
⭐️รัฐ: ภัยเงียบแห่งเศรษฐกิจเสรี
บทวิเคราะห์จาก “Economics in One Lesson” โดย Henry Hazlitt
⸻
บทที่ 1: บทเรียนเดียวในเศรษฐศาสตร์ (The Lesson)
Hazlitt กล่าวชัดเจน: เศรษฐศาสตร์ที่ดีต้องมองให้พ้น “ผลกระทบทันที” และพิจารณาผลกระทบในระยะยาวต่อตัวแสดงทุกกลุ่ม ไม่ใช่เฉพาะแค่กลุ่มที่ได้ประโยชน์เฉพาะหน้า
รัฐถูกจวกตรง ๆ ว่าเป็นตัวสร้างมายาคติ “แจกวันนี้ เดือดร้อนพรุ่งนี้” ผ่านนโยบายที่เอาเงินจากกลุ่มหนึ่งไปอุ้มอีกกลุ่มหนึ่ง แล้วบอกว่านี่คือ “การช่วยเหลือประชาชน” ในขณะที่ประชาชนที่แท้จริงกำลังโดนขูดรีดอย่างเงียบงัน
“นักการเมืองเก่งในการแจกของที่พวกเขาไม่ได้เป็นเจ้าของ”
⸻
บทที่ 2: หน้าต่างแตก (The Broken Window)
รัฐมักใช้ “เศรษฐกิจฟื้นเพราะภัยพิบัติ” เป็นข้ออ้างให้ตัวเองแทรกแซง เช่น โครงการก่อสร้างหลังแผ่นดินไหว/น้ำท่วม เพื่อ “กระตุ้นการใช้จ่าย”
Hazlitt ตอกหน้ารัฐว่า เศรษฐกิจไม่ได้เติบโตจากการทำลายสิ่งที่มีอยู่ — การซ่อมหน้าต่างที่แตกอาจสร้างรายได้ให้ช่าง แต่เรากลับเสียโอกาสในการใช้เงินนั้นเพื่อสร้างมูลค่าแท้จริง
“การทำลายล้างไม่ใช่แหล่งกำเนิดของความมั่งคั่ง ยกเว้นในสายตารัฐ”
⸻
บทที่ 3: ปัญหาเศรษฐกิจของทหารผ่านศึก (The Blessings of Destruction)
รัฐบาลใช้สงครามเป็นข้ออ้างในการสร้าง “การจ้างงาน” และ “การผลิต”
Hazlitt สวนกลับแบบไม่ไว้หน้า: สงครามคือการทำลายทรัพยากรในระดับมหึมา การฟื้นตัวหลังสงครามไม่ใช่เพราะสงคราม แต่เพราะตลาดพยายามฟื้นฟูตัวเองจากหายนะที่รัฐสร้างขึ้น
“รัฐยิงปืนแล้วเรียกมันว่าเสียงดนตรีของการเติบโต”
⸻
บทที่ 4: การปล่อยกู้เพื่อการบริโภค (Public Works Mean Taxes)
โครงการรัฐคือภาระที่ต้องแบก — รายจ่ายของรัฐบาลคือรายได้ที่ถูกยึดไปจากประชาชน
รัฐแสร้งทำเหมือน “เงินหล่นมาจากฟ้า” ทั้งที่ความจริงแล้วมันคือ “เงินภาษีที่ยังไม่เกิดขึ้น” หรือหนี้ในนามของประชาชนรุ่นถัดไป
“รัฐบาลไม่มีเงินของตัวเอง มีแต่เงินของคุณ และเงินของคนที่ยังไม่เกิด”
⸻
บทที่ 5: ภาษีที่ซ่อนอยู่ (Taxes Discourage Production)
ภาษีสูงเท่ากับลงโทษผู้ผลิต และให้รางวัลกับผู้ที่ไร้ประสิทธิภาพ
Hazlitt ถล่มรัฐด้วยตรรกะชัดเจน: ทุกครั้งที่คุณทำกำไรได้มาก รัฐจะเอาไปมากขึ้น เป็นแรงจูงใจที่กลับหัวกลับหางกับธรรมชาติของมนุษย์ผู้สร้าง
“รัฐบอกให้คุณทำงานหนัก แล้วก็ลงโทษคุณเพราะคุณทำได้ดีเกินไป”
⸻
บทที่ 6: เงินอุดหนุน (Credit Diverts Production)
เงินอุดหนุนจากรัฐ = บิดเบือนกลไกตลาด
Hazlitt ชี้ว่าการให้เครดิตง่าย ๆ โดยรัฐ (เช่น อุดหนุนธุรกิจ/เกษตร/การศึกษา) เท่ากับยัดเยียดทรัพยากรให้โครงการไร้ประสิทธิภาพ และกีดกันคนที่ทำได้ดีกว่าออกจากระบบ
“รัฐคือผู้แจกบัตรผ่านพิเศษให้กับความล้มเหลว”
⸻
บทที่ 7-10: การจ้างงานเทียม / ค่าจ้างขั้นต่ำ / กฎหมายแรงงาน
Hazlitt วิจารณ์นโยบายรัฐที่พยายาม “สร้างการจ้างงาน” ด้วยค่าจ้างขั้นต่ำ หรือการบังคับให้จ้างคนมากขึ้นกว่าความจำเป็นว่า เป็นหายนะที่ปลอมตัวมาในชื่อ “สิทธิมนุษย์”
รัฐไม่เคยเข้าใจกลไกอุปสงค์-อุปทานของแรงงาน เพราะมองเพียงเสียงโหวต มากกว่าเสียงของตลาด
“รัฐพยายามกำหนดราคาของแรงงานราวกับมันเป็นของเล่น ไม่ใช่ชีวิตคนจริง ๆ”
⸻
บทที่ 11-13: ราคาควบคุม / การตรึงราคา / การพังของกลไกตลาด
Hazlitt ชำแหละนโยบายรัฐในการควบคุมราคา — โดยเฉพาะ “ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค” — ว่าเป็นการทำลายการส่งสัญญาณของตลาดโดยตรง
ราคาคือภาษาแห่งเศรษฐกิจ — หากคุณบิดเบือนภาษา ตลาดก็เป็นใบ้
“รัฐพยายามสั่งให้โลกหมุนช้าลงด้วยการตั้งกฎแรงโน้มถ่วงของตัวเอง”
⸻
บทที่ 14-16: ผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม / ธุรกิจที่ล้มแล้วแต่ยังอยู่ (Rent Control, Subsidized Industries)
Hazlitt ตอกย้ำว่า รัฐคือผู้ปกป้องซากศพทางเศรษฐกิจ — ธุรกิจที่ควรตาย ถูกอุ้มไว้ด้วยเงินภาษีเพียงเพราะมี “อิทธิพลทางการเมือง”
“ถ้าคุณล้มเหลวในตลาด แค่เป็นเพื่อนนักการเมือง แล้วคุณจะไม่มีวันล้ม”
⸻
บทที่ 17-20: การค้า / การคุ้มครองอุตสาหกรรมในประเทศ / ภาษีนำเข้า
Hazlitt ประณามนโยบายกีดกันทางการค้าอย่างรุนแรงว่าเป็น ชาตินิยมแบบไร้เหตุผล ที่ทำลายผู้บริโภคและผู้ประกอบการพร้อมกัน
รัฐทำตัวเป็นผู้คุ้มครอง แต่แท้จริงคือโจรที่ขูดรีดผ่านภาษีและราคาที่สูงขึ้นโดยไม่จำเป็น
“รัฐสร้างกำแพงรอบประเทศ แล้วถามว่าทำไมคนข้างในถึงหายใจไม่ออก”
⸻
บทที่ 21-26: การว่างงาน / เงินเฟ้อ / การควบคุมเงิน / ผลจากรัฐพิมพ์เงิน
นี่คือช่วงที่ Hazlitt ดึงเอา “เครื่องพิมพ์เงินของรัฐ” ออกมาแฉกลางเวที — รัฐพยายามแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยใช้ “เงินที่ไม่มีอยู่จริง”
ผลลัพธ์: ฟองสบู่, วิกฤตหนี้, ค่าเงินเสื่อม, และการขโมยเงียบ ๆ จากกระเป๋าประชาชนผ่าน ภาษีที่มองไม่เห็น — เงินเฟ้อ
“เงินเฟ้อคือวิธีที่รัฐบาลขโมยจากคุณ โดยไม่ต้องมองหน้าคุณ”
⸻
สรุป: รัฐไม่ใช่ผู้ช่วยเหลือ แต่คือผู้ลวงโลก
ในทุกบท Hazlitt วางหมากอย่างเฉียบคมเพื่อพิสูจน์ว่า รัฐไม่ได้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่คือตัวปัญหาเสียเอง และการปล่อยให้รัฐบาล “ทำเพื่อประชาชน” โดยไม่มีใครตั้งคำถาม คือการเปิดประตูให้โจรเข้ามาในบ้านพร้อมเสียงปรบมือ
เศรษฐศาสตร์ที่แท้จริงไม่ใช่ศาสตร์แห่งการแจก แต่คือศาสตร์แห่งการเข้าใจ “ผลที่มองไม่เห็น”
และนั่นคือบทเรียนเดียวที่เราต้องจดจำให้แม่น
⸻
บทที่ 27 (บทสรุป): ความรู้ที่รัฐไม่อยากให้คุณมี (The Lesson Restated)
เมื่อเดินทางมาถึงบทสุดท้าย Hazlitt ไม่เพียงแค่ทบทวนบทเรียนเดียวในเศรษฐศาสตร์อีกครั้ง เขายกมันขึ้นมาเป็นอาวุธที่พร้อมจะ แทงทะลุหัวใจของระบบรัฐนิยมที่ครอบงำโลกสมัยใหม่ — และนั่นคือความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อสิ่งที่ “ไม่ได้เกิดขึ้น” เพราะการแทรกแซงของรัฐ
Hazlitt ถามกลับอย่างเฉียบคม:
• ธุรกิจที่ไม่เกิดขึ้นเพราะรัฐดึงเงินภาษีไปอุดหนุนอุตสาหกรรมที่ตายไปแล้ว คืออะไร?
• นวัตกรรมที่ไม่ถูกคิดค้น เพราะผู้ประกอบการถูกขัดขวางจากกฎเกณฑ์อันล้นเกิน คืออะไร?
• คนที่ว่างงานเพราะกฎหมายแรงงานทำให้บริษัทไม่กล้าจ้างงาน คือใคร?
คำตอบคือ: เราไม่มีทางรู้ — เพราะสิ่งเหล่านั้น “ถูกทำลายก่อนจะเกิด” โดยน้ำมือของรัฐ
“The real cost is what we never see — the future we were robbed of.”
(ต้นทุนที่แท้จริง คือสิ่งที่เราไม่มีวันได้เห็น — อนาคตที่รัฐขโมยไป)
⸻
แนวคิดลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่: เศรษฐศาสตร์ vs อุดมคติรัฐนิยม
Hazlitt ไม่เพียงเขียนหนังสือเศรษฐศาสตร์ — เขากำลังเขียนคำประกาศอิสรภาพทางเศรษฐกิจ
เขาไม่ได้ต่อสู้กับตัวเลข แต่มุ่งทำลายโครงสร้างความคิดที่รัฐสร้างขึ้นมาทั้งระบบ:
• “รัฐคือผู้ดูแลคนจน”
• “รัฐต้องควบคุมเศรษฐกิจเพื่อไม่ให้ตลาดล้มเหลว”
• “คนธรรมดาไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ต้องให้รัฐมาทำแทน”
Hazlitt ตอกกลับทุกข้อด้วยปรัชญา Individual Responsibility และความเชื่อในเสรีภาพที่แท้จริง — เสรีภาพในการเลือก, ในการล้มเหลว, และในการเรียนรู้จากกลไกตลาด ไม่ใช่จากคำสั่งราชการ
⸻
เปรียบรัฐเป็นอะไรในสายตา Hazlitt?
1. รัฐคือ “พ่อแม่เจ้ากี้เจ้าการ” ที่ไม่เคยไว้ใจลูกหลานของตนเองให้โตขึ้นอย่างมีสติ
2. รัฐคือ “ผู้คุมเรือนจำเศรษฐกิจ” ที่ทำให้ทุกคนอยู่ภายใต้กรงนโยบาย แม้กรงจะทำจากทอง
3. รัฐคือ “นักมายากล” ที่เปลี่ยนเงินจากกระเป๋าหนึ่งไปอีกกระเป๋าหนึ่ง แล้วเรียกมันว่า “ของขวัญ”
⸻
สรุปสุดท้าย: เมื่อรัฐคือตัวปัญหา การแก้ปัญหาต้องเริ่มที่ ‘เสรีภาพ’
“รัฐไม่ได้เป็นเพียงผู้บริหารเศรษฐกิจที่ไร้ประสิทธิภาพ — มันคือพลังที่กัดกินหัวใจของการผลิต การสร้างสรรค์ และความรับผิดชอบส่วนบุคคล”
— Henry Hazlitt
Hazlitt ทิ้งท้ายไว้ด้วยข้อความไม่ประนีประนอม:
เศรษฐศาสตร์ที่แท้จริง ไม่ใช่เครื่องมือของรัฐ แต่มันคืออาวุธของประชาชน
เพื่อใช้ปกป้องตนเองจากการล้างสมอง, การขูดรีด, และคำโกหกที่แต่งกลิ่นน้ำหอมจากหอคอยงาช้างของอำนาจรัฐ
⸻
ภาคผนวก (สำหรับผู้อ่านรุ่นใหม่): แล้วเราจะทำอย่างไรต่อ?
หากคุณอ่านมาถึงจุดนี้แล้วรู้สึกว่า “แต่รัฐก็ดูเหมือนจะช่วยได้ในบางเรื่องนะ” — จงกลับไปอ่านบทที่ 1 ใหม่อีกครั้ง
หากคุณรู้สึกว่า “ตลาดเสรีมันก็โหดร้ายเหมือนกัน” — จงถามตัวเองว่า โหดร้ายกว่ารัฐที่ใช้อาวุธบังคับหรือไม่?
Hazlitt ไม่เคยบอกว่าเสรีภาพคือสวรรค์ — เขาบอกว่า “มันคือโลกแห่งความเป็นจริง ที่มนุษย์จะได้เป็นมนุษย์เต็มที่”
มีสิทธิ์เลือก มีสิทธิ์ล้ม และมีสิทธิ์เรียนรู้ — โดยไม่ต้องรอให้ “รัฐ” อนุญาต
⸻
1. เชื่อมโยงกับสถานการณ์ปัจจุบัน: “รัฐไทยในกระจก Hazlitt”
มาดูว่า Hazlitt จะพูดว่าอย่างไรกับนโยบายบางอย่างในประเทศไทย:
- โครงการเงินอุดหนุนประชารัฐ / แจกเงินดิจิทัล
Hazlitt จะเย้ยหยันทันที:
“รัฐไม่ได้แจกเงินให้คุณ — มันแค่คืนเงินของคุณในรูปแบบที่มันเลือก แล้วเรียกมันว่าความเอื้อเฟื้อ”
เงินแจก = เงินภาษีอนาคต + หนี้สาธารณะที่ลูกหลานต้องจ่าย
คนที่รับเงินในวันนี้ = คนที่ถูกสร้างภาพว่า “พึ่งพิงรัฐตลอดไป”
- กฎหมายควบคุมราคาสินค้า-ค่าแรง
Hazlitt จะพูดว่า:
“การควบคุมราคา = การบอกให้ความเป็นจริงหุบปาก”
รัฐกำลังสั่งให้ธุรกิจจ่ายเกินความสามารถ และบิดเบือนสัญญาณตลาดทั้งหมด
ผลที่ตามมา: คนตกงาน, ขาดแคลนสินค้า, ตลาดมืด
- การปกป้องธุรกิจผูกขาด
รัฐไทยพูดว่า “สนับสนุน SMEs”
แต่ Hazlitt จะพูดว่า:
“การปกป้องผู้เล่นใหญ่ด้วยนโยบายพิเศษ คือการฆ่าผู้เล่นตัวเล็กด้วยมือเปล่า”
ธุรกิจใหญ่ไม่รอดเพราะแข่งขันเก่ง — แต่เพราะรัฐช่วยซ่อนความอ่อนแอไว้ใต้กฎหมาย
⸻
2. Hazlitt กับเศรษฐกรเสรีนิยมคนอื่น ๆ
Hazlitt ไม่ได้เดินเดี่ยว เขาคือหนึ่งในสามัญชนผู้กล้าของขบวนการเศรษฐศาสตร์เสรีที่ประกอบด้วย:
- Ludwig von Mises
ผู้เขียน Human Action ที่ยืนยันว่า
“เศรษฐกิจเป็นผลจากการกระทำของมนุษย์ ไม่ใช่แผนการของรัฐบาล”
- Friedrich Hayek
เจ้าของ The Road to Serfdom ที่เตือนว่า
“หนทางสู่นรกสายหนึ่ง ถูกปูด้วยนโยบายรัฐที่ตั้งใจดีแต่โง่เขลา”
- Milton Friedman
ผู้กล่าวว่า
“Nothing is so permanent as a temporary government program.”
(ไม่มีอะไรถาวรเท่ากับโครงการชั่วคราวของรัฐ)
Hazlitt เขียนด้วยภาษาที่ประชาชนทั่วไปเข้าใจง่ายที่สุด — เขาคือ “นักแปลของเสรีภาพ” ที่นำความรู้ซับซ้อนมาสู้กับคำโกหกเรียบง่ายของรัฐ
⸻
3. สรุปสำหรับคนรุ่นใหม่: จะอยู่รอดในโลกที่รัฐไม่ยอมปล่อยมืออย่างไร?
“การศึกษาเศรษฐศาสตร์ คือการฝึกตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมายาคติรัฐ”
— Henry Hazlitt
นี่คือสิ่งที่คนรุ่นใหม่ควรเรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้:
1. ตั้งคำถามกับทุกนโยบาย “เพื่อประชาชน”
ถามว่า:
• เงินมาจากไหน?
• ใครได้ประโยชน์?
• ผลกระทบในระยะยาวคืออะไร?
2. อย่ารอรัฐมาช่วย — สร้างคุณค่าด้วยตัวเอง
Hazlitt เชื่อในพลังของปัจเจก:
เมื่อคุณเข้าใจตลาด คุณจะเข้าใจอิสรภาพ
3. ปฏิเสธความเชื่อว่ารัฐคือพระเจ้า
รัฐไม่ใช่เครื่องจักรอัจฉริยะ — แต่มันคือกลุ่มคนธรรมดาที่มีอำนาจ และมักถูกขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจที่ผิด
“ถ้าคุณไม่เข้าใจเศรษฐศาสตร์ คุณจะตกเป็นเหยื่อของคนที่ใช้มันควบคุมคุณ”
⸻
บทสรุปสุดท้าย: บทเรียนหนึ่งเดียว ที่รัฐอยากให้คุณลืม
Henry Hazlitt ฝากบทเรียนที่รัฐกลัวที่สุดไว้ในหน้าแรก:
“เศรษฐศาสตร์ไม่ใช่ศิลปะแห่งการเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น แต่คือการมองเห็นสิ่งที่ ไม่เคยเกิดขึ้นเลย เพราะรัฐทำลายมันก่อนจะเป็นจริง”
หากคนรุ่นใหม่เข้าใจบทเรียนนี้
รัฐจะไม่มีวันสามารถครอบงำเศรษฐกิจ, เสรีภาพ, และอนาคตของคุณได้อีกต่อไป
⸻
4. คู่มือเอาตัวรอดจากนโยบายรัฐแบบ Hazlitt: How to Think like a Free Individual
Henry Hazlitt ไม่ได้แค่บอกให้คุณ สงสัยรัฐ — เขาสอนคุณให้ คิดแบบเสรีชนที่เห็นทะลุนโยบายหลอกลวง ของรัฐสมัยใหม่
1. เมื่อรัฐพูดว่า “แจกเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ” จงถามว่า…
• “เงินก้อนนี้ถูกดึงมาจากใคร?”
• “ถ้าปล่อยให้เงินอยู่ในมือประชาชนเอง เขาจะใช้มันสร้างอะไรได้บ้าง?”
• “เรากำลังเผาอนาคตเพื่อซื้อความรู้สึกในวันนี้ใช่หรือไม่?”
Hazlitt จะชี้ให้คุณเห็นว่า นโยบายที่ดูดีในระยะสั้น มักมี “ค่าธรรมเนียมความโง่” ที่ต้องจ่ายในระยะยาว
⸻
2. เมื่อรัฐพูดว่า “ควบคุมตลาดเพื่อความเป็นธรรม” จงถามว่า…
• “ใครนิยามว่าอะไรคือ ‘เป็นธรรม’?”
• “รัฐมีข้อมูลมากพอจะรู้จริง ๆ หรือ ว่าอะไรควรขายในราคาเท่าไร?”
• “หรือจริง ๆ แล้วความ ‘เป็นธรรม’ คือข้ออ้างเพื่อควบคุมพลังของตลาด?”
Hazlitt จะย้ำว่า กลไกตลาดไม่สมบูรณ์แบบ…
แต่ มันคือการประสานเสียงของผู้คนนับล้าน ไม่ใช่บทเดี่ยวของข้าราชการคนเดียว
⸻
3. เมื่อรัฐพูดว่า “ภาคเอกชนไม่อาจดูแลได้ รัฐต้องเข้ามา” จงถามว่า…
• “แล้วเหตุใดสิ่งที่รัฐดูแลถึงเต็มไปด้วยความล้มเหลว?”
• “ถ้ารัฐมีอำนาจผูกขาด แล้วประชาชนจะร้องเรียนกับใคร?”
• “รัฐเคยถูกลงโทษจากความล้มเหลวของตนเองบ้างไหม?”
Hazlitt จะหัวเราะในใจ และกระซิบบอกคุณว่า:
“รัฐสร้างปัญหาเอง แล้วกลับมานำเสนอตัวเองเป็นพระเอก”
⸻
5. ปรัชญาเบื้องหลัง Hazlitt: อิสรภาพ vs ความมั่นคง
สิ่งที่ Hazlitt สู้จริง ๆ ไม่ใช่ตัวนโยบาย แต่คือ “จิตสำนึกแบบขอพึ่งพิง” ที่รัฐพยายามปลูกฝัง
เขาต้องการให้เราตั้งคำถามกับคำลวงที่รัฐใช้กล่อมเราให้ยอมสละเสรีภาพเพื่อความมั่นคงจอมปลอม
Hazlitt ไม่ใช่แค่เศรษฐกร — เขาคือนักปลดแอกจิตใจ
• รัฐบอกว่า “ถ้าไม่มีเรา คุณจะไม่รอด”
Hazlitt บอกว่า “ถ้าไม่มีรัฐเข้าแทรกแซง คุณจะสร้างอนาคตที่เหนือกว่านี้ได้”
• รัฐบอกว่า “ความมั่นคงสำคัญกว่าเสรีภาพ”
Hazlitt ตอบว่า “คนที่ยอมสละเสรีภาพเพื่อความมั่นคง จะสูญเสียทั้งสองอย่างในท้ายที่สุด”
⸻
6. บทส่งท้าย: ถ้าคุณเข้าใจหนังสือเล่มนี้ รัฐจะเกลียดคุณ
เพราะคุณจะไม่ใช่ “ราษฎรผู้เชื่อง” ที่เชื่อว่างบประมาณมหาศาลคือความดี
คุณจะไม่ใช่ “เหยื่อเศรษฐศาสตร์แบบทีวี” ที่หลงเชื่อว่าสิ่งที่เห็นคือทั้งหมดของความจริง
คุณจะกลายเป็น นักคิดอิสระ ที่เข้าใจว่า:
“สิ่งที่สำคัญที่สุดในเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่สิ่งที่คุณเห็น แต่คือสิ่งที่ ‘ไม่ได้เกิดขึ้น’ เพราะรัฐทำลายมันตั้งแต่ต้นทาง”
⸻
ท้ายสุด: จากบทเรียนหนึ่งเดียว สู่ขบวนการหนึ่งเดียว
หาก Hazlitt ยังมีชีวิตอยู่ในปี 2025 เขาคงไม่เพียงเขียนบทความ แต่จะลุกขึ้นตั้ง ขบวนการปลดปล่อยความเข้าใจเศรษฐกิจจากอุ้งมือรัฐ
และหากคุณเข้าใจทุกบทของ Economics in One Lesson — คุณเองก็พร้อมจะเป็นหนึ่งในนักปฏิวัตินั้น
ปฏิวัติด้วยการคิดอย่างชัดเจน มองให้ลึก และไม่ยอมให้ใครล้างสมองเราอีก
#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC #Finance