เพิ่งได้ดู Farose Ep. นี้

https://youtu.be/x1U7Mvqelrc?si=wZrgtUuT7Rb9X5hP

เข้าใจว่าในฐานะกษัตริย์ ที่เป็น literally ”เจ้าของประเทศ“ จริงๆ ก่อนมี narrative ว่าประชาชนคือเจ้าของประเทศนั้นจะมองการณ์ไกล (low time preference) กว่าอายุของรัฐบาลประชาธิปไตยที่เข้ามาบริหารประเทศและอยู่ตามวาระทุก 4-8 ปี (high time preference)

กษัตริย์ ด้วยความที่มีประเทศเป็น asset แล้วต้องส่งผ่าน wealth นี้ถึงลูกหลาน ขณะเดียวกันก็ต้องบริหารความพึงพอใจของประชาชนไม่ให้เกิดการปฏิวัติขึ้น

ผลคือต้องใช้เงินเพื่อสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน วางรากฐานการศึกษา การแพทย์ การธนาคาร การกฎหมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เห็นผลในช่วงระยะเวลาอันสั้น แต่จะผลิบานให้อีกหลายสิบปีต่อมา

สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนี้ อย่างที่เรารู้กัน คณะราษฎร์ ตัดสินใจก่อการปฏิวัติ พ.ศ.2475 (ค.ศ. 1932) ด้วยความต้องการนำประเทศสู่อารยะ และ ยกเหตุผลของความยากลำบาก และ ล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล (กษัตริย์)

ซึ่งตรงนี้ต้องลองซูมดูรายละเอียดอีกที ว่าช่วงก่อน ค.ศ. 1932 คือสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เกิดเศรษฐกิจตกต่ำรุนแรง เกิดการพิมพ์เงินมหาศาลจนกลายเป็นช่วง rolling twenty (ค.ศ. 1920s) ในสหรัฐอเมริกา และฟองสบู่แตกเป็น the Great Depression ซึ่งในยุคนั้น เราไม่ได้เป็นประเทศโดดเดียวแล้ว แต่เราเพิ่งพากลไกเศรษฐกิจโลกเหมือนกัน

กลับมาสู่คำถามว่า จริงๆ ยุคนั้นเศรษฐกิจสยามแย่เพราะสถาบันกษัตริย์แค่ไหน หรือ จริงๆ แล้วก็เป็นไปตาม boom and bust cycle ซึ่งคือเรื่องปกติของตลาด ?

ปล. พิมพ์ตามความเข้าใจในหัว ไม่ได้รีเสิร์ชเพิ่ม ใครมีข้อมูลชี้แนะ แนะนำได้เลยครับ 🙏

#Siamstr

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

โดยธรรมชาติแล้ว "ความเป็นเจ้าของ" จะทำให้เราทำมันได้ดีกว่าการเป็นแค่ตัวแทนเสมอครับ