ปรัชญาชีวิตของ Jean-Paul Sartre

เสรีภาพ ความรัก และการปฏิเสธสถาบันในฐานะจริยธรรมของการมีอยู่

ซาร์ตร์ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า

มนุษย์ไม่มีแก่นสารที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า

มนุษย์ “มีอยู่ก่อน” แล้วจึงสร้างความหมายให้ตนเองภายหลัง

หลักการนี้คือแกนกลางของอัตถิภาวนิยมของเขา (Sartre, Existentialism Is a Humanism)

มนุษย์จึงไม่อาจอ้างพระเจ้า ธรรมชาติ ศีลธรรม หรือสังคม

เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อการเลือกของตนได้

เพราะทุกการกระทำคือการนิยามว่า “มนุษย์ควรเป็นเช่นไร” (Sartre, Existentialism Is a Humanism)

1. เสรีภาพในฐานะโครงสร้างของการมีอยู่

สำหรับซาร์ตร์

เสรีภาพไม่ใช่สิทธิ แต่คือ สภาพบังคับของการเป็นมนุษย์

มนุษย์ไม่สามารถไม่เลือกได้ แม้การไม่เลือกก็ยังเป็นการเลือกอยู่ดี (Sartre, Being and Nothingness)

เสรีภาพนี้ทำให้มนุษย์รู้สึก

• ว่างเปล่า

• วิตก

• และโดดเดี่ยว

ความวิตก (anguish) ไม่ใช่อาการป่วย

แต่คือผลโดยตรงของการตระหนักว่า

ไม่มีสิ่งใดค้ำยันการตัดสินใจของเราเลย (Sartre, Being and Nothingness)

2. Bad Faith: การโกหกตนเองของมนุษย์

ซาร์ตร์ใช้คำว่า bad faith

เพื่ออธิบายสภาวะที่มนุษย์พยายามหลีกหนีเสรีภาพของตน

โดยแสร้งทำตนเป็น “สิ่งของ” หรือ “บทบาท” (Sartre, Being and Nothingness)

ตัวอย่างเช่น

• การอ้างว่า “ฉันเป็นแบบนี้เพราะสังคม”

• “หน้าที่บังคับให้ฉันต้องทำ”

• “ฉันไม่มีทางเลือก”

ทั้งหมดนี้คือการปฏิเสธความจริงว่า

มนุษย์คือผู้เลือกอยู่เสมอ

3. ความรัก: สนามต่อสู้ของเสรีภาพ

ในมุมมองของซาร์ตร์

ความรักไม่ใช่การหลอมรวมเป็นหนึ่ง

แต่คือ ความสัมพันธ์ระหว่างเสรีภาพสองฝ่าย (Sartre, Being and Nothingness)

ปัญหาเชิงโครงสร้างของความรักคือ

มนุษย์ต้องการให้ผู้อื่น

• รักเราโดยเสรี

• แต่ในขณะเดียวกันก็อยากให้ความรักนั้น “มั่นคงและไม่เปลี่ยน”

ความปรารถนานี้นำไปสู่ความขัดแย้งโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้

เพราะเสรีภาพไม่อาจถูกตรึงไว้ได้โดยไม่ถูกทำลาย (Sartre, Being and Nothingness)

4. การแต่งงาน: การทำให้ความรักกลายเป็นวัตถุ

ซาร์ตร์ไม่ได้โจมตีความรัก

แต่ตั้งคำถามอย่างรุนแรงต่อ การทำให้ความรักกลายเป็นสถาบัน

การแต่งงานคือ

การพยายามทำให้การเลือกในปัจจุบัน

กลายเป็นข้อผูกมัดถาวรในอนาคต

ซึ่งขัดกับโครงสร้างของการมีอยู่ของมนุษย์ (Sartre, Existentialism Is a Humanism)

เมื่อความรักถูกทำให้เป็นสถานะทางกฎหมาย

มันเปิดทางให้

• ศีลธรรมสาธารณะ

• กฎหมาย

• บรรทัดฐานทางศาสนา

เข้ามาควบคุมความสัมพันธ์ที่ควรเป็นเรื่องของเสรีภาพส่วนบุคคล

5. ความรับผิดชอบที่หลีกหนีไม่ได้

ในโลกที่ไม่มีพระเจ้า

มนุษย์ไม่อาจโทษสิ่งใดได้นอกจากตนเอง

ซาร์ตร์เรียกมนุษย์ว่า

“ถูกพิพากษาให้มีเสรีภาพ” (condemned to be free)

เพราะเราไม่ได้เลือกจะเกิดมา

แต่เมื่อเกิดมาแล้ว เราต้องรับผิดชอบทุกการกระทำ (Sartre, Existentialism Is a Humanism)

ดังนั้น

การรัก

การอยู่ร่วม

หรือการจากไป

ไม่อาจอ้างเหตุผลภายนอกได้เลย

6. มนุษย์ในฐานะโครงการที่ยังไม่เสร็จ

ซาร์ตร์มองมนุษย์ว่าเป็น โครงการ (project)

ไม่ใช่ตัวตนที่เสร็จสมบูรณ์ (Sartre, Being and Nothingness)

ความสัมพันธ์ทุกแบบ

คือส่วนหนึ่งของโครงการนั้น

และไม่มีความสัมพันธ์ใดได้รับการรับประกันว่าจะ “ถูกต้องตลอดไป”

การยอมรับความไม่แน่นอน

ไม่ใช่ความล้มเหลวทางศีลธรรม

แต่คือความซื่อสัตย์ต่อโครงสร้างของการมีอยู่

บทสรุป: จริยธรรมของเสรีภาพตามซาร์ตร์

ในปรัชญาของซาร์ตร์

มนุษย์ที่แท้จริงคือผู้ที่

• กล้าเลือก

• กล้ารับผิดชอบ

• และไม่หลบซ่อนหลังสถาบันใด ๆ

ความรักที่แท้จริง

ไม่ใช่ความรักที่ถูกกฎหมายรับรอง

แต่คือความรักที่ยังคงเป็น “การเลือก” อยู่เสมอ

แม้จะเปราะบาง ไม่มั่นคง และไม่มีหลักประกันใด ๆ (Sartre, Being and Nothingness)

7. สายตาของผู้อื่น (The Look): ความรักในฐานะความตึงเครียดถาวร

ซาร์ตร์วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ผ่านแนวคิดเรื่อง

สายตาของผู้อื่น (le regard)

เมื่อเราถูกมอง เราตระหนักว่าตนเองกลายเป็น “วัตถุ” ในโลกของผู้อื่น (Sartre, Being and Nothingness)

ในความรัก ความตึงเครียดนี้ทวีความรุนแรงขึ้น

เพราะผู้รักต้องการ

• ให้ตนเองเป็นที่ปรารถนาในสายตาของอีกฝ่าย

• แต่ไม่ต้องการสูญเสียเสรีภาพของตน

ขณะเดียวกัน

เราก็ปรารถนาให้เสรีภาพของผู้อื่น

หันมาเลือกเราอย่างต่อเนื่อง

ความรักจึงกลายเป็นความพยายามที่ย้อนแย้ง

คืออยาก “ถูกเลือกอย่างเสรี”

แต่ก็อยาก “มั่นใจว่าการเลือกนั้นจะไม่เปลี่ยน”

ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในเชิงโครงสร้าง (Sartre, Being and Nothingness)

8. ความหึงหวงและความเป็นเจ้าของ: อาการของ Bad Faith ในความรัก

ซาร์ตร์มองความหึงหวงไม่ใช่ในเชิงศีลธรรม

แต่ในเชิงโครงสร้างของเสรีภาพ

เมื่อเราหึงหวง

เรากำลังพยายามลดอีกฝ่ายให้เป็นสิ่งที่ “คาดเดาได้”

และ “ควบคุมได้” (Sartre, Being and Nothingness)

นี่คือรูปแบบหนึ่งของ bad faith

เพราะผู้รักรู้ดีอยู่ลึก ๆ ว่า

อีกฝ่ายคือเสรีภาพ

แต่ก็แสร้งปฏิบัติต่อเขาเหมือนวัตถุ

ความเป็นเจ้าของในความรัก

จึงไม่ใช่การยืนยันความสัมพันธ์

แต่คือการปฏิเสธความจริงของอีกฝ่าย

9. ความซื่อสัตย์ (Authenticity): ทางเลือกที่ไม่มีหลักประกัน

ซาร์ตร์ไม่ได้เสนอสูตรสำเร็จของความรัก

เขาเสนอเพียงเงื่อนไขของ ความซื่อสัตย์ต่อเสรีภาพ (authenticity)

ความซื่อสัตย์ไม่ใช่

• การรักษาสัญญาตลอดชีวิต

• หรือการยึดมั่นในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

แต่คือการไม่โกหกตนเอง

เกี่ยวกับสิ่งที่ตนกำลังเลือกอยู่ในปัจจุบัน (Sartre, Being and Nothingness)

มนุษย์ที่ซื่อสัตย์

ยอมรับว่า

• ความรักอาจเปลี่ยน

• การตัดสินใจอาจต้องเลือกใหม่

• และไม่มีสิ่งใดรับประกันความถูกต้องล่วงหน้า

10. จริยธรรมที่ไม่มีศีลธรรมสำเร็จรูป

ซาร์ตร์ปฏิเสธศีลธรรมแบบกฎตายตัว

แต่ไม่ได้ปฏิเสธ จริยธรรม

จริยธรรมในความหมายของเขา

เกิดจากการที่มนุษย์

ตระหนักว่าทุกการเลือกของตน

เป็นการเสนอ “แบบอย่างของมนุษย์” ต่อโลก (Sartre, Existentialism Is a Humanism)

ดังนั้น

การเลือกจะรักโดยไม่แต่งงาน

หรือเลือกจะไม่ยึดสถาบัน

ไม่ใช่การหนีความรับผิดชอบ

หากแต่เป็นการรับผิดชอบโดยตรง

โดยไม่ผลักภาระให้กฎหมายหรือธรรมเนียม

11. ความล้มเหลวของความรัก: ไม่ใช่โศกนาฏกรรมเชิงศีลธรรม

ในกรอบคิดของซาร์ตร์

ความสัมพันธ์ที่สิ้นสุด

ไม่จำเป็นต้องหมายถึงความล้มเหลวทางศีลธรรม

สิ่งที่ล้มเหลวจริง ๆ

คือการใช้ความสัมพันธ์

เพื่อหลบหนีเสรีภาพของตนเอง

หรือใช้ผู้อื่นเป็นเครื่องมือค้ำยันความมั่นคงของตน (Sartre, Being and Nothingness)

ความรักที่จบลง

แต่จบลงอย่างซื่อสัตย์ต่อการเลือก

ยังคงมีศักดิ์ศรีทางอัตถิภาวนิยม

บทสรุปสุดท้าย: ความรักในโลกที่ไม่มีที่พึ่งพิง

โลกของซาร์ตร์

เป็นโลกที่ไม่มีพระเจ้า

ไม่มีธรรมชาติของมนุษย์

และไม่มีความหมายที่ถูกเขียนไว้ล่วงหน้า

ในโลกเช่นนี้

ความรักไม่ใช่ที่พักพิง

แต่คือ ความเสี่ยง

การรักใครสักคน

คือการยอมรับว่า

เราและเขา

ต่างเป็นเสรีภาพที่ไม่มีใครค้ำประกันให้กันและกัน (Sartre, Being and Nothingness)

และนั่นเอง

คือศักดิ์ศรีสูงสุดของความเป็นมนุษย์

ในสายตาของซาร์ตร์

12. ความผูกพัน (Commitment): การเลือกที่ต้องเกิดซ้ำ ไม่ใช่สัญญาถาวร

ในกรอบอัตถิภาวนิยมของ Jean-Paul Sartre

“ความผูกพัน” มิได้หมายถึงการผูกมัดตนเองกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง

แต่หมายถึง การยืนยันการเลือกในปัจจุบันซ้ำแล้วซ้ำเล่า (Sartre, Being and Nothingness)

การทำสัญญาว่าจะรักตลอดไป

ไม่อาจลบล้างความจริงที่ว่า

มนุษย์ต้องเลือกใหม่ทุกขณะ

เพราะการมีอยู่ของมนุษย์คือการ “กลายเป็น” อยู่เสมอ

ไม่ใช่การ “เป็น” ที่หยุดนิ่ง (Sartre, Being and Nothingness)

ดังนั้น

ความผูกพันที่แท้จริง

ไม่ใช่การรับประกันอนาคต

แต่คือการไม่ปฏิเสธเสรีภาพของตนในปัจจุบัน

13. อดีต ความทรงจำ และการตกเป็นเชลยของสิ่งที่เคยเลือก

ซาร์ตร์แยกมนุษย์ออกจากอดีตอย่างชัดเจน

อดีตคือ “ข้อเท็จจริง” (facticity)

แต่ไม่ใช่คำตัดสินสุดท้ายของตัวตน (Sartre, Being and Nothingness)

เมื่อมนุษย์กล่าวว่า

“ฉันต้องอยู่ต่อไป เพราะเคยเลือกแบบนี้มาแล้ว”

ซาร์ตร์ถือว่านั่นคือ bad faith

เพราะเป็นการทำให้อดีต

กลายเป็นข้ออ้างแทนการเลือกในปัจจุบัน

ความรักที่อ้างอดีต

เพื่อบังคับอนาคต

จึงเป็นความรักที่ปฏิเสธโครงสร้างของการมีอยู่

14. การอยู่ร่วมกัน: ไม่มี “เรา” ที่ลบ “ฉัน” ได้

ซาร์ตร์ไม่เคยยอมรับการมีอยู่ของ

“ตัวตนรวม” ที่กลืนเสรีภาพปัจเจก

ไม่ว่าจะเรียกว่า ครอบครัว คู่ชีวิต หรือสถาบันใด ๆ

แม้ในความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดที่สุด

มนุษย์ยังคงเป็น ความโดดเดี่ยวเชิงโครงสร้าง

เพราะไม่มีใครสามารถเลือกแทนกันได้ (Sartre, Being and Nothingness)

คำว่า “เรา”

จึงไม่ใช่การหลอมรวม

แต่เป็นการอยู่เคียงกันของเสรีภาพสองฝ่าย

ที่ไม่อาจยกเลิกความรับผิดชอบส่วนบุคคลได้

15. ความทุกข์ ความเบื่อ และความว่างเปล่าในความสัมพันธ์

ซาร์ตร์ไม่โรแมนติกความรัก

เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า

ความสัมพันธ์ย่อมพาเอา

• ความเบื่อ

• ความซ้ำซาก

• และความรู้สึกไร้ความหมาย

เข้ามาด้วย

แต่สิ่งเหล่านี้

ไม่ใช่สัญญาณว่าความรัก “ผิด”

หากเป็นการเตือนว่า

มนุษย์กำลังเผชิญหน้ากับเสรีภาพของตนอีกครั้ง

ว่าจะเลือกต่ออย่างไร (Sartre, Being and Nothingness)

การหนีจากความว่างเปล่า

ด้วยการยึดรูปแบบหรือสถาบัน

จึงเป็นการเลื่อนปัญหา

ไม่ใช่การแก้ปัญหา

16. การจากลา: การเลือกที่ยังคงมีศักดิ์ศรี

ในโลกของซาร์ตร์

การจากลาไม่ใช่บาป

และไม่ใช่ความล้มเหลวทางศีลธรรม

สิ่งที่ขาดศักดิ์ศรี

คือการอยู่ต่อไป

โดยโกหกตนเองว่า “ไม่มีทางเลือก”

หรือ “จำเป็นต้องเป็นเช่นนี้” (Sartre, Existentialism Is a Humanism)

การจากลา

ที่ยอมรับความจริงของการเลือก

ยังคงเป็นการกระทำที่รับผิดชอบ

และสอดคล้องกับจริยธรรมของเสรีภาพ

17. เสรีภาพกับความโดดเดี่ยว: ราคาที่ต้องจ่าย

ซาร์ตร์ไม่เคยสัญญาว่า

เสรีภาพจะทำให้มนุษย์มีความสุข

เขาเพียงยืนยันว่า

มนุษย์ไม่อาจหลีกเลี่ยงเสรีภาพได้

การรักโดยไม่อาศัยสถาบัน

การอยู่ร่วมกันโดยไม่พึ่งหลักประกัน

ย่อมทำให้มนุษย์

เปราะบาง วิตก และโดดเดี่ยวมากขึ้น (Sartre, Being and Nothingness)

แต่ในความโดดเดี่ยวนั้น

มนุษย์ยังคงเป็นผู้กระทำ

ไม่ใช่วัตถุของโครงสร้างใด ๆ

บทสรุปต่อเนื่อง: ความรักในฐานะการกระทำ ไม่ใช่สถานะ

ในปรัชญาของซาร์ตร์

ความรักไม่ใช่สถานะที่ “ได้มาแล้วจบ”

แต่คือการกระทำที่ต้องเกิดขึ้นซ้ำ ๆ

ภายใต้เงื่อนไขของเสรีภาพเต็มรูปแบบ

ไม่มีคำรับรอง

ไม่มีคำสาบานที่ลบล้างอนาคต

และไม่มีสถาบันใด

ที่ทำให้มนุษย์พ้นจากความรับผิดชอบได้

เหลือเพียง

มนุษย์สองคน

กับการเลือกในปัจจุบัน

ซึ่งต้องแบกรับผลของมันเองทั้งหมด

#Siamstr #nostr #philosophy

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.