ความเสี่ยง ของ Bitcoin พูดความจริงแบบไม่กาว - sats and sound EP32

https://youtu.be/DR7n8hettXY

ช่องผมเป็นช่องพูดเนื้อหาเกี่ยวกับบิทคอย ทําให้บางคนอาจจะคิดว่า คงจะเสนอแต่ด้านบวกเท่านั้น

วันนี้จะมาพูดถึงความเสี่ยงของบิทคอย ที่มีโอกาสเกิดขึ้น พร้อมกับวิธีรับมือแบบไม่กาว ไม่ Bias

ผมคิดว่าเรื่องนี้ คนที่ถือบิทคอยควรจะรู้ไว้ เพราะบิทคอยเราจะถือกันในระยะยาว ดังนั้นอะไรที่อาจจะเป็นความเสี่ยงพวกเราต้องรู้ไว้ก่อน

วันนี้มี 7 ความเสี่ยงมาให้ดูกัน

1. คอมพิวเตอร์ควอนตัม (Quantum Computers)

- การเข้ารหัสของ Bitcoin อาศัยหลักการทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Public Key Cryptography (Elliptic Curve Digital Signature Algorithm - ECDSA) ซึ่งปัจจุบันถือว่าปลอดภัยโคตร

- คอมพิวเตอร์ในยุคนี้ไม่สามารถเจาะการเข้ารหัสได้

- แต่ทฤษฎีระบุว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่มีความสามารถสูงในอนาคต (โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วย Shor's Algorithm)

อาจสามารถถอดรหัส Private Key จาก Public Key ได้ ซึ่งจะทำให้การเซ็นธุรกรรมและรักษาความเป็นเจ้าของ Bitcoin กลายเป็นช่องโหว่ร้ายแรง ทําได้เมื่อไหร่บิทคอยจะไม่มีค่าอีกเลย

สถานะปัจจุบันและการรับมือ

- ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ควอนตัมยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการพัฒนา มีจำนวนคิวบิตจำกัดและยังไม่สามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนในลักษณะที่คุกคาม Bitcoin ได้

- ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าอาจใช้เวลาอีกหลายทศวรรษ (เช่น 10-50 ปี) ก่อนที่เทคโนโลยีนี้จะก้าวหน้าพอที่จะเป็นภัยคุกคามที่แท้จริง ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นไม่ค่อยน่ากังวล ถ้าจะแฮกไปแฮกระบบธนาคารง่ายกว่าเยอะครับ ไม่ต้องมานั่งสุ่มเลขถอดรหัสอยู่

- ชุมชนนักพัฒนา Bitcoin และนักวิทยาศาสตร์ด้านการเข้ารหัสทั่วโลกกำลังวิจัยและพัฒนา "การเข้ารหัสแบบทนทานต่อควอนตัม" (Quantum-Resistant Cryptography หรือ Post-Quantum Cryptography - PQC) ซึ่งเป็นอัลกอริทึมเข้ารหัสใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อต้านทานการโจมตีจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม เมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้พร้อมใช้ จะมีการอัปเดตโปรโตคอลของ Bitcoin เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในอนาคต

ควอนตัมมาจริง แต่กว่าจะถึงวันนั้น บิทคอยก็มีเทคโนโลยีรองรับควอนตัมไปแล้วครับ

2. การโจมตี 51% (51% Attack)

- การโจมตี 51% เกิดขึ้นเมื่อผู้ขุดเพียงคนเดียวหรือกลุ่มผู้ขุดรวมกันสามารถควบคุม "พลังประมวลผล" (Hash Rate) ของเครือข่าย Bitcoin ได้มากกว่า 50%

ทำให้พวกเขามีอำนาจในการ:

- อนุมัติธุรกรรมที่ขัดแย้งกับกฎ (แต่ไม่สามารถสร้าง Bitcoin ใหม่ หรือขโมย Bitcoin ที่ไม่ได้เป็นของตนเองได้)

- ปฏิเสธการยืนยันธุรกรรมจากผู้ใช้อื่น

- ย้อนกลับธุรกรรมของตนเองที่เคยส่งไปแล้ว (Double Spending) ซึ่งเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความน่าเชื่อถือของเครือข่าย

การโจมตีแบบนี้มันแก้ได้เฉพาะธุรกรรมของเราเองนะ ไม่สามารถไปแก้ไขข้อมูลส่วนอื่นๆในบล็อคเชนได้ตามใจ

51% Attack ในทางปฏิบัติก็ทํายากมากๆเหมือนกัน

ความเป็นไปได้และการรับมือ

- การโจมตีมันได้ไม่คุ้มเสียนะ เครือข่าย Bitcoin มีพลังประมวลผลรวมกันมหาศาล (ณ ปัจจุบัน Hash Rate สูงมาก

941.55 ล้าน TH/s )

- การจะควบคุม 51% ของพลังงานทั้งหมดต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาลในการซื้อเครื่องขุด ASIC และค่าไฟฟ้าในการดำเนินการ ซึ่งไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

- บิทคอยออกแบบมาให้รางวัลผู้ที่เล่นตามกฏ และไม่ยอมรับคนโกง สมมติว่าถ้าเข้าทำ 51% Attack ได้จริง

ชุมชน Bitcoin สามารถรวมตัวกันเพื่อเปลี่ยนแปลงโปรโตคอล (Hard Fork) เพื่อแยกตัวออกจากส่วนที่ถูกควบคุมได้

บิทคอยที่โกงมาได้ก็จะไร้มูลค่าทันทีเพราะมันไม่ปลอดภัยอีกต่อไป ดังนั้นเงินมหาศาลที่ทุ่มไปก็จะไร้ค่าไปเปล่าๆ

โกงไปยังไงก็ไม่คุ้ม ทําตามกฏดีกว่า

- กฎถูกออกแบบมาให้ทุกคนร่วมมือกัน แต่ไม่ต้องเชื่อใจกัน ไอเดียนี้โคตรของความเจ๋ง เครือข่ายการขุด Bitcoin กระจายตัวไปทั่วโลกในกลุ่มผู้ขุดและพูลการขุดจำนวนมาก ทำให้ยากที่จะรวมศูนย์พลังงานขนาดใหญ่ได้ ใครอยู่ในชุมชนบิทคอยเนอร์จะเข้าใจข้อนี้ ทุกคนไม่เชื่อใจกันและพร้อมจะตรวจสอบกันอยู่ตลอดเวลา เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง

- แถมให้อีกข้อเรื่อง บิทคอย2 หลายคนคิดว่า เดี๋ยวก็มีบิทคอย 2 ออกมา บิทคอย 1 ก็คงตายไปเอง

ด้วยระบบการทํางานร่วมกัน ระหว่าง คนขุด คนรันโหนด คนใช้งาน ทุกกลุ่ม ตรวจสอบกันตลอดเวลา มีระบบที่แข็งแกร่ง และยืนระยะมานานมากพอนี่แหละ ที่ทําให้บิทคอย 2 ไม่เกิด เพราะในช่วงแรกที่ระบบอ่อนแอ การทําลายบิทคอยมันง่ายมากเพราะโหนดมันน้อย จะจะทํา 51% Attack ถ้าทํามันก็ทําได้ แต่ตอนนี้ทําไม่ได้แล้ว เพราะระบบมันแข็งแกร่งมากๆแล้ว

- ตอนนี้มีโหนดอยู่ 20000-200000 โหนดทั่วโลก บางทีก็เป็นโหนดไม่เปิดเผยข้อมูลด้วย ทุกคนที่รันโหนดเพื่อรักษาและปกป้องบิทคอยที่ตัวเองถืออยู่ ความแข็งแกร่งจริงๆของบิทคอยไม่ใช่ระบบบล็อคเชนนะ แต่คือ การรันโหนดจากผุ้คนจํานวนมากที่มีฉันทามติเดียวกันเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเองนี่แหละ บอกเลย ซาโตชิโครตจีเนียส

ตราบใดที่คุณไม่มีพลังจิตที่ทําให้คนอื่นทําตามใจคุณได้ บิทคอยจะไม่พังเพราะเหตุผล 51% Attack

3. ข้อผิดพลาดของซอฟต์แวร์ (Software Bugs)

- เช่นเดียวกับซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อนอื่นๆ โค้ดของ Bitcoin (Bitcoin Core) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโปรโตคอล อาจมีข้อผิดพลาด (bugs) หรือช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่อาจนำไปสู่ปัญหา เช่น การสร้าง Bitcoin เกินจำนวน การทำงานผิดปกติของธุรกรรม หรือการถูกโจมตีทางไซเบอร์ อันนี้พูดถึง ซอฟแวร์ที่ใช้รันโหนดนะ ตัวโค้ดหลักของบิทคอยเองไม่ได้เปลี่ยนไปเลย

การรับมือ

- Open-Source และ Peer Review

โค้ดของ Bitcoin เป็นแบบ Open-Source ซึ่งหมายความว่านักพัฒนาและผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทั่วโลกสามารถตรวจสอบ ตรวจจับ และแก้ไขข้อผิดพลาดได้อย่างเปิดเผย ทำให้เกิดกระบวนการ Peer Review ที่แข็งแกร่ง

- มีการทดสอบอย่างเข้มงวด การเปลี่ยนแปลงโค้ดใดๆ จะต้องผ่านการทดสอบอย่างเข้มงวดและรอบด้านก่อนที่จะนำมาใช้งานจริงในเครือข่าย เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดข้อผิดพลาดร้ายแรง เหมือนในอดีตที่มีคนแก้โค้ดให้บิทคอยผลิตได้เกิน 21 ล้านเหรียญ สุดท้ายพอคอมมูรู้ก็ทำการแก้จุดอ่อนตรงนี้ ส่วนบิทคอยที่ถูกเสกเพิ่มมาโดยไม่ทําตามกฏ ก็ไม่มีโหนดไหนยอมรับธุรกรรมที่เกิดขึ้น สุดท้ายธุรกรรมนั้นก็ไร้ค่าไปหมด

- ชุมชนนักพัฒนาจะคอยตรวจสอบและออกแพทช์เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดหรือช่องโหว่ที่ค้นพบอย่างรวดเร็ว ซอฟแวร์รันโหนดจริงๆมีอีกหลายตัว ซึ่งผู้รันโหนดสามารถเลือกรันตัวไหนก็ได้ที่ตัวเองรู้สึกโอเค ถ้าอัพเดทแล้วไม่ชอบก็เปลี่ยนซอฟแวร์ได้ทันที

4. Blockchain Bloat

- Blockchain Bloat หมายถึงขนาดของบล็อกเชน Bitcoin ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อมีการเพิ่มบล็อกและธุรกรรมใหม่ๆ เข้าไป ซึ่งอาจทำให้การดาวน์โหลด จัดเก็บ และรัน Full Node ของ Bitcoin (ซึ่งมีความสำคัญต่อการกระจายอำนาจ) ทำได้ยากขึ้นสำหรับผู้ใช้ทั่วไป เนื่องจากต้องใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลและแบนด์วิดท์มากขึ้น

การรับมือ

- SegWit (Segregated Witness) การอัปเดตโปรโตคอลนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บข้อมูลในแต่ละบล็อก ทำให้สามารถบรรจุธุรกรรมได้มากขึ้นโดยไม่เพิ่มขนาดบล็อกเกินจำเป็น

- โซลูชัน Layer 2 (เช่น Lightning Network): เครือข่าย Lightning เป็น "Layer 2" ที่สร้างขึ้นบน Bitcoin blockchain ช่วยให้สามารถทำธุรกรรมขนาดเล็กจำนวนมาก "นอกเครือข่ายหลัก" (Off-Chain) และบันทึกเฉพาะผลรวมสุทธิลงบนบล็อกเชนหลัก ซึ่งช่วยลดภาระของเครือข่ายหลักได้อย่างมาก

- มีการพัฒนาเทคนิคต่างๆ เพื่อช่วยบีบอัดข้อมูลบล็อกเชน ทำให้การจัดเก็บมีประสิทธิภาพมากขึ้น

5. สกุลเงินดิจิทัลคู่แข่ง (Competing Cryptocurrencies)

มีสกุลเงินดิจิทัลจำนวนมาก (Altcoins) ที่พยายามนำเสนอคุณสมบัติที่แตกต่างกัน เช่น ความเร็วในการทำธุรกรรมที่สูงขึ้น (เช่น Solana), ค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า (เช่น Litecoin), หรือความสามารถในการรองรับ Smart Contracts (เช่น Ethereum) ซึ่งอาจดึงดูดนักลงทุนและผู้ใช้งานบางกลุ่มไปจาก Bitcoin

จุดแข็งของ Bitcoin ในการแข่งขัน

- ความปลอดภัยและกระจายอำนาจสูงสุด: Bitcoin ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นเครือข่ายที่ปลอดภัยและกระจายอำนาจมากที่สุด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ "ความเป็นเงิน" ที่เชื่อถือได้

- Store of Value: การออกแบบของ Bitcoin เน้นความหายากและคุณสมบัติที่ไม่ถูกแทรกแซง ทำให้มันเป็นตัวเลือกที่แข็งแกร่งที่สุดสำหรับการเป็น "แหล่งเก็บมูลค่า" ระยะยาว

ถ้าคุณหนีเงินเฟียตมาแล้วถือ Altcoin อยากบอกว่ามันไม่ได้ต่างกันเลยครับ เพราะมีระบบรวมศูนย์ มีนักลงทุน

ดังนั้น ต้องการถือสินทรัพย์ที่มี Store of Value ยังไงก็ต้องบิทคอยครับ

- ผลกระทบของเครือข่าย (Network Effect Bitcoin มีชุมชนผู้ใช้ นักพัฒนา และโครงสร้างพื้นฐานที่ใหญ่ที่สุดและเป็นที่ยอมรับมากที่สุดในโลกคริปโต

- การยอมรับในระดับสถาบัน สถาบันการเงินและบริษัทขนาดใหญ่จำนวนมากได้เริ่มยอมรับและลงทุนใน Bitcoin มากกว่า Altcoins ส่วนใหญ่

ผมคิดว่าวัตถุประสงค์ของคนที่ถือ BTC หรือ Alt Coin ไม่เหมือนกัน เอามาเทียบความเสี่ยงกันได้ยาก

6. สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC - Central Bank Digital Currencies)

CBDC เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ออกและควบคุมโดยธนาคารกลางของประเทศ ซึ่งแตกต่างจาก Bitcoin ตรงที่มันเป็น "รวมศูนย์" และ "มีผู้ดูแล" รัฐบาลหรือธนาคารกลางจะสามารถควบคุมการไหลเวียนของเงิน ตรวจสอบธุรกรรมทั้งหมด และอาจถึงขั้นระงับบัญชีหรือตั้งเงื่อนไขการใช้จ่ายได้ ซึ่งอาจจำกัดเสรีภาพทางการเงินและความเป็นส่วนตัวของประชาชน

ความแตกต่างกับ Bitcoin

- CBDC ถูกรวมศูนย์และควบคุมโดยรัฐบาล ในขณะที่ Bitcoin ถูกกระจายอำนาจและไม่มีหน่วยงานกลางควบคุม

- CBDC อาจเป็นระบบที่ตรวจสอบได้ทุกธุรกรรม ในขณะที่ Bitcoin ให้ความเป็นส่วนตัวในระดับที่สูงกว่า (แม้จะไม่ใช่การนิรนามสมบูรณ์)

- CBDC เปิดโอกาสให้รัฐบาลใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดและควบคุมได้มากขึ้น ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ในด้านการจัดการเศรษฐกิจ แต่ก็มีความเสี่ยงต่ออำนาจของประชาชนในการใช้เงินของตนเอง

CBDC มันคือเงินเฟียตที่ tokenize มาในรูปแบบดิจิตอล

ดังนั้น ถ้าหากต้องการหนีเงินเฟ้อยังไงก็ต้องถือบิทคอย

การถือ CBDC ไม่ต่างกับการถือเงินเฟียต

7. ความเสี่ยงในการดูแลตนเอง (Self-Custody Risks)

- เป็นความเสี่ยงที่ผมโฟกัสเพราะสามารถเกิดขึ้นได้ง่ายที่สุด เกิดได้กับทุกคน

- การดูแล Bitcoin ด้วยตนเอง (Self-Custody) หมายถึงการที่คุณเป็นผู้ควบคุมคีย์ส่วนตัว (Private Key) ของกระเป๋าเงินดิจิทัลของคุณเองทั้งหมด หากคุณทำคีย์ส่วนตัวหาย ถูกขโมย หรือทำกระเป๋าเงินเสียหายโดยไม่มีการสำรองข้อมูลที่ถูกต้อง คุณจะสูญเสีย Bitcoin ไปอย่างถาวรโดยไม่มีทางกู้คืนได้ (ไม่ใช่หน่วยงานใดที่จะช่วยคุณได้)

ความสำคัญและการรับมือ

- ข้อนี้คือความเสี่ยงที่ผมโฟกัสที่สุด ที่พยายามเน้นยํ้าว่าให้ศึกษาแล้วเก็บแบบ self custody เพราะไหนๆเราจะหนีออกจากระบบเงินเฟียตแล้ว ก็ต้องเก็บบิทคอยด้วยตัวเอง ดังคําพูดที่ว่า not your key ,not your coin.

- ผู้ใช้ต้องมีความเข้าใจในการจัดการคีย์ส่วนตัว การสำรองข้อมูลอย่างปลอดภัย (เช่น การใช้ Seed Phrase) และการใช้ฮาร์ดแวร์วอลเล็ต (Hardware Wallets) เพื่อเพิ่มความปลอดภัย

- เงินเราเราต้องรับผิดชอบเอง seed 12-24 คํา หลุดหรือหาย เท่ากับว่า บิทคอยทั้งหมดของคุณก็จะหายไปในพริบตาเช่นกัน

- การดูแลตนเองเป็นรากฐานสำคัญของปรัชญา Bitcoin ที่เน้นการเป็นเจ้าของและควบคุมเงินของคุณเองอย่างสมบูรณ์โดยไม่ต้องพึ่งพาบุคคลที่สาม (ธนาคารหรือผู้ให้บริการแลกเปลี่ยน) เราจะทําได้สมบรูณ์ถ้าเก็บบิทคอยด้วยตัวเองได้ ศึกษาให้มากๆผมเชื่อว่า มันไม่ได้ยากเกินไป

โลกนี้ไม่ได้มีอะไรยากนะครับ

มันมีแต่สิ่งที่เรา "เคยทํา" กับ "ไม่เคยทํา"

อะไรที่ทําจนเคยชินแล้วมันจะ "ง่าย" ขึ้นเอง

ดังนั้นความเสี่ยงเรื่องนี้มันลดได้ด้วยการศึกษาการเก็บบิทคอยที่ถูกต้อง

บทสรุป

1 บิทคอย ไม่ใช่เทคโนโลยีที่สมบูรณ์แบบและย่อมมีความเสี่ยง

2 ผมพยายามแสดงให้ดูว่า ความเสี่ยงแต่ละข้อที่เราคิด มันมีคําตอบอยู่แล้วว่า

มันไม่ได้เสี่ยงขนาดนั้น

3 บิทคอยก็มีข้อดีเป็นที่ประจักษ์มากมาย เช่น เป็นสินทรัพย์ที่ไม่เสื่อมค่า

ดังนั้นไม่มีเหตุผลที่จะไม่ถือบิทคอย

#siamstr #btc #bitcoin #ความเสี่ยง #ความจน

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.