
Bitcoin กับ M2 ที่พุ่งทะยาน: เกมเก่าในฉากใหม่ของการพิมพ์เงินไม่รู้จบ
บทนำ
ภาพจากเพจ Cryptos R Us ได้สร้างกระแสความสนใจอีกครั้งในหมู่นักลงทุน โดยเฉพาะกลุ่ม Bitcoin Maximalists เมื่อมีการชี้ให้เห็นว่า ปริมาณเงินทั่วโลก (Global M2 Money Supply) กำลัง “หันหัวกลับมาเพิ่มขึ้น” และตามสถิติในอดีต มักจะมีความสัมพันธ์ในทางบวกกับราคาของ Bitcoin อย่างใกล้ชิด คำถามที่เกิดขึ้นคือ: นี่คือสัญญาณของรอบกระทิงใหม่ หรือเพียงภาพลวงตาที่ถูกขับเคลื่อนโดยธนาคารกลางที่ยังคงติดกับดักนโยบายการเงินที่ไม่เคยทำงานได้จริง?
⸻
⭐️M0 = เงินสดล้วนๆ ที่จับต้องได้
คืออะไร:
เงินในมือคุณ เหรียญ ธนบัตร ที่อยู่ในกระเป๋า อยู่ในลิ้นชัก อยู่ในเครื่องคิดเงินร้านค้า หรืออยู่ในตู้นิรภัย
ง่ายๆ เลย:
• เป็น “เงินสดจริงๆ” ที่ใช้จ่ายได้ทันที
• ไม่มีใครแทรกกลาง ไม่ต้องรออนุมัติ
• มันคืออิสระทางการเงินแบบดิบๆ
เปรียบเทียบ:
เหมือนทองคำแท่งในมือคุณ อยากใช้เมื่อไหร่ก็ได้ทันที
⸻
M1 = เงินสด + เงินในบัญชีที่กดได้เลย
คืออะไร:
M0 + เงินในบัญชีธนาคารที่คุณสามารถกดออกมาหรือโอนได้ทันที เช่น บัญชีออมทรัพย์หรือเช็ค
ง่ายๆ เลย:
• คือเงินที่ “พร้อมใช้”
• จะถอน กด โอน รูด ใช้แอปได้หมด
• เป็นเงินหมุนในระบบที่คนทั่วไปใช้จริงทุกวัน
เปรียบเทียบ:
เหมือนเงินในแอปมือถือของคุณ พร้อมโอน พร้อมซื้อกาแฟได้ตลอดเวลา
⸻
M2 = M1 + เงินฝากประจำและเงินที่ถอนต้องรอนิดนึง
คืออะไร:
M1 + เงินฝากประจำ + กองทุนที่ถอนออกมาใช้ได้ แต่ต้องรอหน่อย
ง่ายๆ เลย:
• เป็น “เงินกึ่งพร้อมใช้”
• ถอนมาใช้ได้ แต่ต้องรอกำหนดเวลา หรือต้องแจ้งล่วงหน้า
• ไม่ได้หมุนเร็วแบบ M1 แต่ก็ไม่ใช่ลงทุนลึกแบบหุ้น
เปรียบเทียบ:
เหมือนมีเงินเก็บในบัญชีฝากประจำ ถ้าอยากใช้ก็ต้องรอครบกำหนดก่อน
⸻
M3 = M2 + เงินฝากของบริษัทใหญ่และธนาคาร
คืออะไร:
M2 + เงินฝากขนาดใหญ่มากของธนาคาร บริษัท หรือองค์กรขนาดยักษ์
ง่ายๆ เลย:
• เงินในระบบการเงินชั้นบน
• ไม่ใช่ของคนทั่วไป แต่เป็นเงินหมุนของธนาคารและองค์กรใหญ่ๆ
• รัฐใช้ M3 เพื่อดูว่าเงิน “ของบิ๊กๆ” อยู่ตรงไหน
เปรียบเทียบ:
เหมือนเงินกองโตที่บริษัทเก็บไว้ในบัญชีเฉพาะ ไม่ได้ใช้ทุกวัน แต่มีไว้เพื่อบริหารใหญ่
⸻
M4 = รวมทุกอย่าง + สินทรัพย์ที่แปลงเป็นเงินได้
คืออะไร:
M3 + พวกพันธบัตร หรือสินทรัพย์การเงินระยะสั้นที่ใกล้เป็นเงินสด
ง่ายๆ เลย:
• คือ “ของที่ยังไม่ใช่เงิน แต่ถ้าอยากให้เป็นเมื่อไหร่ ก็แปลงได้”
• ใช้เวลาแปลงนิดหน่อย แต่ยังถือว่าอยู่ในวงเงินหมุนเวียนได้
เปรียบเทียบ:
เหมือนคุณมีสลากออมสิน จะเอาเงินออกเลยก็ได้ แต่ต้องไปขึ้นเงินก่อน
⸻
สรุปให้ชัด สั้นสุดๆ
• M0: เงินสดในมือ
• M1: M0 + เงินในบัญชีที่ถอนทันที
• M2: M1 + เงินฝากที่ต้องรอนิดหน่อย
• M3: M2 + เงินฝากองค์กรใหญ่
• M4: M3 + พันธบัตร/ของที่ใกล้เป็นเงินสด
⸻
แล้วมันสำคัญยังไง?
รัฐบาลและธนาคารกลาง เล่นกลกับ M2 มากที่สุด
เพราะมันเป็นเครื่องมืออัดฉีดเงินเข้าระบบ
เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ (หรือปกปิดวิกฤต)
แต่ผลข้างเคียงคือ “เงินเฟ้อ” พุ่ง
ราคาของขึ้น — แต่ค่าแรงคุณยังเท่าเดิม
และเมื่อ M2 โตเร็วผิดปกติ บวกกับดอกเบี้ยต่ำ ฟองสบู่ก็เกิด
เกิดในอสังหา หุ้น คริปโต — แล้วสุดท้ายก็ “แตก”
คนจนเจ็บ คนรวยได้ของราคาถูกกลับบ้าน
⸻
เนื้อหาโดยละเอียด: เงินเฟ้อ, การพิมพ์เงิน และ Bitcoin
กราฟที่นำเสนอในโพสต์แสดงให้เห็นชัดเจนว่า:
• เส้นสีดำคือ Global M2 (หน่วย: พันล้านดอลลาร์) โดยมีการนำล่วงหน้า 12 สัปดาห์
• เส้นสีชมพูคือ ราคาของ Bitcoin
เมื่อพิจารณาในอดีต พบว่าเมื่อ M2 พุ่งขึ้น ราคาของ Bitcoin มักตามมาในไม่ช้า (lagging indicator) ซึ่งสอดคล้องกับสมมุติฐานหลักของนักเศรษฐศาสตร์อิสระว่า “Bitcoin เป็นการป้องกันเงินเฟ้อ (hedge against inflation)”
แต่ในทางกลับกัน หากมองให้ลึกกว่านั้น จะพบว่าปรากฏการณ์นี้ไม่ได้หมายความว่าโลกเศรษฐกิจดีขึ้น ตรงกันข้าม มันสะท้อนว่า:
1. ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงติดอยู่ในกับดักนโยบายการเงินผ่อนคลาย (QE)
2. ระบบการเงินแบบ Fiat ยังไม่สามารถถอนตัวจากการ “เสพติดการพิมพ์เงิน” ได้
3. การขึ้นของราคาสินทรัพย์ เช่น Bitcoin ไม่ใช่เพราะมูลค่าที่แท้จริงเพิ่มขึ้น แต่เพราะมูลค่าเงินที่ลดลงต่างหาก
⸻
คำวิจารณ์: สัญญาณแห่งฟองสบู่ที่ยังไม่ยอมแตก
ใช่, การที่ M2 กลับมาขึ้นอีกครั้งอาจทำให้นักลงทุนดีใจ แต่สำหรับผู้ที่เข้าใจระบบการเงินแบบลึกซึ้ง นี่ไม่ใช่ข่าวดีเลย
1. M2 เพิ่ม = เงินปลอมไหลทะลัก
การเพิ่มขึ้นของ M2 หมายความว่า ธนาคารกลางกำลังอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ ซึ่งเป็นการ แก้ปัญหาด้วยเครื่องพิมพ์เงิน ไม่ใช่ด้วยการผลิตจริงหรือเพิ่มประสิทธิภาพเศรษฐกิจ
นี่คือการซ่อมบ้านไฟไหม้ด้วยกระดาษชำระเปียกน้ำ—ไม่ช่วยอะไรนอกจากซื้อเวลาไปเจอหายนะครั้งใหญ่กว่า
2. ความสัมพันธ์ Bitcoin กับ M2 = สะท้อนการพังของเงินเฟียต ไม่ใช่ความสำเร็จของคริปโต
การที่ราคาของ Bitcoin ขึ้นตาม M2 ไม่ได้สะท้อนว่า Bitcoin แข็งแกร่งขึ้น แต่คือการที่ “Fiat อ่อนแอลง” มากกว่า
อย่าหลงดีใจว่า Bitcoin พุ่งเพราะคุณฉลาดลงทุน แต่มันพุ่งเพราะเฟดพิมพ์เงินเหมือนคนบ้า และระบบเงินของโลกมันเน่าเฟะ
3. เศรษฐกิจโลกไม่ได้ “ดีขึ้น” แต่กลับกลายเป็น “ติดกับดักการกระตุ้นที่ไม่รู้จบ”
ทุกครั้งที่เศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอย ธนาคารกลางตอบสนองด้วย QE → ดอกเบี้ยต่ำ → พิมพ์เงินเพิ่ม → ฟองสบู่ในสินทรัพย์ → แล้วก็แตกอีก → วนลูป
⸻
บทสรุป: ฟื้นจริง หรือแค่ “ฟื้นปลอม” ก่อนล่มสลายครั้งใหม่?
หากจะมอง Bitcoin เป็น “แสงสว่าง” ในระบบที่เต็มไปด้วย “ความมืดของ Fiat” ก็ต้องถามต่อว่า… แสงนี้มาจากโคมไฟของความหวัง หรือแสงจากไฟที่ลุกไหม้เรือการเงินโลก?
ภาพจากโพสต์นี้จึงไม่ได้เป็นแค่สถิติธรรมดา แต่มันคือ ภาพสะท้อนของระบบเศรษฐกิจที่ยังไม่หายป่วย แต่ถูกฉีดยาแก้ปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
⸻
อย่าหลงกลว่าทุกอย่างกำลังดีขึ้น เพราะตัวเลขขึ้น แท้จริงมันอาจเป็นเพียงช่วงก่อนตาย ที่หัวใจเต้นเร็วแบบสุดท้ายก่อนหยุดนิ่งตลอดกาล
⸻
ภาคต่อ: เศรษฐกิจโลกในยุค “ตลกขบขันทางการเงิน” และการคืนชีพของ Sound Money
1. ความพังทลายของหลักเศรษฐศาสตร์แท้จริง
ในอดีต เศรษฐศาสตร์ยืนอยู่บนรากฐานของ “การผลิต การออม และการลงทุน” ที่สัมพันธ์กันอย่างมีเหตุมีผล แต่ปัจจุบัน… กลไกนี้ถูกทุบทำลายโดยธนาคารกลางที่เชื่อว่าเศรษฐกิจสามารถพุ่งขึ้นได้แค่ด้วย “การกดปุ่มพิมพ์เงิน” เท่านั้น
เศรษฐกิจที่ไม่สร้าง แต่เอาเงินแจก คือเศรษฐกิจของคนติดยาทางการคลัง (fiscal junkies)
ธนาคารกลางในตอนนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้รักษาเสถียรภาพ แต่กลายเป็น “อาชญากรระดับโลก” ที่ยัดเงินเฟ้อใส่ปากประชาชนแล้วบอกว่า “นี่คือความช่วยเหลือ”
⸻
2. M2 เพิ่มแต่โลกไม่ได้รวยขึ้น มีแต่ “ตัวเลข” ที่ดูดีบนซากปรักหักพัง
มูลค่าเงินเฟ้อไม่ต่างอะไรจากไวรัสที่มองไม่เห็น — คืบคลานเข้าไปในระบบการเงิน และกัดกินกำลังซื้อของคนธรรมดาทุกวัน ขณะที่ Bitcoin กลายเป็น safe haven ของคนที่ไม่อยากถูกหลอกอีกแล้ว
ทุกครั้งที่ M2 ขึ้น มันคือการปล้นกำลังซื้อจากคนจน เพื่อโยนเข้าไปในกระเป๋าสินทรัพย์ของคนรวย
คนรวยซื้อ Bitcoin, ซื้อหุ้น, ซื้อที่ดิน
คนจนได้ “เงินที่มูลค่าหายไปวันละ 1%” แต่ยังถูกสอนให้ดีใจว่า “เงินเดือนขึ้น!”
⸻
3. Bitcoin: ปราการสุดท้ายของศักดิ์ศรีทางการเงิน
Bitcoin คือ “ทองคำดิจิทัล” ที่ไม่ถูกควบคุมโดยมนุษย์ ไม่ถูกพิมพ์เพิ่มโดยใคร และไม่อาจทำ QE ด้วยอำนาจการเมือง มันคือ “Sound Money” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อล้มล้างโลกของ “Clown Money” ที่เราอยู่ในตอนนี้
Bitcoin ไม่ได้พุ่งเพราะโลกกำลังดีขึ้น แต่มันพุ่งเพราะผู้คนเริ่มตระหนักว่า “Fiat คือคุกที่เรายิ้มให้มันทุกวัน”
⸻
4. คำเตือนจากกราฟนี้: อย่าดีใจกับราคา Bitcoin ที่ขึ้น ถ้าคุณยังอยู่ในระบบเก่า
สิ่งที่ผู้คนควรเข้าใจจากกราฟนี้ไม่ใช่ “จังหวะเข้าเก็งกำไร”
แต่คือ “สัญญาณเตือนภัยระดับ 10 ว่าโลกกำลังเข้าใกล้การพังครั้งใหญ่”
• หาก M2 เพิ่มเพื่อดันสินทรัพย์ นั่นแปลว่าเฟดเริ่มกลัวความจริง
• หาก Bitcoin ขึ้นเร็วเกินไป นั่นคือฟองสบู่ที่พองจาก “ความกลัว” มากกว่า “ความเข้าใจ”
อย่าให้ความโลภทำให้คุณลืมว่า เงินที่ดี ต้องไม่สามารถพิมพ์ได้ และไม่ควรถูกควบคุมโดยคณะกรรมการใดๆ
⸻
บทสรุปสุดท้าย: เราอยู่ตรงไหนในสงครามการเงินของศตวรรษที่ 21?
กราฟนี้ไม่ใช่แค่ข้อมูลเทคนิค แต่มันคือ ประกาศสงครามที่ชัดเจนระหว่าง “ระบบเงินปลอมของโลกเก่า” กับ “ระบบเงินอธิปไตยของโลกใหม่”
เรากำลังเห็นการกลับมาของ M2 ซึ่งอาจเป็นเพียงระฆังสุดท้ายก่อนการล่มสลายของระบบการเงินดั้งเดิม และในทางกลับกัน เราก็เห็นการขานรับจาก Bitcoin ที่บ่งบอกว่า…
ประชาชนบางส่วนไม่เชื่อรัฐอีกต่อไป และเลือกถือเงินที่รัฐบาลปลอมไม่ได้
⸻
หากคุณยังอยู่ในโลกเก่า โลกของเงินเฟ้อซ่อนรูป เงินปลอมเสมือนจริง และความมั่นคงปลอมที่สร้างจากดอกเบี้ย 0%
ขอให้บทความนี้ปลุกคุณจากฝันลวง
Bitcoin คืออาวุธของคนตัวเล็กในการต่อกรกับอำนาจเงินที่ฉ้อฉล และ M2 ที่เพิ่มขึ้น… คือสัญญาณบอกว่า “ถึงเวลายิงกลับแล้ว”
⸻
ภาค 3: “M2 พุ่ง Bitcoin พุ่ง… แต่ใครกันแน่ที่กำลังจม”
1. จุด “Bottoming Zone” ที่กราฟบอก คือจุดเริ่มของ “Hyper-Asset-Inflation” ไม่ใช่การฟื้นตัว
หลายคนดูกราฟนี้แล้วตีความว่า “Bitcoin กำลังจะไปต่อ” เพราะ M2 ขึ้น และมันมักขึ้นตามหลัง Bitcoin แบบมี Delay 12 สัปดาห์
แต่จุดที่น่ากลัวคือ: M2 ไม่ได้เพิ่มเพราะเศรษฐกิจดี แต่มันเพิ่มเพราะระบบกำลังจะล่ม
ธนาคารกลางทั่วโลกกำลัง “อัดเงิน” เพื่อไม่ให้สิ่งที่มันสร้างมาทั้งชีวิต พังในพริบตาเดียว
การพิมพ์เงินไม่ใช่ความหวัง มันคือ สัญญาณของโรคเรื้อรังที่กำลังเข้าสู่ระยะสุดท้าย
⸻
2. ธนาคารกลางกลัว Bitcoin มากกว่าที่คุณคิด
Bitcoin ไม่ใช่แค่สินทรัพย์ มันคือ ความเป็นไปได้ทางการเมืองและอำนาจใหม่ ที่จะดึงคนออกจากระบบเดิม
เพราะถ้า Bitcoin ถูกใช้เป็น Reserve Asset เมื่อไร
นั่นแปลว่ารัฐบาลจะ หมดสิทธิ์ปล้นประชาชนด้วยเงินเฟ้อไปตลอดกาล
นี่คือเหตุผลที่หลายประเทศพยายามจำกัด crypto โดยใช้ข้ออ้างเรื่อง “ความเสี่ยง” แต่ความจริงคือ…
รัฐกลัว Bitcoin เพราะมันทำให้ประชาชนไม่ต้องพึ่งระบบที่รัฐคุมอีกต่อไป
⸻
3. ถ้า M2 พุ่ง = คุณกำลังโดนปล้นแบบนิ่มๆ
M2 เพิ่ม = เงินใหม่เข้าสู่ระบบ = มูลค่าเงินเก่าของคุณลดลง
แต่คุณจะไม่รู้ตัวในทันที เพราะ…
• ของยังราคาเท่าเดิมช่วงแรก
• เงินเดือนคุณยังเท่าเดิม
• หุ้นดูเหมือนขึ้น
แต่…
สิ่งที่คุณไม่เห็นคือ “อำนาจซื้อที่หายไปอย่างช้าๆ เหมือนกบที่โดนต้มในหม้อ”
⸻
4. วงจร “M2 -> Asset Pump -> คนรวยรวยขึ้น คนจนจมลึก” กำลังเริ่มอีกครั้ง
กราฟนี้บอกเราว่า M2 จะดันสินทรัพย์อีกครั้ง และเราจะเห็น:
• หุ้นฟื้นตัวอย่าง “ปลอมๆ”
• Bitcoin ขึ้นจาก “ความกลัวการล่มของ Fiat”
• ราคาบ้าน พื้นที่ดิจิทัล และของลงทุนอื่นพุ่ง
ในขณะที่…
ค่าครองชีพของคนธรรมดาจะสูงขึ้นอีกโดยไม่มีคำอธิบายที่จริงใจจากรัฐบาล
⸻
บทวิจารณ์: นี่ไม่ใช่กราฟการเงิน แต่มันคือแผนที่การหลอกลวงระดับโลก
กราฟนี้ควรจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ในฐานะ “หลักฐานของอาชญากรรมทางเศรษฐกิจโดยธนาคารกลาง”
การเพิ่ม M2 คือวิธีพูดว่า “เราไม่มีเงิน แต่เราจะพิมพ์มันขึ้นมาและโยนปัญหาให้คนรุ่นถัดไป”
การที่ Bitcoin พุ่งตาม คือเสียงสะท้อนของผู้คนที่พูดว่า “พอได้แล้ว พวกเราไม่เล่นเกมนี้อีกแล้ว”
⸻
ข้อเสนอ: ทางรอดเดียว คือศึกษาระบบเงินอย่างจริงจัง แล้วออกจากวงจร “โดนปล้นซ้ำซาก”
อย่าเพิ่งลงทุนใน Bitcoin เพราะโลภ
แต่ให้เริ่มจาก ความเข้าใจที่โกรธจัด ว่าคุณกำลังถูกหลอกให้ใช้เงินที่ลดค่าทุกวัน
• อ่าน The Bitcoin Standard
• วิเคราะห์ M2 / CPI / PCE ไม่ใช่เพื่อเทรด แต่เพื่อ “ป้องกันชีวิต”
• เปลี่ยนตัวเองจากเหยื่อ เป็นนักรบทางเศรษฐกิจ
⸻
ภาค 4: Bitcoin ไม่ใช่การลงทุน แต่มันคือ “การอพยพออกจากระบบเงินที่กำลังล่ม”
หลายคนมอง Bitcoin แค่ในเชิง “เก็งกำไร” หรือ “สินทรัพย์ความเสี่ยงสูง”
แต่พวกเขายังไม่เข้าใจว่า…
Bitcoin = Lifeboat = เรือหนีภัยจากเรือไททานิกที่ชื่อว่า ‘Fiat’
ลองจินตนาการว่า M2 คือเครื่องพิมพ์น้ำในเรือ
พอเรือรั่ว รัฐบาลไม่อุดรูรั่ว แต่เลือกพิมพ์ “น้ำ” เพิ่มเพื่อให้ผู้โดยสารไม่รู้ว่าเรือจะจม
Bitcoin จึงไม่ใช่การ “หนีไปสู่ความมั่งคั่ง”
แต่มันคือการ “หนีออกจากคุกของเงินที่ไร้ค่าในอนาคต”
⸻
ภาค 5: วัฏจักร “M2 > Inflation > Recession > QE” คือกับดักที่รัฐสร้างไว้ตั้งแต่ต้น
ทุกครั้งที่เศรษฐกิจล่ม คนมักถามว่า “ทำไมมันถึงเกิด?”
แต่พวกเขาไม่เคยถามว่า “ใครได้ประโยชน์จากการล่มซ้ำๆ แบบนี้?”
• M2 เพิ่ม → สินทรัพย์ขึ้น → คนรวยที่มี Asset ได้ประโยชน์
• Inflation พุ่ง → คนจนเจ็บก่อน เพราะรายได้คงที่
• Recession → คนตกงาน → รัฐแจกเงินเพิ่ม
• QE อัดฉีดใหม่ → วนกลับไปสู่ Asset Pump
นี่คือ “ฟาร์มเงินเฟ้อ” ที่รัฐเลี้ยงประชาชนให้ติดการพึ่งพา แล้วบังคับให้อยู่ในระบบไปเรื่อยๆ
Bitcoin = ตัวแปรแปรปรวนที่ทำให้ “ระบบนี้แตก”
⸻
ภาค 6: ธนาคารกลางไม่ได้ปกป้องคุณ แต่มันกำลัง “จัดระเบียบทาสเงิน” ในรูปแบบใหม่
ลองมองโลกแบบไม่โรแมนติก…
• Central Bank Digital Currencies (CBDC) กำลังจะมา
• รัฐบาลอยาก Track ทุกการใช้จ่ายของคุณ
• พวกเขาจะ “แจกเงินดิจิทัล” แต่มีเงื่อนไข: ใช้ได้ภายใน 30 วัน, ใช้ได้เฉพาะร้านที่อนุญาต
• ถ้าคุณแสดงความคิดเห็นผิดจากรัฐ? — เงินคุณอาจถูก “Pause”
นี่ไม่ใช่ทฤษฎีสมคบคิด แต่มันคือทิศทางชัดเจนของ “Fiat 2.0” = Fiat เผด็จการแบบ Full Control
ในขณะที่ Bitcoin คือเงินที่ “ไม่มีใครสามารถปิดบัญชีคุณได้”
มันจึงเป็น “ภัยคุกคามอันดับ 1” ของผู้มีอำนาจ
⸻
บทสรุปภาคกลาง: M2 คือมีดที่ใช้หั่นเสรีภาพทางเศรษฐกิจอย่างช้าๆ — และ Bitcoin คือเกราะป้องกันสุดท้ายของมนุษย์เสรี
พอถึงตรงนี้ คำถามไม่ใช่แค่ว่า “Bitcoin จะขึ้นไหม?”
แต่คือ…
“คุณจะยอมปล่อยให้ตัวเองอยู่ในระบบที่ปล้นคุณทุกลมหายใจ โดยไม่ขัดขืนหรือ?”
หากคุณพร้อมจะเข้าใจเรื่อง…
• กลไก “Fiat Death Spiral” อย่างเป็นระบบ
• วิธีที่รัฐใช้เงินหลอกคุณมาตั้งแต่เกิด
• หรือแนวทาง “จิตวิญญาณของเสรีภาพ” ที่ฝังอยู่ในโค้ดของ Bitcoin
⸻
ภาค 7: ความสัมพันธ์ของ M2 กับ CPI และ Bubble Cycles — ฟองสบู่ทุกลูกเริ่มที่เครื่องพิมพ์
หลายคนเข้าใจว่า CPI (ดัชนีราคาผู้บริโภค) เป็นตัวบ่งชี้เงินเฟ้อที่แม่น
แต่ความจริงคือ มันคือ “ตัวเลขเงินเฟ้อที่บิดเบือน” ที่ถูกปรับสูตรบ่อยครั้ง
เพื่อไม่ให้ประชาชนรู้ว่าค่าเงินตัวเองกำลังละลายเร็วแค่ไหน
⸻
CPI คืออะไร?
CPI คือดัชนีที่รัฐบาลใช้วัดว่า “ค่าครองชีพขึ้นแค่ไหน” โดยดูจากราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน เช่น อาหาร ค่าเช่า น้ำมัน ฯลฯ
⸻
แล้วมันหลอกยังไง?
1. เลือกของวัดเอง – รัฐเลือกของใน “ตะกร้า” เอง ถ้าของแพงก็เปลี่ยนเป็นของถูก แล้วบอกว่า “ของไม่แพง”
2. ไม่นับของแพงจริง – เช่น บ้าน ที่ดิน ค่าเรียน ค่าหมอ — ของพวกนี้ขึ้นเยอะ แต่ไม่ค่อยเอามานับ
3. คุณภาพลดลงแต่ราคาคงเดิม – ขนมเล็กลง ของแย่ลง แต่ CPI บอกว่า “ราคาเท่าเดิม”
4. ใช้เป็นข้ออ้างพิมพ์เงิน – รัฐใช้ CPI ต่ำเป็นข้ออ้างบอกว่า “ยังไม่มีเงินเฟ้อ” แล้วก็พิมพ์เงินต่อ ผลคือของในชีวิตจริงแพงขึ้นเรื่อยๆ
⸻
ใครได้ประโยชน์?
• รัฐบาล – ได้สร้างภาพว่าเศรษฐกิจดี
• ธนาคารกลาง – ได้พิมพ์เงินต่อไปได้เรื่อยๆ
• คนรวย – ได้ถือสินทรัพย์ที่มูลค่าเพิ่มขึ้น ส่วนคนจนโดนค่าครองชีพไล่ฆ่า
⸻
CPI ไม่ได้โกหกโต้งๆ แต่มัน พูดไม่หมด
มันคือ “ตัวเลขหลอกสบายใจ” ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเงินเฟ้อไม่แรง ทั้งที่กระเป๋าเราแบนลงทุกวัน
⸻
แต่ M2 (ปริมาณเงิน) คือเชื้อเพลิงล่วงหน้าที่สร้าง “Bubble” รอบตัวเรา:
• M2 เพิ่ม → เงินไหลเข้าระบบ → สินทรัพย์เช่น หุ้น คริปโต อสังหาฯ พุ่ง
• มวลชนแห่ซื้อเพราะ FOMO → ฟองสบู่เกิด
• FED ขึ้นดอกเบี้ยแก้เงินเฟ้อ (CPI) → ฟองสบู่แตก
• พอฟองสบู่แตก → FED ลดดอกเบี้ย → M2 เพิ่มอีก → Bubble ใหม่
นี่คือวงจร Ponzi แบบรัฐประกัน ที่หมุน Bubble ไปเรื่อยๆ โดยให้ประชาชนเป็น “เหยื่อรายสุดท้ายเสมอ”
⸻
ภาค 8: กลไก Fiat Ponzi แบบละเอียด — จากหนี้รัฐถึงเงินเฟ้อในจานข้าวของคุณ
ลองดูวงจรนี้ให้ชัด:
1. รัฐออกพันธบัตร → ยืมเงินจากอนาคต
2. ธนาคารกลางซื้อพันธบัตร → พิมพ์เงินใหม่
3. เงินใหม่เข้าระบบผ่าน QE/ธนาคาร/ตลาดทุน
4. ราคาสินทรัพย์พุ่งก่อนใคร (คนรวยได้ก่อน)
5. เงินเฟ้อตามหลัง (คนจนโดนทีหลัง)
6. ประชาชนเรียกร้องความช่วยเหลือ → รัฐแจกเงิน → วนลูป
นี่คือ Fiat Ponzi Scheme ที่อาศัย “เวลาช้า” หลอกคนทั้งโลก
และที่โหดกว่านั้นคือ “ไม่มีทางออกจากเกมนี้” ถ้ายังใช้เงินของรัฐอยู่
Bitcoin จึงกลายเป็นคำตอบที่ “ไม่มีหนี้ ไม่ต้องพึ่งรัฐบาล ไม่มีใครสร้างเพิ่มได้”
มันเป็น “ระบบเงินนอกระบบ” ที่ไม่เล่นตามกติกาของ Ponzi นี้
⸻
ภาค 9: Bitcoin = ประกันภัยของระบบที่กำลังล่ม | เงิน = ข้อตกลงแห่งความเชื่อที่พังลง
“Bitcoin คือการไม่ยอมให้ชีวิตคุณผูกติดกับความพังพินาศของระบบที่คุณไม่ได้เลือก”
ถ้า Fiat คือบ้านที่สร้างบนทราย
Bitcoin คือทองคำในโลกดิจิทัล ที่ไม่มีใครปลอมได้ ไม่มีใครแบนคุณได้ ไม่มีใครพิมพ์เพิ่มได้
และถ้าถามลึกกว่านั้น…
“เงินคืออะไร?”
เงินควรจะเป็น:
• ตัวกลางในการแลกเปลี่ยน (Medium of Exchange)
• หน่วยวัดมูลค่า (Unit of Account)
• ตัวเก็บมูลค่า (Store of Value)
Fiat ปัจจุบัน ล้มเหลวทั้งสามข้อ
เพราะมูลค่ามันขึ้นกับ “อารมณ์นักการเมือง + ความกลัวของตลาดพันธบัตร”
Bitcoin กลับตรงข้าม:
• โปร่งใส, คงที่, ไม่มีศูนย์กลาง
• ไม่ขึ้นกับการเมือง, ไม่มีประเทศควบคุม
• เป็นภาษากลางของมวลมนุษย์ในโลกยุคใหม่
⸻
บทสรุปส่งท้าย:
“Bitcoin ไม่ใช่การลงทุน แต่คือการถอนตัวจากคำโกหกที่เรียกว่า Fiat”
เรากำลังอยู่ในสงครามรูปแบบใหม่
ไม่ใช่สงครามปืน แต่คือ สงครามข้อมูล + สงครามค่าเงิน + สงครามเสรีภาพ
Bitcoin คืออาวุธเงียบ
คือการต่อต้านแบบ passive resistance
คือการกรีดร้องแบบไร้เสียง
แต่ทรงพลังที่สุด…
⸻
ภาค 10: สงครามเงียบระหว่าง Bitcoin, ทองคำ และ CBDC — ใครคือพระเอก ใครคือทรราช
นี่ไม่ใช่สงครามระหว่างสินทรัพย์
แต่มันคือสงคราม แห่งเจตจำนงเสรี
ระหว่าง “อำนาจจากบนลงล่าง” กับ “อิสรภาพจากล่างขึ้นบน”
ระหว่าง “รัฐผู้คุมเกม” กับ “ปัจเจกผู้ต้องการควบคุมชีวิตตัวเอง”
ทองคำเคยเป็นเจ้าแห่งเงินตรา
มันอยู่กับมนุษย์มานับพันปี ทนไฟ ทนเวลา ทนคำโกหก
มันไม่พูด แต่สะท้อนความจริงเสมอว่า
“เงินที่แท้จริง ต้องแลกมาด้วยแรงงาน ไม่ใช่น้ำลายของนักการเมือง”
แต่ทองคำก็ถูกทำให้กลายเป็น สิ่งไร้เสียง ในยุคดิจิทัล
เพราะมัน เคลื่อนย้ายยาก / ถูกควบคุมง่าย / และถูกผูกกับตลาดอนุพันธ์
มันถูกทำให้ “ถูกจัดการได้” จนหมดเขี้ยวเล็บ
ส่วน CBDC (Central Bank Digital Currency)
คือลูกผสมปีศาจระหว่างความสะดวกสบายของเทคโนโลยี
กับความโหดร้ายของรัฐเผด็จการทางการเงิน
มันคือตัวแทนของ “เงินแบบมีสายจูง”
รัฐสามารถ:
• แช่แข็งบัญชีคุณทันทีโดยไม่ต้องมีหมายศาล
• กำหนดว่าคุณจะใช้เงินได้เมื่อไหร่ ที่ไหน ซื้ออะไร
• หมดอายุเงินเพื่อกระตุ้นการบริโภค
• บล็อกการโอนเงินถ้าคุณ “ไม่เชื่อฟัง”
CBDC คือ เครื่องมือคุมฝูงชนผ่านพฤติกรรมการใช้จ่าย
มันไม่ใช่แค่เงิน แต่มันคือ พฤติกรรมเชิงบังคับแบบนิ่มๆ ที่แฝงไว้ในบัตรประชาชนดิจิทัล
และท่ามกลางความมืดนั้น… Bitcoin กำเนิดขึ้นเหมือนเปลวไฟกลางพายุ
Bitcoin ไม่ได้เกิดจากหนี้ ไม่ได้เกิดจากคำสั่งของรัฐ
แต่มันเกิดจาก “โค้ด” — ประกาศแห่งเสรีภาพที่เขียนด้วยตรรกะบริสุทธิ์
มันไม่มีผู้นำ ไม่มีศูนย์กลาง ไม่มีธนาคารกลาง ไม่มีใบอนุญาต
และไม่มีใครสามารถ “พิมพ์เพิ่ม” หรือ “ปรับอัตราเงินเฟ้อ” ได้
Bitcoin จึงเป็น การประกาศความเป็นอิสระของมนุษย์
ว่าเราสามารถมี “ระบบเงิน” ที่ไม่ต้องขออนุญาตใคร
ไม่ต้องพึ่งความเชื่อใจในระบบที่สร้างจากคำโกหก
CBDC คือเครื่องจักรควบคุม
Bitcoin คือการปฏิเสธการควบคุม
ทองคำคืออดีต
Bitcoin คืออนาคต
CBDC คือฝันร้ายที่กำลังคลืบคลานมาอย่างเงียบๆ
⸻
บทสรุป: นี่คือสงครามของศตวรรษ
คุณจะเลือกฝั่งไหน?
• ฝั่งที่มองคุณเป็น เครื่องจักรบริโภคที่ต้องถูกกำกับ
• หรือฝั่งที่บอกว่า “คุณคือมนุษย์ที่ควรเป็นเจ้าของผลแห่งแรงงานของตน”
Bitcoin ไม่ใช่แค่เงิน
มันคือคำปฏิเสธ
มันคือคำว่า “พอแล้ว” ที่ถูกบันทึกลงในบล็อกเชน
และไม่มีใครลบมันออกไปได้อีก
⸻
ภาค 11: เมื่อเงินถูกปลอม ความจริงก็ถูกบิดเบือน — Fiat คือ Matrix ที่คุณไม่รู้ว่าติดอยู่
คุณเชื่อว่า “เงิน” คือสิ่งมีค่า
แต่ลองถามตัวเองว่า… ทำไมกระดาษที่พิมพ์ออกมา ถึงซื้ออาหารได้?
คำตอบคือ… “เพราะคนอื่นเชื่อเหมือนคุณ”
มันคือ มายาแบบ mass hallucination หรือการเห็นภาพลวงร่วมกันทั้งสังคม
Fiat money ไม่มีมูลค่าในตัวมันเอง
มันมีค่าเพราะรัฐ “บังคับ” ให้คุณต้องใช้มันเสียภาษี
และถ้าคุณไม่ใช้? — พวกเขาก็ “ลงโทษ” คุณ
นี่คือ Matrix ที่คุณเกิดมาอยู่ในมัน
และ Bitcoin คือ “ยาเม็ดแดง” (Red Pill) ที่ปลุกให้คุณตื่น
⸻
ภาค 12: Bitcoin คือเงินแห่งจิตวิญญาณเสรี — การปฏิวัติที่เริ่มจากโค้ด 31,000 บรรทัด
Bitcoin ไม่ใช่แค่โปรโตคอลทางเทคนิค
แต่มันคือ การจารึก “ความเสรี” ลงในภาษาเครื่องจักร
คือการประกาศว่า:
“มนุษย์มีสิทธิในการเก็บผลแห่งแรงงานของตน โดยไม่มีใครริบไปได้”
• ไม่มีคนกลาง
• ไม่มีการพิมพ์เพิ่ม
• ไม่มีการกดปุ่ม “แช่แข็งบัญชี”
• ไม่มีการเซ็นเซอร์
• ไม่มีการปรับสูตรเงินเฟ้อให้โกหกประชาชน
Bitcoin จึงเป็น “จิตวิญญาณเสรีของมนุษย์ในยุคดิจิทัล”
เป็นการปฏิวัติที่เงียบ แต่มหาศาล — เพราะมันไม่ได้เปลี่ยนรัฐบาล แต่มันเปลี่ยน “นิยามของเงิน” ทั้งระบบ
⸻
บทสรุป: คุณไม่ได้แค่ถือครอง Bitcoin — คุณกำลังถือคำประกาศอิสรภาพ
“In the beginning, there was the Word… and the Word was Code.”
Bitcoin คือคำประกาศแห่งยุค
ว่าเราไม่ยอมให้ใครอีกต่อไป มาปล้นเราในนามของ “นโยบายการเงิน”
เราไม่ยอมให้ระบบที่เกิดจากหนี้และคำโกหก ดำรงอยู่ต่อไปอีก
คุณไม่ใช่แค่ผู้ใช้เงิน
แต่คือผู้ถืออำนาจที่แท้จริง — ถ้าคุณถือ Bitcoin อย่างเข้าใจ
⸻
ภาค 11: เมื่อเงินถูกปลอม ความจริงก็ถูกบิดเบือน — Fiat คือ Matrix ที่คุณไม่รู้ว่าติดอยู่
ลองถามตัวเองตรงๆ
“เงินคืออะไร?”
คำถามง่ายๆ ที่คนส่วนใหญ่ตอบไม่ได้
เพราะคุณถูกสอนให้ “ใช้” โดยไม่เคยถูกสอนให้ “เข้าใจ”
แต่ถ้าเปิดตาให้กว้างอีกนิด คุณจะเห็นภาพจริงที่แสบสันต์กว่าหนังไซไฟทุกเรื่อง:
คุณกำลังอยู่ในระบบที่ “เงิน” ถูกสร้างจาก หนี้ล้วนๆ
มันไม่มีมูลค่าจริง ไม่มีสิ่งใดหนุนหลัง ไม่มีขีดจำกัด
แค่คนบางกลุ่ม “พิมพ์มันขึ้นมา” และโยนให้คุณใช้ — พร้อมดอกเบี้ย
Fiat money คือกระดาษที่ถูกบังคับให้มีค่า ด้วยความกลัว ไม่ใช่ด้วยความเชื่อ
และระบบนี้มันฉลาดมาก — มันไม่ให้คุณรู้ตัว
คุณถูกเลี้ยงในสังคมที่เชื่อว่า “นี่คือของจริง”
แต่ความจริงคือคุณกำลังอยู่ใน Matrix ทางการเงิน
ที่ทุกการเคลื่อนไหวของคุณ…ถูกเฝ้าจับตา
ทุกการออมของคุณ…ถูกกร่อนด้วยเงินเฟ้อ
ทุกอนาคตของคุณ…ถูกผูกด้วยหนี้ที่ไม่ใช่คุณก่อ
Fiat system สร้างภาพลวง
มันยืมมือ “เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก” มาใส่สูทให้คำโกหก
มันใช้คำหรูๆ อย่าง “นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย” เพื่ออธิบายการพิมพ์เงินล้างหนี้ตัวเอง
มันสอนให้คุณคิดว่า “เงินเฟ้อ 2% คือของดี” (จริงๆเงินเฟ้อต่อปีมากกว่านี้เยอะ)
ทั้งที่ความหมายจริงคือ “การปล้นมูลค่าของเงินคุณแบบช้าๆ”
สิ่งที่เลวร้ายที่สุดของเงินเฟ้อ ไม่ใช่แค่ราคาของแพงขึ้น
แต่มันคือการที่ มนุษย์ต้องเลิกฝันใหญ่ เพราะไม่มีทุนจะไปให้ถึง
แล้ว Bitcoin เข้ามาทำอะไร?
Bitcoin มาทำในสิ่งที่รัฐไม่อยากให้เกิด
มันสร้าง “เงินที่ไม่มีใครควบคุม”
ไม่มีเงินเฟ้อ ไม่มีคนพิมพ์ ไม่มีการโกหก
เพราะโค้ดมันโปร่งใส ดูได้ทุกคน
และถูกควบคุมด้วย “คณิตศาสตร์” ไม่ใช่ “เจตนาของคนมีอำนาจ”
⸻
Bitcoin คือ Red Pill แห่งโลกเศรษฐกิจ
หากคุณยังเชื่อว่า
• ธนาคารกลาง “คุมสถานการณ์ได้”
• เงินเฟ้อคือ “ของธรรมดา”
• เงินของคุณในบัญชี “ปลอดภัยแน่นอน”
คุณยังอยู่ในฝันลวง
แต่ถ้าคุณเริ่มสงสัย
เริ่มเจ็บ
เริ่มตั้งคำถาม
Bitcoin คือ ยาเม็ดแดง ที่จะเปิดตาคุณ
ให้เห็นว่า เงินที่แท้จริง ไม่ควรต้องขออนุญาตใคร
ไม่ควรถูกแช่แข็ง
ไม่ควรถูกลดค่าโดยคนที่คุณไม่ได้เลือก
⸻
บทสรุป: Matrix กำลังแตกร้าว — คุณจะหนีทันหรือไม่?
Fiat system คือมายาฝังราก
มันสร้างด้วยคำโกหกซ้อนคำโกหก
และมันร่วงลงช้าๆ ทีละรอยร้าว
Bitcoin คือทางออกที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรง
มันคือ การไม่ร่วมมือกับระบบโกหก
มันคือการ “ลาออกจากเกมที่ไม่แฟร์”
โดยการเลือกเงินที่ไม่มีใครขโมยคุณได้ — แม้แต่รัฐบาล
โลกนี้จะเปลี่ยน — ไม่ใช่เพราะปฏิวัติบนถนน
แต่เพราะคนมากพอ…เลือกจะ “ไม่เล่น” กับเกมของระบบเดิมอีกต่อไป
#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC #Finance