
✝️สุนทรพจน์ “กางเขนทองคำ” ของวิลเลียม เจนนิงส์ ไบรอันในปี 1896 เป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์การเงินและการเมืองของสหรัฐอเมริกา สุนทรพจน์นี้สะท้อนความขัดแย้งระหว่างสองแนวคิดทางการเงินหลัก: มาตรฐานทองคำ (gold standard) และแนวคิดที่เสนอให้ใช้ โลหะเงิน ร่วมกับทองคำ (bimetallism)
ประเด็นหลักจากบทความ:
1. มาตรฐานทองคำ
• มาตรฐานทองคำทำให้ค่าเงินคงที่และเสถียรภาพในเศรษฐกิจระหว่างประเทศ แต่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อผู้กู้ยืม เช่น เกษตรกรในชนบท ที่ประสบปัญหาเนื่องจากราคาสินค้าลดลงและหนี้สินเพิ่มมูลค่าขึ้นในแง่ของแรงงานที่ต้องจ่ายคืน
• ผู้สนับสนุนมาตรฐานทองคำ เช่น วิลเลียม แม็คคินลีย์ มองว่ามันเป็นการรักษาความมั่นคงทางการเงิน และให้รางวัลแก่ความมัธยัสถ์
2. ข้อเรียกร้องของเกษตรกร
• เกษตรกรต้องการให้โลหะเงินถูกนำกลับมาใช้เป็นพื้นฐานในการออกเงิน ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ ทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น และช่วยลดภาระหนี้สินของพวกเขา
3. การปราศรัย “กางเขนทองคำ”
• ไบรอันประณามมาตรฐานทองคำว่าเป็น “การกดขี่” และเปรียบเทียบว่าแรงงานของประชาชนถูกตรึงบน “กางเขนทองคำ” ซึ่งสะท้อนความเจ็บปวดของผู้ที่ต้องทนทุกข์จากระบบการเงินที่เอื้อประโยชน์ต่อคนรวยและเจ้าหนี้
• สุนทรพจน์ปลุกเร้าผู้ฟังจนทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต
4. ผลกระทบของมาตรฐานทองคำต่อสังคม
• ระบบนี้ส่งผลดีต่อชนชั้นเจ้าของทุนที่ถือเงินสดหรือเงินฝาก แต่ส่งผลร้ายต่อชนชั้นแรงงานและเกษตรกรที่ต้องพึ่งพาการกู้ยืม
• การขัดแย้งระหว่างชนชั้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมในระบบเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19
ในที่สุด ไบรอันแพ้การเลือกตั้งให้กับแม็คคินลีย์ ซึ่งยืนยันในมาตรฐานทองคำ สุนทรพจน์ของไบรอันยังคงได้รับการจดจำในฐานะตัวอย่างของการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมทางการเงินและเศรษฐกิจในยุคนั้น
5. ความล้มเหลวของการกำหนดค่าเงินในระบบโลหะสองมาตรฐาน (ทองคำและเงิน):
อังกฤษและประเทศส่วนใหญ่ไม่สามารถกำหนดอัตราที่เหมาะสมระหว่างเหรียญทองคำและเหรียญเงินได้ ส่งผลให้เหรียญเงินถูกหลอมเพื่อนำไปขายเป็นวัตถุดิบแทนการใช้เป็นเงินตรา
6. การเริ่มต้นยุคมาตรฐานทองคำ:
ในปี 1816 อังกฤษกำหนดให้เงินปอนด์สเตอร์ลิงเท่ากับทองคำ 123 เกรน และสิ่งนี้ได้เริ่มยุคมาตรฐานทองคำระหว่างประเทศซึ่งทำให้เงินตราของประเทศต่าง ๆ มีค่าคงที่เมื่อเทียบกับทองคำ
7. ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจของมาตรฐานทองคำ:
การใช้มาตรฐานทองคำช่วยให้การค้าระหว่างประเทศง่ายขึ้น เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินตราของประเทศต่าง ๆ คงที่ แต่มาตรฐานนี้ทำให้เศรษฐกิจเติบโตช้ากว่าอุปทานทองคำที่มีอยู่
8. ผลกระทบต่อผู้กู้ยืมและเจ้าหนี้:
ภายใต้มาตรฐานทองคำ ราคาสินค้าลดลงในช่วงยี่สิบปีในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผลดีต่อเจ้าหนี้ (เงินที่ถืออยู่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น) แต่เป็นปัญหาสำหรับผู้กู้ยืม (ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อจ่ายหนี้ในสภาพเงินเฟ้อที่ลดลง)
9. ความขัดแย้งทางการเมืองเรื่องมาตรฐานเงินตราในสหรัฐฯ:
พรรคกรีนแบ็กและเกษตรกรสนับสนุนการเพิ่มเงินกระดาษหรือโลหะเงินเข้ามาในระบบการเงินเพื่อลดภาระหนี้ แต่ชนชั้นนำและพรรครีพับลิกันยืนหยัดสนับสนุนมาตรฐานทองคำเพื่อรักษา “เกียรติ” ทางการเงิน
10. การต่อสู้เชิงอุดมการณ์เรื่องมาตรฐานทองคำ:
การปราศรัย “กางเขนทองคำ” ของวิลเลียม เจนนิงส์ ไบรอัน ในปี 1896 วิจารณ์มาตรฐานทองคำว่าเป็นการกดขี่ชนชั้นแรงงานและเกษตรกร ในขณะที่ฝ่ายตรงข้าม เช่น วิลเลียม แม็คคินลีย์ สนับสนุนมาตรฐานทองคำด้วยเหตุผลด้านความรับผิดชอบและเกียรติของประเทศ
**เพิ่มเติม:
การประยุกต์แนวคิดมาตรฐานทองคำกับบิทคอยน์และเงินเฟียต
1. ข้อจำกัดทางปริมาณเงิน
มาตรฐานทองคำและบิทคอยน์มีความคล้ายคลึงกันในแง่ของการมีจำนวนจำกัด (ทองคำมีปริมาณที่ขุดได้จำกัด และบิทคอยน์มีเพียง 21 ล้านเหรียญ) ซึ่งตรงข้ามกับเงินเฟียตที่สามารถพิมพ์เพิ่มได้ตามนโยบายของธนาคารกลาง ส่งผลให้บิทคอยน์ถูกมองว่าเป็น “ทองคำดิจิทัล” ที่สามารถรักษามูลค่าได้ในระยะยาว
2. ผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ
ระบบมาตรฐานทองคำช่วยควบคุมอัตราเงินเฟ้อเพราะปริมาณทองคำเพิ่มขึ้นช้ากว่าความต้องการทางเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับบิทคอยน์ที่มีการผลิตลดลงตาม “Halving” ทุก 4 ปี แต่เงินเฟียตมีแนวโน้มเกิดเงินเฟ้อสูง เพราะสามารถพิมพ์เงินเพิ่มได้ไม่จำกัด
3. ความเสถียรและความผันผวนของมูลค่า
• มาตรฐานทองคำให้ความเสถียรในระยะยาว แต่ในระยะสั้นก็อาจทำให้เกิดวิกฤติสภาพคล่อง เช่นเดียวกับบิทคอยน์ที่มูลค่าผันผวนมากในระยะสั้น แต่เป็นตัวเก็บมูลค่าในระยะยาว
• เงินเฟียตให้ความยืดหยุ่นและเสถียรภาพในระยะสั้น แต่เสี่ยงต่อการลดค่าของเงิน (เงินเฟ้อ) ในระยะยาว
4. ความขัดแย้งทางอุดมการณ์
เช่นเดียวกับที่มาตรฐานทองคำเคยถูกวิจารณ์ว่าให้ประโยชน์แก่เจ้าหนี้มากกว่าลูกหนี้ บิทคอยน์เองก็ถูกวิจารณ์ในมุมที่ว่ามันเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ที่สะสมตั้งแต่ต้น (early adopters) มากกว่าคนทั่วไป ในขณะที่เงินเฟียตถูกมองว่ารองรับเศรษฐกิจได้ดีกว่า แต่ถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐในการควบคุมประชาชนผ่านการเพิ่มปริมาณเงิน
5. อำนาจการกระจายตัว
ระบบมาตรฐานทองคำถูกควบคุมโดยรัฐบาลและธนาคารกลาง เช่นเดียวกับเงินเฟียต แต่บิทคอยน์มีลักษณะกระจายศูนย์ (Decentralized) ทำให้ไม่มีใครควบคุมระบบได้ ซึ่งสะท้อนแนวคิดใหม่ที่เน้นอิสรภาพทางการเงิน
6. บทบาทในเศรษฐกิจโลก
• หากมาตรฐานทองคำเคยเป็นกลไกที่ทำให้การค้าโลกมีเสถียรภาพ บิทคอยน์อาจกลายเป็นกลไกใหม่สำหรับเศรษฐกิจโลกดิจิทัล
• เงินเฟียตยังคงครองบทบาทในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน แต่ถูกตั้งคำถามมากขึ้นเมื่อเทียบกับทางเลือกอย่างบิทคอยน์ที่ตอบโจทย์ความมั่นคงของมูลค่าในระยะยาว
สรุป
บิทคอยน์สะท้อนคุณสมบัติหลายประการของมาตรฐานทองคำในยุคดิจิทัล เช่น การควบคุมปริมาณเงิน ความสามารถในการป้องกันเงินเฟ้อ และบทบาทในการรักษามูลค่า ขณะที่เงินเฟียตยังคงเป็นเครื่องมือหลักในระบบเศรษฐกิจ แต่เผชิญความเสี่ยงในระยะยาวจากการลดค่าของเงิน บิทคอยน์จึงถูกมองว่าเป็นทางเลือกใหม่ในระบบการเงินที่กระจายศูนย์และโปร่งใสกว่า
#Siamstr #economy #economics #bitcoin #nostr #BTC #finance