทียม และส่งเสริมการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนมีสิทธิในการเลือกและเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ ส่งเสริมให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน 📈
🚫 Extractive Institutions เป็นสถาบันที่มุ่งเน้นการกดขี่และเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองจะอยู่กับชนชั้นนำหรือกลุ่มผลประโยชน์ 🥀
งานวิจัยของ Acemoglu, Johnson, และ Robinson ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนจำเป็นต้องมีสถาบันที่สนับสนุนการกระจายอำนาจ เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรและสามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างเท่าเทียม 💪 และนี่คือเหตุผลว่าทำไมบางประเทศถึงสามารถเติบโตได้ ในขณะที่บางประเทศยังคงล้มเหลวอยู่ในกับดักของสถาบันแบบกดขี่
💡 การเปลี่ยนแปลงระบบสถาบันให้กระจายอำนาจและเป็นธรรมเป็นสิ่งที่ต้องการการร่วมมือของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไปหรือชนชั้นนำ เพื่อให้ทุกคนในสังคมได้รับประโยชน์จากการเติบโตและพัฒนาไปด้วยกัน 🌱✨
Bitcoin ₿ เป็นพ่อทุกสถาบัน เนื่องจากไม่มีศูนย์กลาง (Decentralized) การไม่มีศูนย์กลางนี้ทำให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมในการเข้าถึงและใช้งาน ทำให้เกิดความโปร่งใสและยุติธรรม 💡✨🤔 #Bitcoin #Siamstr
ที่มา https://www.nobelprize.org/uploads/2024/10/popular-economicsciencesprize2024.pdf

ว่ากันว่า “ถ้าเรียนรู้อดีต จะเข้าใจปัจจุบัน และจะแลเห็นอนาคต”
ประโยคนี้เป็นจริงเสมอ เมื่อเรามองย้อนกลับไปในหลายยุคสมัยที่มนุษย์เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ สิ่งใหม่เข้ามาแทนที่สิ่งเก่าที่เคยคุ้นชิน เหมือนกับตอนที่ผู้คนเคยลังเลใจที่จะทิ้งม้าคู่ใจและหันมาใช้รถยนต์ หรือเมื่อครั้งที่อินเทอร์เน็ตเริ่มเข้ามามีบทบาท แต่กลับถูกมองว่าเป็นเพียง "กระแสชั่วคราว" เท่านั้น และทุกครั้งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ผู้คนที่ยังไม่เห็นศักยภาพก็พากันลังเลและต่อต้าน
ลองมองย้อนกลับในยุคนั้น ม้ายังคงเป็นพาหนะสำคัญ คนทั่วไปใช้มันในการเดินทาง การขนส่ง และการทำงาน เมื่อรถยนต์เริ่มเข้ามา ผู้คนต่างตั้งคำถามว่านี่จะเป็นสิ่งที่ดีกว่าจริงหรือ? คุ้มค่ากับการเปลี่ยนแปลงไหม? พ่อค้าขายอานม้าพยายามโน้มน้าวว่าม้าไม่ต้องเติมน้ำมัน ไม่ต้องซ่อมบำรุงเหมือนรถยนต์ และจะพาคุณเดินทางได้ในทุกสภาพอากาศ แต่ในท้ายที่สุด รถยนต์ก็กลายมาเป็นสิ่งจำเป็นของมนุษย์ และเราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงกรอบความคิดครั้งสำคัญหรือ paradigm shift ที่เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล
อีกตัวอย่างหนึ่งคือภาพข่าว นสพ.Daily mail เกี่ยวกับ Internet ในปี 2000 ซึ่งสื่อบางแห่งเชื่อว่า Internet อาจเป็นเพียงเทรนด์ที่มาแล้วก็จะไป พวกเขารายงานว่ามีคนเลิกใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมาก และมองว่านี่อาจเป็น "แฟชั่น" ที่ไม่น่าจะอยู่ได้นาน แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราก็เห็นชัดเจนว่าอินเทอร์เน็ตได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเราทุกคน ไม่มีใครปฏิเสธถึงพลังของมันได้ การสื่อสาร การทำงาน และการดำเนินธุรกิจ ทุกอย่างถูกเชื่อมโยงกันผ่านอินเทอร์เน็ต นี่คือ paradigm shift ที่ใหญ่หลวงอีกครั้ง ซึ่งในเวลานั้นหลายคนยังไม่สามารถมองเห็นอนาคตได้ชัดเจน
และในวันนี้ เรากำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง และครั้งนี้มันคือ บิทคอยน์ ที่เดิมถูกมองเป็นแค่ nerd money แต่ตอนนี้มันกำลังเปลี่ยนแปลงกรอบความคิดเรื่องการเงินในระดับโลก คนจำนวนไม่น้อยยังคงตั้งคำถามว่า "บิทคอยน์จะเป็นเพียงกระแสชั่วคราวเหมือนที่พวกเขาคิดกับอินเทอร์เน็ตในอดีตหรือไม่?" พวกเขายังลังเลใจที่จะยอมรับมัน เพราะมันดูซับซ้อนและห่างไกลจากความคุ้นเคย
แต่ถ้าเรามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ ทุกๆ การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ล้วนเผชิญกับความสงสัย รถยนต์ที่มาแทนม้า อินเทอร์เน็ตที่แทนที่การสื่อสารแบบดั้งเดิม และในวันนี้ บิทคอยน์กำลังท้าทายระบบการเงินที่เราคุ้นเคย มันคือการกระจายศูนย์ที่ไม่ต้องพึ่งพาธนาคาร ไม่ต้องการตัวกลางใดๆ นี่คือการปฏิวัติระบบการเงินที่อาจเปลี่ยนแปลงโลกของเราเหมือนกับที่อินเทอร์เน็ตได้เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา
ดังนั้น หากเราย้อนมองประวัติศาสตร์ เราจะเห็นได้ว่าทุกๆ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลก ล้วนมีช่วงเวลาที่คนยังมองไม่เห็นอนาคต แต่ท้ายที่สุด สิ่งใหม่ๆ ที่สามารถตอบสนองความต้องการและสร้างประโยชน์ได้ดีกว่า ก็จะถูกยอมรับและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน หรือเป็น ‘ความจริงใหม่’ เหมือนกับรถยนต์ เหมือนกับอินเทอร์เน็ต และบางที อนาคตของบิทคอยน์ก็อาจจะไม่ต่างกัน
paradigm shift กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเรา และคำถามคือ เราจะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้หรือไม่?
Choice is yours.
#siamstr

Welcome To The MATRIX.
#siamstr 
“The best way to keep a prisoner from escaping is to make sure he never knows he's in prison"
FYODOR DOSTOEVSKY
#siamstr 
nostr:npub1ju8la595yg7h90qm8lm95hvqajgdgu2c6f9mf8uwwe7lurrxarcsycsv5w ขอบพระคุณสำหรับแก้วครับ
GM ยัง escape จากงาน #TBC2024 ไม่ได้
#siamstr 
จากการที่ได้ไปงานทั้ง 2 ปี ได้เห็นถึงการเติบโต ของ communities Bitcoin ชาวไทยได้ชัดเจน กลับมาอย่างอิ่มเอมใจครับ ขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกๆท่าน ด้วยใจครับ
#siamstr #TBC2024

สุดยอครับ คุณปกป้อง
โฆษณา vs ดอกจันตัวเล็กๆ
Don't Trust, Verify.
#siamstr

จากที่คนแชร์กันในทุ่ง meta
คำถามที่น่าคิด
-ทำไมนกใช้เวลาสร้างรัง 6-7 วัน ในขณะที่มนุษย์ต้องทำงาน 7-8 ปีเพื่อเก็บเงิน'ดาวน์' บ้าน 1 หลัง ? 🏠🐦
-ทำไมอาชีพเดียวถึงไม่พอ ทำไมเราถึงต้องไปลงทุนในสิ่งที่เราไม่ถนัดเพียงเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ไม่มีทางตามเงินเฟ้อที่แท้จริง (Monetary inflation) ทัน? 📈💼
-ทำไมเราถูกสอนให้ระวังหนี้ ในขณะที่ประเทศที่ใหญ่ที่สุดกับมีหนี้ All time high ($35 Trillion) เมื่อเดือนที่แล้ว🌎💸
Fix The Money, Fix The World.
#siamstr
Extreme self custody,
Trust No One.
#siamstir https://video.nostr.build/5b9e1fd3b59f4014bd2159c32a0c7419a8bb9fe4bf1118747f24a171b2d29994.mp4
**แก้ไข ”หากผู้ผลิต ’ไม่’สามารถเพิ่มปริมาณสินค้า (Q) ได้ทันต่อความต้องการ“ ครับ
"Equation of Exchange" จากหนังสือ The purchasing power of money โดย Irving Fisher
🤑 MV = PQ คือสมการที่แสดงปริมาณเงิน (M) คูณความเร็วหมุนเวียนของเงิน (V) จะเท่ากับราคาสินค้า (P) คูณปริมาณสินค้า (Q) ในระบบเศรษฐกิจ
💰 การเพิ่มปริมาณเงิน (M) ในระบบ หากปัจจัยอื่นๆคงที่ จะนำไปสู่ระดับราคา (P) ที่สูงขึ้น ซึ่งหมายถึงอำนาจซื้อของเงินลดลง
🏦 นโยบายดิจิตอลวอลเล็ท 10,000 บาท มีผลเพิ่มปริมาณเงิน (M) และความเร็วหมุนเวียน (V) อย่างมาก จึงมีแนวโน้มก่อให้เกิดเงินเฟ้อ(P) หากผู้ผลิตสามารถเพิ่มปริมาณสินค้า (Q) ได้ทันต่อความต้องการ
Wait and see, ความจริงมันช้า
#Siamstr
#bitcoin 

