🎥ฌอง-ลุค โกดาร์: ภาพยนตร์ในฐานะความขัดแย้ง ความซื่อสัตย์ และความรับผิดชอบต่อการมองเห็น

การตั้งคำถามถึง Jean-Luc Godard ไม่ใช่การแสวงหาฉันทามติ

หากคือการยอมรับ “ความขัดแย้ง” อย่างถึงราก

โกดาร์คือผู้กำกับที่ถูก รักมากที่สุด และ เกลียดมากที่สุด ในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์

ไม่ใช่เพราะเขายิ่งใหญ่ในเชิงชื่อเสียง

แต่เพราะเขาปฏิเสธจะทำให้ภาพยนตร์ “สบายใจ” เข้าใจง่าย หรือทำหน้าที่ปลอบประโลมผู้ชม

การพูดถึงโกดาร์ จึงไม่ใช่การยกย่องบุคคล

แต่คือการสนทนากับคำถามตลอดชีวิตของเขา—

ภาพยนตร์ทำอะไรกับโลก และโลกทำอะไรกับภาพยนตร์

กำเนิดจากผู้ดู ไม่ใช่ผู้กำกับ

โกดาร์ไม่ได้ “เกิดมาเป็นผู้กำกับ”

เขาเกิดมาเป็น ผู้ดู ผู้ อ่าน และ นักวิจารณ์

ก่อนจะถือกล้อง เขาถือปากกา

ใน Cahiers du Cinéma เขาผ่าภาพยนตร์ของ ฮอว์กส์, ฮิตช์ค็อก, รอสเซลลินี, เรอนัวร์

ไม่ใช่เพื่อเลียนแบบ แต่เพื่อเข้าใจว่า

ภาพยนตร์ไม่ใช่เทคนิค

มันคือ ภาษา

และภาษาย่อมพกพา อุดมการณ์

เมื่อเขาสร้าง Breathless

เขาไม่ได้อยาก “เท่” หรือ “หนุ่ม”

เขาถ่าย ตามวิธีคิดของตนเอง

—ด้วยเศษเสี้ยว การชนกันของความหมาย และการอ้างอิงที่ไม่ยอมเรียงแถว

สำหรับโกดาร์

ความคิด ไม่เคยแยกจาก mise-en-scène

นั่นคือจุดเริ่มต้นของความซื่อสัตย์

French New Wave: เสรีภาพที่ไม่ไร้เดียงสา

โกดาร์มักถูกลดทอนให้เหลือเพียง “French New Wave”

ซึ่งเป็นความเข้าใจที่สบายเกินไป

แน่นอน—เขาทำลายกฎ

jump cut, ความไม่ต่อเนื่อง, ภาษาที่ทั้งเป็นถนนและเป็นหนังสือ

แต่ตั้งแต่ต้น งานของเขาแบก ความเศร้าทางการเมือง

ในโลกของโกดาร์

ความรักถูกคุกคามโดย ทุนนิยม ความเร็ว ความทันสมัย

(Le Mépris, Pierrot le Fou)

ตัวละครอยากเป็นอิสระ

แต่เกิดมาในโลกที่บดขยี้พวกเขาอยู่แล้ว

โกดาร์เข้าใจตั้งแต่เนิ่น ๆ ว่า

เสรีภาพเชิงรูปแบบไม่เพียงพอ

เราต้องถามต่อว่า

ถ่ายอะไร

เพื่อใคร

และใครได้ประโยชน์จากภาพนั้น

การเมือง: เหตุใดเขาจึงถูกเกลียด

ตั้งแต่กลางทศวรรษ 1960 โกดาร์ “เผชิญหน้า” มากขึ้น

จนมากเกินกว่าที่ทั้งฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายจะทนได้

เขาโจมตีชนชั้นกระฎุมพี

แต่ก็โจมตีฝ่ายซ้าย เมื่อมันกลายเป็นเพียง ภาพการแสดง

La Chinoise, Weekend, และยุค Dziga Vertov Group

คือการสละ ความสบาย เนื้อเรื่อง และอารมณ์

ผลลัพธ์คือ

ผู้ชม นักวิจารณ์ และสถาบัน ต่างถอยห่าง

เขาถูกเรียกว่า

ดันทุรัง เทศนา บ้า

แต่โกดาร์ยอมรับความเกลียดนั้น

เพราะเขา ไม่ยอมโกหกเพื่อให้ถูกรัก

ความล้มเหลวในฐานะจุดยืนทางศีลธรรม

หลายคนพูดถึง “ความผิดพลาด” ของโกดาร์

แต่เขาพูดถึง “ความจำเป็น”

เขารู้ดีว่างานบางเรื่องยาก แห้ง และอาจล้มเหลว

แต่สำหรับเขา

ภาพยนตร์ที่ไม่เสี่ยง

คือความล้มเหลวทางศีลธรรมอยู่แล้ว

เขาเลือก ล้มเหลวต่อหน้าสาธารณะ

ดีกว่าสำเร็จอย่างเงียบงัน

เขานำภาพยนตร์ของตนไปวางบนเส้นอันตรายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

และนั่นทำให้ศิลปินคนอื่นไม่สบายใจ

เพราะเขาเตือนว่า

พวกเขา “ยอมสละอะไรไปแล้วบ้าง”

แอนน์-มารี มิเยวิลล์: ภาพยนตร์ในฐานะบทสนทนา

ไม่อาจเข้าใจโกดาร์ หากไม่พูดถึง Anne-Marie Miéville

ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ความสัมพันธ์นี้เปลี่ยนภาพยนตร์ของเขาอย่างลึกซึ้ง

มิเยวิลล์ไม่ใช่แรงบันดาลใจ

แต่คือ ผู้ร่วมคิด นักวิจารณ์ และพลังทางศีลธรรม

กับเธอ โกดาร์ทบทวน

เสียง วิดีโอ โทรทัศน์ ภาษา คู่รัก แรงงาน ชีวิตประจำวัน และเสียงผู้หญิง

ภาพยนตร์กลายเป็น พื้นที่สนทนา

บางครั้งก็เป็นการเผชิญหน้า

เขาไม่ถ่ายคนเดียวอีกต่อไป

เขา คิดร่วมกับใครบางคน

และนี่คือกุญแจของความสุกงอมในงานช่วงปลาย

Histoire(s) du cinéma: ความซื่อสัตย์อย่างถึงที่สุด

ใน Histoire(s) du cinéma

โกดาร์ไม่เฉลิมฉลองภาพยนตร์

เขา พิพากษามัน

เขากล่าวหาว่าภาพยนตร์

เคยละสายตาจากความสยองของศตวรรษที่ 20

และโลกก็ใช้ภาพเป็นทั้งอาวุธและยาชา

นี่คือผลงานที่แตกเป็นเสี่ยง ยาก และบาดลึก

ทั้งสุสานและจดหมายรัก

ไม่เคยมีผู้กำกับคนใด

เผชิญหน้าศิลปะของตนเอง

ด้วยความแจ่มชัดเช่นนี้

โกดาร์ในบั้นปลาย: ถ่ายทำในโลกที่แตกสลาย

ในงานช่วงท้าย

โกดาร์ไม่พยายามโน้มน้าวอีกต่อไป

เขา เป็นพยาน

ภาพอิ่มตัว เสียงก้าวร้าว คำอ้างอิงแตกหัก

โลกอ่านไม่ออก

ภาพยนตร์จึงต้องอ่านไม่ออกเช่นกัน

The Image Book ไม่ใช่หนังที่น่ารื่นรมย์

แต่เป็นหนังที่ จำเป็น

เขาถ่ายหลัง “หายนะของภาพ”

และยังถ่ายต่อไป

เพราะการหยุด คือการโกหก

บทสรุป: ความซื่อสัตย์ที่หายาก

โกดาร์ไม่ได้ให้คำตอบ

เขาให้ เครื่องมือ รอยแตก และความสงสัย

เขาเตือนเราว่า

ภาพยนตร์ไม่ได้มีไว้ปลอบใจ

แต่มีไว้ทำให้เรา รับผิดชอบต่อสิ่งที่เห็น

การรักโกดาร์

ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับเขา

แต่มันคือการยอมรับว่า

ภาพยนตร์ยังสามารถ

อันตราย มีชีวิต และจำเป็น

และบางที—

นั่นอาจเป็นรูปแบบของ ความซื่อสัตย์ทางศิลปะที่หายากที่สุด

ภาคต่อ

ภาพยนตร์หลังโกดาร์: สิ่งที่ยังคงค้างอยู่กับผู้ดู

หากโกดาร์จากไปแล้ว

สิ่งที่ยังไม่จากไป คือ ภาระของการมองเห็น

เขาไม่ได้ทิ้ง “แบบอย่าง” ให้ทำตาม

เพราะการเลียนแบบโกดาร์ คือการทรยศต่อโกดาร์เอง

สิ่งที่เขาทิ้งไว้ คือ บาดแผล ในสายตา

และคำถามที่ไม่ยอมปิด

เราดูภาพอย่างไร

เราเชื่อภาพได้แค่ไหน

และเรารับผิดชอบต่อภาพนั้นหรือไม่

ผู้ดูในฐานะผู้มีส่วนร่วม

โกดาร์ทำลายสถานะ “ผู้ชมผู้บริสุทธิ์”

เขาไม่ยอมให้ใครดูภาพยนตร์

โดยไม่ถูกดึงเข้าไปพัวพัน

ในภาพยนตร์ของเขา

การดูไม่ใช่การบริโภค

แต่คือ การมีส่วนร่วมทางศีลธรรม

ผู้ดูไม่อาจหลบอยู่หลังความบันเทิง

ไม่อาจอ้างว่า “ก็แค่หนัง”

เพราะทุกภาพคือการเลือก

และทุกการเลือกมีผล

ภาพ เสียง ภาษา: สิ่งที่ไม่เป็นกลาง

โกดาร์ย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า

ภาพไม่เคยเป็นกลาง

เสียงไม่เคยไร้อำนาจ

ภาษาไม่เคยบริสุทธิ์

การตัดต่อคือการเมือง

การจัดวางคืออุดมการณ์

แม้แต่ความเงียบก็มีจุดยืน

เขาจึงแตกภาพ

ชนเสียง

ตัดคำ

เพื่อให้ผู้ดู “สะดุด”

ไม่ใช่เพื่อความแปลกใหม่

แต่เพื่อ คืนสติ ให้การรับรู้

ความรักที่ไม่ยอมอ่อนข้อ

โกดาร์รักภาพยนตร์

แต่ไม่เคยยอมสยบให้มัน

เขาไม่ปกป้องภาพยนตร์จากการวิจารณ์

ไม่ปกป้องประวัติศาสตร์จากความผิด

ไม่ปกป้องตัวเองจากความล้มเหลว

ความรักของเขา

จึงไม่ใช่ความรักแบบโรแมนติก

แต่คือความรักแบบ ไม่ไว้ใจ

รักพอจะตั้งคำถาม

รักพอจะทำร้าย

รักพอจะไม่โกหก

ศิลปะที่ไม่สัญญาว่าจะช่วยเรา

โกดาร์ไม่สัญญาว่าภาพยนตร์จะช่วยโลก

ไม่สัญญาว่ามันจะเปลี่ยนใคร

ไม่สัญญาว่ามันจะปลอบโยน

สิ่งเดียวที่เขายืนยันคือ

มันต้องไม่โกหก

และในโลกที่ภาพถูกใช้

เพื่อโฆษณา กลบเกลื่อน และทำให้ชา

ความไม่โกหก

จึงกลายเป็นการต่อต้านรูปแบบหนึ่ง

สิ่งที่โกดาร์ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง

ไม่ใช่เทคนิค

ไม่ใช่สไตล์

ไม่ใช่สูตรสำเร็จ

แต่คือ ความกล้าที่จะไม่สบายใจ

กล้าที่จะสูญเสีย

กล้าที่จะไม่ถูกรัก

เพื่อรักษาความซื่อสัตย์

เขาเตือนศิลปินทุกแขนงว่า

ความสำเร็จอาจแลกมาด้วยการนิ่งเงียบ

และความนิ่งเงียบ

อาจเป็นการสมรู้ร่วมคิด

ปัจฉิมบท: หลังภาพสุดท้าย

โกดาร์ไม่ได้ปิดฉากภาพยนตร์

เขาเปิดรอยแยก

หลังภาพสุดท้าย

คำถามยังทำงานต่อ

ในผู้ดู

ในโลก

ในประวัติศาสตร์ของภาพ

และบางที

หน้าที่ของเราหลังโกดาร์

ไม่ใช่การยกย่องเขา

แต่คือการ ไม่ดูอย่างไร้ความรับผิดชอบอีกต่อไป

เพราะหากภาพยนตร์ยังมีความหมาย

มันย่อมไม่ใช่เพราะมันสวยงาม

แต่เพราะมันยังทำให้เรา

ไม่อาจดูโลกแบบเดิมได้อีกแล้ว

#Siamstr #nostr #films

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.