Cr. หม่อมปลื้ม (อย่างเดือด)
Influencers of Hate, The Real Parasitic Class
คนสายพันธุ์ที่เป็น Conflict Profiteers หรือผู้ซึ่งปั่นความขัดเเย้งในไทย ใช้ความเหลื่อมล้ำในการสร้างเนื้อหาเพื่อสร้างยอดวิว พิธีกรชื่อดังหลายคนเเละบก.ข่าวหลายสำนักดังดังออนไลน์หลายสำนักก็ทำเช่นนี้ บ่มเพาะความขัดเเย้งด้วยการใช้ประเด็นทางชนชั้นเเละฐานะรายได้ในการสร้างเสริมความเเตกเเยก (Fortify in concrete a sense of permanence in the nature of the inequality conflict) ในประเทศชาติ
เหตุผลที่บ้านเมืองเรามีความขัดเเย้งระดับนี้อาจไม่เป็นเพียงผลสืบเนื่องจากรัฐประหารในอดีตหรือเพียงเเค่ตุลาการภิวัฒน์ยุบพรรคตัดสิทธิ์นักการเมืองนักเลือกตั้งหรือเเม้กระทั่งการปลุกมวลชนในเเต่ละรอบออกมาเป็นม็อบทางการเมืองก็ได้ เเต่เเท้ที่จริงเเล้วการหว่านเผล็ดพันธุ์เเห่งความขัดเเย้งกับเกิดขึ้นเเละยังคงมีอยู่อย่างไม่หยุดยั้งจากทั้งทางฝั่งของผู้ทรงอิทธิพลในสื่อสารมวลชนเเละสื่อสังคมออนไลน์ สิ่งที่ประชาชนในฐานะผู้บริโภคข่าวสารเเละพลเมืองต้องมานั่งตั้งรับในฐานะที่เป็นเพียงผู้ซึ่งรับวาระจากฐานันดรพิเศษคนดังคนมีอิทธิพล ฐานันดรที่สี่ปลอม ที่อ้างว่าตนเองเป็นตัวเเทนประชาชนทั้งที่มิได้เป็น คือการตั้งใจใช้ประเด็นเรื่องสิทธิพิเศษเเละความเหลื่อมล้ำทางฐานะรายได้ เเละการ Make-Believe ชนชั้น มาปลุกให้คนไทยเกลียดชังกันเอง มาปลุกเเม้กระทั่งให้นักการเมืองบาดหมางกันเองอย่างไม่รู้จักจบทั้งที่นักการเมืองส่วนใหญ่มิได้ขัดเเย้งกันเท่าที่มีการสร้างเรื่องให้ดูเหมือนเป็นเช่นนั้นอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ผู้ซึ่งบ่มเพาะความขัดเเย้งรับไม่ได้ก็คือการที่ประชาชนส่วนใหญ่ เอาที่จริงเเล้ว อยู่กันได้อย่างผาสุกบนเเผ่นดินนี้ยู่เเล้ว คำว่าสื่อสารมวลชนที่บ่มเพราะความขัดเเย้งที่เขียนถึงในบทความนี้ ที่ได้รับการกล่าวอ้างในที่นี้ ที่สร้างปัญหา มิได้อ้างอิงถึงสื่อการมวลชนกระเเสหลักเก่า Legacy Media ที่มีกองบรรณาธิการซึ่งทำงานอย่างมีจรรยาบรรณ หรือหนังสือพิมพ์ฉบับดั้งเดิมใดใด เเต่ในที่นี้ผู้เขียนกำลังพูดถึงความพยายามในการสร้างเนื้อหาของ Influencers เเละสำนัก FB เพจ / Twitter (X) Feeds ใหม่ๆ รวมไปถึงยูทูบเเชนเนลเยอะเเยะมากมาย ที่ปฏิบัติการหลักหลักในการทำ Content หรือเนื้อหาการพูดการด่าการเขียน ที่ออกเเบบมาเพื่อสร้างความขัดเเย้งในสังคมเพื่อสร้างยอดวิวให้ตนเอง นี่คือการ Call Out บรรดา Influencers/ํYoutubers หิวเเสง/พิธีกรปั่นยอดวิว/นักการเมืองอกหักนอกสภา/นักวิชาการปลอมที่ไม่มีงานสอนเเต่ทุกคนเรียกว่าอาจารย์ทั้งที่ไม่มีความเป็นครู/กูรูทิพย์/นักเเถรับงาน/ผู้ทำเป็นรู้เเล้วมาเเฉชาวบ้านทั้งที่ตนเองชั่ว ว่ากลุ่มคนพวกนี้คือผู้ที่ทำลายความสามัคคีในประเทศชาติที่เเท้จริงต่างหาก สื่อกระเเสหลัก นักการเมือง ประชาชนมิใช่ปัญหาของประเทศไทยมากเทียบเท่ากับคนสายพันธุ์ที่เป็น Conflict Profiteers หรือผู้ซึ่งปั่นความขัดเเย้งด้วยการ Dramatization ประเด็นไม่รู้จักจบ คนสายพันธุ์นี้มักมาในคราบของกูรูปลอม นักเเฉไปไถไป ผู้รู้ที่ไม่รู้จริง Influencers อดีตนักการเมืองที่มีผลประโยชน์เเอบเเฝง หรือเเม้กระทั่งคนที่ทุกคนเรียกอาจารย์ทั้งที่มิได้เป็นอาจารย์
การที่เราประชาชน หรือเรานักการเมืองจะไปลดบทบาทคนพันธุ์นี้เป็นสิ่งที่ทำได้ยากเพราะประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นเสียงข้างมากในเเผ่นดินไม่มี Platform เเละสาวกหรือ Followership ของตนเอง พูดตามตรงสังคมจะยังมีความขัดเเย้งต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดตราบได้ที่มีการ Exacerbate หรือขยายความขัดเเย้งเช่นนี้โดย 'กลุ่มผู้ประกอบอาชีพจากการสร้างผู้ติดตาม' กลุ่มบุคคลดังกล่าวยังมีบทบาทเช่นนี้ต่อไปอย่างเเน่นอน ศาสดาที่ปฏิบัติตนในทางสร้างความเเตกเเยก ซึ่งมักอ้างว่าตนเองมีข้อมูลวงในทั้งที่ไม่เคยมี ทำการบ่มเพาะความเกลียดชังต่อเนื่องส่วนใหญ่ก็สามารถทำสิ่งนี้ต่อไปอย่างไม่รู้จักจบเพราะการปั่นความขัดเเย้งต่อเนื่องนั้นได้รับผลประโยชน์ทางรายได้เเละความสนใจจากการสร้างอารมณ์อิจฉาริษยาในจิตใจของ Followers เเละประชาชนโดยรวม ในเชิงเปรียบเทียบ Conflict Profiteers พวกนี้ซึ่งมีอยู่ทั่วโลกจะหยิบยกประเด็นมาเล่นมาปั่นให้สอดคล้องกับเนื้อหาในเเต่ละประเทศซึ่งเเตกต่างกันไป ถ้าในโลกตะวันตกก็มักจะมีเจตนาที่จะสร้างความเกลียดชังระหว่างคนผิวสีต่างต่างด้วยการ Dramatize ความบาดหมางเกลียดชังนั้นในลักษณะที่เป็นการเลี้ยงความขัดเเย้งทั้งที่ประชาชนส่วนใหญ่ที่มาจากต่างชาติพันธุ์ส่วนใหญ่เเล้วล้วนเเล้วเเต่อยู่กันอย่างผาสุกโดยที่ไม่มีปัญหาการเหยียดหยามกันเรื่องผิวสีหรือ Ethnicity เท่าที่ถูกปั่นให้เป็น
Influencers ที่ปลุกความเกลียดต้องการให้มีความถาวรของความขัดเเย้งนี้เพื่อให้ตนเองมีบทบาทในสังคมนั้นนั้นได้ต่อไป นักวิชาการปลอมหรือสื่อ Activist รวมทั้งนักวิชาการ Activist ที่ไม่สอนหนังสือจริง ล้วนเเล้วเเต่อยู่ในกลุ่มจำพวกนี้ด้วย เเละเเน่นอนรวมถึงทั้งนักจวกมืออาชีพที่กระทำการ Conflict Profiteering เช่นนี้ที่ทำกันอย่างเเพร่หลายทั่วโลก
กล่าวโดยสรุปคือตราบใดที่ผู้ซึงมีอิทธิพลทางความคิดหรือ Public Opinion Leaders (บรรดา Influencers/ํYoutuber หิวเเสง/พิธีกรปั่นยอดวิว/นักการเมืองอกหักนอกสภา/นักวิชาการปลอมที่ไม่มีงานสอนเเต่ทุกคนเรียกอาจารย์ทั้งที่ไม่มีความเป็นครู/กูรูทิพย์/นักเเถรับงาน/ผู้ทำเป็นรู้เเล้วมาเเฉชาวบ้านทั้งที่ตนเองชั่ว) ไม่เลิกรา ความเกลียดชังก็จะได้รับการสรรค์สร้างไปเรื่อยเรื่อยไม่มีจบ ในไทยจะเป็นเรื่องความเหลื่อมล้ำซึ่งถูกน้ำมาใช้ในการสร้างความขัดเเย้งนี้ ส่วนในโลกตะวันตกมักจะเป็นเรื่องสีผิว เพศวิถี เเละชาติพันธุ์ เเท้ที่จริงเเล้วประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศต่างๆ รวมทั้งในประเทศไทยสามารถใช้ชีวิตกันอย่างมีความปกติสุขดีอยู่เเล้วโดยที่บุคคลต่างฐานะเเละต่างชาติพันธุ์หรือต่างเพศสภาพหรือเพศวิถี เเละคนซึ่งมีพื้นเพทางด้านครอบครัวหรือศาสนาก็มิได้มีความเเตกเเยกกันในระดับที่ Conflict Profiteers นั้นต้องการที่จะให้มี สังคมโลกมนุษย์เรา ทั้งในประเทศไทยเเละในต่างประเทศมีความขัดเเย้งสูงเพราะบรรดา Public Influencers of Hate นี่เเหล่ะครับที่เล่นไม่รู้จักเลิก หิวเเสง หิวเงิน กระหายบทบาท เเละทำมาหากินกับการสร้างเรื่องเพื่อให้คนเกลียดกันไม่รู้จักจับ นักการเมืองเเละประชาชนบ่อยครั้งเป็นเพียงเหยื่อที่ได้รับผลกระทบจากผู้บ่มเพราะความขัดเเย้งพวกนี้ที่ได้ผลประโยชน์เต็มๆ จากการสร้างความเกลียดชัง หากคุณต้องการรู้ว่ากลุ่มคนใดผู้ประกอบอาชีพไหนได้ผลประโยชน์จากความขัดเเย้งมากที่สุดในเเต่ละรอบคุณก็ลองไปส่องดูสิครับว่าในยุคสงคราม ทั้งสงครามระหว่างประเทศเเละยุคสงครามการเมืองภายในประเทศ คนกลุ่มไหนไม่เคยตกงาน นั่นละครับคือกลุ่มซึ่งมีบทบาทต่อเนื่องที่สุดในความขัดเเย้ง ชนชั้นปรสิตที่เเท้จริงคือฐานันดรที่ฆ่าไม่ตายที่ให้ประเทศชาติตายยังไงหรือสังคมย่อยสลายยังไงก็ยังมีงานทำเเละยิ่งเป็นที่นิยมมากขึ้นด้วยซ้ำ สิ่งที่ผมกล่าวมาในบทความนี้มันเเรงเเต่ต้องมีใครสักคนที่พูด หรือในกรณีนี้ต้องเขียน เเละขอด่าขอประณามให้ประชาชนทุกคนได้เข้าใจตรงกัน
ปล. ลิ้งค์ต้นทาง
