ทำไมบาปกรรมเดียวกันให้ผลต่างกัน

๑. หลักการเบื้องต้น

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

“ภิกษุทั้งหลาย ! ใครพึงกล่าวว่า คนทำกรรมอย่างใดๆ ย่อมเสวยกรรมนั้นอย่างนั้นๆ ดังนี้ เมื่อเป็นอย่างนั้น การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ก็มีไม่ได้ ช่องทางที่จะทำที่สุดทุกข์โดยชอบก็ไม่ปรากฏ. ส่วนใครกล่าวว่า คนทำกรรมอันจะพึงให้ผลอย่างใดๆ ย่อมเสวยผลของกรรมนั้นอย่างนั้นๆ ดังนี้ เมื่อเป็นอย่างนี้ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมมีได้ ช่องทางที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบก็ย่อมปรากฏ.”

(ติก. อํ. ๒๐/๓๒๐/๕๔๐)

พระองค์ทรงชี้ว่า ผลของกรรมไม่ได้ตายตัว หากแต่ขึ้นกับสภาวะของผู้ทำ และปัจจัยประกอบอื่นๆ มิฉะนั้นแล้ว การบำเพ็ญพรหมจรรย์ย่อมไม่อาจเกิดผลได้

๒. บาปกรรมเล็กน้อยแต่หนักหน่วง

“ภิกษุทั้งหลาย ! บาปกรรมแม้ประมาณน้อย ที่บุคคลบางคนทำแล้ว บาปกรรมนั้นย่อมนำเขาไปนรกได้.”

(ติก. อํ. ๒๐/๓๒๐/๕๔๐)

บุคคลเช่นนี้ พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นผู้

• มีกายมิได้อบรม

• มีศีลมิได้อบรม

• มีจิตมิได้อบรม

• มีปัญญามิได้อบรม

• มีคุณความดีน้อย เป็น อัปปาตุมะ (ใจคับแคบ ต่ำทราม)

• เป็น อัปปทุกขวิหารี (เจ้าทุกข์ เกิดทุกข์ง่ายจากเรื่องเล็กน้อย)

ดังนั้น แม้บาปเพียงเล็กน้อย ก็มีแรงส่งแรงดึงมหาศาล เปรียบเหมือนเกลือหนึ่งก้อนในถ้วยน้ำเล็ก—ย่อมทำให้น้ำทั้งหมดกลายเป็นเค็มดื่มไม่ได้

๓. บาปกรรมเล็กน้อยแต่เบาบาง

“บาปกรรมประมาณน้อย อย่างเดียวกันนั้น บางคนทำแล้ว กรรมนั้นเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ไม่ปรากฏผลมากต่อไปเลย.”

(ติก. อํ. ๒๐/๓๒๐/๕๔๐)

บุคคลประเภทนี้ พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นผู้

• มีกายอบรมแล้ว

• มีศีลอบรมแล้ว

• มีจิตอบรมแล้ว

• มีปัญญาอบรมแล้ว

• มีคุณความดีมาก เป็น มหาตมะ (ใจกว้าง บุญหนัก ศีลสูง)

• เป็น อัปปมาณวิหารี (อยู่ด้วยธรรมอันหาประมาณมิได้)

ดังนั้น บาปเล็กๆ จึงไม่สามารถกลายเป็นกรรมหนัก เปรียบเหมือนเกลือก้อนเดียวกันที่ใส่ลงในแม่น้ำคงคา—น้ำมิได้เค็มเลยเพราะน้ำมีมาก

๔. อุปมาแห่งทรัพย์และบาปกรรม

พระองค์ยังทรงยกอีกอุปมาไว้ว่า

“ภิกษุทั้งหลาย ! คนบางคนย่อมผูกพันเพราะทรัพย์แม้กึ่งกหาปณะ… ส่วนบางคนไม่ผูกพันเพราะทรัพย์เพียงเท่านั้น. คนอย่างไรจึงผูกพันเพราะทรัพย์แม้กึ่งกหาปณะ ? คนบางคนในโลกนี้เป็นคนจน มีสมบัติน้อย มีโภคะน้อย. ส่วนคนอย่างไรไม่ผูกพันเพราะทรัพย์เพียงเท่านั้น ? คนบางคนในโลกนี้เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก.”

(ติก. อํ. ๒๐/๓๒๐/๕๔๐)

ฉันใด บุคคลผู้มีบุญน้อย ศีลน้อย กรรมแม้น้อยย่อมกลายเป็นหนักได้ แต่ผู้มั่งคั่งในบุญ คุณความดีมาก กรรมเล็กน้อยย่อมกลายเป็นเบา

๕. ข้อสรุป

พระพุทธวจนนี้ทำให้เข้าใจว่า

• กรรมมีความยืดหยุ่นตามบริบท มิใช่เส้นตรงตายตัว

• บุญ ศีล จิต และปัญญาที่อบรมแล้ว เป็นเกราะป้องกันให้บาปเล็กๆ ไม่กลายเป็นผลร้ายแรง

• ผู้ใจแคบ บุญน้อย ย่อมแบกบาปเล็กๆ ไม่ไหว ดุจน้ำในถ้วยเล็กที่กลายเป็นเค็มง่าย

ดังนั้น พระพุทธองค์มิได้ทรงปฏิเสธกฎแห่งกรรม แต่ทรงสอนให้เห็นความลึกซึ้งว่า กรรมให้ผลต่างกันเพราะสภาพภายในของผู้ทำ

อานิสงส์ของการรักษาศีล : เกราะป้องกันกรรม

๑. การละเว้นปาณาติบาต

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

“ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวก เว้นขาดจากปาณาติบาตแล้ว ย่อมชื่อว่าให้อภัยทาน อเวรทาน อัพยาปัชฌทานแก่สัตว์ทั้งหลายมากไม่มีประมาณ. ครั้นให้อภัยทาน อเวรทาน อัพยาปัชฌทานแก่สัตว์ทั้งหลายมากไม่มีประมาณแล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งความไม่มีภัย ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอันไม่มีประมาณ.”

(อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๒๕๐/๑๒๙)

ใจความ : การไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เพียงแต่ไม่สร้างบาปกรรมใหม่ แต่ยังเป็นการมอบ “อภัยทาน” ให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหมด นี่คือบุญใหญ่ที่เป็นเครื่องคุ้มครองไม่ให้บาปเล็กๆ แสดงผลร้ายแรง

๒. การละเว้นอทินนาทาน

พระองค์ตรัสต่อว่า

“ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวก เว้นขาดจากอทินนาทานแล้ว ย่อมชื่อว่าให้อภัยทาน อเวรทาน อัพยาปัชฌทานแก่สัตว์ทั้งหลายมากไม่มีประมาณ… นี้เป็น (อภัย) ทานอันดับที่สอง เป็นมหาทาน.”

(อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๒๕๐/๑๒๙)

ใจความ : การไม่ลักทรัพย์ คือการมอบความปลอดภัยแก่ผู้อื่นให้มั่นใจในทรัพย์สินของตน เป็นบุญใหญ่ที่ทำให้ใจสะอาด ไม่ต้องหวาดกลัวการถูกจับผิดหรือผลกรรมย้อนกลับ

๓. การละเว้นกาเมสุมิจฉาจาร

พระพุทธองค์ตรัสอีกว่า

“ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวก เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจารแล้ว ย่อมชื่อว่าให้อภัยทาน อเวรทาน อัพยาปัชฌทานแก่สัตว์ทั้งหลายมากไม่มีประมาณ… นี้เป็น (อภัย) ทานอันดับที่สาม เป็นมหาทาน.”

(อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๒๕๐/๑๒๙)

ใจความ : การไม่ล่วงละเมิดในกาม ย่อมเป็นการปกป้องครอบครัวและความสัมพันธ์ของผู้อื่น เป็นบุญใหญ่ที่ทำให้สังคมร่มเย็น และใจของผู้รักษาศีลก็ไม่เศร้าหมอง

๔. ศีลคือกระแสน้ำใหญ่กลบเกลือแห่งบาป

ถ้ากลับมาสู่ อุปมาเรื่องเกลือ ที่พระองค์ตรัสไว้ก่อนหน้านี้—

• บาปแม้น้อย หากผู้ทำไม่มีบุญ ศีล จิต และปัญญาอบรมแล้ว ย่อมกลายเป็นหนัก (เหมือนเกลือในถ้วยน้ำ)

• แต่หากผู้ทำมีศีล มีบุญมากมาย บาปเล็กๆ ย่อมเบาบางลง (เหมือนเกลือในแม่น้ำคงคา)

ศีลจึงเป็นเสมือน แม่น้ำใหญ่แห่งบุญ ที่รองรับเกลือแห่งบาปมิให้ขมเค็มเกินไป

๕. สรุปเชื่อมโยง

1. บาปกรรมเดียวกัน ให้ผลต่างกัน เพราะฐานจิต ศีล ปัญญาของผู้ทำต่างกัน

2. การรักษาศีล ไม่เพียงแต่ป้องกันไม่ให้สร้างบาปใหม่ แต่ยังเป็นมหาทาน คือการให้อภัย ความปลอดภัย และความไร้เวรแก่สรรพสัตว์

3. ศีลเป็นเกราะบุญใหญ่ ที่ทำให้บาปเล็กน้อยไม่สามารถแสดงผลหนักหน่วงได้

4. ผู้ใดบำเพ็ญศีลและอบรมกายใจ ย่อม “ข้ามพ้น” จากความหวาดหวั่นในผลกรรมเล็กน้อย เพราะบุญย่อมหนุนเหนือบาป

อานิสงส์ของการรักษาศีล (ต่อ)

๔. การละเว้นมุสาวาท (ไม่พูดเท็จ)

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

“ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวก เว้นขาดจากมุสาวาทแล้ว ย่อมชื่อว่าให้อภัยทาน อเวรทาน อัพยาปัชฌทานแก่สัตว์ทั้งหลายมากไม่มีประมาณ. ครั้นให้อภัยทาน อเวรทาน อัพยาปัชฌทานแก่สัตว์ทั้งหลายมากไม่มีประมาณแล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งความไม่มีภัย ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน อันไม่มีประมาณ.”

(อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๒๕๑/๑๒๙)

ใจความ :

การไม่พูดเท็จ เป็นการมอบความไว้ใจ ความจริงใจแก่ผู้อื่น ทำให้สังคมมั่นคง เพราะคำพูดของผู้ไม่พูดเท็จมีน้ำหนัก ไม่เป็นภัยแก่ใคร ศีลข้อนี้เป็นเสมือนสะพานแห่งความจริง ที่ทำให้ความสัมพันธ์และธรรมะดำรงอยู่ได้

๕. การละเว้นสุราเมรัย (ไม่เสพของเมา)

พระองค์ตรัสว่า

“ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวก เว้นขาดจากสุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทแล้ว ย่อมชื่อว่าให้อภัยทาน อเวรทาน อัพยาปัชฌทานแก่สัตว์ทั้งหลายมากไม่มีประมาณ. ครั้นให้อภัยทาน อเวรทาน อัพยาปัชฌทานแก่สัตว์ทั้งหลายมากไม่มีประมาณแล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งความไม่มีภัย ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน อันไม่มีประมาณ.”

(อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๒๕๒/๑๒๙)

ใจความ :

การไม่เสพสุราเมรัย คือการไม่เปิดช่องให้ความประมาทครอบงำ ไม่ก่อเหตุแห่งการผิดศีลข้ออื่น ไม่สร้างภัยแก่ตนและผู้อื่น การเว้นสุราย่อมเป็นการให้ความปลอดภัยแก่สังคมทั้งหมด และเป็นรากฐานของสติที่สมบูรณ์

ศีลห้าคือมหาทาน

เมื่อรวมกันทั้ง ๕ ข้อ ศีลห้าจึงมิใช่เพียงการละเว้นโทษ แต่เป็นการ ให้มหาทาน ต่อสรรพสัตว์ คือ

1. เว้นปาณาติบาต → ให้ความไม่กลัวภัยในชีวิต

2. เว้นอทินนาทาน → ให้ความไม่กลัวภัยในทรัพย์

3. เว้นกาเมสุมิจฉาจาร → ให้ความไม่กลัวภัยในครอบครัวและความสัมพันธ์

4. เว้นมุสาวาท → ให้ความไม่กลัวภัยจากคำพูด

5. เว้นสุราเมรัย → ให้ความไม่กลัวภัยจากความประมาท

พระพุทธองค์ตรัสว่า ศีลเหล่านี้คือ “อภัยทาน อเวรทาน อัพยาปัชฌทาน” อันเป็นมหาทานสูงสุด เป็นท่อธารแห่งบุญที่ “ไม่เคยถูกทอดทิ้งในอดีต ไม่ถูกทอดทิ้งในปัจจุบัน และจักไม่ถูกทอดทิ้งในอนาคต” (อัฏฐก. อํ. ๒๓/๒๕๐/๑๒๙)

เชื่อมโยงกับกรรมและวิบาก

• ผู้ไม่รักษาศีล ย่อมเปราะบางต่อบาป แม้บาปเล็กน้อยก็สามารถส่งผลหนัก เหมือนเกลือก้อนในถ้วยน้ำเล็ก

• ผู้รักษาศีล มีคุณความดีมากมาย บาปเล็กน้อยไม่สามารถส่งผลใหญ่ เพราะศีลและบุญทำหน้าที่เป็นแม่น้ำใหญ่กลบเกลือ

ดังนั้น การรักษาศีลจึงมิใช่แค่การป้องกันตนไม่ให้ทำชั่ว แต่คือการสร้างภูมิคุ้มกันบุญมหาศาล เป็นเสมือน “ทุนบุญ” ที่หนุนให้บาปเล็กน้อยไม่สามารถกลายเป็นวิบากใหญ่

ศีล สมาธิ ปัญญา : ไตรสิกขา

๑. ศีลเป็นบาทฐานของสมาธิ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

“ภิกษุทั้งหลาย ! ศีลอันสมบูรณ์แล้วย่อมมีสมาธิเป็นผล มีสมาธิเป็นอานิสงส์.”

(องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๔๓/๕๘)

ใจความ :

ศีลเปรียบเหมือนพื้นดินที่ราบเรียบมั่นคง ต้นไม้แห่งสมาธิจึงจะหยั่งรากได้ ถ้าไม่รักษาศีล ใจย่อมฟุ้งซ่าน ขุ่นมัว เกิดความร้อนรุ่ม ไม่อาจตั้งมั่นในสมาธิได้

๒. สมาธิเป็นบาทฐานของปัญญา

พระองค์ตรัสว่า

“สมาธิอันสมบูรณ์แล้วย่อมมีปัญญาเป็นผล มีปัญญาเป็นอานิสงส์.”

(องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๔๓/๕๘)

ใจความ :

เมื่อจิตตั้งมั่นในสมาธิ ก็ย่อมเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงได้ชัดเจน ไม่ถูกกิเลสครอบงำ เหมือนน้ำใสที่เห็นหอย ปู ปลา ได้ถนัด

๓. ปัญญาเป็นบาทฐานของวิมุตติ

พระองค์ตรัสต่อว่า

“ปัญญาอันสมบูรณ์แล้วย่อมมีวิมุตติเป็นผล มีวิมุตติเป็นอานิสงส์.”

(องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๔๓/๕๘)

ใจความ :

เมื่อปัญญาแทงตลอดในไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ย่อมทำลายอวิชชาและตัณหาได้ จิตจึงหลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง

๔. วิมุตติถึงความรู้ยิ่ง

พระองค์ตรัสปิดท้ายว่า

“วิมุตติอันสมบูรณ์แล้วย่อมมีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นผล มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์.”

(องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๔๓/๕๘)

ใจความ :

เมื่อจิตพ้นแล้ว ย่อมรู้ชัดว่าพ้นแล้ว เหมือนคนปลดโซ่ตรวนออกจากตนเอง จึงรู้ได้ด้วยประสบการณ์ตรง ไม่ต้องอาศัยความเชื่อ

ความสัมพันธ์แห่งไตรสิกขา

1. ศีล → สมาธิ : ใจสงบเพราะไม่ถูกรบกวนด้วยโทษทางกายวาจา

2. สมาธิ → ปัญญา : ใจตั้งมั่นเห็นสภาวธรรมตามจริง

3. ปัญญา → วิมุตติ : ความเข้าใจที่แทงตลอดทำให้จิตหลุดพ้น

สรุป

• ศีลเป็นฐานของสมาธิ

• สมาธิเป็นฐานของปัญญา

• ปัญญาเป็นเหตุให้เกิดวิมุตติ

• วิมุตติเป็นผลสูงสุด คือการหลุดพ้นจากทุกข์

ศีลห้า แม้เป็นพื้นฐานของคฤหัสถ์ แต่ก็เป็น ประตูแรก ที่เปิดทางไปสู่สมาธิ ปัญญา และความพ้นทุกข์ตามพุทธวจน

#Siamstr #nostr #ธรรมะ #พุทธวจน

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.