“เงินเฟ้อและความหิวที่ถูกออกแบบ: เครื่องมือแห่งการจูงใจ หรือการกดขี่?”

การบอกว่า “เงินเฟ้อระดับหนึ่งดี เพราะมันทำให้คนทะเยอทะยาน” เป็นคำพูดที่ฟังเผิน ๆ ดูเหมือนมีเหตุผล: มันกระตุ้นให้คนไม่อยู่นิ่ง ผลักดันให้พวกเขาทำงานหนัก สร้างนวัตกรรม สร้างเศรษฐกิจ สร้างฝัน แต่ถ้าลองมองลึกลงไปให้ทะลุเปลือกของคำพูดนั้น—มันช่างน่าขนลุกไม่ต่างจากการบอกว่า “จงปล่อยให้คนหิว พวกเขาจะยิ่งพยายามหาอาหาร”

เพราะในแก่นแท้แล้ว ความหมายไม่ต่างกันเลย:

คือการสร้างเงื่อนไขให้ “ขาด” อย่างจงใจ เพื่อกระตุ้นการกระทำบางอย่าง

เงินเฟ้อไม่ใช่เพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ

เงินเฟ้อคือการลดทอนมูลค่าของแรงงานในแต่ละวันของมนุษย์

คือเมื่อเงินในกระเป๋ามีค่าลดลงทุกปี ทั้งที่ทำงานหนักขึ้นทุกปี

คือการที่แรงงานหนึ่งชั่วโมงในปีนี้ ซื้อได้น้อยกว่าปีที่แล้ว ทั้งที่ยังเป็นแรงงานหนึ่งชั่วโมงเท่าเดิม

ในระบบเงินเฟ้อถาวร

ไม่มีใครยืนอยู่กับที่ได้—คุณต้องวิ่ง

และถ้าคุณหยุดวิ่ง แม้เพียงวันเดียว คุณจะ ถอยหลัง โดยอัตโนมัติ

ระบบนี้ไม่ให้สิทธิ์คุณเลือกว่าจะสงบหรือไม่—คุณจะต้อง “ทะเยอทะยาน”

ไม่ใช่เพราะคุณมีฝัน แต่เพราะคุณกำลังจะหิว

ความทะเยอทะยานที่บีบคั้นจากภายนอก ไม่ใช่อิสรภาพ

มีความต่างมหาศาลระหว่าง

“ทะเยอทะยานเพราะรักสิ่งที่ทำ” กับ “ทะเยอทะยานเพราะความจนบีบคั้น”

ระหว่าง “ทำงานเพื่อความหมาย” กับ “ทำงานเพื่อไม่อดตาย”

เมื่อรัฐหรือผู้กำกับนโยบายการเงินบอกว่า

“เงินเฟ้อ 2% ช่วยให้เศรษฐกิจโต”

สิ่งที่เขาหมายถึงจริง ๆ คือ

“ประชาชนจะถูกบีบให้ทำงานหนักขึ้น เพื่อไม่ให้สูญเสียคุณภาพชีวิตเดิม”

นี่คือการวางเงื่อนไขให้ประชาชน “หิว” อย่างเป็นระบบ

และเรียกมันว่า ความเจริญเติบโต

สะท้อนผ่านแว่นตาแห่งความเป็นมนุษย์

หากเราทำให้ใครบางคนหิวโหยอยู่เสมอ แล้วกล่าวว่า

“ดูสิ เขาพยายามขึ้นมากเลย นี่คือผลของความหิว!”

เราจะถูกประณามว่าไร้มนุษยธรรม

แล้วเหตุใดจึงยกย่องผู้วางนโยบายเงินเฟ้อว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์?

บางคนอาจแย้งว่าเงินเฟ้อเล็กน้อยยังดีกว่าภาวะเงินฝืด

แต่สิ่งที่บทความนี้ตั้งคำถามไม่ใช่เพียงตัวเลข

แต่คือ เจตนาเบื้องหลัง ที่ตั้งเงื่อนไขให้ “ความกลัวและความขาด” เป็นกลไกของการขับเคลื่อนชีวิตมนุษย์

ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยความกลัว ไม่ใช่ระบบแห่งอิสรภาพ

และไม่ใช่ระบบที่ควรถูกเรียกว่ายุติธรรม

แล้วทางออกคืออะไร?

เราควรถามกลับว่า

แทนที่การออกแบบให้คน “หิวเพื่อทำงาน”

จะเป็นไปได้ไหมถ้าเราสร้างระบบที่ให้คน “อิ่มเพื่อมีเวลาเข้าใจตนเอง”?

แทนที่จะผลักผู้คนให้ต้องดิ้นรนไปตลอดชีวิต

เราสามารถให้โอกาสแก่พวกเขา

ได้มีเวลาไตร่ตรอง สร้างสรรค์ และมีจิตสำนึกต่อโลกและกันและกัน

เราจะเลือกใช้ “ความขาด” เป็นเครื่องมือทางนโยบายอีกนานเท่าไร?

และเราจะยังเรียกการบังคับให้คนวิ่งหนีความจนว่า อิสรภาพ หรือ โอกาส ได้อีกหรือไม่?

สรุป

การบอกว่าเงินเฟ้อดีเพราะทำให้คนทะเยอทะยาน

ก็ไม่ต่างอะไรกับการปล่อยให้คนหิวเพื่อให้เขาต่อสู้เอาตัวรอด

และเมื่อเราเข้าใจสิ่งนี้ เราจะไม่มองเงินเฟ้อเป็นเพียงตัวเลขอีกต่อไป

แต่มันคือโครงสร้างของการควบคุม

ที่ปฏิเสธสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ในการมีชีวิตที่ พอเพียงโดยไม่ต้องกลัวว่าจะขาด

“ชีวิตที่ดี ไม่ได้หมายถึงการวิ่งเร็วที่สุดเพื่อไล่ตามเงินที่ลดค่าเสมอ

แต่มันคือการมีพื้นที่สงบ เพื่อให้จิตใจเติบโตอย่างแท้จริง”

บิทคอยน์แก้ปัญหา “การสร้างความหิวเป็นระบบ” อย่างไร?

เมื่อเข้าใจว่า “เงินเฟ้อ” คือกลไกที่ทำให้คน ต้องวิ่งหนีความจน อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่—ระบบเงินเฟ้อคือการออกแบบให้ ความขาด กลายเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการดำรงชีวิต แล้วบิทคอยน์ (Bitcoin) เข้ามา พลิกเกมนี้ ได้อย่างไร?

❶ บิทคอยน์คือเงินที่ไม่สามารถพิมพ์เพิ่มได้

ระบบเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันอยู่บนฐานของ “Fiat Money” ซึ่งหมายถึงเงินที่ไม่มีสิ่งหนุนหลัง (ไม่ผูกกับทองคำ) และรัฐสามารถพิมพ์เท่าไรก็ได้ตามนโยบายของธนาคารกลาง เช่น QE (Quantitative Easing)

ทุกครั้งที่มีการพิมพ์เงินเพิ่ม = ค่าของเงินในมือประชาชนลดลง = แรงงานในอดีตไร้ค่า

บิทคอยน์ต่างตรงนี้: มันมีจำนวนจำกัดที่ 21 ล้านเหรียญ เท่านั้น และไม่มีใคร—แม้แต่รัฐบาลหรือเจ้าของระบบ—สามารถพิมพ์เพิ่มได้

นี่จึงเป็นเงินที่ ไม่ขโมยเวลาชีวิตของใคร

ไม่กัดกร่อนมูลค่าของแรงงานในอดีต

ไม่ต้องบังคับให้คุณ “ทะเยอทะยาน” เพราะคุณกำลังถูกทำให้จน

❷ บิทคอยน์ไม่ใช่เครื่องมือของรัฐ แต่เป็นของประชาชน

Fiat Currency = รัฐเป็นผู้ผูกขาดการออกเงิน

Bitcoin = อัลกอริทึมกระจายศูนย์ ไม่ต้องไว้ใจใคร ไม่พึ่งธนาคาร ไม่พึ่งผู้นำ

การที่รัฐควบคุมระบบเงิน หมายถึงเขาสามารถ “สร้างความหิวได้ตามนโยบาย”

แต่บิทคอยน์ไม่เปิดช่องให้มีการจัดการแบบนั้นได้เลย

มันจึงคืน อำนาจในการออม และ อำนาจในการใช้ชีวิต กลับคืนให้กับประชาชน

❸ บิทคอยน์ทำให้ “การหยุดวิ่ง” เป็นไปได้อีกครั้ง

ในโลกของเงินเฟ้อ:

ถ้าคุณไม่ลงทุน คุณจน

ถ้าคุณไม่เสี่ยง คุณแพ้

ถ้าคุณไม่ไล่ตาม คุณถูกลดค่า

แม้คุณทำงานหนักแค่ไหน

แต่ในโลกของบิทคอยน์:

คุณสามารถ ออม แทนการเสี่ยง

สามารถเก็บมูลค่าของแรงงานไว้ในเวลาที่แน่นอนได้

คุณไม่ต้องถูกบีบให้ไล่ตามอัตราเงินเฟ้ออย่างบ้าคลั่ง

คุณอาจ หยุดวิ่ง และหันกลับมาใช้ชีวิตแบบมีสติ—ได้อีกครั้ง

❹ บิทคอยน์คือสันติภาพทางการเงิน (Peaceful Protest)

หากโลกนี้ถูกควบคุมด้วยระบบที่ “บังคับให้คุณหิว”

บิทคอยน์คือการ ประท้วงอย่างสันติ ด้วยเทคโนโลยี

ไม่มีป้าย ไม่มีม็อบ

แต่คือการเลือกไม่ใช้เงินที่รัฐควบคุม

และหันมาใช้เงินที่ออกแบบโดยธรรมชาติของคณิตศาสตร์—โปร่งใส ยุติธรรม และจำกัด

สรุป

บิทคอยน์ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีทางการเงิน

มันคือคำประกาศว่า

มนุษย์ควรมีสิทธิในการเก็บผลแห่งแรงงานของตน

ไม่ควรถูกทำให้ “หิว” อย่างเป็นระบบเพื่อสนับสนุนการเติบโตของชนชั้นนำ

และไม่ควรถูกบีบให้ “ทะเยอทะยาน” เพราะความจนถูกออกแบบมาให้หลีกไม่พ้น

Bitcoin fixes this.

Not byเปลี่ยนโลกในวันเดียว

But byคืนอิสรภาพให้คุณ—ทีละบล็อก ทีละความเข้าใจ ทีละชีวิตที่ไม่ต้องถูกเร่งเร้าอีกต่อไป.

#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.