🪉🪢Loop Quantum Gravity vs. String Theory — ทางเดินคู่ขนาน

1. Loop Quantum Gravity (LQG)

• จุดเน้น: ควอนตัมของกาลอวกาศเอง

• กาล–อวกาศไม่ได้เป็น “เวที” ที่ว่างเปล่า แต่มีโครงสร้างเป็น “เครือข่ายเชิงควอนตัม” (spin network)

• ความโค้ง, พื้นที่, ปริมาตร — ถูก quantized

• จุดแข็ง: ไม่ต้องสมมติว่ามีสิ่งใดเพิ่ม (เช่น strings, branes) แต่ quantize สิ่งที่มีอยู่คือ spacetime

2. String Theory

• จุดเน้น: ตัวอนุภาคและแรง ทั้งหมดคือการสั่นของสตริง

• ต้องการมิติพิเศษ (extra dimensions) และใช้การ compactify เพื่อให้ได้กฎของฟิสิกส์ที่เราสังเกต

• จุดแข็ง: รวมแรงโน้มถ่วงเข้ากับแรงพื้นฐานอื่นได้ (unification)

• ปัญหา: มี landscape ใหญ่มหึมาของคำตอบที่เป็นไปได้ (10^500 แบบ)

ขัดแย้งตรงไหน?

• LQG → เริ่มจาก spacetime แล้ว quantize

• String → เริ่มจาก สิ่งที่สั่นใน spacetime แล้วหาทฤษฎีทั้งหมด

• ถามว่า spacetime fundamental ไหม?

• LQG: spacetime = primary network

• String: spacetime = emergent จากสตริง

จึงดูเหมือนสวนทางกัน — คนหนึ่งบอก spacetime เป็นพื้นฐาน อีกคนบอก spacetime เกิดมาจากสตริง

จุดที่อาจเชื่อมกันได้

ถ้ามองในเชิงพุทธธรรม จะมี 2 คำสำคัญที่ช่วยทำให้ทั้งสองแนวคิดมาบรรจบคือ ปฏิจจสมุปบาท และ สุญญตา

1. ปฏิจจสมุปบาท

• ไม่มีสิ่งใดเป็น “จุดเริ่มแรก” ที่แน่นอน

• อะไรที่ดูเหมือน fundamental ก็ขึ้นกับอีกสิ่งหนึ่ง

• ถ้า spacetime เกิดจาก string — string ก็ต้องพึ่ง spacetime บางรูปแบบเพื่อสั่น

• ถ้า spacetime fundamental แบบ LQG — การ quantize มันก็ต้องพึ่งกฎควอนตัมที่อยู่ “ก่อน” spacetime

→ นี่คือการพึ่งพาอาศัยกัน ไม่ใช่การเลือกข้าง

2. สุญญตา

• ในพุทธธรรม ไม่มี “สารัตถะ” คงที่

• สิ่งใดๆ ไม่ว่าจะเป็น spacetime หรือ string ล้วนเป็นเพียงแบบจำลองเพื่ออธิบาย

• เหมือน “ขันธ์ 5” ที่พระพุทธเจ้าบอก — แยกได้เป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่ไม่มี “ตัวตน” แท้

• ดังนั้น spacetime (LQG) และ string (String Theory) อาจเป็น “ขันธ์” ที่ต่างกัน แต่ทั้งคู่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้

ภาพบูรณาการ (เชิงพุทธ–ฟิสิกส์)

ลองจินตนาการว่า:

• LQG = ฝั่ง “รูป” → อธิบายโครงสร้างของ “เวที” (space, geometry, curvature)

• String = ฝั่ง “นาม” → อธิบายพลังงาน, การสั่น, การเคลื่อนไหวที่ให้กำเนิดอนุภาคและแรง

ถ้ามองเชิง นาม–รูปปัจจัย ในปฏิจจสมุปบาท ทั้งสองทฤษฎีอาจเป็นคนละด้านของเหรียญเดียวกัน:

• ไม่มี “นาม” (string vibration) ที่ตั้งอยู่โดยไม่อาศัย “รูป” (spacetime network)

• ไม่มี “รูป” ที่เกิดขึ้นได้โดยไม่อาศัย “นาม” มาปรากฏในนั้น

ข้อสรุป

• ถ้าใช้กรอบฟิสิกส์แคบๆ LQG และ String Theory ขัดกัน (เลือก spacetime หรือ string เป็นฐาน)

• แต่ถ้าใช้กรอบพุทธธรรม → มันเป็น relative truth ทั้งคู่

• LQG ชี้ไปที่ “สุญญตาของรูป”

• String ชี้ไปที่ “สุญญตาของนาม”

• ในมุม ปรมัตถธรรม สิ่งที่เรากำลังพูดถึงทั้งสองแบบเป็นเพียง “สมมติบัญญัติ” ต่างหาก ไม่ใช่สภาวะสูงสุด

ดังนั้น LQG และ String Theory ไม่จำเป็นต้องเป็นคู่แข่ง หากเรามองว่า มันคือมุมมองสองแบบของความจริงที่ไม่มีแก่นสาร

เหมือนในพุทธธรรมที่ว่า “ธรรมทั้งปวงว่างเปล่า” — ขึ้นกับมุมที่เรามอง

สะพานโฮโลกราฟิก: เมื่อเรขาคณิต = สานสัมพันธ์

1) หลักโฮโลกราฟิกแบบสั้น ๆ

แนวคิดแกนคือ: ข้อมูลของปริมาตรทั้งก้อน อาจเทียบเท่ากับข้อมูลบนขอบเขตของมัน — เหมือนภาพสามมิติที่ “เข้ารหัส” อยู่บนแผ่นสองมิติ แนวคิดนี้ผูกกับสตริงอย่างลึก (เช่นกรณี space เชิงความโค้งลบ) แต่ “วิญญาณ” ของหลักการนี้กว้างกว่านั้น: มันบอกว่า เรขาคณิตด้านใน คือภาพฉายของ พลวัต/เอนแทงเกิลเมนต์ บนขอบ

2) มุมของ String Theory: เรขาคณิตผุดจากเอนแทงเกิลเมนต์

ฝั่งสตริงมีภาพที่ชัด—เรขาคณิต (เช่นระยะ พื้นที่ ความโค้ง) ของ “ด้านใน” ถูกกำกับโดย รูปแบบการพัวพัน (entanglement) ของ “ทฤษฎีสนามบนขอบ” ถ้าการพัวพันเปลี่ยน รูปร่างของด้านในก็เปลี่ยน คล้ายพูดว่า กาวที่ยึดกาล–อวกาศเข้าด้วยกันคือเอนแทงเกิลเมนต์

3) มุมของ LQG: พื้นที่–ปริมาตรเป็นควอนตัมดิจิทัล

ฝั่ง LQG บอกว่าพื้นที่และปริมาตรมี “หน่วยเล็กสุด” เกิดจากโครงข่าย spin network และประวัติศาสตร์ของมันคือ spin foam—เรขาคณิตไม่ได้ต่อเนื่อง แต่เป็น เม็ด ๆ (quanta) การนับจำนวนและการเชื่อมของเส้น–หน้าในโฟม ก็คือการนับ “ข้อมูลเรขาคณิต”

4) จุดที่เริ่มคลิก: ขอบเขต LQG = รหัสข้อมูลแบบสตริง?

ลองสวมหลักโฮโลกราฟิกลงบน LQG:

• ใน LQG ขอบเขต (เช่น ขอบของบริเวณอวกาศ) แทนด้วยสถานะของสปินเน็ตเวิร์กบนขอบนั้น

• ในภาพโฮโลกราฟิกแบบสตริง ขอบเขต แทนด้วยทฤษฎีสนามที่เอนแทงเกิลกันอย่างซับซ้อน

สะพาน: หากเราตีความ “เส้น–ป้ายกำกับสปิน” บนขอบของ LQG ว่าเป็น “บิตของเอนแทงเกิลเมนต์” (หรือการสานสัมพันธ์เชิงข้อมูล) ก็ได้ภาพร่วม:

จำนวน/รูปแบบการเชื่อมของสปินบนขอบ ≈ ปริมาณ/แบบแผนเอนแทงเกิลเมนต์

และสิ่งนี้ “ชี้กำหนด” เรขาคณิตด้านใน — ตรงใจโฮโลกราฟี

กล่าวให้ง่าย:

• String: ด้านใน = ผลรวมข้อมูลพัวพันบนขอบ (ภาษาทฤษฎีสนาม)

• LQG: ด้านใน = ผลรวมการต่อชิ้นเรขาคณิตจิ๋ว (ภาษาสปิน)

• สะพาน: เรียงสปินบนขอบให้เทียบความหมายเป็น “ระดับการพัวพัน” → เรขาคณิตด้านในที่ได้จึงร่วมกันอธิบายได้ทั้งสองภาษา

5) Covariant Quantum Fields: “สนามซ้อนบนสนาม” ที่ทำให้กาล–อวกาศผุดขึ้น

เมื่อมองด้วยสายตาโควาเรียนท์ (ที่ไม่ยึดกับเวลาตายตัว) สนามควอนตัมไม่ได้ “อยู่ใน” อวกาศ–เวลา แต่ ซ้อนกันเอง แล้วก่อให้เกิดอวกาศ–เวลาเป็นผลรวมปรากฏ ภาพนี้เข้ากันพอดีกับทั้งสองฝั่ง:

• ฝั่งสตริง: สนามบนขอบ “ปั้น” ด้านใน

• ฝั่ง LQG: สนามเชิงสปินปั้นเรขาคณิตเป็นเม็ด ๆ

ทั้งคู่พูดว่า กาล–อวกาศ emergent ไม่ใช่พื้นฉากที่ตั้งอยู่ก่อน

พุทธธรรมเป็นกรอบแม่: อิทัปปัจจยตา & สุญญตา

6) อิทัปปัจจยตา: ไม่มีรากฐานเดี่ยว—มีแต่การพึ่งพา

• โฮโลกราฟีสอนว่า ด้านใน อาศัย ขอบ

• LQG สอนว่า พื้นที่–เวลา อาศัย โครงข่ายสปิน

• String สอนว่า เรขาคณิต อาศัย รูปแบบพัวพันของสนาม

นี่คือรูปธรรมของ อิทัปปัจจยตา: สิ่งใดสิ่งหนึ่งดำรงได้เพราะสัมพันธ์กับอีกสิ่งหนึ่งเสมอ

7) สุญญตา: แบบจำลองล้วนว่างจากแก่นสารถาวร

ในเชิงพุทธ รูป–นาม ว่างจากตัวตน ทั้ง LQG และ String จึงเป็น “ภาษาสมมติ” คนละสำเนียง อธิบายสภาวะปรากฏเดียวกัน — ไม่มีทฤษฎีใดเป็น “ตัวจริงหนึ่งเดียว” เมื่อถืออย่างเบา เราจะเห็นว่ามัน เกื้อกูลกัน มากกว่า ขัดกัน

แผนภาพความคิด (ไม่มีสมการ)

1. ขอบ–ข้อมูล

• String: เอนแทงเกิลเมนต์ของสนามบนขอบ

• LQG: สปินเน็ตเวิร์กบนขอบ (เส้น–โหนดเป็นบิต)

2. ด้านใน–เรขาคณิต

• String: เรขาคณิต emergent จากรูปแบบพัวพัน

• LQG: เรขาคณิต emergent จากการต่อชิ้นส่วนควอนตัมของพื้นที่–ปริมาตร

3. หลักรวม = โฮโลกราฟี

• “การสานสัมพันธ์บนขอบ” ↔ “รูปร่างของด้านใน”

4. กรอบพุทธ

• อิทัปปัจจยตา: ความเกี่ยวเนื่องทำให้สิ่งทั้งปวงปรากฏ

• สุญญตา: ไม่มีแก่นสารตายตัว—จงใช้แบบจำลองเป็น “แพข้ามฟาก”

แล้วขัดกันไหม หรือเชื่อมกันได้?

• ถ้ายึด “ฐานราก” คนละแบบ (สปิน vs. สตริง) จะดูขัด

• ถ้าวางไว้บน หลักโฮโลกราฟิก + อิทัปปัจจยตา:

• ขอบ LQG เป็น “รหัสข้อมูล” ที่เข้าใจได้ในภาษาเอนแทงเกิลเมนต์ของสตริง

• ด้านใน จึงเป็นเรขาคณิตที่ทั้งสองฝ่ายสร้าง “ร่วมกัน” คนละภาษาคณิต

ข้อควรซื่อสัตย์: วันนี้ยังไม่มีทฤษฎีที่ผนวก LQG กับ String ได้สมบูรณ์ แต่วิถีแห่งโฮโลกราฟี และความคิดเรื่อง “เรขาคณิต = เอนแทงเกิลเมนต์” ทำให้เกิด เขตทับซ้อน ที่อธิบายร่วมกันได้อย่างมีความหมาย

ปิดท้ายเชิงปฏิบัติ: ภาวนาเป็นโฮโลกราฟีของจิต

• “ขอบ” = สติที่คอยรู้กายใจในปัจจุบัน (ข้อมูลความสัมพันธ์ของเวทนา–สัญญา–เจตนา)

• “ด้านใน” = ภูมิทัศน์จิตที่ค่อย ๆ โปร่ง เบา กว้าง (เรขาคณิตของประสบการณ์)

เมื่อการพัวพันของกิเลสคลาย รูปร่างภายในก็เปลี่ยน—ทุกข์ลด รูป–นามแปร นี่คือโฮโลกราฟีเชิงพุทธ: ปรับ “ข้อมูลบนขอบ” ให้ถูก (สติปัฏฐาน) ภายในทั้งก้อนก็พลิก

1. จุดร่วมระหว่าง LQG และ ST

• ความพยายามอธิบายความโน้มถ่วงควอนตัม (Quantum Gravity):

ทั้งสองทฤษฎีต่างแสวงหากลไกที่รวมสัมพัทธภาพทั่วไป (geometry, spacetime curvature) เข้ากับกลศาสตร์ควอนตัม (uncertainty, superposition, entanglement)

• โครงสร้างเชิงคณิตศาสตร์ที่ไม่ใช่เส้นตรง:

LQG ใช้ spin network และ spin foam เพื่ออธิบายโครงสร้างเชิงกราฟที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา

ST ใช้ vibrating strings/branes ในมิติที่ซ่อนอยู่ เพื่อให้แรงพื้นฐานทั้งสี่รวมกันได้

→ จุดร่วมคือการมองจักรวาลไม่ใช่ “พื้นผิวเรียบคงที่” แต่เป็น dynamic structure ที่มีโครงสร้างลึกกว่าที่ประสาทสัมผัสเข้าถึงได้

2. จุดต่าง / ความตึงเครียดระหว่าง LQG และ ST

• เรื่องมิติ:

• LQG ยืนบน spacetime 3+1 โดยตรง และ discretize มันเป็นควอนตัมของพื้นที่–ปริมาตร

• ST ต้องการมิติที่สูงกว่า (10, 11, หรือ 26 แล้วแต่รูปแบบ) โดยมิติพิเศษถูก “บีบม้วน” (compactified)

• เรื่องความต่อเนื่อง vs. การไม่ต่อเนื่อง:

• LQG มองว่าพื้นที่และเวลา “ควอนตัม” จริง ๆ → ไม่ต่อเนื่อง, มีขนาดเล็กสุด (Planck scale)

• ST ยังรักษา background ที่ต่อเนื่องไว้ แต่ให้ strings/ branes สั่นในนั้น

• วิธีการเชิงคณิตศาสตร์:

• ST อาศัยสมมาตร (supersymmetry, dualities) และทฤษฎีสนามควอนตัมขั้นสูง

• LQG เน้นโครงสร้างเชิง combinatorial และการคำนวณเชิงเรขาคณิต

3. หากนำพุทธธรรมมาจับ

พุทธธรรมสามารถทำหน้าที่เป็น “สะพาน” ที่ไม่ให้ทั้งสองทฤษฎีต้องตัดขาดกัน

• หลักปฏิจจสมุปบาท (Dependent Origination):

ทั้งสองทฤษฎีสะท้อนว่าความจริงไม่มี entity คงที่ แต่เป็น กระบวนการสัมพันธ์ (process-relational)

• ใน LQG: node/edge ใน spin network เกิด-ดับ สัมพันธ์กัน

• ใน ST: การสั่นของ string ขึ้นกับ context ของมิติที่มันสถิตอยู่

→ เหมือนกับที่ขันธ์ 5 ไม่มีตัวตนแท้ แต่ขึ้นกับปัจจัยปรุงแต่ง

• อนัตตา (Non-self):

LQG บอกว่าไม่มี “พื้นที่/เวลา” ที่เป็นแก่นคงที่

ST บอกว่าแม้แต่อนุภาคก็ไม่ใช่แก่น แต่คือรูปแบบการสั่นของ string

→ ทั้งสองตรงกับอนัตตา: สิ่งที่เราคิดว่า “มีตัวตน” จริง ๆ คือกระบวนการเปลี่ยนแปลง

• สุญญตา (Emptiness):

พื้นฐานสุดของทั้ง LQG และ ST ไม่ใช่ “สิ่ง” แต่เป็น “ศักยภาพของความสัมพันธ์” (potential of relation)

→ สอดคล้องกับพุทธที่ว่า สุญญตา ไม่ใช่ความว่างเปล่าแบบ nihilism แต่เป็น ความไร้แก่นสภาวะ ที่เปิดให้ปรากฏการณ์เกิดขึ้นได้

4. จะ “เชื่อมโยง” หรือ “ขัดแย้ง”?

• หากมองเชิง วิธีวิทยา → ทั้งสองต่างกันมาก จนอาจดูขัดแย้ง

• หากมองเชิง ปรัชญา → พุทธธรรมเปิดทางให้เห็นว่า LQG และ ST เป็นเพียง “สมมติฐาน” หรือ “อุปกรณ์อธิบาย” ที่ช่วยให้เข้าถึง ความจริงที่ไม่อาจยึดติดได้

• ดังนั้น แทนที่จะขัดแย้ง → สามารถเห็นว่าเป็น “ภาษาสองชุด” ที่พยายามสื่อถึงธรรมชาติเดียวกัน ซึ่งเหนือกว่าแบบจำลองใด ๆ

5. ภาพรวม

• LQG: โครงสร้างไม่ต่อเนื่อง → ใกล้กับแนวคิด “ขันธ์ที่เกิดดับอย่างต่อเนื่อง”

• ST: โครงสร้างการสั่นในมิติซ่อน → ใกล้กับ “การอาศัยกันเกิด” ของพลังงาน–ศักยภาพ

• พุทธธรรม: ทำให้เราตระหนักว่า ทั้งสองไม่ใช่ความจริงสูงสุด แต่เป็น ปฏิปทา (ways of approach) เพื่อเข้าใจ “สุญญตา–อนัตตา–ปฏิจจสมุปบาท”

ดังนั้น ถ้าจะสรุป:

• ในเชิงฟิสิกส์: LQG และ ST ยังห่างไกลจากการ unified กัน

• ในเชิงพุทธปรัชญา: ทั้งคู่สะท้อนหลักเดียวกันว่า ความจริงคือกระบวนการ ไม่ใช่ตัวตนคงที่

• ข้อเชื่อม: หากเราปล่อยสมมติฐานทางคณิตศาสตร์ไว้ แล้วมองเชิงพุทธ → ทั้งสองคือ มุมมองต่างหน้ากาก ของจักรวาลที่ว่างแต่เต็มไปด้วยความสัมพันธ์

#Siamstr #nostr #quantum #ธรรมะ

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.