บทความ : ทิฏฐิว่าจิต มโน วิญญาณ เป็นของเที่ยง – การคลี่คลายตามพุทธวจน

๑. ทิฏฐิว่า “บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง”

พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ชัดเจนว่า สมณพราหมณ์บางพวกยึดถือว่า รูปขันธ์ เช่น ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นของไม่เที่ยง แปรปรวนได้ แต่กลับสำคัญว่า จิต มโน วิญญาณ เป็น “อัตตา” เที่ยง ยั่งยืน ไม่แปรผัน (ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ๙/๒๘/๓๔)

ความเห็นเช่นนี้คือ “อุจเฉททิฏฐิผสมสัสสตทิฏฐิ” (บางอย่างเห็นว่าสูญ บางอย่างเห็นว่าเที่ยง) เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะถือว่า “จิตหรือวิญญาณ” มีแก่นสารคงทนเป็นอมตะ ซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่พระศาสดาตรัสว่า วิญญาณทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

๒. ความเกิดขึ้นแห่งจิต – วิญญาณ

พุทธวจนะยืนยันว่า “จิตดวงแรกเกิดขึ้นในครรภ์มารดา วิญญาณดวงแรกปรากฏ” (มหาวิภังค์ ๔/๑๘๗/๑๔๑) ความเกิดของสัตว์นี้อาศัยการปรากฏของจิตและวิญญาณดวงแรก มิใช่มี “วิญญาณถาวร” ที่คงอยู่มาก่อน หากแต่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดขึ้นใหม่ในแต่ละภพชาติ

นอกจากนี้ พระองค์ยังตรัสชัดว่า

“ความเกิดแห่งจิตย่อมมี เพราะความเกิดแห่งนามรูป ความดับแห่งจิตย่อมมี เพราะความดับแห่งนามรูป” (สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค ๑๙/๒๔๖/๘๑๙)

จิตไม่ใช่ของเที่ยง หากขึ้นกับ “นามรูป” เมื่อมีนามรูป (รูปกับเวทนา สัญญา สังขาร) จิตจึงเกิด เมื่อดับนามรูป จิตก็ดับ นี่คือหลักปฏิจจสมุปบาทที่แสดงความเป็น “อนิจจัง–อนัตตา” ของจิตชัดเจน

๓. ความเกิดขึ้นและความดับแห่งวิญญาณ

ใน ขันธสังยุตต์ พระศาสดาตรัสว่า วิญญาณมี ๖ คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ (สํ. ขันธวรรค ๑๗/๗๕/๑๑๗) และว่า

• “ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณย่อมมี เพราะความเกิดขึ้นแห่งนามรูป ความดับแห่งวิญญาณย่อมมี เพราะความดับแห่งนามรูป”

• สุขโสมนัสใด ๆ อาศัยวิญญาณเกิดขึ้น นั่นคือคุณของวิญญาณ (อัสสาทะ)

• วิญญาณไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวน นี่คือโทษของวิญญาณ (อาทีนวะ)

• การละฉันทราคะในวิญญาณ นั่นคือทางออก (นิสสรณะ)

กล่าวได้ว่า พระองค์มิได้ทรงสอนให้ยึดวิญญาณว่าเที่ยง แต่ชี้ตรงข้ามว่า “วิญญาณทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง ต้องรู้ชัด และละความกำหนัดในวิญญาณ”

๔. ผลของการเห็นแจ้ง – ทางสู่ความหลุดพ้น

พระพุทธองค์ตรัสว่า สมณพราหมณ์ใด รู้ชัดซึ่งวิญญาณ รู้ความเกิด ความดับ และทางปฏิบัติให้ถึงความดับของวิญญาณ ผู้นั้นย่อมปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ดับ ไม่ถือมั่น จึง หลุดพ้นดีแล้ว

หลุดพ้นเช่นนี้คือ การตัดวัฏฏะ ไม่ต้องเวียนว่ายในภพชาติอีกต่อไป

๕. สรุปโดยอิงพุทธวจน

1. ทิฏฐิว่า “จิต มโน วิญญาณเป็นของเที่ยง” เป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะตรงกันข้ามกับพุทธวจนะ

2. จิตและวิญญาณ เกิดขึ้นด้วยปัจจัย (นามรูป) ดับไปเพราะปัจจัยดับ มิได้ดำรงอยู่อย่างถาวร

3. วิญญาณหก ล้วนอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ต้องรู้ชัด อาศัยอริยมรรคมีองค์แปดเพื่อดับ

4. การไม่ถือมั่นในวิญญาณ คือการเข้าถึงความหลุดพ้นสิ้นเชิง

✨ ดังนั้น การยึดว่า “จิต มโน วิญญาณ” เป็นแก่นสารถาวร หาใช่พระพุทธพจน์ไม่ ตรงกันข้าม พระศาสดาสอนให้เห็นตามความจริงว่า “สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่เที่ยง” การรู้แจ้งเช่นนี้เองคือหนทางสู่ความเป็นอิสระจากวัฏฏะ.

ตอนที่ ๑ : ความเห็นผิดเรื่องจิต มโน วิญญาณเที่ยง

“สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวว่า รูปไม่เที่ยง แต่จิต มโน วิญญาณ เป็นอัตตาเที่ยง คงทน ไม่แปรปรวน” (ที. สีลขันธวรรค ๙/๒๘/๓๔)

ความเห็นนี้เป็น สัสสตทิฏฐิ (ความเห็นว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเที่ยงถาวร) ปนกับ อุจเฉททิฏฐิ (ความเห็นว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งสูญสิ้นไปหมดสิ้น) จึงเป็นความเห็นแบบ “บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง” ซึ่งพระองค์ตรัสว่าเป็นฐานะแห่งมิจฉาทิฏฐิ เพราะขัดกับสัจธรรมแห่ง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ตอนที่ ๒ : จิตและวิญญาณแรกเกิด

“จิตดวงแรกใดเกิดขึ้นในครรภ์ วิญญาณดวงแรกปรากฏ อาศัยจิตและวิญญาณดวงแรกนั้น เป็นความเกิดของสัตว์นั้น” (มหาวิภังค์ ๔/๑๘๗/๑๔๑)

พระองค์ชี้ชัดว่า จิตและวิญญาณมิใช่มีอยู่ถาวรล่วงหน้า แต่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย เมื่อจิตและวิญญาณแรกเกิดปรากฏ จึงนับว่าเป็นความเกิดของสัตว์นั้นเอง สิ่งนี้สะท้อนว่า จิต–วิญญาณมีความเริ่มต้น และย่อมมีความดับไป ไม่คงทนถาวร

ตอนที่ ๓ : ความสัมพันธ์ระหว่างนามรูปกับจิต

“ความเกิดแห่งจิตย่อมมี เพราะความเกิดแห่งนามรูป ความดับแห่งจิตย่อมมี เพราะความดับแห่งนามรูป” (สํ. มหาวารวรรค ๑๙/๒๔๖/๘๑๙)

นามรูป (รูป เวทนา สัญญา สังขาร) เป็นฐานให้จิตอาศัย เมื่อใดนามรูปเกิดขึ้น จิตก็เกิดขึ้น เมื่อใดนามรูปดับ จิตก็ดับ นี่คือการอธิบายเชิง ปฏิจจสมุปบาท ที่ทำให้เข้าใจว่า จิตไม่เที่ยง ไม่ใช่สิ่งลอยตัว หรือเป็นแก่นสารอิสระ หากแต่ขึ้นต่อ “เหตุปัจจัย” เสมอ

ตอนที่ ๔ : วิญญาณหกและความไม่เที่ยง

“วิญญาณหก ได้แก่ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ” (สํ. ขันธวรรค ๑๗/๗๕/๑๑๗)

พระศาสดาแสดงว่า

• วิญญาณทั้งหกเกิดขึ้นเพราะนามรูป

• วิญญาณทั้งหกดับเพราะนามรูปดับ

• สุขโสมนัสที่อาศัยวิญญาณเกิดขึ้นคือ อัสสาทะ (ความน่าพอใจ)

• วิญญาณไม่เที่ยง แปรปรวน เป็นทุกข์ คือ อาทีนวะ (โทษ)

• การละฉันทราคะในวิญญาณคือ นิสสรณะ (ทางออก)

นี่แสดงชัดว่า วิญญาณมิใช่สิ่งเที่ยง หากเป็นเพียงกระบวนการชั่วคราวที่อาศัยเหตุปัจจัย และสามารถเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นหรือการหลุดพ้น ขึ้นอยู่กับการรู้แจ้ง

ตอนที่ ๕ : ทางปฏิบัติเพื่อดับวิญญาณ

พระพุทธองค์ตรัสว่า

“อริยมรรคมีองค์แปดนี้นั่นเอง เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ”

การดับแห่งวิญญาณ ไม่ใช่ทำลายการรับรู้ แต่หมายถึงการดับ “ความถือมั่นในวิญญาณ” ผ่านการเดินตาม มรรคมีองค์แปด จนเกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และไม่ยึดถือสิ่งที่เรียกว่า “วิญญาณ” ว่าเป็นของเรา เป็นตัวเรา หรือเป็นอัตตา

ตอนที่ ๖ : ผลลัพธ์สูงสุด

ผู้ที่รู้แจ้งว่า

• วิญญาณไม่เที่ยง

• รู้ชัดเหตุเกิดและเหตุดับของวิญญาณ

• ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ

ผู้นั้นย่อม เบื่อหน่าย คลายกำหนัด ดับ ไม่ถือมั่น และด้วยเหตุนั้นย่อม หลุดพ้นจากวัฏฏะ เป็น “เกพลี” (ผู้ถึงที่สุดแห่งการเวียนว่าย)

สรุปแยบคาย

• การยึดว่า จิต มโน วิญญาณเป็นของเที่ยง เป็นมิจฉาทิฏฐิ

• พระพุทธวจนะยืนยันว่า จิตและวิญญาณอาศัยเหตุปัจจัย (นามรูป) เกิดและดับ

• วิญญาณหกเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีทั้งคุณ โทษ และทางออก

• การดับแห่งวิญญาณคือการดับ “การถือมั่น” ผ่านมรรคมีองค์แปด

• ผู้รู้ชัดและละได้ ย่อมหลุดพ้นสิ้นเชิง

ตอนที่ ๗ : จิต–มโน–วิญญาณ ในสายธารแห่งปฏิจจสมุปบาท

๑. จุดเริ่ม : อวิชชาและสังขาร

พระพุทธองค์ตรัสว่า

“ด้วยอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ด้วยสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ”

(อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา, สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ)

วิญญาณมิได้ปรากฏอย่างโดดเดี่ยว แต่เกิดขึ้น เพราะการปรุงแต่ง (สังขาร) ที่อาศัยความไม่รู้ (อวิชชา) นี่ทำให้เห็นว่า จิตหรือวิญญาณไม่มีความเที่ยงในตัวเอง หากแต่ถูกชักนำด้วยปัจจัยก่อนหน้า

๒. วิญญาณและนามรูป – การเกิดของ “สัตว์”

พระองค์ตรัสว่า

“ด้วยวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ด้วยนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ”

นี่คือ ความพึ่งพากันของวิญญาณกับนามรูป คล้ายการยืนพิงกันอยู่ ไม่มีฝ่ายใดดำรงอยู่อย่างอิสระ จิตก็เช่นเดียวกัน ต้องอาศัยนามรูปจึงมีการเกิดขึ้น ไม่ใช่ “แก่นสารถาวร”

และในพุทธวจนะที่ว่า

“จิตดวงแรกเกิดขึ้น วิญญาณดวงแรกปรากฏ อาศัยจิตและวิญญาณนั้นเป็นความเกิดของสัตว์”

สะท้อนว่า “การเกิด” มิได้เกิดเพราะมีวิญญาณเที่ยงมาก่อน แต่เพราะการเกื้อหนุนกันของ วิญญาณ–นามรูป

๓. วิญญาณเชื่อมสู่สฬายตนะ

ต่อจากนามรูป คือ สฬายตนะ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)

เมื่อมีอายตนะครบ วิญญาณจึงมีที่ตั้งให้ปรากฏเป็น จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ…มโนวิญญาณ

ตรงนี้เองทำให้ “โลกของประสบการณ์” ปรากฏขึ้น สัตว์ทั้งหลายจึงยึดถือว่า “มีตัวเรา มีจิตของเรา” แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงกระบวนการปรุงแต่งที่ไม่หยุดนิ่ง

๔. วิญญาณกับผัสสะ–เวทนา–ตัณหา

จากอายตนะ เกิด ผัสสะ

“ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา”

ในที่นี้ วิญญาณมีบทบาทสำคัญ เพราะ ทุกสุขที่เกิดขึ้นในโลกอาศัยวิญญาณเป็นฐาน ดังที่ตรัสว่า

“สุขโสมนัสใด ๆ อาศัยวิญญาณเกิดขึ้น นั่นคืออัสสาทะ (คุณ)”

แต่เพราะวิญญาณไม่เที่ยง จึงแปรปรวน ทำให้เวทนาทั้งหมดไม่มั่นคง เป็นทุกข์

๕. การสืบต่อแห่งภพชาติ

เมื่อมีตัณหา ย่อมมีอุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ ทุกข์โทมนัสทั้งปวงก็เกิดขึ้น สายธารทั้งมวลนี้เริ่มจาก อวิชชาที่ทำให้สังขารปรุงแต่ง และส่งต่อมายังวิญญาณ

ถ้าวิญญาณถูกเข้าใจผิดว่าเที่ยง สัตว์ก็ยึดถือว่า “นี่คือตัวเรา” วัฏฏะจึงหมุนไม่สิ้นสุด

๖. ทางดับ – ปฏิจจสมุปบาทในด้านนิโรธ

แต่พระพุทธองค์ทรงแสดงด้านกลับว่า

• “เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ, เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ”

• “เพราะนามรูปดับ จิตก็ดับ, เพราะนามรูปดับ วิญญาณก็ดับ”

เมื่อสายธารแห่งเหตุปัจจัยถูกทำลายด้วยปัญญา อริยมรรคมีองค์แปดจึงทำให้ คลายกำหนัดในวิญญาณ และเข้าถึงความดับสิ้นเชิง คือ นิพพาน

สรุปเชิงปฏิจจสมุปบาท

• จิต–มโน–วิญญาณ ไม่ได้ดำรงอยู่อย่างเที่ยงถาวร แต่เป็นข้อหนึ่งในห่วงโซ่ปฏิจจสมุปบาท

• วิญญาณเกิดขึ้นเพราะสังขารและนามรูป เกิดดับอยู่ตลอดเวลา

• การเห็นวิญญาณว่าเที่ยงคือมิจฉาทิฏฐิ ทำให้ติดอยู่ในวัฏฏะ

• การรู้ชัดการเกิดและการดับของวิญญาณ คือ สัมมาทิฏฐิ ที่พาไปสู่การดับวัฏฏะ

ตอนที่ ๘ : มรรคมีองค์แปด – ทางสู่ความดับแห่งวิญญาณ

๑. หลักพุทธวจนะ

พระศาสดาตรัสว่า

“อริยมรรคมีองค์แปดนี้นั่นเอง เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ”

(สํ. ขันธวรรค ๑๗/๗๕/๑๑๗)

นี่เป็นถ้อยคำตรงที่สุดว่า วิญญาณมิได้ดับเพราะการบังคับหรือหลีกเลี่ยง แต่ดับเพราะปฏิบัติตามมรรคแปด ซึ่งเป็นวิถีแห่งการคลายกำหนัดและไม่ถือมั่น

๒. สัมมาทิฏฐิ – การเห็นตรง

• ทำให้เห็นว่า วิญญาณไม่เที่ยง เกิดขึ้นเพราะปัจจัย และดับไปตามปัจจัย

• ป้องกันมิจฉาทิฏฐิ เช่น ความเห็นว่า “จิตเที่ยง” หรือ “วิญญาณอมตะ”

• สัมมาทิฏฐิคือฐานของการคลายกำหนัด เพราะเมื่อรู้ว่า สิ่งที่ไม่เที่ยงย่อมเป็นทุกข์ จึงไม่ควรยึดถือ

๓. สัมมาสังกัปปะ – ความดำริชอบ

• การดำริออกจากกาม → ไม่ติดเพลินในสุขโสมนัสที่อาศัยวิญญาณ

• การดำริไม่พยาบาท → ไม่ยึดโทมนัสในวิญญาณ

• การดำริไม่เบียดเบียน → ไม่เห็นวิญญาณเป็น “เรา–เขา” อันเป็นเชื้อแห่งตัณหา

๔. สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ

สามข้อนี้คือ ศีล ซึ่งทำให้จิตสงบไม่ฟุ้งซ่าน เป็นฐานให้เห็นวิญญาณตามจริง

• หากวาจา การกระทำ และอาชีวะสุจริต ย่อมไม่ปรุงแต่งวิญญาณให้เศร้าหมอง

• ศีลทำให้วิญญาณดำเนินไปในทางที่เกื้อกูลต่อปัญญา ไม่หมุนวนด้วยตัณหา

๕. สัมมาวายามะ – ความเพียรถูกต้อง

• เพียรละอกุศลที่เกิดแล้ว เพียรไม่ให้เกิดขึ้นใหม่

• เพียรทำกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น และเพียรรักษากุศลที่เกิดแล้วให้เจริญ

• ความเพียรเช่นนี้ทำให้ วิญญาณไม่ถูกลากไปด้วยฉันทราคะ แต่โน้มเข้าหาทางหลุดพ้น

๖. สัมมาสติ – การระลึกชอบ

• การเจริญสติปัฏฐาน ๔ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม

• โดยเฉพาะ การเห็นจิตตามที่มันเป็น ว่าเกิดแล้วดับ ไม่ใช่ของเที่ยง ไม่ใช่ตัวตน

• สติทำหน้าที่เป็น “ประทีป” ส่องให้เห็นกระบวนการเกิดดับของวิญญาณอย่างต่อเนื่อง

๗. สัมมาสมาธิ – ความตั้งมั่นแห่งจิต

• ทำให้จิตสงบจากความฟุ้งซ่าน และตั้งมั่นเพื่อเห็นตามจริง

• เมื่อสมาธิตั้งมั่น ความรู้แจ้ง (ปัญญา) ย่อมแทงตลอดว่า วิญญาณทั้งหกเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

• สมาธิที่เป็นอริยะจึงไม่ใช่การเพลินอยู่ในฌาน แต่เป็นเครื่องมือเพื่อทำลายอวิชชา

บทสรุปของมรรคกับการดับวิญญาณ

1. สัมมาทิฏฐิ เปิดมุมมองเห็นวิญญาณตามจริง

2. สัมมาสังกัปปะ คลายความยึดมั่นด้วยความคิดชอบ

3. ศีลสามข้อ ทำให้วิญญาณไม่ฟุ้งซ่าน ไม่เศร้าหมอง

4. สัมมาวายามะ ไม่ปล่อยให้ตัณหาครอบงำวิญญาณ

5. สัมมาสติ ส่องเห็นความเกิด–ดับของวิญญาณ

6. สัมมาสมาธิ ทำให้ปัญญาแทงตลอด ไม่ยึดมั่นในวิญญาณ

ดังนี้ อริยมรรคแปดจึงทำงานร่วมกัน เพื่อให้เกิด ความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ดับ ไม่ถือมั่น ในวิญญาณทั้งหลาย

สรุปแยบคาย

• วิญญาณดับได้ไม่ใช่เพราะ “การผลักไส” แต่เพราะ “การเห็นตามจริง”

• ทางแห่งการดับคืออริยมรรคแปด → ทำให้ละฉันทราคะในวิญญาณ

• ผู้ปฏิบัติเช่นนี้ย่อมถึงความหลุดพ้นสิ้นเชิง

#Siamstr #nostr #ธรรมะ #พุทธวจน

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.