สรุปเนื้อหาบทที่ 11 ของหนังสือ Money โดย Jacob Goldstein: ประวัติศาสตร์ธนาคารกลาง

เกริ่นนำ

บทที่ 11 ของหนังสือ Money อธิบายถึงวิวัฒนาการของธนาคารกลาง (Central Banks) ในประวัติศาสตร์ โดยแสดงให้เห็นว่าธนาคารกลางไม่ได้มีมาตั้งแต่แรก แต่เกิดขึ้นจากความจำเป็นในการสร้างเสถียรภาพทางการเงินในประเทศต่าง ๆ ความท้าทายที่ระบบการเงินเผชิญ เช่น วิกฤตเศรษฐกิจ การควบคุมเงินเฟ้อ และการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ธนาคารกลางกลายเป็นส่วนสำคัญของระบบการเงินโลก

สาระสำคัญสรุปเป็น 10 ข้อ

1. จุดเริ่มต้นของธนาคารกลาง:

• ธนาคารกลางแห่งแรกในโลกคือ ธนาคารแห่งสวีเดน (Sveriges Riksbank) ก่อตั้งในปี 1668

• ตามมาด้วย ธนาคารแห่งอังกฤษ (Bank of England) ในปี 1694 ซึ่งกลายเป็นต้นแบบสำคัญของธนาคารกลาง

2. บทบาทเริ่มต้นของธนาคารกลาง:

• ธนาคารกลางเริ่มต้นจากการเป็นธนาคารของรัฐบาล เพื่อช่วยรัฐบาลจัดการหนี้และสนับสนุนเงินทุนสำหรับสงคราม

• ตัวอย่าง: ธนาคารแห่งอังกฤษช่วยระดมทุนให้รัฐบาลในช่วงสงครามกับฝรั่งเศส

3. การออกธนบัตร:

• ธนาคารกลางมีบทบาทในการออกธนบัตรที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเงิน

• ในยุคแรก การออกธนบัตรยังเชื่อมโยงกับทองคำ (Gold Standard)

4. การควบคุมปริมาณเงิน:

• ธนาคารกลางเริ่มมีบทบาทในการควบคุมปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ เพื่อป้องกันเงินเฟ้อและเงินฝืด

5. ธนาคารกลางในสหรัฐอเมริกา:

• สหรัฐฯ ก่อตั้ง First Bank of the United States ในปี 1791 และ Second Bank of the United States ในปี 1816 แต่ทั้งสองแห่งถูกยุบเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง

• จนกระทั่งปี 1913 สหรัฐฯ จึงก่อตั้ง Federal Reserve (เฟด) ซึ่งเป็นธนาคารกลางที่ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน

6. การจัดการวิกฤตเศรษฐกิจ:

• ธนาคารกลางมักมีบทบาทสำคัญในการจัดการวิกฤตเศรษฐกิจ เช่น วิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 1929 (Great Depression)

• การพิมพ์เงินและการให้กู้ยืมฉุกเฉินเป็นเครื่องมือที่ธนาคารกลางใช้

7. การเปลี่ยนแปลงจากมาตรฐานทองคำ:

• ในศตวรรษที่ 20 หลายประเทศเริ่มละทิ้งระบบ Gold Standard เพื่อให้ธนาคารกลางสามารถใช้นโยบายการเงินที่ยืดหยุ่นมากขึ้น

8. การเป็นผู้ให้กู้ในภาวะวิกฤต (Lender of Last Resort):

• ธนาคารกลางรับหน้าที่เป็น “ผู้ให้กู้ทางเลือกสุดท้าย” เพื่อช่วยธนาคารที่ประสบปัญหาสภาพคล่อง

9. บทบาทสมัยใหม่ของธนาคารกลาง:

• ปัจจุบัน ธนาคารกลางมีหน้าที่ดูแล อัตราเงินเฟ้อ การจ้างงาน และ เสถียรภาพทางการเงิน

• ตัวอย่าง: ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ดูแลเสถียรภาพของเงินยูโรในกลุ่มสหภาพยุโรป

10. ข้อวิพากษ์ธนาคารกลาง:

• มีการถกเถียงว่าธนาคารกลางบางครั้งอาจทำให้เศรษฐกิจเสียสมดุล เช่น การพิมพ์เงินมากเกินไปหรือการตั้งดอกเบี้ยผิดพลาด

• อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางยังคงเป็นสถาบันที่สำคัญในการรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก

สรุป:

ธนาคารกลางเกิดขึ้นจากความพยายามของประเทศต่าง ๆ ในการแก้ปัญหาทางการเงินและสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่การจัดการเงินทุนของรัฐบาลไปจนถึงการควบคุมเศรษฐกิจในระดับมหภาค ธนาคารกลางจึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ระบบการเงินโลกดำเนินไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

**เพิ่มเติมเนื้อหาเกี่ยวกับสกุลเงินจำนวนมาก, การเกลียดชังธนาคาร, และการวางแผนตั้งธนาคารกลาง

1. สหรัฐอเมริกาในยุคที่มี “สกุลเงินจำนวนมาก”

• ในศตวรรษที่ 19 สหรัฐอเมริกายังไม่มีธนาคารกลางอย่างถาวร แต่ระบบการเงินถูกควบคุมโดยธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ทั่วประเทศ

• ปัญหา:

• ธนาคารพาณิชย์เหล่านี้มีสิทธิ์ออกธนบัตรของตัวเอง ซึ่งหมายความว่ามี “เงิน” มากกว่า 8,000 ชนิด หมุนเวียนอยู่ในระบบ

• สกุลเงินเหล่านี้มีความน่าเชื่อถือแตกต่างกัน บางธนาคารไม่สามารถรับรองมูลค่าของธนบัตรได้

• ทำให้เกิดปัญหาในการแลกเปลี่ยนเงินระหว่างรัฐต่าง ๆ และลดความเชื่อมั่นในระบบการเงิน

2. ประธานาธิบดีผู้เกลียดธนาคาร: แอนดรูว์ แจ็กสัน (Andrew Jackson)

• แอนดรูว์ แจ็กสัน ซึ่งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในช่วงปี 1829-1837 เป็นผู้ที่ ต่อต้านธนาคารอย่างรุนแรง โดยเฉพาะ Second Bank of the United States

• เหตุผลที่เกลียดธนาคาร:

• แจ็กสันมองว่าธนาคารเป็นสถาบันที่เอื้อนายทุนและขัดกับประชาธิปไตย

• เขาเชื่อว่าธนาคารรวมอำนาจทางเศรษฐกิจไว้ในมือของคนกลุ่มเล็ก ๆ และทำให้ประชาชนทั่วไปเสียเปรียบ

• ผล:

• แจ็กสันไม่ต่ออายุใบอนุญาตของ Second Bank of the United States ในปี 1836 ทำให้สหรัฐฯ ไม่มีธนาคารกลางไปอีกหลายทศวรรษ

3. ประเทศที่มีเงิน 8,370 ชนิด

• ตัวเลข “8,370 ชนิด” สะท้อนถึงความหลากหลายของธนบัตรที่ออกโดยธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐฯ ช่วงศตวรรษที่ 19

• แต่ละธนาคารออกธนบัตรของตัวเอง โดยระบุชื่อธนาคาร มูลค่าเงิน และสถานที่ตั้ง

• ผลกระทบ:

• เกิดความวุ่นวายในระบบการเงินเพราะประชาชนไม่มั่นใจว่าแต่ละธนบัตรมีมูลค่าที่แท้จริงหรือไม่

• หากธนาคารล้มละลาย ธนบัตรของธนาคารนั้นจะกลายเป็นกระดาษไร้ค่า

4. ความตื่นตระหนกทางการเงิน (Panic of 1907)

• วิกฤตครั้งนี้เกิดจาก การขาดเสถียรภาพในระบบการเงิน เนื่องจากไม่มีธนาคารกลางคอยดูแล

• สาเหตุ:

• ธนาคารและธุรกิจบางแห่งเก็งกำไรในตลาดหุ้นจนล้มเหลว

• เกิดการ “แห่ถอนเงิน” (Bank Runs) ซึ่งประชาชนจำนวนมากรีบไปถอนเงินออกจากธนาคาร ทำให้ธนาคารล้มละลาย

• ผลกระทบ:

• ระบบการเงินเกือบล่มสลาย

• เจพี มอร์แกน (J.P. Morgan) ซึ่งเป็นนายธนาคารเอกชนคนสำคัญ ต้องใช้เงินส่วนตัวช่วยกอบกู้ระบบธนาคาร

• วิกฤตครั้งนี้นำไปสู่การตระหนักว่าจำเป็นต้องมี ธนาคารกลาง เพื่อควบคุมและรักษาเสถียรภาพทางการเงิน

5. วุฒิสมาชิกและนายธนาคารวางแผนตั้งธนาคารกลางที่เกาะเจคิล (Jekyll Island)

• หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี 1907 กลุ่มผู้มีอิทธิพลด้านการเมืองและการเงินเริ่มหารือเกี่ยวกับการจัดตั้งธนาคารกลาง

• การประชุมลับที่เกาะเจคิล (Jekyll Island):

• ในปี 1910 กลุ่มวุฒิสมาชิก นักการเงิน (รวมถึงตัวแทนจากธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ เช่น เจพี มอร์แกน) เดินทางไปประชุมลับที่เกาะส่วนตัวชื่อ Jekyll Island ในรัฐจอร์เจีย

• เป้าหมาย: วางแผนจัดตั้งธนาคารกลางเพื่อแก้ปัญหาความไม่เสถียรทางการเงิน

• ผลลัพธ์:

• แผนที่วางไว้กลายเป็นพื้นฐานของ Federal Reserve Act ซึ่งผ่านในปี 1913 นำไปสู่การก่อตั้ง Federal Reserve System (เฟด) ซึ่งเป็นธนาคารกลางของสหรัฐฯ

สรุป

• การไม่มีธนาคารกลางและการใช้สกุลเงินหลายชนิดในสหรัฐฯ ช่วงศตวรรษที่ 19 สร้างปัญหาความวุ่นวายทางการเงิน

• ประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ็กสันต่อต้านธนาคารและปิด Second Bank of the United States

• วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ (Panic of 1907) แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการมีธนาคารกลาง

• การประชุมลับที่เกาะเจคิลนำไปสู่การก่อตั้งธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ซึ่งยังคงเป็นกลไกสำคัญในการจัดการเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จนถึงปัจจุบัน

#Siamstr #สินทรัพย์ดิจิทัล #สินทรัพย์ #บิทคอยน์ #การเมืองการปกครอง #ธนาคาร #ประวัติศาตร์ #bitcoin #nostr #BTC

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.