Replying to Avatar KORsiroj🦷👄

⭐️Global Research

Toxic Contagion – Funds, Food and Pharma ⭐️

การแพร่ของเชื้อชั่ว - เงินทุน อาหาร และยา

By Colin Todhunter. May 22, 2023

เมื่อปี 2014 เวบไซท์ GRAIN org เปิดเผยในรายงาน Hungry for land: ว่า ..มีแต่ฟาร์มขนาดเล็กของโลกเท่านั้นที่เป็นผู้ผลิตอาหารเลี้ยงชาวโลก

เกษตรกรรายย่อยมากกว่า 80% ในประเทศ non-industrialised เป็นผู้ผลิตอาหาร ซึ่งน้อยกว่า 1/4 ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมดของโลก ....ในช่วงปี 1974-2014 มีพื้นที่ถึง 140 ล้านเฮคเตอร์ ที่ใช้ปลูกถั่วเหลือง ปาล์มน้ำมัน อ้อย และพืชเลี้ยงสัตว์

พื้นที่เพาะปลูกที่อุดมสมบูรณ์ลดน้อยลงทุกที ในขณะที่คนอดหยากเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวัน ใขณะที่ฟาร์มอุตสาหกรรมมีอำนาจและทรัพยากรมากขึ้น ....แต่ฟาร์มขนาดเล็กก็ยัง outperform ฟาร์มใหญ่ในด้านการผลิต

ตั้งแต่ปี 2000-2011 farmland ทั่วโลกประมาณ 500 ล้านเอเคอร์ มีการเปลี่ยนเจ้าของเป็นกลุ่มประเทศพัฒนา ที่ทำให้ความมั่นคงด้านอาหาร และกรรมสิทธิ์ที่ดินของประเทศเกษตรกรรมตกอยู่ในความเสี่ยง

พวกนักลงทุนสถาบัน ทั้งเฮ็ดจ์ฟันด์ กองทุนเอกชน กองทุนบำนาญ กระตือรือล้นที่จะลงทุนใน farmland โดยยกให้มันเป็นทรัพย์สินชั้นดี

เทรนด์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเข้าซื้อฟาร์มในประเทศยากจนเท่านั้น ..แม้แต่ฟาร์มในสหรัฐเอง ก็มีการเข้าลงทุนซื้อมากกว่า $10,000 ล้าน

จาก farmland ทั่วสหรัฐซึ่งมีมูลค่าราว ๆ $1.8 trillion ..มีอยู่ประมาณ $3 แสนล้าน ถึง $5 แสนล้านที่มีคุณภาพ "instituional quality" เหมาะกับการลงทุนของสถาบัน

ตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา จากสถานการณ์เศรษฐกิจ อาจทำให้มีการเปลี่ยนเจ้าของอย่างถาวร จากกรรมสิทธิ์ครอบครัวไปเป็นกรรมสิทธิ์ของสถาบัน และกลุ่มบริษัทใหญ่กันแล้ว

Why this matters

แล้วมันสำคัญยังไง?

เกษตรกรรายย่อยนี่แหละที่เป็นผู้ผลิตอาหารที่สำคัญเลี้ยงดูคนในประเทศกับตลาดต่างประเทศ ในขณะที่ธุรกิจใหญ่ที่เข้าครอบครองผืนดินที่สมบูรณ์เพื่อผลิตสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออกเพื่อมุ่งหวังกำไร เป็นการส่งออกเพื่อแตกกิ่งก้านออกเป็นหลายภาคในการเลี้ยงดูพลโลก

ในปี 2013 มีรายงานของ UN ว่าควรเปลี่ยนจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ลดการใช้ปุ๋ย สนับสนุนเกษตรกรรายย่อย เน้นการผลิตอาหารเพื่อการบริโภค ในรายงานยังบอกอีกว่า พืชเชิงเดี่ยวและอุตสาหกรรมการเกษตร ไม่สามารถเลี้ยงดูพลโลกได้เพียงพอ

ปี 2020 ...GRAIN แจ้งว่าเคยเตือนไปหกปีก่อนแล้ว ถึงการเข้าไปลงทุนเปลี่ยน farmland ให้เป็นระดับ industrial scale ...หัวหอกสำคัญของกลุ่มนี้คือ BlackRock

BlackRock เป็นผู้ถือหุ้นหลักของบริษัทอาหารใหญ่หลายแห่ง ทั้ง Nestlé, Coca-Cola, PepsiCo, Walmart, Danone and Kraft Heinz ...และอีกหลายบริษัทด้านอาหารและเกษตร เช่นเมล็ดพันธ์ เคมี และปุ๋ย ตลอดถึงอุปกรณ์การเกษตร เช่น Deere, Bunge, ADM and Tyson (จากข้อมูลของ BlackRock ปี 2018).

มี 5 บริษัทยักษ์ด้านจัดการทรัพย์สิน BlackRock, Vanguard, State Street, Fidelity และ Capital Group ถือหุ้นอยู่ 10-30% ของบริษัทด้านการเกษตรขนาดใหญ่ ๆ

BlackRock และ Vanguard เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทผู้ผลิตยาฆ่าแมลงและปุ๋ย Yara, CF Industries Holdings K+S Aktiengesellschaft, Nutrien, The Mosaic Company, Corteva and Bayer.

บริษัทยักษ์เหล่านี้ทำกำไรจาก $1.9 หมื่นล้านในปี 2021 เป็น $3.8 หมื่นล้านในปี 2022 และยังจะเพิ่มไปเรื่อย ๆ ตามการขยายตัว

ด้วยการอัดเงินทุนจำนวนมาก BlackRock สร้างกำไรมหาศาลจากระบบอาหารของโลก และได้ทำให้ระบบการเกษตรท้องถิ่นสูญพันธ์ไปเลย ด้วยการผูกขาดการค้าเมล็ดพันธ์ ความรู้ใหม่ ๆ จนทำให้เกษตรกร ..ชุมชนและวัฒนธรรมท้องถิ่นสูญสิ้นไป ....นี่เป็นต้นเหตุของอาหารที่มีคุณภาพเลวลง การเจ็บป่วยตลอดถึงการละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคล และสถาพสิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลายลง

หลังปี 1945 Rockefeller Chase Manhattan bank และ World Bank ช่วยกันส่งเสริมสิ่งที่เรียกกันว่า การเกษตรแบบโมเดิร์นต่อชาวโลก ที่อยู่ในรูปบริษัทเอกชน โดยเน้นที่การใช้เคมี ทำให้เพิ่มผลผลิตได้อย่างน่ามหัศจรรย์

ตั้งแต่นั้น ทั้ง IMF, World Bank และ WTO ก็เข้ามาช่วยจัดการด้านการส่งออก สินค้าอุตสาหกรมการเกษตรเหล่านี้ โดยอ้างถึง Green Revolution ซึ่งเป็นโมเดลที่ใช้เงื่อนไขเงินกู้มาบีบบังคับประเทศต่าง ๆ ที่ถูกปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ที่ทำให้สูญเสียระบบอาหารที่พอเลี้ยงพลเมืองในประเทศของตน

ประเทศเหล่านี้กลายเป็นผู้ผลิตสินค้าโภคภัณท์ทางการเกษตร เพื่อแลกกับยูเอสดอลลาร์ เพื่อใช้ซื้อน้ำมันและอาหารจากตลาดโลก โดยมีสัญญาการเกษตรจาก WTO เป็นตัวบังคับ

ทุกวันนี้ BlackRock มีทรัพย์สินรวมถึง $10 trillion และสามารถเป็นผู้ควบคุม US Federal Reserve และแบงค์ยักษ์แห่งวอลล์สตรีท และแม้แต่รัฐบาลไบเดน ..เหล่าอดีตเจ้าหน้าที่ชั้นสูงของ BlackRock ตอนนี้อยู่ในตำแหน่งสำคัญผู้กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล

ตอนที่เกิด Covid มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากเป็นผู้สูงอายุ และคนอ้วน โรคเบาหวานและโรคหัวใจ ไม่มีใครซักคนที่จะบอกว่า นี่เป็นเพราะระบบอาหารจากบริษัทยักษ์เหล่านี้ที่สร้างเงื่อนไขให้เป็นแบบนี้มานานหลายสิบปีแล้ว

แล้วจะโทษใครล่ะ BlackRock, Vanguard และนักลงทุนสถาบันอีกหลายแห่งหรือ ...พอเราหันไปดูพวก big pharma เราก็จะเห็นว่า พวกผู้ถือหุ้นมันก็ players กลุ่มเดียวกันนั่นแหละ

ผู้ถือหุ้นใหญ๋ของ Pfizer, J&J and Merck คือ Vanguard SSGA และ BlackRock.

เงินปันผลของผู้ถือหุ้นกลุ่มนี้ เพิ่มขึ้น 400% ...จาก $3 หมื่นล้านในปี 2000 เป็น $1.46 แสนล้าน ในปี 2018 ....รวมทั้งสิ้น 18 ปี เท่ากับ $1.54 trillion

ในสายตาของพวกเหล่านี้ กำไรมหาศาลมาจากสุขภาพที่เลวลงของคนทั้งโลก ...ลงทุนในระบบอาหาร ทำกำไรได้ดีแล้ว ...แต่จะกำไรอีกมาก ถ้าลงทุนในระบบ pharmaceutical ซะด้วย

บริษัทอย่าง Pfizer and Monsanto/Bayer จะเป็นผู้ต้องออกหน้าถ้าจะมีการกล่าวโทษเรื่องความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ....แต่ถ้าจะโยงให้ถึงตัวจริง ๆ มันก็อยู่ในห้องประชุมกรรมการของ BlackRock และ Vanguard นั่นแหละ

ถ้าจะว่าไปแล้ว ตอนนี้ยักษ์ใหญ่ทั้งสาม BlackRock, Vanguard and State Street Global Advisor นั่งอยู่ใจกลางกาแล็กซี่การเงิน กำลังจัดการกับ GDP ของโลกถึงครึ่งนึง และเป็นผู้ถือหุ้นหลักของ 90% ของบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้น

บริษัทซึ่งเป็นผู้กำหนดการเคลื่อนไหวของระบบเศรษฐกิจ และระบบอาหารของโลก โดยมีอำนาจของ World Bank, IMF, แลละ WTO เป็นผู้ช่วยเหลือ

💥ระบบซึ่งมี”กำลังทหาร”เป็นผู้รับรองความมั่นคงให้

:เรียบเรียงโดย อ.สายัณห์ รุจิรโมรา

เป็นอีกหนึ่งบทความที่ผมชอบหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับชาวยาส้มในทุ่งม่วงกันนะครับ🟠💜⚡️

#siamstr

ขอบคุณข้อมูลมากๆเลยครับ ^3^

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.