สรุปความเข้าใจส่วนตัวเกี่ยวกับ Stablecoin

1. Stablecoin ช่วยเพิ่มอำนาจรัฐแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

สมมติให้ตัวแทน Stablecoin ของบทความนี้เป็น USDC ซึ่งมีบริษัท Circle เป็นเจ้าของ

เมื่อมีคนต้องการซื้อ USDC จำนวน 1B $

Circle จะสร้าง USDC ออกมาจำนวน 1B $ แล้วนำเงินสด 1B $ ที่ได้รับจากผู้ซื้อ

...ไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล (Tbill) อีกทีเพื่อกินดอกเบี้ยสมมติให้เป็น 4% ต่อปี

แล้วไหนว่าสำรอง USD : USDC ในอัตราส่วน 1:1 ล่ะ ?

Circle ไม่จำเป็นต้องสำรอง USD เต็มจำนวนแต่สำรองแค่ 20% ดังนั้น อีก 80% คือ 800M $ จะนำไปซื้อ Tbill

สาเหตุที่บอกว่า 1:1 เพราะแม้ USD ที่มีตอนนี้คือ 200M $ แล้วคนดันมาถอน (Redeem) พร้อมกัน Circle ก็สามารถขาย Tbill ทิ้งเพื่อนำเงินสดมาคืนลูกค้าได้อยู่ดี สถานะจึงเหมือน 1:1 อยู่ตลอดเวลา

ลองคิดดูว่า Tbill ที่ Circle ถือนั้น หากถือจนครบกำหนดเวลาจะได้ดอกเบี้ย 4% แต่หากคนมาถอนพร้อมกันเกิน 20% ที่สำรองไว้ก็แค่ขาย Tbill ออกไปในราคาต่ำกว่าหน้าตั๋ว

ดอกเบี้ยที่ได้รับจาก 4% ก็อาจจะเหลือแค่ 2% แต่ก็ไม่ล้มอยู่ดี

ลองคิดเปรียบเทียบกับระบบการเงินแบบเก่า ภายในระบบ fractional reserve banking

ธนาคารสำรองเงินไว้เพียง 10% แต่อีก 90% ปล่อยกู้ให้ personal loan

เมื่อเกิดคนมาแห่ถอนเงินพร้อมกัน เกิด bankrun ธนาคารก็ไม่สามารถไปเรียกเงินสดมาจากลูกหนี้ได้ทัน จึงเกิดล้มละลาย ในขณะที่ระบบ Stablecoin นั้นมีกลไกการป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น

- สภาพคล่องของ Tbill ที่แปลงเป็นเงินสดง่ายกว่า

- ความเสี่ยงจากรัฐบาลเบี้ยวหนี้ใกล้เคียง 0 ในขณะที่ Personal loan นั้นสูงมาก

โดยรวม Stablecoin จึงดูแข็งแกร่งและล้มยากกว่าระบบแบบดั้งเดิมมาก

2. รัฐยิ่งชอบเพราะไม่ต้องถูก Central bank คานอำนาจ

จากข้อ 1 ทำให้เกิด Loop mechanism ที่ทรงพลังดังนี้

1) มี incentive ให้คนถือ USDC

2) Circle เอาเงินสดไปซื้อ Tbill

3) รัฐได้เงินสดไปใช้, Circle ได้กินดอกเบี้ย, ส่วนคนถือ USDC ตอนนี้ยังไม่ได้อะไร

4) รัฐผลักดันให้ USDC เข้าสู่ mainstream

5) Demand USDC มาก วนกลับไปข้อ 1

สุดท้ายเกิด Win-Win Situation

ยิ่งรัฐผลักดัน Circle ยิ่งได้ประโยชน์ รัฐก็ยิ่งได้ประโยชน์

เงินไหลเข้าสู่ภาครัฐมากขึ้น

เป็น Positive Loop ที่เสริมอำนาจให้รัฐแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์

ในขณะที่ระบบดั้งเดิมการปล่อยกู้โดยธนาคารเน้นการสร้างเงินหมุนเวียนในระดับเอกชน

ดังนั้น การมาของ Stablecoin จึงเหมือนเป็นการกลับทิศทางของเงินพุ่งเข้าสู่ภาครัฐเป็นหลัก

สิ่งที่เราต้องช่วยกันคิดคือการเพิ่มอำนาจและเงินให้กับรัฐนั้นจะส่งผลกระทบในเชิงบวกและลบอย่างไร ? (คิดว่าน่าจะคล้าย China, Venezuala)

3. สุดท้าย

แน่นอน หาก Stable coin มาเร็ว อาจจะทำให้

รัฐมีเงินมากขึ้น เศรษฐกิจดูดี รัฐอาจจะมีเงินใช้จ่ายมาก (GDP โตอีก) อัดฉีดเข้าสู่ระบบได้มาก

สร้างงานได้เยอะ ในขณะหนี้จะเพิ่มเป็นเงาตามตัว (เพราะอยู่ในสภาพเสมือนปั๊มเงินได้เรื่อยๆ) หากไม่ใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง

และหากใช้จ่ายเกินตัว (not having skin in the game) ในระยะยาวถึงวันใดวันหนึ่งระบบนี้ก็ต้องระเบิดออกอยู่ดี

เหมือนร่างกายไม่ไหวนานแล้วแต่อัด steroid high dose อยู่เรื่อยๆ

📌

"ส่วนตัวก็คิดว่าการเปลี่ยนผ่านจาก Fiat system เดิมสู่ระบบใหม่นั้น ก็แค่ซื้อเวลา แต่ปราศจากความจริงใจในการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง"

"Stablecoin = Economic steroid

Bitcoin = Insurance policy"

ประเด็นชวนคิดเพิ่มเติม

1. จะเป็นอย่างไรหาก Central bank กระโดดเข้ามาร่วมในสมรภูมินี้ ?

2. จะเป็นอย่างไรหากในระดับประเทศ เช่น จีน ออก Stablecoin มาแข่งขันกับ USDC ?

3. จะเป็นอย่างไรหาก USDC ให้ incentive 2% เมื่อถือครองในขณะที่ธนาคารให้เพียง 0.035%-1% ?

#siamstr

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.