ใครว่าดนตรีกับเศรษฐศาสตร์จะอยู่ด้วยกันไม่ได้?

ผมเป็นคนชอบเล่นดนตรีครับ…

เริ่มจากเล่นเอามันส์ ตอนเด็กๆชอบเล่นกลอง ผมเล่นกลองอยู่ในวงโยทวาทิตซ้อมกันไปขำกันไป พอขึ้นเวทีจริงก็ลุ้นทุกครั้งว่าจะหลุดคีย์และจังหวะไหม (ซึ่งหลุดจริงๆ บ่อยกว่าที่คิด) แต่สิ่งหนึ่งที่ดนตรีสอนผมคือ ทุกอย่างมีจังหวะของมัน มีพื้นที่ให้แต่ละคนได้แสดงบทบาทของตัวเอง ไม่มีใครเล่นนำตลอด ไม่มีใครเงียบทั้งเพลง

ขึ้นเรื่องดนตรีมาแล้วมันเกี่ยวกับ เศรษฐศาสตร์ อย่างไร ก็อาจะเป็นเพราะตอนเรียนมัธยม เขาบอกว่าเศรษฐศาสตร์จะทำให้เราเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ แต่พอเปิดหนังสือหน้าแรก… โอ้โห มีแต่กราฟ เส้นตัดกันไปมา มีสูตรเต็มไปหมด แล้วคำถามใหญ่ก็คือ “เราจะซื้อก๋วยเตี๋ยวปากซอย ต้องรู้ demand-supply curve ด้วยเหรอ?” ผมเกือบปิดหนังสือหนีแล้ว จนวันหนึ่งผมเจอหนังสือเล่มหนึ่งที่เปลี่ยนทุกอย่าง Economics in One Lesson จากวันนั้นผมเริ่มเข้าใจว่า เศรษฐศาสตร์ไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ใช่เรื่องของนักวิชาการที่ต้องจบด็อกเตอร์ แต่มันคือธรรมชาติของมนุษย์—มันอยู่ในทุกอาชีพ ทุกการกระทำ ตั้งแต่แม่ค้าขายข้าวเหนียวหมูปิ้งยันมือกีตาร์ที่ต้องเลือกระหว่าง “คอร์ด F ที่นิ้วหัก” หรือ “ปล่อยเพื่อนไปก่อน”

มันทำให้ผมเห็นว่า…ดนตรีก็สอนเศรษฐศาสตร์ได้ และใช่ครับ… วิทยุสมัครเล่น (HAM) ที่ผมก็เล่นอยู่ ก็อธิบายเศรษฐศาสตร์ได้เหมือนกัน เพราะสุดท้ายแล้ว ทุกอาชีพ ทุกงานอดิเรก มันพาเราเข้าใจโลกในแบบของมันเอง อยู่ที่ว่าเรามองมันผ่านมุมไหน ผมเองก็เป็นคนชอบฟังเพลง โดยเฉพาะเพลงคลาสสิก แจ๊ส เคยเข้าไปดูการแสดงสดก็หลายครั้ง วันนี้เลยอยากลองเอาสิ่งที่ผมรัก—ดนตรี มาผสมกับสิ่งที่ผมเริ่มเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ—เศรษฐศาสตร์แบบออสเตรียน แล้วถ่ายทอดผ่านเรื่องเล่า สนุกบ้าง ขำบ้าง จริงจังนิดๆ เพื่อให้คนอ่านเห็นว่า… มันไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพราะไม่ว่าจะเป็น เศรษฐศาสตร์ออสเตรียน หรือ การเล่นดนตรี ทุกอย่างมันพูดภาษาเดียวกัน—มันเป็นภาษาของ “การฟังกัน” ไม่ใช่ “การสั่งกัน” เริ่มกันเลยนะครับ

ตอนที่ 1: เมื่อไม่มีคอนดักเตอร์…ใครจะคุมวง?

ลองจินตนาการดูครับ…

วงออเคต้า กำลังจะขึ้นแสดง แต่คราวนี้ไม่มีวาทยกร ไม่มีใครมายกไม้ให้สัญญาณ ไม่มีเมโทรโนม ไม่มีโน้ตกำกับจังหวะ—ไม่มีอะไรเลยที่บอกว่าควรเริ่มตรงไหนหรือใครควรเล่นอะไร

มือไวโอลินหันไปถามมือคลาริเน็ตว่า “เริ่มพร้อมกันตอนไหนดี?”

คลาริเน็ตตอบ “ผมก็ไม่รู้… แต่เดี๋ยวฟังนายละกัน”

เชลโล่พึมพำขึ้นว่า “แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าเพลงไปถึงตรงไหนแล้ว?”

เสียงเปียโนแทรกขึ้นมาว่า “ก็ง่ายๆ เลยครับ… เล่นตามจังหวะหัวใจ!”

เสียงหัวเราะดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่ทุกคนจะค่อยๆ จริงจัง

แม้ไม่มีใคร “สั่ง” ว่าต้องเล่นยังไง แต่ทุกคน “รู้” ว่าหน้าที่ของตนเองคืออะไร พวกเขาเริ่มฟังกัน จับจังหวะกัน สบตากัน และที่สำคัญคือ “ไว้ใจกัน” มือกลองเริ่มเคาะจังหวะ มือเบสเริ่มเล่น เปียโนเริ่มตีคอส แน่นอนว่าตอนแรกมันมีหลุดคีย์ หลุดจังหวะบ้าง มือเบสบางทีก็ตามเพื่อนไม่ทัน มือเปียโนก็แอบใส่ลูกเล่นเกินเบอร์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป แต่ละคนก็เริ่ม “ปรับตัว” จากสิ่งที่พวกเขาเห็นและได้ยินในวง เมโลดีเริ่มมาโดยไม่ต้องมีใครมาบอก ทุกอย่างค่อยๆ ลงตัว และนั่นแหละครับ…คือสิ่งที่เศรษฐศาสตร์ออสเตรียนพูดถึงตลอดมา ก็คือ “กลไกที่ไม่มีใคร สั่ง” แนวคิดของเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนบอกเราว่า การตัดสินใจในเศรษฐกิจไม่จำเป็นต้องมาจาก “ศูนย์กลาง” ไม่มีใครต้องมายืนกำกับ ไม่มีใครต้องชี้นิ้วว่าควรผลิตอะไร ขายที่ไหน ราคาเท่าไหร่ เพราะข้อมูลไม่ได้อยู่ในหัวของใครคนเดียว ข้อมูลจริงๆ กระจายอยู่ในแต่ละคน—คนขายรู้ต้นทุนของตัวเอง คนซื้อรู้ว่าอะไรตอบโจทย์ความต้องการ ส่วนราคาก็เหมือนจังหวะเพลงที่เราทุกคน “ฟัง” แล้วตอบสนอง พอมีคนพยายาม “สั่ง” ราคา บังคับทิศทาง ก็เหมือนมีใครมาบอกมือเปียโนให้เล่นเร็วขึ้น ทั้งที่ไวโอลินยังนับไม่ทัน เพลงมันก็เพี้ยนไปหมด

อิสระอาจจะไม่ใช่ความวุ่นวาย (เสมอไป)

บางคนฟังแล้วอาจพูดว่า “โห ถ้าไม่มีคนคุมวง มันจะไม่มั่วเหรอ?” ก็จริงครับ ถ้าทุกคนเล่นเพื่อตัวเอง ไม่ฟังกันเลย มันก็มั่วแน่ ผมก็เลยไปนึกถึงดนตรีแจ๊ส ก็ดูอย่างดนตรีแจ๊สดิ—ไม่มีโน้ต ไม่มีคอนดักเตอร์ แต่ดนตรีก็ออกมาเป็นระบบอย่างน่าทึ่ง เพราะทุกคน ฟังกัน และ เข้าใจจังหวะของตัวเอง เศรษฐกิจแบบออสเตรียนก็เหมือนกัน มันไม่ต้องการ “แผนห้าปี” หรือ “โครงการเร่งด่วนแห่งชาติ” เพราะทุกคนมีแรงจูงใจ มีข้อมูลเฉพาะตัว และพร้อมจะ “ปรับ” ตัวเองตามบริบท มันเร่งด้วยตัวของมันเอง ขอแค่มีพื้นที่ให้หายใจ

ไม่ใช่ให้ใครมาเป่าปี่อยู่ข้างๆ ว่าต้องเดินตามนี้

แล้วผู้ควบคุมวงล่ะ… ไม่มีหน้าที่เลยเหรอ?

บางคนอาจบอกว่า “งั้นผู้ควบคุมวง หรือรัฐบาลก็ไม่ต้องมีเลยสิ?”

ผมว่า…มีได้นะครับ แต่ให้เขารู้ว่า “หน้าที่คืออะไร”

ในโลกของดนตรี ผู้ควบคุมวงที่ดี ไม่ได้มาสั่งทุกคนให้เป๊ะเหมือนหุ่นยนต์

แต่เขาช่วย เซ็ตจังหวะตั้งต้น ทำให้ทุกคนเริ่มพร้อมกัน และหลังจากนั้น…ก็ถอยไป ให้คนเล่นได้ “เป็นตัวของตัวเอง” ในโลกของบิทคอยน์ก็คล้ายกันครับ ไม่มีใครคุมเครือข่าย ไม่มีธนาคารกลาง ไม่มีศูนย์กลางสั่งว่าใครต้องอนุมัติการโอนเงิน แต่ทุกคนในระบบรู้หน้าที่ตัวเอง มีแรงจูงใจ มีบทบาทเฉพาะ และฟังจังหวะของ “ราคา” ที่ตลาดเป็นคนเล่นให้

ในโลกของดนตรี ถ้าทุกคนฟังกันมากพอ มันก็ไม่จำเป็นต้องมีคนคอย “สั่ง” ว่าจะต้องเล่นยังไงในโลกของเศรษฐกิจ ถ้าเราเปิดโอกาสให้แต่ละคนใช้ข้อมูลของตัวเอง ตัดสินใจได้อย่างอิสระ เราอาจจะได้ “บทเพลงทางเศรษฐกิจ” ที่ไพเราะกว่าอะไรที่รัฐบาลแต่งขึ้นมาแล้วแจกโน้ตให้ทุกคนเล่นตาม บางครั้ง… แค่ถอยออกมาหนึ่งก้าว แล้วปล่อยให้ทุกคน “ฟังกัน” มากกว่าการ “สั่งกัน” โลกก็จะเริ่มลงตัวของมันเอง

ไม่ต้องมีใครมาคุมวง… เพราะวงมันรู้วิธีจะคุมตัวเองอยู่แล้วครับ

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.