Replying to Avatar maiakee

🔎 การวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์

1. Shock Value และ Media Amplification

• การโยนไอเดียสุดโต่ง (Bitcoin ลบหนี้ $35T) คือการสร้าง shockwave ที่บังคับให้สื่อกระแสหลักต้องหยิบไปพูดต่อ

• ทำให้ Trump ได้พื้นที่สื่อฟรี และจับจ้อง narrative ใหม่ว่า “Bitcoin = ทางออกจากวิกฤติหนี้”

• ในทางการเมือง คือการยึด agenda-setting ก่อนคู่แข่ง

2. Crypto-Voter Base Mobilization

• กลุ่มนักลงทุนและผู้สนับสนุนคริปโตในสหรัฐฯ มีฐานเสียงจริง (หลายล้านคนถือ BTC/ETH และไม่พอใจกับระบบธนาคารดั้งเดิม)

• Trump กำลังส่งสัญญาณว่าเขา ยอมรับ Bitcoin และพร้อมจะเป็น “crypto-friendly president”

• กลยุทธ์นี้คือการตัดฐานเสียงจากฝั่ง Libertarian/Pro-Crypto ไปเสริมฐานอนุรักษ์นิยม

3. Challenge Dollar Hegemony แบบ Soft Power

• ดอลลาร์คือแกนกลางของระบบหนี้และอำนาจสหรัฐฯ

• การพูดว่า Bitcoin อาจถูกใช้ลบหนี้ คือการตั้งคำถามกับ monetary orthodoxy (ความศักดิ์สิทธิ์ของ USD)

• ถึงแม้จะไม่เป็นไปได้จริง แต่ช่วยทำให้ Bitcoin ถูกมองว่า “เทียบชั้น” กับดอลลาร์ได้ในเชิงสัญลักษณ์

4. Narrative Framing: Crisis → Solution

• หนี้ $35T เป็นปัญหาที่ทั้งซ้ายและขวาอเมริกันรับรู้

• การโยน Bitcoin เข้าไปใน narrative นี้คือการ “เสนอภาพลวงตาแห่งทางออก” (illusion of solution)

• ผลที่ได้: Bitcoin ถูกผูกโยงเข้ากับ macroeconomic debate ระดับชาติ

5. Global Signal & De-dollarization Narrative

• ผู้นำสหรัฐฯ พูดถึง Bitcoin ในฐานะ “ทางออกหนี้” ส่งสัญญาณไปทั่วโลกว่า Bitcoin ไม่ใช่เพียง speculative asset แต่ถูกหยิบยกในระดับรัฐ

• ประเทศที่กำลังสนใจ dedollarization (เช่น BRICS) จะมองเห็นจุดแข็งของ Bitcoin ยิ่งขึ้น

⚖️ จุดแข็ง–จุดเสี่ยงของกลยุทธ์

จุดแข็ง:

• สร้างความฮือฮา, ยึดพื้นที่สื่อ, ดึงฐานเสียง crypto

• ทำให้ Trump ดู “นอกกรอบ” และเป็นคนที่กล้าท้าทายระบบเดิม

จุดเสี่ยง:

• นักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจอาจโจมตีว่าขาดความจริงจัง

• เสี่ยงถูก framing ว่าเป็น “การเมืองขายฝัน” หรือ “การเล่นกับไฟการเงินโลก”

• อาจทำให้ตลาด BTC ผันผวนหนักเพราะการเมืองถูกโยงเข้ามาโดยตรง

🧩 กลยุทธ์ต่อยอดที่ Trump อาจใช้

1. Bitcoin Treasury Strategy → เสนอว่า U.S. สามารถถือ BTC เป็นส่วนหนึ่งของ Federal Reserve Reserves เพื่อลด exposure ต่อหนี้

2. Crypto-Friendly Regulation → ปรับกรอบกฎหมายให้บริษัทคริปโตเติบโตในสหรัฐฯ เพื่อสร้าง “new economy narrative”

3. “Digital Gold” Parallel → เทียบ Bitcoin กับทองคำหลังสงครามโลก เพื่อชี้ว่ามันคือ hedge ต่อวิกฤติหนี้และเงินเฟ้อ

4. Geopolitical Positioning → ใช้ Bitcoin เป็น soft weapon ต่อระบบการเงินโลก เช่นบอกว่า “Better America leads in Bitcoin than China/Russia.”

🎯 บทสรุป

Trump ไม่ได้พูดเรื่อง แผนจริง แต่พูดเรื่อง narrative strategy—การจับ Bitcoin มาผูกกับ วิกฤติหนี้สหรัฐฯ เพื่อ

• ปลุกกระแส crypto-friendly vote

• ตั้งคำถามต่อระบบดอลลาร์

• และสร้างภาพลักษณ์ผู้นำที่กล้าท้าทาย orthodoxy

กล่าวง่าย ๆ มันคือการใช้ Bitcoin ไม่ใช่เพื่อ “ลบหนี้” แต่เพื่อ “ทลายกำแพงการเมือง–สื่อ” และยึด narrative ใหม่ในเวทีโลก

🌀 Scenario 1: Symbolic Adoption (Low-Level Integration)

• Trump’s move: เสนอให้ U.S. ถือ Bitcoin เล็กน้อยใน Treasury หรือใช้ BTC เป็น digital gold backup

• ผลต่อ BTC: ราคาพุ่งแรง เพราะตลาดมองว่า institutional validation มาถึงแล้ว → อาจดัน BTC ขึ้นไปอีก cycle

• ผลต่อ Fed: Fed ยังคงคุม monetary policy ได้ แต่ถูกบีบให้พูดถึง Bitcoin ในฐานะ “reserve candidate”

• ผลต่อพันธบัตร: ผลตอบแทนพันธบัตร (yields) อาจขึ้นเล็กน้อย เพราะตลาดกลัวว่าสหรัฐฯ กำลัง shift narrative ออกจาก USD

ความหมายเชิงกลยุทธ์: Trump ใช้ Bitcoin เพื่อสร้าง narrative “America first in digital economy” โดยไม่กระทบระบบการเงินโลกโดยตรง

🌀 Scenario 2: Aggressive Accumulation (BTC as Partial Hedge)

• Trump’s move: เสนอให้ U.S. ซื้อ BTC เป็น scale ใหญ่ (เช่น 1–2 ล้าน BTC) เพื่อ hedge หนี้และดอลลาร์

• ผลต่อ BTC: ราคาพุ่งทะลุเพดาน → scarcity shock เพราะ supply มีจำกัด

• ผลต่อ Fed: Fed ถูกบีบให้ re-think monetary toolkit เพราะ Bitcoin จะเริ่ม disrupt บทบาท safe-haven ของ USD

• ผลต่อพันธบัตร: นักลงทุนต่างชาติ (เช่น จีน, ญี่ปุ่น) อาจลดการถือ Treasuries เพราะมองว่า U.S. กำลัง experiment นโยบายการเงินที่ไม่มั่นคง → yields พุ่งแรง, ค่าเงิน USD อ่อน

ความหมายเชิงกลยุทธ์: การเคลื่อนแบบนี้เสี่ยงมาก อาจทำให้ USD hegemony สั่นคลอนและเร่ง de-dollarization ทั่วโลก

🌀 Scenario 3: Radical Debt-for-Bitcoin Swap (Disruption Mode)

• Trump’s move: เสนอ debt restructuring โดยบางส่วนชำระด้วย Bitcoin หรือเปิดทางให้พันธบัตร U.S. denominate เป็น BTC

• ผลต่อ BTC: ตลาดแตกตื่น → BTC จะกลายเป็น reserve currency ระดับโลกทันที แต่ความผันผวนสูงสุดขีด

• ผลต่อ Fed: Fed สูญเสียเครื่องมือหลัก (USD dominance) → ต้องหากรอบใหม่ในการกำหนดอัตราดอกเบี้ย

• ผลต่อพันธบัตร: ตลาด Treasuries อาจพัง → นักลงทุน panic sell เพราะไม่มั่นใจในเสถียรภาพดอลลาร์

• Geopolitical ripple: BRICS, EU, และ IMF จะตอบโต้ เพราะการ move แบบนี้คือการเขย่าระบบการเงินโลก

ความหมายเชิงกลยุทธ์: นี่คือการ “เผาระบบเก่าเพื่อสร้างระบบใหม่” → อาจปฏิวัติการเงินโลก แต่เสี่ยงต่อ วิกฤติการเงินระดับโลก

🎯 บทสรุปเชิงกลยุทธ์

Trump อาจ ไม่ได้ตั้งใจจะทำจริง แต่ narrative นี้:

• ดึง Bitcoin เข้ามาใน policy discourse

• ปลุกความหวังของ crypto community

• และกดดัน Fed/Wall Street ให้ต้อง “พูดถึง Bitcoin” มากขึ้น

ในเชิงสัญลักษณ์ → Bitcoin ถูกยกระดับจาก speculative asset → geopolitical instrument

🌍 ผลกระทบต่อคนส่วนมาก

1. เงินเฟ้อภายในสหรัฐฯ

• การพิมพ์เงินใหม่ (QE extreme) เพื่อซื้อ Bitcoin = ขยาย supply ของดอลลาร์มหาศาล

• ผลลัพธ์:

• ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศพุ่ง → ค่าแรงไม่ตามทัน → คนชั้นกลาง–ล่างเดือดร้อน

• คนที่มีหนี้ระยะยาว (เช่น กู้บ้าน กู้เรียน) อาจได้ประโยชน์เพราะมูลค่าเงินที่ต้องจ่ายคืนลดลงในเชิงจริง

2. ความเหลื่อมล้ำด้านการถือสินทรัพย์

• ผู้ที่ถือ Bitcoin อยู่แล้ว → กลายเป็น “เศรษฐีใหม่” เพราะราคาพุ่งแรง

• ผู้ที่ถือแค่เงินสด–พันธบัตร → สูญเสีย purchasing power อย่างรวดเร็ว

• ผล: ความเหลื่อมล้ำระหว่าง “ผู้ถือสินทรัพย์ดิจิทัล” กับ “แรงงานกินเงินเดือน” ยิ่งถ่างออก

3. ตลาดโลกและค่าเงิน

• USD อ่อนค่าหนัก เพราะ supply เพิ่มจนความเชื่อมั่นสั่นคลอน

• ประเทศกำลังพัฒนา (เช่น ไทย, เวียดนาม, ลาตินอเมริกา) → ได้รับแรงกระแทกผ่าน เงินเฟ้อนำเข้า (imported inflation)

• Global trade อาจผันผวนหนัก เพราะระบบ settlement ใช้ดอลลาร์อยู่

4. เสถียรภาพระบบการเงิน

• นักลงทุนพันธบัตร (เช่น กองทุนบำนาญ, ประชาชนที่ถือกองทุนรวม) จะสูญเสียมูลค่าทันที → กระทบคนชั้นกลาง–สูงที่ออมผ่านกองทุน

• ความผันผวนตลาดหุ้น/ตลาดเงินพุ่ง → ทำให้บรรยากาศเศรษฐกิจไม่แน่นอน กระทบการจ้างงาน

5. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ

• ถ้า Bitcoin กลายเป็น reserve ของสหรัฐฯ จริง → จะเกิด “digital gold rush”

• คนรุ่นใหม่และนักลงทุนที่ยืดหยุ่นจะได้เปรียบ แต่คนสูงอายุ/แรงงานที่ไม่ทันการเปลี่ยนแปลง → สูญเสีย wealth effect

• อาจเกิดแรงกดดันให้รัฐต้องออก สวัสดิการดิจิทัล (เช่น แจก stablecoin หรือทำ digital basic income) เพื่อพยุงสังคม

⚖️ บทสรุป

ถ้า Trump เลือก “พิมพ์เงินซื้อ Bitcoin”:

• ระยะสั้น: คนส่วนมากจะเผชิญเงินเฟ้อ ค่าเงินอ่อน การครองชีพแพงขึ้น

• ระยะกลาง: ความเหลื่อมล้ำถ่างออก เพราะคนที่ถือสินทรัพย์ดิจิทัลจะได้ประโยชน์มหาศาล

• ระยะยาว: หาก Bitcoin กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินรัฐจริง → โครงสร้างเศรษฐกิจโลกจะ shift ไปสู่ “digital-asset-based system” ซึ่งคนทั่วไปต้องเร่งปรับตัว ไม่อย่างนั้นจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

กล่าวอีกแบบ: Trump’s Bitcoin debt strategy = สร้างเศรษฐีใหม่ แต่ทำให้ชีวิตคนทั่วไปยากขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่าน เว้นแต่รัฐบาลมีนโยบายรองรับเพื่อลดแรงกระแทก

#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC

Lets check:

Microstrategy has:

$73.95 billion ₿638,985

So they only need to confiscate those and price would have to go up a factor ~200.

Easy peasy...

Every other alternative like living within their means AND paying it back is even way more dreaming...

So lets say more inflation and next hyper inflation are just in the books.

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.