Replying to Avatar Piriya ⚡🟧

คำว่าคุ้มกว่าจริงหรือต้องดูหลายแง่มุม

ส่วนใหญ่เราจะวัดกันที่ค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันหรือชาร์จไฟต่อเดือน

ซึ่งในปัจจุบันรถไฟฟ้าจะต่ำกว่ารถน้ำมันอยู่มากพอสมควร

และราคาของรถไฟฟ้าก็ไม่แพงด้วย

แต่.......

1. ราคาที่ไม่แพง เป็นผลมาจากนโยบายรัฐ ในการลดภาษีนำเข้า ซึ่งก็คือการ subsidy มีการลดภาษีตลอดกระบวนการการผลิตโดยรัฐต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ทำให้เมื่อเทียบกับรถน้ำมันที่เต็มไปด้วยกำแพงภาษีทั้งในขั้นตอนการผลิตการประกอบการขนส่งและการขาย การผลิตและจำหน่ายรถไฟฟ้าจึงมีข้อได้เปรียบทางการแข่งขันจำนวนมาก

2. ค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ถูกกว่าแลกกับการที่แบตเตอรี่ในการเก็บไฟฟ้ามีอายุการใช้งานจำกัด แล้วแบตเตอรี่ยังเต็มไปด้วยวัตถุไวไฟที่สามารถเผาไหม้ได้ที่ความร้อนสูงและไม่สามารถดับได้จนกว่าเชื้อเพลิงจะหมด แล้วยังมีขนาดใหญ่เท่าตัวรถทั้งคัน ตรงนี้ทำให้เกิด 2 ปัญหาด้วยกัน ปัญหาแรกคือการกำจัดแบตเตอรี่เมื่อเสื่อมสภาพแล้ว ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษอย่างมหาศาล แน่นอนว่าในประเด็นนี้ในปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีในการรีไซเคิลแบตเตอรี่ที่หมดสภาพแล้วเพื่อกลับมาใช้งานได้ใหม่ถึง 95% แต่กระบวนการรีไซเคิลดังกล่าวก็ใช้พลังงานพอๆกับการผลิตและการขุดเหมืองแร่ต่างๆขึ้นมาเพื่อผลิตแบตเตอรี่ใหม่ แต่ก็ยังดีที่สามารถลดปัญหาผลกระทบทางขยะและมลพิษลงไปได้ ปัญหาที่สอง คือเรื่องของความปลอดภัย เนื่องจากความหนาแน่นทางพลังงานของแบตเตอรี่ต่ำกว่าน้ำมันมากจึงทำให้ต้องใช้แบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่และแบตเตอรี่มีอันตรายในการลุกไหม้ทีีไม่สามารถมองข้ามได้จริง ๆ เทคโนโลยีจำนวนไม่น้อยในรถไฟฟ้า 1 คันถูกใช้ไปกับการป้องกันความปลอดภัยให้กับแบตเตอรี่

3. พูดถึงเรื่องค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่ลดลงนั่นก็เป็นเพราะค่าไฟฟ้าในปัจจุบันอย่างมีราคาถูกอยู่เนื่องจากไฟฟ้าผลิตมาจากแหล่งพลังงานซึ่งมีประสิทธิภาพในการผลิตสูงกว่าการนำน้ำมันมาเผาใช้โดยตรงและมีต้นทุนในการผลิตที่ต่ำกว่า แต่มันจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไปโลกในปัจจุบันเชื้อเพลิงสำหรับการเดินทางใช้น้ำมันเป็นหลักในขณะที่พลังงานสำหรับการใช้อยู่อาศัยมีชีวิตมาจากโรงงานผลิตไฟฟ้าเป็นหลัก เมื่อ demand ทั้งสองส่วนนี้มารวมกันอยู่ในผู้ผลิตเพียงกลุ่มเดียว ก็อาจจะทำให้ราคาของไฟฟ้าสูงขึ้นได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงวิธีการทำงานของระบบกริดแล้วเราจะเห็นปัญหาอย่างหนึ่งที่น่าเป็นห่วง การผลิตไฟฟ้าเข้าระบบกริดจะมีส่วนที่เราเรียกว่า base load ซึ่งจะเป็นไฟฟ้าที่ผลิตจากแหล่งพลังงานหรือโรงงานผลิตไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงแต่ไม่สามารถที่จะเพิ่มอัตราการผลิตหรือลดอัตราการผลิตในระยะเวลาสั้นๆได้ เวลาที่เราชาร์จรถไฟฟ้ารถคันหนึ่งดึงไฟสูงหลาย 10 กิโลวัตต์ ตั้งแต่ 20 จนบางคันไปถึง 80 เทียบเป็นแอร์บ้านทั่วๆไปก็หลาย 10 เครื่องอยู่ คราวนี้ลองคิดถึงกรณีที่ทุกคนเลิกงานกลับบ้านนำรถเข้าจอดในโรงรถที่บ้านแล้วเสียบชาร์จไฟพร้อมๆกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือพีคโหลดของไฟฟ้าในช่วงเย็นจะพุ่งขึ้นสูงขึ้นอีกหลายเท่าตัวเพียงแต่ว่ามันจะไม่ได้พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ แปลว่าผู้ผลิตไฟฟ้าจำเป็นที่จะต้อง supply ไฟฟ้าจากแหล่งผลิตที่ต้นทุนสูงกว่าประสิทธิภาพต่ำกว่า เพื่อรองรับโหลดที่พุ่งขึ้นอย่างกระทันหัน

สิ่งที่เราเห็นคือสถานีชาร์จรถส่วนใหญ่จึงมีการกำหนดช่วงเวลาและให้มีการจองเวลาในการเข้า charge ไว้ก่อนล่วงหน้าเพื่อทำให้โหลดสามารถคำนวณได้ล่วงหน้า แต่นั่นก็จะหมายถึงอิสรภาพในการใช้งานที่ลดลง ผลที่น่าจะตามมาก็คือในที่สุดแล้วค่าไฟน่าจะแพงขึ้น หรือถ้าไม่แพงขึ้นก็แปลว่ารัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณในการสนับสนุนค่าไฟจากแหล่งผลิตไฟที่ประสิทธิภาพต่ำกว่าเพื่อรักษาคะแนนเสียง แลกกับ productivity ของประเทศที่หายไป

อาจารย์อธิบาย ทำให้เห็นอนาคตเลยว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น 🧡⚡️

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.