
ชื่อบทความ:
“การบรรจบกันของนัยอันลึก: นิพพาน สังขตะ ธาตุ และระเบียบแห่งการรู้ที่ซ่อนอยู่”
⸻
1. โลกที่เห็น กับ โลกที่เป็น
สิ่งที่ตาเห็น หูได้ยิน ใจรู้—ล้วนแต่ปรากฏการณ์ สังขารทั้งสิ้น โลกของรูป เสียง กลิ่น รส โลกที่มีจุดเริ่ม จุดจบ ความเคลื่อนไหว และความพินาศ โลกของ explicate order—ระเบียบที่แผ่คลุมออกมา รูปธรรมชัดเจน เป็นฉากหน้าแห่งมหานาฏกรรมของชีวิต
แต่เบื้องหลังฉากหน้า ยังมีอีกระเบียบหนึ่ง ซ้อนลึก ดำรงอยู่ในลักษณะที่ไม่อาจประจักษ์ด้วยตาเนื้อ นั่นคือ implicate order ของ David Bohm —ระเบียบอันแฝงซ้อน เป็นระลอกคลื่นใต้แผ่นผืนน้ำที่เงียบงัน แต่สั่นไหวทุกสรรพสิ่งอย่างรู้ตัวเอง
พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา” — อนัตตลักขณสูตร
นี่มิใช่เพียงการชี้ถึงความว่างจากตัวตนของขันธ์ห้า แต่คือการปลุกให้เรามองทะลุ explicate order และหันหน้าสู่สิ่งที่ซ่อนอยู่ในระเบียบแฝง—สิ่งที่ Bohm เรียกว่าการ unfold และ enfold แห่งจักรวาล และสิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสว่า “ธรรมธาตุ”
⸻
2. นิพพานไม่อยู่ที่ไหน แต่เป็นความไม่มีที่ใดให้ไป
“นิพพาน” ถูกเข้าใจผิดมากที่สุดในโลก — ไม่ใช่ที่ที่เราจะไป ไม่ใช่ภพภูมิ ไม่ใช่สภาวะสูงสุดที่รออยู่ข้างหน้า หากคือ การเปิดเผยของระเบียบอันลึก (implicate order) อันปราศจากเงื่อนไข ปราศจากชื่อ ปราศจากรูป
“นิพพานคือความไม่เกิด ไม่ตั้งอยู่ ไม่ดับไป” (อสงขตธรรม ไม่ใช่ สังขตธรรม)
ตรงนี้เองที่มันดูเหมือนขัดกับโลกแห่ง สังขตธาตุ ที่เต็มไปด้วยการเกิดและการดับ แต่แท้จริงแล้ว นิพพานไม่ได้ปฏิเสธสังขาร มัน เปิดโปงความลวงของมัน และชี้ไปยังฐานแท้ที่สังขารอิงอยู่—สิ่งที่ไม่มีการปรุง ไม่มีการจัดแต่ง ไม่มีแม้แต่ “ตัวผู้รู้”
⸻
3. ผู้สังเกตคือผู้ถูกสังเกต: รอยต่อของการรู้
เมื่อใดที่ยังมี “ผู้สังเกต” ยืนดู “สิ่งที่ถูกสังเกต” เมื่อนั้นยังมีการแบ่ง เมื่อนั้นยังมี “สังขตะ” เมื่อนั้นยังอยู่ใน explicate order การแบ่งแยกเกิดขึ้นเพราะ วิญญาณ ทำหน้าที่แยกแยะ จำแนก
แต่พระพุทธองค์ตรัสว่า
“ในสิ่งที่ถูกรู้ มีแต่สิ่งที่ถูกรู้ ไม่มีผู้รู้” — ขุททกนิกาย อุดานะ
เมื่อการรู้ละลายตัวตนของผู้รู้ไป ความสองสิ้นสุด — จึงไม่มีผู้สังเกต ไม่มีผู้ถูกสังเกต มีแต่การเปิดเผยอันบริสุทธิ์ของสภาวะที่เป็นหนึ่ง นั่นคือ pure awareness หรือ วิสุทธิญาณ ในทางพุทธ ซึ่งไม่แยกแยะ ไม่ตีตรา ไม่ยึดอะไรไว้เป็นเรา
⸻
4. Pure Awareness: การรู้โดยไร้ผู้รู้
“การรู้” ที่แท้จริงมิได้เกิดขึ้นจากตา หู หรือแม้แต่ใจ แต่มาจากความตื่นขึ้นของจิตที่บริสุทธิ์ ไร้มลทิน คือการรู้ที่ไม่ปรุงแต่ง ไม่ตีความ ไม่หลงคิดว่าสิ่งที่ถูกรู้นั้นเป็นอันใด การรู้ที่ไม่ยึดถือแม้กระทั่ง “การรู้ว่าเรารู้” คือการเปิดเผยโดยตรงของ ธรรมธาตุ โดยไร้ตัวตนใด ๆ มาแทรกกลาง
Osho เคยกล่าวว่า:
“I am not a doer. I am just a witness. And even the witness disappears eventually.”
พุทธองค์ตรัสว่า
“ภิกษุทั้งหลาย ดูกรเธอทั้งหลาย จักไม่ยึดถือธรรมแม้เป็นธรรมที่รู้แจ้งอยู่ นั่นแล จึงเรียกว่าไม่ยึดแม้ธรรม” — ธัมมปริยายสูตร
สิ่งนี้คือ อตัมมยตา ความไม่เอาอะไรมาเป็นตนแม้แต่การรู้
⸻
5. การบรรจบกันที่ไม่มีศูนย์กลาง
การบรรจบกันของ นิพพาน กับ สังขตธาตุ มิใช่การทำให้ของสองสิ่งรวมเป็นหนึ่ง เพราะมันไม่เคยแยกจากกัน แต่เป็นการเปิดเผยว่า ที่เคยแยกนั้นเป็นเพียงเงา ความเข้าใจผิดที่เกิดจาก “ผู้รู้” ที่พยายามจับสิ่งทั้งหลายไว้
ในทางฟิสิกส์ควอนตัม Bohm ชี้ว่า “ผู้สังเกตมีผลต่อสิ่งที่สังเกต”
ในทางพุทธ “ผู้สังเกตไม่มีจริงแต่แรก”
ความเข้าใจนี้คือประตูแห่งนิพพาน
ไม่ใช่ประตูที่จะเปิดไปสู่สิ่งใหม่
แต่เป็นการหายไปของผู้เปิดประตู
⸻
บทส่งท้าย: ระเบียบที่ไม่ต้องจัด
สิ่งที่ลึกที่สุด ไม่สามารถเข้าใจผ่านเหตุผล
สิ่งที่งดงามที่สุด ไม่สามารถเห็นผ่านตา
สิ่งที่เป็นความจริงที่สุด ไม่ต้องมีใครไปรู้มัน
และเมื่อใดที่ไม่มี “ใคร” นั่นแหละคือการรู้
เมื่อนั้น explicate order จะคลี่คลายเข้าสู่ implicate order
เมื่อนั้น สังขตธรรม จะคืนสู่ อสงขตธรรม
เมื่อนั้นผู้สังเกต จะถูกกลืนกลับเข้าสู่ธรรมชาติของการรู้ที่บริสุทธิ์
และเมื่อนั้น — ไม่มีเมื่อนั้นอีกต่อไป
6. นิพพานไม่ใช่ความว่าง แต่คือว่างที่รู้ตัว
ในภาษาทางพุทธ นิพพานมักถูกเรียกว่า สุญญตา — ความว่าง แต่ความว่างนี้ไม่ใช่ “ไม่มี” แบบความว่างของห้องที่ไร้เฟอร์นิเจอร์ หรือจักรวาลที่ไร้ดวงดาว
นิพพานคือความว่างที่ รู้ตัวเอง
คือสภาวะที่ไม่มีการยึด ไม่มีความปรุง ไม่มี “ตน” ที่จะรับรู้ความว่างนั้นด้วยซ้ำ
มันคือ ความเงียบที่ไม่มีใครเงี่ยหูฟัง
คือ การเป็น โดยไม่มีใครเป็น
และในจุดที่ความว่างรู้ตัวเองนี่เอง
มันจึงไม่ใช่ความตาย ไม่ใช่จุดจบ
แต่คือ ภาวะที่ไม่เคยเริ่ม — ความเป็นธรรมชาติเดิมแท้ ที่ไม่ถูกแตะต้องโดยสังขารใด ๆ
⸻
7. สังขตะไม่ต้องถูกทำลาย มันต้องถูกทะลวง
การปฏิบัติธรรมไม่ใช่การกำจัดโลก
ไม่ใช่การหนีความเจ็บปวด
แต่คือการ มองให้ทะลุ ว่าสิ่งที่เราเรียกว่า “โลก” นั้น เป็นเพียงระลอกของเงา เป็นภาพลวงในม่านหมอกแห่งความคิด
การปล่อยวางจึงไม่ใช่การผลักออก
แต่คือการ เห็นตามที่มันเป็น และไม่ยึดเอาสิ่งใดเป็นตน
เหมือนคลื่นในทะเลที่โผล่ขึ้นมา
เราคิดว่าคลื่นคือของใหม่
แต่คลื่นไม่เคยแยกจากน้ำ
สังขตะทั้งหมด ก็เป็นเช่นนั้น
แม้รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ — ทุกสิ่งที่ดูแยกจากกัน ล้วนกลั่นจาก “น้ำเดียวกัน”
implicate order ของ Bohm ชี้ว่าทุกสิ่งที่แยกจากกันในโลกแห่งรูป ล้วนเป็นเพียงภาพฉายของสิ่งเดียวกันในระดับลึก
ในทางพุทธ จิตที่เห็นความแยกโดยไม่หลงยึดกับมัน คือจิตที่ “ออกจากโลกได้ทั้งที่อยู่ในโลก”
⸻
8. สติ: เข็มทิศของผู้ไม่เดินทาง
เครื่องมือเดียวที่สามารถพาผู้ใฝ่รู้ข้ามจากโลกแห่งสังขตะ ไปสู่การไม่ยึดแม้กระทั่งนิพพาน คือ สติ
ไม่ใช่การจดจำ
ไม่ใช่การคิด
แต่คือการรู้สึกถึงสิ่งที่เป็นอยู่โดยไม่แทรกแซง
เป็น awareness ที่บริสุทธิ์ และไร้เจตนา — ไม่มีตัว “เรา” อยู่ตรงกลาง
และเมื่อสติกลายเป็น สัมมาสติ มันไม่ใช่การเพ่ง แต่คือความอ่อนโยนที่สามารถแทรกทะลุทุกปรากฏการณ์ และสลายอัตตาทุกประเภทโดยไม่ต้องต่อสู้
สติที่บริสุทธิ์เท่านั้น ที่สามารถทำให้ผู้สังเกต รู้ว่าตนคือสิ่งที่ถูกสังเกต
และเมื่อรู้ว่าถูกสังเกต สิ่งนั้นย่อมไม่ใช่ตัวตน
จึงเกิดช่องว่างระหว่าง สิ่งที่รู้ กับ ความเป็นตัวเรา
จนกระทั่งช่องว่างนั้นหายไป เหลือเพียงการรู้ที่ไม่มีเจ้าของ
⸻
9. การบรรจบของทุกขอบเขตที่ไม่มีขอบเขต
การบรรจบกันของสังขตะกับอสงขต
ของผู้สังเกตกับสิ่งที่ถูกรู้
ของระเบียบที่เผย (explicate) กับระเบียบที่ซ่อน (implicate)
ของคลื่นที่แยกจากกับทะเลที่เป็นหนึ่ง
ของความมี กับความไม่มี
ของว่าง กับตื่นรู้
ทั้งหมดนี้คือ ปริยายของการสิ้นสุดของมายา
มันไม่ใช่การรวมเข้าด้วยกัน
แต่คือการตระหนักรู้ว่า ไม่มีอะไรแยกกันตั้งแต่แรก
⸻
10. ความจริงที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ
ธรรมะไม่ใช่สิ่งที่ใครครอบครองได้
มันไม่อยู่ในคัมภีร์ ไม่อยู่ในวัด ไม่อยู่ในพิธีกรรม
มันคือ ความจริงที่ไม่มีผู้พูด ไม่มีผู้ฟัง ไม่มีผู้เข้าใจ
ในความลึกสุดของการรู้ ไม่มีแม้แต่ผู้รู้
ไม่มีแม้แต่ “การบรรลุ”
เหลือเพียงความว่างอันบริสุทธิ์ที่ลุกไหม้ด้วยแสงแห่งปัญญา
นี่ไม่ใช่แสงที่สว่างเพราะจุดไฟ
แต่เป็นแสงที่ส่องออกมาเมื่อไม่มีอะไรบัง
⸻
สัจจะข้อสุดท้ายของบทความนี้คือ:
“ไม่มีใครไปถึงนิพพานได้ เพราะไม่มีใครอยู่ตั้งแต่แรก”
ดังนั้น อย่าหวังจะไปถึง
จงหยุด—และเห็นว่า “ไม่มีที่ให้ไป ไม่มีใครจะไป”
แล้วจึง “ถึง” โดยไม่มีผู้ถึง
#Siamstr #nostr #ธรรมะ