Replying to Avatar maiakee

📖เศรษฐศาสตร์ในหนึ่งบทเรียน

แปลและเรียบเรียงโดยละเอียดจากผลงานของ Henry Hazlitt

หนังสือ เศรษฐศาสตร์ในหนึ่งบทเรียน ของ Henry Hazlitt ถือเป็นหนึ่งในผลงานเศรษฐศาสตร์ที่เข้าใจง่ายที่สุดในศตวรรษที่ 20 มันไม่ใช่ตำราวิชาการ แต่เป็นบทสะท้อนทางปัญญาที่ใช้หลักเหตุผลเพื่อต่อต้านความเข้าใจผิดในนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งแพร่หลายทั้งในหมู่ประชาชนทั่วไปและนักการเมือง

บทเรียนเดียวที่คุณต้องรู้

“ศิลปะแห่งเศรษฐศาสตร์คือการมองไม่เพียงแค่ผลลัพธ์ทันที แต่ต้องมองผลระยะยาวของนโยบายหนึ่งๆ และไม่ใช่แค่ผลต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่กับทุกกลุ่มในสังคม”

นี่คือ “บทเรียนเดียว” ที่ Hazlitt ต้องการให้ทุกคนเข้าใจ เพราะเขาเชื่อว่า ความล้มเหลวของนโยบายเศรษฐกิจส่วนใหญ่เกิดจากการเพ่งมองเพียงผลลัพธ์ระยะสั้น และผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ซึ่งนำไปสู่ความเสียหายต่อส่วนรวมในระยะยาว

กรณีศึกษา: นิทานหน้าต่างแตก

Hazlitt ยกตัวอย่างนิทานคลาสสิกของ Frédéric Bastiat ที่เล่าเรื่องเด็กชายคนหนึ่งที่ขว้างหินใส่หน้าต่างร้านค้า ทำให้เจ้าของร้านต้องจ้างช่างกระจกมาเปลี่ยน คนดูอาจคิดว่า “ดีสิ! อย่างน้อยช่างกระจกก็ได้งาน ได้เงิน เศรษฐกิจก็หมุนเวียน”

แต่นี่คือ ความเข้าใจผิด Hazlittอธิบายว่าเราต้องมอง “สิ่งที่ไม่ปรากฏ” เช่น เงินที่เจ้าของร้านใช้ซ่อมกระจกนั้น อาจถูกนำไปซื้อรองเท้าใหม่ หรือขยายธุรกิจ หากหน้าต่างไม่ถูกทำลาย เขาจะมีทรัพยากรเพิ่ม ไม่ใช่แค่ซ่อมของเก่าเท่านั้น

นี่คือตัวอย่างของ “ต้นทุนทางเลือก” (Opportunity Cost) ซึ่งมักถูกมองข้ามโดยผู้สนับสนุนการใช้จ่ายของรัฐหรือการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบผิดวิธี

นโยบายที่ Hazlitt วิจารณ์

1. ค่าแรงขั้นต่ำ

ดูเหมือนช่วยเหลือคนจน แต่ในความจริงแล้ว มันผลักคนไร้ทักษะออกจากตลาดแรงงาน

Hazlitt ชี้ว่า เมื่อรัฐบังคับให้จ่ายค่าแรงสูงกว่าความสามารถของแรงงานบางกลุ่ม นายจ้างจะเลือกไม่จ้าง หรือใช้เทคโนโลยีแทนแรงงาน กลุ่มเปราะบางจึงกลายเป็นผู้ว่างงานถาวร

2. การควบคุมค่าเช่า (Rent Control)

ทำให้เกิดการขาดแคลนที่อยู่อาศัย

เมื่อรัฐจำกัดค่าเช่าบ้านต่ำกว่าราคาตลาด เจ้าของบ้านไม่มีแรงจูงใจในการดูแล ซ่อมแซมหรือสร้างใหม่ ทำให้จำนวนที่อยู่อาศัยลดลงในระยะยาว คนเช่าที่ต้องการบ้านกลับหาบ้านไม่ได้

3. การอุดหนุน (Subsidies)

เงินภาษีที่ถูกนำไปช่วยกิจกรรมที่ไม่สามารถอยู่รอดได้เอง

Hazlitt เห็นว่า การอุดหนุนธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม เพราะเงินนั้นมาจากภาษีของประชาชนทั้งหมด และทำลายกลไกการแข่งขันเสรี

4. การพิมพ์เงินและเงินเฟ้อ

“เงินมากขึ้นไม่เท่ากับความมั่งคั่งมากขึ้น”

Hazlitt เตือนว่าการขยายตัวของเงิน (inflation) ทำให้ค่าของเงินลดลง ราคาสินค้าสูงขึ้นอย่างผิดธรรมชาติ ทำลายการออมและบิดเบือนสัญญาณราคาในระบบเศรษฐกิจ

แนวคิดหลักของ Hazlitt กับเศรษฐศาสตร์คลาสสิก

Hazlitt ยึดหลักเศรษฐศาสตร์แบบเสรีนิยมคลาสสิก (Classical Liberalism) ซึ่งเน้น:

• เสรีภาพของบุคคลในการเลือกทางเศรษฐกิจ

• ความสำคัญของกลไกตลาดเสรี

• การไม่แทรกแซงจากรัฐเกินจำเป็น

• การเคารพต่อสิทธิในทรัพย์สินและการค้าเสรี

เขาเชื่อว่าความพยายามของรัฐในการ “จัดการ” เศรษฐกิจ ล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม

Hazlitt กับ Keynes: ศึกทางปัญญา

Henry Hazlitt คือผู้ต่อต้านแนวคิดของ John Maynard Keynes อย่างแข็งขัน เขาเขียนหนังสือชื่อ The Failure of the “New Economics” เพื่อโต้กลับแนวคิด The General Theory ของ Keynes อย่างเป็นระบบ

Keynesianism เชื่อว่า:

• การใช้จ่ายของรัฐสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงตกต่ำ

• การขาดดุลและเงินเฟ้อเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

Hazlitt โต้ว่า:

• การขาดดุลและการพิมพ์เงินจะสร้างฟองสบู่และหนี้สิน

• การบริโภคไม่ใช่ตัวสร้างความมั่งคั่ง การผลิตและการออมต่างหากที่สำคัญ

• กลไกตลาดควรถูกปล่อยให้ปรับตัวตามธรรมชาติ

ความสำคัญของ Hazlitt ในยุคปัจจุบัน

แม้จะเขียนเมื่อเกือบ 80 ปีก่อน แต่คำเตือนของ Hazlitt กลับดูร่วมสมัยอย่างน่าประหลาด:

• ในยุคของเงินเฟ้อเรื้อรังและหนี้สาธารณะท่วมโลก

• เมื่อรัฐเข้ามาอุ้มธุรกิจล้มเหลว (Too big to fail)

• เมื่อผู้คนเข้าใจเศรษฐกิจแค่เพียง “ภาครัฐต้องจ่ายเพิ่ม”

Hazlitt เตือนเราว่า “ผลลัพธ์ระยะยาว” และ “กลุ่มที่มองไม่เห็น” สำคัญกว่าความสะดวกทันใจหรือเสียงปรบมือชั่วคราว

บทส่งท้าย

Economics in One Lesson คือบทเรียนที่ควรอ่านซ้ำในทุกวิกฤตเศรษฐกิจ เพราะมันไม่ได้ให้แค่ความรู้ แต่ให้ “วิธีคิด” ในการพิจารณานโยบายอย่างมีสติ วิจารณญาณ และมองเห็นภาพรวมแท้จริงของระบบเศรษฐกิจทั้งระบบ

ในยุคที่ “คำสัญญาทางเศรษฐกิจ” มักมาก่อน “ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ”

Hazlitt สอนให้เราตั้งคำถามกับสิ่งที่ดูดีเกินไปที่จะเป็นจริง

ประเด็นเดือด: ทำไม Hazlitt ถึงเป็น “ศัตรูหมายเลขหนึ่ง” ของนักการเมืองและนักเศรษฐศาสตร์สายรัฐนิยม

1. การพิมพ์เงิน = การขโมยในคราบนโยบาย

Hazlitt มองว่า การขยายตัวของเงิน (inflation) ไม่ใช่แค่ปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่เป็น “การลักทรัพย์อย่างเป็นระบบ” โดยรัฐที่กำลังทำลายค่าเงินอย่างเงียบๆ

“เมื่อรัฐบาลพิมพ์เงิน พวกเขาไม่ได้แจกจ่ายความมั่งคั่ง พวกเขาแค่เปลี่ยนเส้นทางของมัน—โดยการปล้นค่าของเงินจากผู้มีรายได้คงที่และผู้เก็บออม”

ใครได้ประโยชน์?

• ธนาคารขนาดใหญ่

• บริษัทที่ใกล้ชิดกับรัฐ

• นักการเมืองที่ซื้อเสียงด้วยนโยบายแจกเงิน

ใครเสียประโยชน์?

• คนทำงานกินเงินเดือน

• ผู้สูงอายุที่พึ่งเงินเกษียณ

• คนจนที่ต้องจ่ายค่าครองชีพสูงขึ้น

นี่คือความไม่เท่าเทียมที่แฝงอยู่ในนโยบายที่ถูกโฆษณาว่า “เพื่อประชาชน”

2. การอัดฉีดเศรษฐกิจ = การทำให้ประชาชนเสพติดการช่วยเหลือ

Hazlitt มองว่านโยบาย “กระตุ้นเศรษฐกิจ” ผ่านการแจกเงิน อัดฉีดงบประมาณ หรือโครงการรัฐขนาดยักษ์ เป็นเพียง “ยาเสพติดทางเศรษฐกิจ” ที่ทำให้ประชาชนและภาคธุรกิจ เสพติดการพึ่งพิงรัฐ

เขาเขียนว่า:

“ยิ่งคุณใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมากเท่าไร เศรษฐกิจก็จะยิ่งเปราะบางเมื่อไม่มีมัน”

ผลลัพธ์?

• ธุรกิจไม่มีแรงจูงใจในการพัฒนา

• คนรุ่นใหม่ขาดสำนึกในการสร้างคุณค่าด้วยตนเอง

• การเมืองกลายเป็นสนามแข่งขันของนโยบายประชานิยมลวงโลก

Hazlitt เตือนว่า การเติบโตที่แท้จริงเกิดจากการผลิต ไม่ใช่การแจกเงิน

3. รัฐไม่สามารถ “บริหารเศรษฐกิจ” ได้ดีเท่ากลไกตลาด

ในยุคที่รัฐนิยมการควบคุมอัตราดอกเบี้ย กำหนดค่าแรง ควบคุมราคา และวางแผนเศรษฐกิจจากเบื้องบน Hazlitt พูดสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง:

“ไม่มีใคร—แม้แต่คนฉลาดที่สุดในโลก—สามารถรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเพื่อบริหารเศรษฐกิจได้ดีเท่ากับตลาดเสรี”

เขาอธิบายว่า:

• ตลาดคือระบบกระจายข้อมูลแบบกระจายศูนย์ (decentralized)

• ราคาคือ “ภาษาแห่งข้อมูล” ที่บอกว่าอะไรควรถูกผลิต มากน้อยแค่ไหน และเพื่อใคร

• การแทรกแซงตลาด คือการบิดเบือนภาษาและทำให้เกิดความเข้าใจผิดทั้งระบบ

นี่คือเหตุผลที่เศรษฐกิจที่ถูกควบคุมแบบเบ็ดเสร็จ (เช่น สังคมนิยม) จบลงด้วย การขาดแคลน ความยากจน และการล่มสลาย

4. สื่อ + รัฐบาล = เครื่องมือสร้าง “มายาเศรษฐกิจ”

Hazlitt ไม่ได้วิจารณ์แค่นโยบายเท่านั้น เขายังโจมตี การทำงานร่วมกันระหว่างสื่อและรัฐ ที่มักรายงานข่าวเศรษฐกิจโดยไม่ตั้งคำถาม เช่น:

• “GDP โตขึ้น!” = ดีแน่นอน? (แม้จะเกิดจากการพิมพ์เงิน?)

• “รัฐบาลอัดฉีดงบ 500,000 ล้าน!” = ใครจ่ายคืน?

• “ตลาดหุ้นพุ่ง!” = ประชาชนส่วนใหญ่ได้อะไรจากมัน?

Hazlitt สอนให้ประชาชนคิดอย่างมีวิจารณญาณ และไม่เชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อที่สื่อหลักขายให้ทุกวัน

5. ประชานิยมทางเศรษฐกิจ = หลุมพรางแห่งหายนะ

Hazlitt เตือนว่า นักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยมักเสนอ นโยบายที่หวานปากระยะสั้น แต่ทำลายอนาคตระยะยาว เพราะพวกเขาต้องการเสียงเลือกตั้ง ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน

“นักการเมืองยินดีจุดไฟเผาอนาคต เพื่อให้ได้แสงสว่างในปัจจุบันที่ทำให้ประชาชนยิ้ม”

นี่คือสาเหตุว่าทำไมนโยบายอย่าง:

• การแจกเงิน

• การควบคุมราคา

• การสร้างหนี้สาธารณะมหาศาล

ถึงยังดำรงอยู่ แม้จะล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วนในประวัติศาสตร์

บทสรุปเดือด: Hazlitt คือเสียงเตือนในยุคที่ความงมงายทางเศรษฐกิจกลายเป็นกระแสหลัก

ในยุคที่โลกทั้งใบกำลังเผชิญกับ:

• วิกฤตเงินเฟ้อระดับโลก

• ความเหลื่อมล้ำพุ่งสูง

• หนี้สาธารณะระเบิดเวลา

• การพึ่งพิงรัฐมากเกินไป

คำพูดของ Hazlitt ไม่ได้เก่าเลย—มันคือคำเตือนล่วงหน้าจากอดีตที่แม่นยำราวคำพยากรณ์

หากเราไม่เรียนรู้จาก “บทเรียนเดียว” ที่เขาให้ไว้

เราก็จะจ่ายราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ…จนกระทั่งไม่มีอะไรเหลือให้จ่าย

บทต่อไป: ศึกเศรษฐศาสตร์แห่งศตวรรษ — Hazlitt vs. Keynes

“Keynes ไม่ได้ปฏิวัติเศรษฐศาสตร์ เขาแค่ทำให้มันสับสนมากพอที่คนจะไม่กล้าคัดค้าน” — Henry Hazlitt

Keynes: บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์นิยมรัฐ

Keynes เขียน The General Theory ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 1930s โดยเสนอแนวคิดที่ฉีกออกจากเศรษฐศาสตร์คลาสสิก:

• เมื่อเศรษฐกิจซบเซา รัฐควรเข้าแทรกแซง โดยการใช้จ่ายเงิน (fiscal stimulus)

• การขาดดุลงบประมาณเป็นเครื่องมือทางนโยบาย ไม่ใช่สิ่งต้องหลีกเลี่ยง

• อัตราดอกเบี้ยต่ำ และ การบริโภคมากกว่าการออม คือเครื่องยนต์ของเศรษฐกิจ

Keynes กลายเป็นพระเอกในหมู่นักการเมือง เพราะแนวคิดของเขาเปิดทางให้รัฐ ขยายอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างชอบธรรม

Hazlitt: นักรบเดี่ยวผู้ท้าทายอำนาจ

Hazlitt อ่านงานของ Keynes แล้วประกาศว่า:

“The General Theory เต็มไปด้วยคำศัพท์คลุมเครือ ความเข้าใจผิดเชิงตรรกะ และการลบล้างหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐานอย่างไร้เหตุผล”

เขาจึงเขียน The Failure of the “New Economics” โดย วิจารณ์ทุกบท ทุกย่อหน้า ทุกสมมติฐานของ Keynes ทีละจุด

การโจมตีจุดต่อจุด: Hazlitt ปะทะ Keynes

1. “การบริโภค” คือทุกสิ่ง?

Keynes:

การใช้จ่ายคือสิ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การออมมากเกินไปทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว (paradox of thrift)

Hazlitt:

ผิดโดยหลักเหตุผล—การออมไม่ใช่การถอนตัวจากเศรษฐกิจ แต่เป็นการเปลี่ยนจากการบริโภคปัจจุบันไปสู่การลงทุนในอนาคต

หากไม่มีการออม ย่อมไม่มีทุน ไม่มีการผลิตระยะยาว

2. การจ้างงานโดยรัฐคือ “ทางออก”?

Keynes:

ถ้ารัฐจ้างคนขุดหลุมแล้วถมมัน ก็ยังดีกว่าปล่อยให้เขาว่างงาน

Hazlitt:

การจ้างงานเพื่อ “ทำสิ่งไร้ค่า” คือ การทำลายทรัพยากรด้วยมือของเราเอง

งานที่ไม่มีคุณค่า = ค่าแรงที่ไม่มีผลิตภาพ = ภาษีที่ถูกเผาทิ้ง

3. การขาดดุลไม่เป็นไร?

Keynes:

การขาดดุลของรัฐในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำช่วยกระตุ้นการฟื้นตัว

Hazlitt:

การขาดดุลคือ ภาษีเลื่อนเวลา ที่ต้องชำระในอนาคต พร้อมดอกเบี้ย และผลักภาระให้กับคนรุ่นหลัง

ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “มื้ออาหารฟรี” แม้แต่ของรัฐ

Hazlitt กับตรรกะเศรษฐศาสตร์แบบตรงไปตรงมา

Hazlitt วิจารณ์ว่า Keynesใช้ศัพท์เฉพาะเพื่อเบี่ยงเบนความเข้าใจพื้นฐาน เช่น:

• ใช้คำว่า “aggregate demand” แทนที่จะพูดง่ายๆ ว่า “การใช้จ่าย”

• ใช้แบบจำลองที่ละเลย “เวลา” และ “ทุน” ซึ่งสำคัญต่อเศรษฐกิจจริง

• มองมนุษย์เป็น “ตัวแปรสมมติ” ที่ตอบสนองตามสูตร ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่คิดและปรับตัวได้

เขาสรุปว่า แนวคิดของ Keynes คือเศรษฐศาสตร์ที่ปล้นอนาคตเพื่อซื้อความสบายชั่วคราว

ผลกระทบ: ใครชนะ?

แม้ Hazlitt จะได้รับการยอมรับจากนักเศรษฐศาสตร์สาย Austrian และเสรีนิยมสายลึก เช่น Mises, Hayek, Rothbard แต่…

โลกทั้งใบกลับรับแนวคิด Keynesian เป็นกระแสหลัก

• เพราะมัน เข้าทางนักการเมือง

• เพราะมัน ดูง่ายต่อการ “จัดการเศรษฐกิจ”

• เพราะมัน ขายได้ทางสื่อ เมื่อพูดถึง “การกระตุ้น” และ “การจ้างงาน”

Hazlitt แพ้ในสนามการเมือง…แต่ ชนะในสนามของตรรกะ

และทุกครั้งที่วิกฤตเศรษฐกิจกลับมา—ชื่อของเขาถูกเรียกกลับมาเสมอ

บทส่งท้าย: Hazlitt คือเสียงเตือนจากหุบเหวแห่งหายนะ

ถ้าคุณไม่เข้าใจว่า “ต้นทุนแฝง” (opportunity cost) คืออะไร คุณไม่มีวันเข้าใจว่าการพิมพ์เงินแจกคนไม่ใช่ทางออก

ถ้าคุณไม่เข้าใจว่าทุกการแทรกแซงของรัฐคือการ “บิดเบือนสัญญาณตลาด” คุณก็จะตกหลุมพรางเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก

และถ้าคุณเชื่อว่า “แค่รัฐจ่ายเงินเพิ่ม ทุกอย่างจะดีขึ้น”

คุณควรอ่าน Hazlitt—ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่ทุกครั้งที่รัฐบาลบอกว่า “เราจะอัดฉีดเศรษฐกิจอีกครั้ง”

Hazlitt, Bitcoin และอนาคตของโลก

“Bitcoin ไม่ได้แค่เป็นเงินรูปแบบใหม่—มันคือการกบฏทางจริยธรรมและปรัชญา ต่อระบบที่โกหกเรามานาน”

ในยุคที่ Henry Hazlitt ยังมีชีวิตอยู่ (1894–1993) Bitcoin ยังไม่ถือกำเนิด แต่หากเขามีชีวิตอยู่ถึงวันนี้ ไม่มีข้อสงสัยเลยว่า เขาจะเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักของ Bitcoin เพราะมันคือคำตอบที่ “เป็นรูปธรรม” ต่อคำเตือนเชิงปรัชญาและเศรษฐศาสตร์ที่เขาพยายามส่งเสียงมาทั้งชีวิต

1. เงินที่ไม่สามารถถูกพิมพ์เพิ่มได้ = ความยุติธรรมกลับคืน

Hazlitt ต่อต้าน เงินเฟียต (fiat money) อย่างเผ็ดร้อน เพราะ:

• มันไม่มีหลักประกันทางมูลค่า

• มันเปิดช่องให้รัฐบาลพิมพ์เงิน “จากอากาศ” และขโมยมูลค่าจากประชาชนผ่านเงินเฟ้อ

• มันบิดเบือนกลไกตลาดและสร้างวัฏจักรเศรษฐกิจเทียม

Bitcoin คือสิ่งที่ตรงข้ามกับทั้งหมดนั้น

• มีจำนวนจำกัดที่ 21 ล้านเหรียญ — ไม่มีใครเพิ่มได้แม้แต่ 1 satoshi

• ไม่มีธนาคารกลาง ไม่มีรัฐ ไม่มีนโยบายการเงิน

• ไม่มีการพิมพ์เพื่อช่วยคนที่ “too big to fail”

นี่คือสิ่งที่ Hazlitt เรียกว่า “เงินที่ยุติธรรม” (honest money)

มันคือเงินที่ไม่มีใครควบคุมได้ แต่ทุกคนตรวจสอบได้

2. Bitcoin กับ “ต้นทุนแฝง” ที่ไม่มีใครอยากพูดถึง

Hazlitt เคยเตือนว่า ต้นทุนทางเศรษฐกิจที่แท้จริง คือสิ่งที่ไม่เห็นด้วยตา เช่น:

• เงินที่รัฐใช้ไป = เงินที่ประชาชนไม่สามารถนำไปลงทุน

• เวลาในการทำงาน = โอกาสที่สูญเสียในการเติบโต

Bitcoin ทำให้ต้นทุนแฝงกลับมามองเห็นได้ เพราะ:

• ทุกธุรกรรมมี “ค่าธรรมเนียม” ที่ต้องจ่ายจริงจากเครือข่าย

• ทุกการใช้จ่ายต้องคิดให้ถี่ถ้วน เพราะการถือ Bitcoin คือการถือ “พลังซื้อที่เพิ่มขึ้น”

• มันทำให้เกิด การประหยัด (savings-based system) แทนระบบหนี้ (debt-based system)

3. Hazlitt กับ “การคำนึงถึงผลกระทบระยะยาว” = ธรรมชาติของ Bitcoin

ในหนังสือ Economics in One Lesson, Hazlitt พูดว่า:

“ศิลปะแห่งเศรษฐศาสตร์คือการมองผลกระทบระยะยาวของนโยบาย ไม่ใช่แค่ผลทันทีต่อกลุ่มเดียว”

Bitcoin ถูกออกแบบมาจาก มุมมองระยะยาวที่สุดเท่าที่เงินเคยมีมา

• แทนที่จะสร้างสกุลเงินที่ตอบสนองตลาดการเงินระยะสั้น

• มันสร้างระบบที่ให้รางวัลกับ “ผู้มีวินัย” และ “การอดทน”

• มันกำจัด “กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการใกล้กับเงินใหม่” (Cantillon Effect) ออกจากสมการ

Hazlitt จะเรียกสิ่งนี้ว่า “จริยธรรมทางเศรษฐกิจ” ซึ่งหาไม่ได้เลยในระบบการเงินปัจจุบัน

4. Bitcoin: ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือขบถต่อรัฐนิยม

Hazlitt ต่อต้านการรวมศูนย์ของอำนาจทางเศรษฐกิจ เพราะมันนำไปสู่:

• ความล้มเหลวในการจัดสรรทรัพยากร

• การใช้ความรุนแรงโดยรัฐเพื่อรักษาอำนาจ

• การบิดเบือนกลไกตลาดจนประชาชนสูญเสียความสามารถในการเลือกเสรี

Bitcoin คือการกระจายศูนย์อำนาจทางการเงินครั้งแรกในประวัติศาสตร์มนุษย์

• ไม่มีใครสามารถยึดครองมันได้ทั้งหมด

• ทุกคนสามารถตรวจสอบบัญชีของตนเอง

• ไม่มีใครต้องขออนุญาตในการเข้าร่วม

นี่ไม่ใช่แค่การปฏิวัติทางเศรษฐกิจ—แต่มันคือ การคืนอำนาจให้ปัจเจกบุคคล (sovereignty)

5. อนาคตของโลก: เมื่อแนวคิดของ Hazlitt บรรลุรูปธรรมผ่าน Bitcoin

โลกในสายตา Hazlitt + Bitcoin คือโลกแบบนี้:

• รัฐไม่สามารถใช้เงินของประชาชนเพื่อซื้อเสียงหรือทำสงคราม

• การเติบโตทางเศรษฐกิจต้องเกิดจาก “การผลิต” ไม่ใช่ “การบริโภคเทียม”

• ความมั่งคั่งจะสะสมอยู่กับผู้ที่มีวินัย อดทน และมีศีลธรรมทางการเงิน

• ภาษีทางอ้อมอย่าง “เงินเฟ้อ” จะหายไป

• ตลาดจะขับเคลื่อนด้วยความจริง ไม่ใช่การจัดฉากโดยรัฐ

บทส่งท้าย: ถ้า Hazlitt มีชีวิตอยู่ในยุคนี้…

เขาคงพูดว่า:

“Bitcoin คือบทเรียนเดียวในเศรษฐศาสตร์ ที่ถูกเขียนไว้ในรูปของโค้ด แทนที่จะเป็นหนังสือ”

“มันไม่ต้องขออนุญาต มันแค่ทำหน้าที่ของมัน—เหมือนกลไกตลาดที่บริสุทธิ์ที่สุด”

และบางที Hazlitt อาจยิ้ม…เมื่อเห็นว่าเสียงของเขาไม่หายไปในกาลเวลา แต่มันถูกแปลงเป็นโครงข่ายกระจายศูนย์ ที่ไม่มีใครลบล้างได้อีกต่อไป

#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC #finance

มีฉบับแปลไทยแล้วนะครับ

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

อ่านไป6บทแล้วครับพี่ตอนนี้ มันสมาก 555555