⭐️รัฐ: ภัยเงียบแห่งเศรษฐกิจเสรี

บทวิเคราะห์จาก “Economics in One Lesson” โดย Henry Hazlitt

บทที่ 1: บทเรียนเดียวในเศรษฐศาสตร์ (The Lesson)

Hazlitt กล่าวชัดเจน: เศรษฐศาสตร์ที่ดีต้องมองให้พ้น “ผลกระทบทันที” และพิจารณาผลกระทบในระยะยาวต่อตัวแสดงทุกกลุ่ม ไม่ใช่เฉพาะแค่กลุ่มที่ได้ประโยชน์เฉพาะหน้า

รัฐถูกจวกตรง ๆ ว่าเป็นตัวสร้างมายาคติ “แจกวันนี้ เดือดร้อนพรุ่งนี้” ผ่านนโยบายที่เอาเงินจากกลุ่มหนึ่งไปอุ้มอีกกลุ่มหนึ่ง แล้วบอกว่านี่คือ “การช่วยเหลือประชาชน” ในขณะที่ประชาชนที่แท้จริงกำลังโดนขูดรีดอย่างเงียบงัน

“นักการเมืองเก่งในการแจกของที่พวกเขาไม่ได้เป็นเจ้าของ”

บทที่ 2: หน้าต่างแตก (The Broken Window)

รัฐมักใช้ “เศรษฐกิจฟื้นเพราะภัยพิบัติ” เป็นข้ออ้างให้ตัวเองแทรกแซง เช่น โครงการก่อสร้างหลังแผ่นดินไหว/น้ำท่วม เพื่อ “กระตุ้นการใช้จ่าย”

Hazlitt ตอกหน้ารัฐว่า เศรษฐกิจไม่ได้เติบโตจากการทำลายสิ่งที่มีอยู่ — การซ่อมหน้าต่างที่แตกอาจสร้างรายได้ให้ช่าง แต่เรากลับเสียโอกาสในการใช้เงินนั้นเพื่อสร้างมูลค่าแท้จริง

“การทำลายล้างไม่ใช่แหล่งกำเนิดของความมั่งคั่ง ยกเว้นในสายตารัฐ”

บทที่ 3: ปัญหาเศรษฐกิจของทหารผ่านศึก (The Blessings of Destruction)

รัฐบาลใช้สงครามเป็นข้ออ้างในการสร้าง “การจ้างงาน” และ “การผลิต”

Hazlitt สวนกลับแบบไม่ไว้หน้า: สงครามคือการทำลายทรัพยากรในระดับมหึมา การฟื้นตัวหลังสงครามไม่ใช่เพราะสงคราม แต่เพราะตลาดพยายามฟื้นฟูตัวเองจากหายนะที่รัฐสร้างขึ้น

“รัฐยิงปืนแล้วเรียกมันว่าเสียงดนตรีของการเติบโต”

บทที่ 4: การปล่อยกู้เพื่อการบริโภค (Public Works Mean Taxes)

โครงการรัฐคือภาระที่ต้องแบก — รายจ่ายของรัฐบาลคือรายได้ที่ถูกยึดไปจากประชาชน

รัฐแสร้งทำเหมือน “เงินหล่นมาจากฟ้า” ทั้งที่ความจริงแล้วมันคือ “เงินภาษีที่ยังไม่เกิดขึ้น” หรือหนี้ในนามของประชาชนรุ่นถัดไป

“รัฐบาลไม่มีเงินของตัวเอง มีแต่เงินของคุณ และเงินของคนที่ยังไม่เกิด”

บทที่ 5: ภาษีที่ซ่อนอยู่ (Taxes Discourage Production)

ภาษีสูงเท่ากับลงโทษผู้ผลิต และให้รางวัลกับผู้ที่ไร้ประสิทธิภาพ

Hazlitt ถล่มรัฐด้วยตรรกะชัดเจน: ทุกครั้งที่คุณทำกำไรได้มาก รัฐจะเอาไปมากขึ้น เป็นแรงจูงใจที่กลับหัวกลับหางกับธรรมชาติของมนุษย์ผู้สร้าง

“รัฐบอกให้คุณทำงานหนัก แล้วก็ลงโทษคุณเพราะคุณทำได้ดีเกินไป”

บทที่ 6: เงินอุดหนุน (Credit Diverts Production)

เงินอุดหนุนจากรัฐ = บิดเบือนกลไกตลาด

Hazlitt ชี้ว่าการให้เครดิตง่าย ๆ โดยรัฐ (เช่น อุดหนุนธุรกิจ/เกษตร/การศึกษา) เท่ากับยัดเยียดทรัพยากรให้โครงการไร้ประสิทธิภาพ และกีดกันคนที่ทำได้ดีกว่าออกจากระบบ

“รัฐคือผู้แจกบัตรผ่านพิเศษให้กับความล้มเหลว”

บทที่ 7-10: การจ้างงานเทียม / ค่าจ้างขั้นต่ำ / กฎหมายแรงงาน

Hazlitt วิจารณ์นโยบายรัฐที่พยายาม “สร้างการจ้างงาน” ด้วยค่าจ้างขั้นต่ำ หรือการบังคับให้จ้างคนมากขึ้นกว่าความจำเป็นว่า เป็นหายนะที่ปลอมตัวมาในชื่อ “สิทธิมนุษย์”

รัฐไม่เคยเข้าใจกลไกอุปสงค์-อุปทานของแรงงาน เพราะมองเพียงเสียงโหวต มากกว่าเสียงของตลาด

“รัฐพยายามกำหนดราคาของแรงงานราวกับมันเป็นของเล่น ไม่ใช่ชีวิตคนจริง ๆ”

บทที่ 11-13: ราคาควบคุม / การตรึงราคา / การพังของกลไกตลาด

Hazlitt ชำแหละนโยบายรัฐในการควบคุมราคา — โดยเฉพาะ “ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค” — ว่าเป็นการทำลายการส่งสัญญาณของตลาดโดยตรง

ราคาคือภาษาแห่งเศรษฐกิจ — หากคุณบิดเบือนภาษา ตลาดก็เป็นใบ้

“รัฐพยายามสั่งให้โลกหมุนช้าลงด้วยการตั้งกฎแรงโน้มถ่วงของตัวเอง”

บทที่ 14-16: ผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม / ธุรกิจที่ล้มแล้วแต่ยังอยู่ (Rent Control, Subsidized Industries)

Hazlitt ตอกย้ำว่า รัฐคือผู้ปกป้องซากศพทางเศรษฐกิจ — ธุรกิจที่ควรตาย ถูกอุ้มไว้ด้วยเงินภาษีเพียงเพราะมี “อิทธิพลทางการเมือง”

“ถ้าคุณล้มเหลวในตลาด แค่เป็นเพื่อนนักการเมือง แล้วคุณจะไม่มีวันล้ม”

บทที่ 17-20: การค้า / การคุ้มครองอุตสาหกรรมในประเทศ / ภาษีนำเข้า

Hazlitt ประณามนโยบายกีดกันทางการค้าอย่างรุนแรงว่าเป็น ชาตินิยมแบบไร้เหตุผล ที่ทำลายผู้บริโภคและผู้ประกอบการพร้อมกัน

รัฐทำตัวเป็นผู้คุ้มครอง แต่แท้จริงคือโจรที่ขูดรีดผ่านภาษีและราคาที่สูงขึ้นโดยไม่จำเป็น

“รัฐสร้างกำแพงรอบประเทศ แล้วถามว่าทำไมคนข้างในถึงหายใจไม่ออก”

บทที่ 21-26: การว่างงาน / เงินเฟ้อ / การควบคุมเงิน / ผลจากรัฐพิมพ์เงิน

นี่คือช่วงที่ Hazlitt ดึงเอา “เครื่องพิมพ์เงินของรัฐ” ออกมาแฉกลางเวที — รัฐพยายามแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยใช้ “เงินที่ไม่มีอยู่จริง”

ผลลัพธ์: ฟองสบู่, วิกฤตหนี้, ค่าเงินเสื่อม, และการขโมยเงียบ ๆ จากกระเป๋าประชาชนผ่าน ภาษีที่มองไม่เห็น — เงินเฟ้อ

“เงินเฟ้อคือวิธีที่รัฐบาลขโมยจากคุณ โดยไม่ต้องมองหน้าคุณ”

สรุป: รัฐไม่ใช่ผู้ช่วยเหลือ แต่คือผู้ลวงโลก

ในทุกบท Hazlitt วางหมากอย่างเฉียบคมเพื่อพิสูจน์ว่า รัฐไม่ได้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่คือตัวปัญหาเสียเอง และการปล่อยให้รัฐบาล “ทำเพื่อประชาชน” โดยไม่มีใครตั้งคำถาม คือการเปิดประตูให้โจรเข้ามาในบ้านพร้อมเสียงปรบมือ

เศรษฐศาสตร์ที่แท้จริงไม่ใช่ศาสตร์แห่งการแจก แต่คือศาสตร์แห่งการเข้าใจ “ผลที่มองไม่เห็น”

และนั่นคือบทเรียนเดียวที่เราต้องจดจำให้แม่น

บทที่ 27 (บทสรุป): ความรู้ที่รัฐไม่อยากให้คุณมี (The Lesson Restated)

เมื่อเดินทางมาถึงบทสุดท้าย Hazlitt ไม่เพียงแค่ทบทวนบทเรียนเดียวในเศรษฐศาสตร์อีกครั้ง เขายกมันขึ้นมาเป็นอาวุธที่พร้อมจะ แทงทะลุหัวใจของระบบรัฐนิยมที่ครอบงำโลกสมัยใหม่ — และนั่นคือความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อสิ่งที่ “ไม่ได้เกิดขึ้น” เพราะการแทรกแซงของรัฐ

Hazlitt ถามกลับอย่างเฉียบคม:

• ธุรกิจที่ไม่เกิดขึ้นเพราะรัฐดึงเงินภาษีไปอุดหนุนอุตสาหกรรมที่ตายไปแล้ว คืออะไร?

• นวัตกรรมที่ไม่ถูกคิดค้น เพราะผู้ประกอบการถูกขัดขวางจากกฎเกณฑ์อันล้นเกิน คืออะไร?

• คนที่ว่างงานเพราะกฎหมายแรงงานทำให้บริษัทไม่กล้าจ้างงาน คือใคร?

คำตอบคือ: เราไม่มีทางรู้ — เพราะสิ่งเหล่านั้น “ถูกทำลายก่อนจะเกิด” โดยน้ำมือของรัฐ

“The real cost is what we never see — the future we were robbed of.”

(ต้นทุนที่แท้จริง คือสิ่งที่เราไม่มีวันได้เห็น — อนาคตที่รัฐขโมยไป)

แนวคิดลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่: เศรษฐศาสตร์ vs อุดมคติรัฐนิยม

Hazlitt ไม่เพียงเขียนหนังสือเศรษฐศาสตร์ — เขากำลังเขียนคำประกาศอิสรภาพทางเศรษฐกิจ

เขาไม่ได้ต่อสู้กับตัวเลข แต่มุ่งทำลายโครงสร้างความคิดที่รัฐสร้างขึ้นมาทั้งระบบ:

• “รัฐคือผู้ดูแลคนจน”

• “รัฐต้องควบคุมเศรษฐกิจเพื่อไม่ให้ตลาดล้มเหลว”

• “คนธรรมดาไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ต้องให้รัฐมาทำแทน”

Hazlitt ตอกกลับทุกข้อด้วยปรัชญา Individual Responsibility และความเชื่อในเสรีภาพที่แท้จริง — เสรีภาพในการเลือก, ในการล้มเหลว, และในการเรียนรู้จากกลไกตลาด ไม่ใช่จากคำสั่งราชการ

เปรียบรัฐเป็นอะไรในสายตา Hazlitt?

1. รัฐคือ “พ่อแม่เจ้ากี้เจ้าการ” ที่ไม่เคยไว้ใจลูกหลานของตนเองให้โตขึ้นอย่างมีสติ

2. รัฐคือ “ผู้คุมเรือนจำเศรษฐกิจ” ที่ทำให้ทุกคนอยู่ภายใต้กรงนโยบาย แม้กรงจะทำจากทอง

3. รัฐคือ “นักมายากล” ที่เปลี่ยนเงินจากกระเป๋าหนึ่งไปอีกกระเป๋าหนึ่ง แล้วเรียกมันว่า “ของขวัญ”

สรุปสุดท้าย: เมื่อรัฐคือตัวปัญหา การแก้ปัญหาต้องเริ่มที่ ‘เสรีภาพ’

“รัฐไม่ได้เป็นเพียงผู้บริหารเศรษฐกิจที่ไร้ประสิทธิภาพ — มันคือพลังที่กัดกินหัวใจของการผลิต การสร้างสรรค์ และความรับผิดชอบส่วนบุคคล”

— Henry Hazlitt

Hazlitt ทิ้งท้ายไว้ด้วยข้อความไม่ประนีประนอม:

เศรษฐศาสตร์ที่แท้จริง ไม่ใช่เครื่องมือของรัฐ แต่มันคืออาวุธของประชาชน

เพื่อใช้ปกป้องตนเองจากการล้างสมอง, การขูดรีด, และคำโกหกที่แต่งกลิ่นน้ำหอมจากหอคอยงาช้างของอำนาจรัฐ

ภาคผนวก (สำหรับผู้อ่านรุ่นใหม่): แล้วเราจะทำอย่างไรต่อ?

หากคุณอ่านมาถึงจุดนี้แล้วรู้สึกว่า “แต่รัฐก็ดูเหมือนจะช่วยได้ในบางเรื่องนะ” — จงกลับไปอ่านบทที่ 1 ใหม่อีกครั้ง

หากคุณรู้สึกว่า “ตลาดเสรีมันก็โหดร้ายเหมือนกัน” — จงถามตัวเองว่า โหดร้ายกว่ารัฐที่ใช้อาวุธบังคับหรือไม่?

Hazlitt ไม่เคยบอกว่าเสรีภาพคือสวรรค์ — เขาบอกว่า “มันคือโลกแห่งความเป็นจริง ที่มนุษย์จะได้เป็นมนุษย์เต็มที่”

มีสิทธิ์เลือก มีสิทธิ์ล้ม และมีสิทธิ์เรียนรู้ — โดยไม่ต้องรอให้ “รัฐ” อนุญาต

1. เชื่อมโยงกับสถานการณ์ปัจจุบัน: “รัฐไทยในกระจก Hazlitt”

มาดูว่า Hazlitt จะพูดว่าอย่างไรกับนโยบายบางอย่างในประเทศไทย:

- โครงการเงินอุดหนุนประชารัฐ / แจกเงินดิจิทัล

Hazlitt จะเย้ยหยันทันที:

“รัฐไม่ได้แจกเงินให้คุณ — มันแค่คืนเงินของคุณในรูปแบบที่มันเลือก แล้วเรียกมันว่าความเอื้อเฟื้อ”

เงินแจก = เงินภาษีอนาคต + หนี้สาธารณะที่ลูกหลานต้องจ่าย

คนที่รับเงินในวันนี้ = คนที่ถูกสร้างภาพว่า “พึ่งพิงรัฐตลอดไป”

- กฎหมายควบคุมราคาสินค้า-ค่าแรง

Hazlitt จะพูดว่า:

“การควบคุมราคา = การบอกให้ความเป็นจริงหุบปาก”

รัฐกำลังสั่งให้ธุรกิจจ่ายเกินความสามารถ และบิดเบือนสัญญาณตลาดทั้งหมด

ผลที่ตามมา: คนตกงาน, ขาดแคลนสินค้า, ตลาดมืด

- การปกป้องธุรกิจผูกขาด

รัฐไทยพูดว่า “สนับสนุน SMEs”

แต่ Hazlitt จะพูดว่า:

“การปกป้องผู้เล่นใหญ่ด้วยนโยบายพิเศษ คือการฆ่าผู้เล่นตัวเล็กด้วยมือเปล่า”

ธุรกิจใหญ่ไม่รอดเพราะแข่งขันเก่ง — แต่เพราะรัฐช่วยซ่อนความอ่อนแอไว้ใต้กฎหมาย

2. Hazlitt กับเศรษฐกรเสรีนิยมคนอื่น ๆ

Hazlitt ไม่ได้เดินเดี่ยว เขาคือหนึ่งในสามัญชนผู้กล้าของขบวนการเศรษฐศาสตร์เสรีที่ประกอบด้วย:

- Ludwig von Mises

ผู้เขียน Human Action ที่ยืนยันว่า

“เศรษฐกิจเป็นผลจากการกระทำของมนุษย์ ไม่ใช่แผนการของรัฐบาล”

- Friedrich Hayek

เจ้าของ The Road to Serfdom ที่เตือนว่า

“หนทางสู่นรกสายหนึ่ง ถูกปูด้วยนโยบายรัฐที่ตั้งใจดีแต่โง่เขลา”

- Milton Friedman

ผู้กล่าวว่า

“Nothing is so permanent as a temporary government program.”

(ไม่มีอะไรถาวรเท่ากับโครงการชั่วคราวของรัฐ)

Hazlitt เขียนด้วยภาษาที่ประชาชนทั่วไปเข้าใจง่ายที่สุด — เขาคือ “นักแปลของเสรีภาพ” ที่นำความรู้ซับซ้อนมาสู้กับคำโกหกเรียบง่ายของรัฐ

3. สรุปสำหรับคนรุ่นใหม่: จะอยู่รอดในโลกที่รัฐไม่ยอมปล่อยมืออย่างไร?

“การศึกษาเศรษฐศาสตร์ คือการฝึกตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมายาคติรัฐ”

— Henry Hazlitt

นี่คือสิ่งที่คนรุ่นใหม่ควรเรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้:

1. ตั้งคำถามกับทุกนโยบาย “เพื่อประชาชน”

ถามว่า:

• เงินมาจากไหน?

• ใครได้ประโยชน์?

• ผลกระทบในระยะยาวคืออะไร?

2. อย่ารอรัฐมาช่วย — สร้างคุณค่าด้วยตัวเอง

Hazlitt เชื่อในพลังของปัจเจก:

เมื่อคุณเข้าใจตลาด คุณจะเข้าใจอิสรภาพ

3. ปฏิเสธความเชื่อว่ารัฐคือพระเจ้า

รัฐไม่ใช่เครื่องจักรอัจฉริยะ — แต่มันคือกลุ่มคนธรรมดาที่มีอำนาจ และมักถูกขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจที่ผิด

“ถ้าคุณไม่เข้าใจเศรษฐศาสตร์ คุณจะตกเป็นเหยื่อของคนที่ใช้มันควบคุมคุณ”

บทสรุปสุดท้าย: บทเรียนหนึ่งเดียว ที่รัฐอยากให้คุณลืม

Henry Hazlitt ฝากบทเรียนที่รัฐกลัวที่สุดไว้ในหน้าแรก:

“เศรษฐศาสตร์ไม่ใช่ศิลปะแห่งการเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น แต่คือการมองเห็นสิ่งที่ ไม่เคยเกิดขึ้นเลย เพราะรัฐทำลายมันก่อนจะเป็นจริง”

หากคนรุ่นใหม่เข้าใจบทเรียนนี้

รัฐจะไม่มีวันสามารถครอบงำเศรษฐกิจ, เสรีภาพ, และอนาคตของคุณได้อีกต่อไป

4. คู่มือเอาตัวรอดจากนโยบายรัฐแบบ Hazlitt: How to Think like a Free Individual

Henry Hazlitt ไม่ได้แค่บอกให้คุณ สงสัยรัฐ — เขาสอนคุณให้ คิดแบบเสรีชนที่เห็นทะลุนโยบายหลอกลวง ของรัฐสมัยใหม่

1. เมื่อรัฐพูดว่า “แจกเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ” จงถามว่า…

• “เงินก้อนนี้ถูกดึงมาจากใคร?”

• “ถ้าปล่อยให้เงินอยู่ในมือประชาชนเอง เขาจะใช้มันสร้างอะไรได้บ้าง?”

• “เรากำลังเผาอนาคตเพื่อซื้อความรู้สึกในวันนี้ใช่หรือไม่?”

Hazlitt จะชี้ให้คุณเห็นว่า นโยบายที่ดูดีในระยะสั้น มักมี “ค่าธรรมเนียมความโง่” ที่ต้องจ่ายในระยะยาว

2. เมื่อรัฐพูดว่า “ควบคุมตลาดเพื่อความเป็นธรรม” จงถามว่า…

• “ใครนิยามว่าอะไรคือ ‘เป็นธรรม’?”

• “รัฐมีข้อมูลมากพอจะรู้จริง ๆ หรือ ว่าอะไรควรขายในราคาเท่าไร?”

• “หรือจริง ๆ แล้วความ ‘เป็นธรรม’ คือข้ออ้างเพื่อควบคุมพลังของตลาด?”

Hazlitt จะย้ำว่า กลไกตลาดไม่สมบูรณ์แบบ…

แต่ มันคือการประสานเสียงของผู้คนนับล้าน ไม่ใช่บทเดี่ยวของข้าราชการคนเดียว

3. เมื่อรัฐพูดว่า “ภาคเอกชนไม่อาจดูแลได้ รัฐต้องเข้ามา” จงถามว่า…

• “แล้วเหตุใดสิ่งที่รัฐดูแลถึงเต็มไปด้วยความล้มเหลว?”

• “ถ้ารัฐมีอำนาจผูกขาด แล้วประชาชนจะร้องเรียนกับใคร?”

• “รัฐเคยถูกลงโทษจากความล้มเหลวของตนเองบ้างไหม?”

Hazlitt จะหัวเราะในใจ และกระซิบบอกคุณว่า:

“รัฐสร้างปัญหาเอง แล้วกลับมานำเสนอตัวเองเป็นพระเอก”

5. ปรัชญาเบื้องหลัง Hazlitt: อิสรภาพ vs ความมั่นคง

สิ่งที่ Hazlitt สู้จริง ๆ ไม่ใช่ตัวนโยบาย แต่คือ “จิตสำนึกแบบขอพึ่งพิง” ที่รัฐพยายามปลูกฝัง

เขาต้องการให้เราตั้งคำถามกับคำลวงที่รัฐใช้กล่อมเราให้ยอมสละเสรีภาพเพื่อความมั่นคงจอมปลอม

Hazlitt ไม่ใช่แค่เศรษฐกร — เขาคือนักปลดแอกจิตใจ

• รัฐบอกว่า “ถ้าไม่มีเรา คุณจะไม่รอด”

Hazlitt บอกว่า “ถ้าไม่มีรัฐเข้าแทรกแซง คุณจะสร้างอนาคตที่เหนือกว่านี้ได้”

• รัฐบอกว่า “ความมั่นคงสำคัญกว่าเสรีภาพ”

Hazlitt ตอบว่า “คนที่ยอมสละเสรีภาพเพื่อความมั่นคง จะสูญเสียทั้งสองอย่างในท้ายที่สุด”

6. บทส่งท้าย: ถ้าคุณเข้าใจหนังสือเล่มนี้ รัฐจะเกลียดคุณ

เพราะคุณจะไม่ใช่ “ราษฎรผู้เชื่อง” ที่เชื่อว่างบประมาณมหาศาลคือความดี

คุณจะไม่ใช่ “เหยื่อเศรษฐศาสตร์แบบทีวี” ที่หลงเชื่อว่าสิ่งที่เห็นคือทั้งหมดของความจริง

คุณจะกลายเป็น นักคิดอิสระ ที่เข้าใจว่า:

“สิ่งที่สำคัญที่สุดในเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่สิ่งที่คุณเห็น แต่คือสิ่งที่ ‘ไม่ได้เกิดขึ้น’ เพราะรัฐทำลายมันตั้งแต่ต้นทาง”

ท้ายสุด: จากบทเรียนหนึ่งเดียว สู่ขบวนการหนึ่งเดียว

หาก Hazlitt ยังมีชีวิตอยู่ในปี 2025 เขาคงไม่เพียงเขียนบทความ แต่จะลุกขึ้นตั้ง ขบวนการปลดปล่อยความเข้าใจเศรษฐกิจจากอุ้งมือรัฐ

และหากคุณเข้าใจทุกบทของ Economics in One Lesson — คุณเองก็พร้อมจะเป็นหนึ่งในนักปฏิวัตินั้น

ปฏิวัติด้วยการคิดอย่างชัดเจน มองให้ลึก และไม่ยอมให้ใครล้างสมองเราอีก

#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC #Finance

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.