2 วันที่แล้วแม่ของหัวหน้าเริ่มธุรกิจใหม่ หรือจะเรียกว่างานอดิเรกดี คือ แกเปิดขายข้าว ณ ที่สอนพิเศษ
เด็กๆถามเราว่าป้าเค้าจะได้ไร ขายข้าวผัด 20 บาท แบบมีเนื้อ มีไข่ แบบอิ่มๆเลย กะเพราจานละ 30 แบบเติมข้าวได้ไม่อั้น เรารู้มาก่อนว่าแกจะขาย แต่ไม่รู้ว่าจะขายราคานี้
เด็กๆถามเราว่าเอากำไรจากไหน เราก็สงสัยเหมือนกันเลยไปถามป้าแกว่าวันนี้ขายได้กี่บาท หลุดทุนรึป่าว
ป้าแกก็หันมายิ้มแล้วตอบว่าไม่ได้นับเลย ทำๆกินกัน เราได้กินด้วย เด็กก็ได้กินด้วยดีกว่ากินมาม่า แต่ในสายตาเรารู้สึกว่ามีอะไรมากกว่านั้น
อีกวันถัดมาเราเลยไปตอบคำถามที่เด็กค้างคา หรือเรากันแน่ที่ค้างคา เราบอกเด็กไปว่าคนที่เค้าทำงานตั้งแต่ยังสาว เก็บเกี่ยวความมั่งคั่งผ่านการเวลามา 40 ปี จนตอนนี้ลูกเค้าก็มีงานทำเลี้ยงตัวเองได้ เค้าเรียนรู้ที่จะมองข้ามกำไรเล็กๆน้อย เค้าอาจจะให้คุณค่ากับบางอย่างมากกว่าเงินตรา ราคาข้าวเลยออกมาอย่างที่เราเห็น โคตรจะเท่เลย..
แต่เราคิดในใจนี่มันกรณีที่ป้าแกพอจะรู้จักวิธีที่เก็บเงินไว้ในรูปของทอง ยังมีกี่คนที่เสียสละแรงกาย แปลรูปเก็บไว้ในเงินกระดาษ เหลือใช้นิดหน่อย แล้วหวังว่าแผ่นกระดาษที่เค้าเก็บไว้ นานเข้าจะช่วยสร้างความมั่นคงเพิ่มให้เค้าได้บ้าง แต่เค้าก็ถูกช่วงชิงไปอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่
มาถึงคำถามที่เราถามตัวเอง ว่าเราจะเป็นคนที่เก็บความมั่งคั่งผ่านไปสู่ลูกหลาน สร้างรอยยิ้มน้อยๆ ผ่านมือของเงินตราให้แก่เด็กอย่างที่ป้าแกทำได้มั้ย
เราเลือกที่จะกาคำตอบของคำถามนี้ก่อนที่จะเขียนบทความนี้ขึ้นแล้ว ที่เหลือก็รอคุณครูแห่งกาลเวลาเฉลยคำตอบ คำตอบที่เราอาจจะอยู่ไม่ถึงได้รับฟัง.. เป็นความเศร้า ที่มีความหวังเจืออยู่ลางๆ😣