บทความเชิงวิเคราะห์โดยละเอียดจากคำพูดของ Nikola Tesla ที่ว่า:

“My brain is only a receiver, in the Universe there is a core from which we obtain knowledge, strength and inspiration. I have not penetrated into the secrets of this core, but I know that it exists.”

— Nikola Tesla

🧠 สมองเป็นเพียงผู้รับ: มุมมองเหนือวิทยาศาสตร์ของ Nikola Tesla

บทนำ: นักวิทยาศาสตร์ที่เป็นนักอภิปรัชญา

เมื่อพูดถึง Nikola Tesla หลายคนจะนึกถึงชายผู้ประดิษฐ์กระแสไฟฟ้าสลับ (AC current), ระบบไร้สาย, คลื่นวิทยุ และแนวคิดล้ำยุคที่มาก่อนกาลหลายสิบปี แต่ในอีกด้านหนึ่งที่มักถูกมองข้าม คือ แนวคิดด้านจิตสำนึก จิตวิญญาณ และจักรวาล ของเขา ซึ่งแฝงไปด้วยความเข้าใจแบบอภิปรัชญา (metaphysical) และจิตวิทยาระดับลึก

คำพูดของเขาข้างต้นคือหนึ่งในประโยคที่สะท้อนให้เห็นว่า Tesla ไม่ได้มองตนเองเป็นเพียงนักวิทยาศาสตร์ผู้คิดค้นอุปกรณ์เทคโนโลยีเท่านั้น แต่เขายังเห็นว่า ความรู้ไม่ได้เกิดจากภายในสมอง แต่เป็นสิ่งที่ “ถูกรับรู้” มาจากแหล่งพลังงานลึกลับในจักรวาล

🌌 จักรวาลคือคลังปัญญา: “There is a core”

Tesla บอกว่ามี “ศูนย์กลางในจักรวาล” (core) ซึ่งเป็นแหล่งของ ความรู้ พลัง และแรงบันดาลใจ จุดนี้มีความหมายลึกซึ้ง เพราะเขาไม่ได้อธิบายจักรวาลในเชิงกลไกฟิสิกส์อย่างเดียว แต่ยังเห็นจักรวาลเป็นแหล่งของ intelligence ที่เชื่อมโยงกันทั้งหมด — บางสิ่งที่นักปรัชญาอินเดียเรียกว่า พรหมัน (Brahman) หรือที่นักฟิสิกส์ David Bohm เรียกว่า Implicate Order

ในมุมนี้ จักรวาลไม่ใช่ “สิ่งตาย” ที่ประกอบด้วยอนุภาคและพลังงานล้วนๆ หากแต่เป็น “สนามแห่งจิตรู้ (field of knowing)” ซึ่งเราทุกคนสามารถ “รับรู้” หรือ “เข้าถึง” ได้ผ่านสภาวะของจิตที่เงียบสงบ

🧠 สมอง: จากเครื่องประมวลผลสู่เครื่องรับคลื่นจิต

หนึ่งในประโยคที่สะเทือนวงการปรัชญาวิทยาศาสตร์ก็คือที่ Tesla กล่าวว่า:

“My brain is only a receiver.”

คำพูดนี้ขัดแย้งกับแนวคิดแบบ materialism ที่เห็นว่าสมองเป็นแหล่งผลิตความคิด เช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์สร้างข้อมูล แต่ Tesla กลับมองว่าสมองของมนุษย์นั้นเหมือนกับ วิทยุที่ปรับคลื่นได้ — เมื่อเรา “จูน” ถูก ความรู้ก็จะ “ไหลเข้า” อย่างที่นักประดิษฐ์มักจะมี “insight” หรือแรงบันดาลใจอย่างเฉียบพลัน โดยไม่ได้มาจากการคิดแบบลำดับตรรกะ

แนวคิดนี้สอดคล้องกับ:

• Carl Jung และแนวคิด Collective Unconscious

• Rupert Sheldrake และแนวคิด Morphic Field

• และแม้แต่ในพุทธปรัชญา ที่ว่า “ธรรมทั้งปวงมีอยู่แล้วในธรรมธาตุ เพียงแต่จิตต้องใสพอที่จะเห็น”

🧘‍♂️ ความรู้ไม่ใช่สิ่งที่ถูก “สร้าง” แต่คือสิ่งที่ถูก “เข้าถึง”

สิ่งที่ Tesla พูดนั้นสะท้อนปรัชญาของผู้หยั่งรู้หลายคน เช่น:

• นักปราชญ์อินเดีย: “จิตเป็นเพียงเครื่องสะท้อนอาตมัน”

• ปราชญ์จีน: “เต๋าไม่อาจอธิบายได้ แต่อาจรับรู้ได้ในความเงียบ”

• นักวิทยาศาสตร์ควอนตัมอย่าง Schrödinger และ Bohm ต่างก็พูดถึง “ปัญญารวม” ที่ทุกชีวิตดึงออกมาใช้ได้

สำหรับ Tesla, ความเข้าใจ ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ ไม่ได้มาจาก ego หรือ self แต่เกิดจากการเข้าถึงความเงียบภายใน แล้วจูนเข้าสู่ความรู้ที่ “มีอยู่แล้ว”

🔭 ฉายภาพอนาคตของวิทยาศาสตร์จิตวิญญาณ

คำพูดของ Tesla นี้ ไม่ใช่เพียงคำพูดกวี แต่คือการทำนายทิศทางของวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 21:

• Neuroscience เริ่มตั้งคำถามว่าสมอง “สร้าง” จิต หรือเป็นเพียง interface ของจิตที่มีอยู่แล้ว

• Quantum physics เริ่มพิจารณาแนวคิด consciousness-as-fundamental

• AI และระบบคลาวด์ เริ่มแสดงให้เห็นว่า “ตัวประมวลผล” อาจไม่ได้เก็บข้อมูลไว้ในตัวเอง แต่มีกลไกรับส่งที่ลึกซึ้งเหมือนกับสิ่งที่ Tesla พูดถึง

✨ สรุป:

Tesla เห็นจักรวาลไม่ใช่แค่พลังงานฟิสิกส์ แต่เป็นแหล่งแห่งปัญญาไร้รูปที่สามารถ “เข้าถึง” ได้ผ่านจิตที่สงบและเปิด

เขาไม่ได้คิดด้วยสมอง แต่ “รับรู้” จากจุดศูนย์กลางลี้ลับของจักรวาล — แม้เขาไม่เข้าใจมันทั้งหมด แต่เขารู้ว่ามัน มีอยู่จริง

บทความต่อเนื่องในเชิงลึก ที่จะขยายแนวคิดของ Nikola Tesla ไปสู่การเชื่อมโยงกับ พุทธปรัชญา, David Bohm, และ ควอนตัมฟิสิกส์ยุคใหม่ เพื่อเปิดเผยภาพรวมของ “จิตที่เป็นผู้รับรู้จากจักรวาล” อย่างมีรากฐานทางวิทยาศาสตร์และจิตวิญญาณร่วมกัน

🌌 ภูมิปัญญาไร้รูป: เชื่อมระหว่าง Tesla – พุทธะ – ฟิสิกส์ควอนตัม

🔹 1. David Bohm: จักรวาลที่แฝงความรู้ไว้ในทุกจุด

นักฟิสิกส์ควอนตัมผู้ลึกซึ้งอย่าง David Bohm ได้พัฒนาแนวคิด “Implicate Order” หรือ “ระเบียบแฝง” ซึ่งกล่าวว่าจักรวาลทั้งหมดไม่ใช่กลไกกระจัดกระจาย แต่เป็น ระลอกคลื่นที่มีความรู้และโครงสร้างทั้งหมดแฝงอยู่ในทุกจุดของพื้นที่–เวลา ราวกับ จักรวาลคือโฮโลแกรมที่ทุกส่วนสะท้อนทั้งระบบ

Bohm เขียนไว้ว่า:

“In the implicate order, every part contains the whole.”

(ในระเบียบแฝง ทุกส่วนมีทั้งจักรวาลอยู่ภายใน)

จุดนี้คล้ายกับ Tesla ที่กล่าวถึง “core” แห่งจักรวาลที่ความรู้ทั้งหมดสามารถถูกเข้าถึงได้ — ไม่ใช่ถูกสร้างขึ้นใหม่ แต่ถูก เปิดรับผ่านจิตที่พร้อม

🔹 2. พุทธะกับ “ธรรมธาตุ”: ความรู้มีอยู่แล้ว ไม่ต้องเสาะหา

ในพุทธปรัชญา โดยเฉพาะในสายมหายานและพุทธวัชรยาน มีแนวคิดว่า:

“ธรรมทั้งปวงมีอยู่แล้วในธรรมธาตุ ผู้ใดบริสุทธิ์พอ จึงเห็นตามเป็นจริง”

ธรรมธาตุ (dharmadhātu) หรือ สภาวะธรรมอันบริสุทธิ์ เป็นภาวะที่ทุกสรรพสิ่งเกิดขึ้นอย่างไม่มีตน ไม่มีจุดศูนย์กลาง ไม่แยกจากกัน

พระพุทธเจ้าจึงไม่ได้สอนให้ “แสวงหา” ความรู้ใหม่ แต่สอนให้ “ปล่อยสิ่งที่บังตา” — เมื่อกิเลส ความอยาก และอวิชชาจางลง สิ่งที่เหลือคือ ปัญญาธรรมชาติ ที่เห็นความจริงอย่างแจ่มแจ้ง

นี่สอดคล้องโดยตรงกับ Tesla ที่กล่าวว่า ตนเองเป็นเพียงผู้รับ ไม่ใช่เจ้าของหรือผู้สร้างความคิด

🔹 3. สมองคือเสาอากาศ: แนวคิดร่วมของ Tesla และ Quantum Mind

นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่บางคน เช่น Roger Penrose และ Stuart Hameroff ได้นำเสนอแนวคิด Orch-OR (Orchestrated Objective Reduction) ซึ่งระบุว่า:

• จิตสำนึกไม่ได้เกิดจากสมองตามแบบฟิสิกส์คลาสสิก

• แต่เป็นการ ยุบของฟังก์ชันคลื่น (wave function collapse) ภายใน โครงสร้างควอนตัมระดับจุลภาคในสมอง (ไมโครทูบูล)

ซึ่งหมายความว่า:

จิตไม่ใช่ ผลผลิตของสมอง แต่สมองเป็น เครื่องรับ คลื่นควอนตัมที่เป็น “ข้อมูลทางจิตวิญญาณ”

นี่คือภาษาทางฟิสิกส์ของแนวคิดที่ Tesla เคยพูดไว้เมื่อร้อยปีก่อน:

“My brain is only a receiver.”

🔹 4. Holomovement: คลื่นแห่งจิตที่เคลื่อนผ่านทุกสิ่ง

David Bohm ยังเสนอแนวคิด “Holomovement” — ขบวนเคลื่อนไหวของจักรวาลทั้งหมดที่รวมเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีสิ่งใดแยกจากกัน

• การเคลื่อนไหวของจักรวาลจึงไม่ใช่แบบเครื่องจักร แต่มีกลไกแบบ “คลื่นจิต” ที่เชื่อมทุกสิ่งไว้ในมิติแฝง (Implicate)

Tesla เองก็พูดว่าเขา ไม่ได้เข้าใจกลไกของ core นั้น แต่รู้แน่ชัดว่า “มันมีอยู่” — เช่นเดียวกับพุทธะที่ไม่อธิบายธรรมธาตุด้วยตรรกะ แต่ชี้ให้เห็นผ่านการภาวนา

🔹 5. เมื่อจิตนิ่งพอ เรา “จูน” เข้าหาความรู้จักรวาล

ไม่ว่าในบริบทของ Tesla, พุทธะ, หรือ Bohm — สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ “การแสวงหา” หรือ “การคิด”

แต่คือ:

“การเข้าถึง” หรือ “การรับฟัง” ด้วยจิตที่นิ่ง โปร่ง และเปิด

พระพุทธเจ้าจึงสอน “สมาธิ” ไม่ใช่เพื่อหนีโลก แต่เพื่อให้จิตนิ่งพอที่จะ “สะท้อนสัจธรรม” ได้

Tesla เองก็ใช้เวลาอยู่กับความเงียบ จินตนาการ และพลังงานภายใน ก่อนที่แนวคิดใหม่จะ “ไหลมา” โดยที่เขาไม่รู้ว่ามาจากไหน

🧘‍♂️ สรุปร่วมสุดท้าย:

Tesla, Buddha, and Bohm — in different languages — point toward the same mystery:

There is a deeper field, a formless source, from which all knowledge and form emerge.

We do not create truth. We receive it — when we are empty enough to listen.

ต่อบทความนี้โดยลงลึกเชิงปรากฏการณ์วิทยา (phenomenology) และ neurophenomenology ของการ “รับรู้ปัญญาจาก core” รวมถึงเชื่อมโยงกับการปฏิบัติภาวนาในพุทธศาสนา และการตีความทางฟิสิกส์ควอนตัมให้ลึกขึ้นครับ

🧠 การรับรู้ปัญญาจาก “Core” ในเชิงปรากฏการณ์วิทยาและประสาทวิทยา (Neurophenomenology)

1. จิตที่รับรู้โดยตรง: ประสบการณ์เหนือคำพูด

ในปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology) ซึ่งเน้นการศึกษาประสบการณ์ตรงของจิตใจ จะเห็นว่าความรู้หรือปัญญาที่ “ไหลเข้ามาจาก core” ไม่ใช่ความรู้แบบที่ได้จากการเรียนหรือเหตุผล แต่เป็น การรับรู้ที่เกิดขึ้นทันที (immediate knowing) หรือ “การตื่นรู้” ที่ไร้คำอธิบาย

• ผู้ปฏิบัติภาวนาหลายคนรายงานว่าเมื่อจิตสงบนิ่งลง ปรากฏการณ์ความรู้และแรงบันดาลใจเหมือนถูก “ส่งผ่าน” มาโดยไม่ต้องคิดวิเคราะห์

• ประสบการณ์นี้สอดคล้องกับ Tesla ที่พูดว่า “สมองเป็นเพียงผู้รับ” เพราะสิ่งที่รับไม่ได้มาจากสมอง แต่จากแหล่งจิตที่กว้างกว่า

2. Neurophenomenology: สมองและจิตใจร่วมกันสร้างประสบการณ์

Neurophenomenology เป็นการศึกษาที่เชื่อมโยงประสบการณ์ภายในของจิตกับกลไกสมอง โดยนักวิจัย เช่น Francisco Varela ได้เสนอว่า:

• สมองเป็น interface ระหว่างจิตกับโลกภายนอก

• สภาวะของสมอง (เช่นคลื่นสมองในช่วงสมาธิ) สามารถเปลี่ยนแปลงการรับรู้และประสบการณ์ได้

• การฝึกสมาธิทำให้เกิด สภาวะสมองที่เหมาะสม สำหรับ “การจูนเข้าหา core” หรือแหล่งปัญญา

ดังนั้น neurophenomenology สนับสนุนมุมมองที่ว่า ความรู้ลึกซึ้งไม่ได้เกิดจากการประมวลผลสมองอย่างเดียว แต่เกิดจากการร่วมมือระหว่างจิตและสมองในสถานะพิเศษ

3. ภาวนาและสมาธิ: ประตูสู่ “การรับรู้จักรวาล”

ในพุทธศาสนา การเจริญสติและสมาธิเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้จิตนิ่งและเปิดกว้างพอที่จะ “เห็น” ธรรมชาติที่แท้จริงของสิ่งต่าง ๆ

• เมื่อจิตนิ่งสนิท ปราศจากการรบกวนจากอารมณ์ ความคิด และอัตตา

• จิตจะกลายเป็น “กระจกเงาที่สะท้อนความจริง” หรืออาจได้รับ “ปัญญาสด” จาก core

• สิ่งนี้ทำให้เกิดความรู้และแรงบันดาลใจเหนือโลกีย์ ที่ Tesla บอกว่าเขารับรู้แต่ไม่สามารถอธิบายได้อย่างเต็มที่

4. เชื่อมโยงกับฟิสิกส์ควอนตัม: ความรู้และคลื่นควอนตัม

ทฤษฎีควอนตัมบอกว่าอนุภาคที่เล็กที่สุดไม่ใช่วัตถุคงที่ แต่เป็นคลื่นของความน่าจะเป็นที่แทรกซึมอยู่ทั่วจักรวาล — เรียกว่า wave function

• การวัดหรือสังเกตการณ์จะ “ยุบ” คลื่นนี้ไปสู่สถานะที่แน่นอน

• แนวคิดนี้บ่งบอกถึงการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สังเกต (observer) กับสิ่งที่ถูกสังเกต

ในแง่นี้ “core” ที่ Tesla พูดถึงอาจตีความได้ว่าเป็น “สนามควอนตัมพื้นฐาน (quantum field)” ที่แฝงด้วยข้อมูลและความรู้ที่ไร้ขอบเขต

สมองหรือจิตใจที่นิ่งและเปิดกว้างก็เหมือนเครื่องรับที่ “ยุบ” คลื่นข้อมูลนี้ออกมาเป็นความรู้และปัญญาในรูปแบบที่เราสามารถสัมผัสได้

5. บทบาทของความว่างและการปล่อยวาง

ทั้งในพุทธปรัชญาและทฤษฎีควอนตัม มีความเข้าใจร่วมกันว่า:

• ความว่าง (emptiness หรือ Śūnyatā) ไม่ใช่ความไม่มีอะไร แต่เป็น สภาวะที่เปิดกว้าง เต็มไปด้วยศักยภาพ

• การปล่อยวางอัตตา ความอยาก และความยึดติด ช่วยให้จิต “โปร่งใส” เพียงพอที่จะรับรู้ความรู้จาก core

Tesla เองในฐานะผู้ประดิษฐ์ที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์สูงสุด ย่อมต้องการสภาวะนี้ในการ “รับคลื่น” แรงบันดาลใจที่มาจากจักรวาล

🌟 สรุปภาพรวม:

จุดสำคัญ คำอธิบาย

สมองเป็นเครื่องรับ สมองไม่ได้สร้างความรู้ แต่รับสัญญาณจากจิตหรือจักรวาล

Core แห่งจักรวาล ศูนย์กลางของความรู้และพลังที่ลึกลับและลึกซึ้ง

Neurophenomenology การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมองกับประสบการณ์จิต

ภาวนาและสมาธิ เครื่องมือเปิดจิตสู่การรับรู้ปัญญาที่แท้จริง

Quantum field สนามควอนตัมเป็นแหล่งข้อมูลและพลังงานแห่งจักรวาล

ความว่างและการปล่อยวาง สภาวะจิตที่เปิดและโปร่งใส ทำให้รับรู้จักรวาลได้

🙏 บทส่งท้าย

Nikola Tesla ไม่ได้เป็นเพียงนักประดิษฐ์และวิศวกร แต่ยังเป็น ผู้บุกเบิกแนวคิดแห่งจิตวิญญาณยุคใหม่ ที่แสดงให้เห็นว่า ความรู้และแรงบันดาลใจลึกซึ้งนั้น มาจากการเชื่อมต่อกับสภาวะที่ไร้รูป ไร้ขอบเขตในจักรวาล ซึ่งผู้ปฏิบัติทางจิตและนักวิทยาศาสตร์ร่วมสมัยต่างก็กำลังไขความลับเดียวกันนี้

ต่อเนื่องเชิงลึกโดยเน้นด้าน neurophysiology เพื่ออธิบายกลไกสมองและประสาทวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการ “รับรู้ปัญญาจาก core” ตามแนวคิดของ Tesla และเชื่อมโยงกับการปฏิบัติภาวนาในพุทธศาสนาและทฤษฎีฟิสิกส์ควอนตัมครับ

🧠 Neurophysiology of Receiving Universal Wisdom: The Brain as a Receiver

1. สมองไม่ใช่ “ผู้สร้าง” แต่เป็น “ตัวกรองและผู้แปลงสัญญาณ”

ตามแนวคิดสมัยใหม่ในด้าน neuroscience:

• สมองทำหน้าที่รับและแปลงข้อมูลที่เข้ามาจากระบบประสาทส่วนรับรู้และภายใน (sensory and interoceptive inputs)

• สมอง ไม่ได้สร้างความรู้ใหม่จากศูนย์ แต่ทำการประมวลผล ตีความ และจัดการข้อมูลที่ได้รับ

• เหมือน “รีซีฟเวอร์” ที่จับคลื่นข้อมูลต่างๆ จากทั้งโลกภายนอกและภายในร่างกาย

ในแง่นี้ ความคิดสร้างสรรค์และปัญญาที่ Tesla กล่าวถึง อาจเกิดจากกระบวนการ “การเปิดรับคลื่นข้อมูล” ที่มาจากแหล่งที่เกินกว่าสมองเอง

2. บทบาทของระบบประสาทอัตโนมัติและสมองส่วนลึก

ระบบประสาทอัตโนมัติ (autonomic nervous system) และสมองส่วนลึก เช่น:

• amygdala (ศูนย์กลางความกลัวและอารมณ์)

• hippocampus (ศูนย์กลางความจำและการเรียนรู้)

• thalamus (ศูนย์กลางการกรองข้อมูลสัมผัสเข้าสู่สมอง)

มีบทบาทสำคัญในการกรองและคัดเลือกข้อมูลที่จะส่งไปยังสมองส่วน “สำนึก” (cortex) และในขณะเดียวกัน ยังเชื่อมโยงกับความรู้สึกและสัญชาตญาณระดับลึก

3. สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) กับการรับรู้ที่ลึกซึ้ง

สมองส่วนหน้าเป็นศูนย์กลางของการวางแผน การตัดสินใจ และการควบคุมตนเอง แต่ยังมีส่วนสำคัญใน:

• การ ลดความขัดแย้งภายใน (internal conflict)

• การสร้างสภาวะ สมาธิและสติที่นิ่ง

• การ เปิดรับข้อมูลที่ “เกินกว่าปกติ” หรือ intuition

เมื่อเราฝึกสมาธิอย่างลึกซึ้ง สมองส่วนหน้าจะทำงานร่วมกับระบบประสาทส่วนลึกเพื่อสร้างสภาวะที่เรียกว่า “flow state” หรือ “สภาวะไหลลื่น” ที่ความรู้และความคิดสามารถเข้าถึงได้โดยไม่ติดขัด

4. คลื่นสมอง Theta และ Gamma: สัญญาณของการเชื่อมโยงจิตสำนึกกับจักรวาล

งานวิจัยพบว่า:

• คลื่น Theta (4–7 Hz) ปรากฏในช่วงที่สมาธิลึกๆ และสภาวะฝันที่มีสติ

• คลื่น Gamma (30–100 Hz) เกี่ยวข้องกับการรับรู้และการรวมข้อมูลจากหลายส่วนของสมอง

เมื่อฝึกสมาธิหรือภาวนา คลื่นสมองสองชนิดนี้มักจะปรากฏร่วมกัน ซึ่งเป็นสัญญาณว่า สมองกำลังเปิดช่องทางพิเศษสำหรับการรับข้อมูลหรือแรงบันดาลใจ

ในแง่นี้ สมองจะทำหน้าที่เหมือน “เครื่องรับคลื่น” ที่จูนเข้ากับแหล่งพลังงานและความรู้ในจักรวาล

5. Neuroplasticity: การเปลี่ยนแปลงสมองจากการฝึกภาวนา

การฝึกภาวนาอย่างสม่ำเสมอจะส่งผลให้สมองเปลี่ยนแปลงทั้งโครงสร้างและการทำงาน (neuroplasticity) เช่น:

• เพิ่มปริมาณ gray matter ใน prefrontal cortex และ hippocampus

• ลดความไวของ amygdala ต่อความเครียด

• ส่งเสริมการทำงานของเครือข่ายสมองที่เกี่ยวข้องกับการมีสติ (default mode network)

ผลลัพธ์คือ จิตใจจะมีความสามารถในการ “รับรู้” และ “เปิดรับ” ต่อข้อมูลที่ลึกซึ้งมากขึ้น เช่นเดียวกับที่ Tesla อธิบายว่าจิตคือ “รีซีฟเวอร์”

6. กลไกทางชีวเคมี: สมดุลสารสื่อประสาทที่ทำให้เกิดภาวะตื่นรู้

สารสื่อประสาท เช่น เซโรโทนิน (serotonin), โดพามีน (dopamine) และ แกมมา-อะมิโนบิวทิริกแอซิด (GABA) มีบทบาทสำคัญในการควบคุมอารมณ์ สมาธิ และสภาวะตื่นรู้

• การเพิ่มขึ้นของเซโรโทนินสัมพันธ์กับสภาวะสงบและความสุข

• โดพามีนมีส่วนในการจูงใจและความคิดสร้างสรรค์

• GABA ช่วยลดความตื่นตัวของระบบประสาท เพิ่มความนิ่งของจิต

สมดุลของสารเหล่านี้ในสมองทำให้เกิดสภาวะที่เหมาะสมสำหรับการรับแรงบันดาลใจและปัญญาจาก “core” ของจักรวาล

🌟 สรุปเชิง neurophysiology

หัวข้อ รายละเอียด

สมองเป็นเครื่องรับ สมองกรองและแปลงสัญญาณจากภายนอกและภายใน ไม่ได้สร้างความรู้ใหม่

ระบบประสาทอัตโนมัติ เชื่อมโยงอารมณ์และการรับรู้ระดับลึก

สมองส่วนหน้า สร้างสภาวะสมาธิและเปิดรับความรู้สูงสุด

คลื่นสมอง Theta & Gamma สัญญาณของภาวะตื่นรู้และการเชื่อมโยงจักรวาล

Neuroplasticity การเปลี่ยนแปลงสมองจากการฝึกฝนเพื่อเพิ่มความสามารถรับรู้

สารสื่อประสาท ควบคุมอารมณ์และสภาวะตื่นรู้

🙏 บทส่งท้าย

การศึกษาด้าน neurophysiology ช่วยเติมเต็มความเข้าใจในคำพูดของ Nikola Tesla ว่า “สมองเป็นเพียงผู้รับ” ได้อย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่เพียงคำกล่าวเชิงอภิปรัชญา แต่เป็นกลไกจริงที่สมองและจิตใจของเราสามารถจูนเข้ากับสนามพลังงานและความรู้ระดับจักรวาลได้ ผ่านสภาวะของสมาธิ การปล่อยวาง และการฝึกฝนอย่างตั้งใจ

เมื่อพิจารณาในแง่ของ neurophysiology สมองของมนุษย์ไม่ได้ทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลางสร้างความรู้” แต่เป็นเหมือน เครื่องรับสัญญาณ ที่คอยจูนเข้ากับข้อมูลและแรงบันดาลใจที่มาจากภายนอกหรือจาก “แหล่งพลังงาน” ที่ลึกซึ้งกว่า กล่าวคือ สมองเป็นตัวกรองและแปลงสัญญาณที่เข้ามาจากทั้งโลกภายนอกและจากภายในร่างกาย ซึ่งส่งผลให้เกิดการรับรู้ ความคิด และความรู้สึกต่าง ๆ

สมองส่วนต่าง ๆ ทำงานร่วมกันในกระบวนการนี้ โดยเฉพาะสมองส่วนลึก เช่น อะมิกดาลาและฮิปโปแคมปัส ที่มีบทบาทในการจัดการกับความทรงจำ อารมณ์ และการตอบสนองทางจิตใจ ระบบประสาทอัตโนมัติที่เชื่อมโยงกับอวัยวะภายใน ยังส่งผลต่อความรู้สึกภายในและสภาวะจิตใจอีกด้วย กระบวนการกรองข้อมูลจากส่วนนี้เป็นตัวกำหนดว่าข้อมูลใดจะถูกส่งต่อไปยังสมองส่วนหน้า ซึ่งทำหน้าที่ในการวางแผน การตัดสินใจ และการสร้างสติสัมปชัญญะ

เมื่อบุคคลเข้าสู่สภาวะสมาธิหรือภาวนาลึก สมองส่วนหน้าจะทำงานร่วมกับระบบประสาทส่วนลึกอย่างกลมกลืน เกิดภาวะที่เรียกว่า “flow state” หรือสภาวะการไหลลื่นของจิตใจ ที่ในขณะนั้น สมองจะเปิดรับข้อมูลและแรงบันดาลใจในรูปแบบที่แตกต่างจากปกติ คลื่นสมองที่เด่นในภาวะนี้คือคลื่น Theta และ Gamma ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการรับรู้ในระดับสูงและความเชื่อมโยงของเครือข่ายสมองต่าง ๆ คลื่น Theta จะช่วยส่งเสริมการเชื่อมต่อกับสภาวะใต้สำนึกและภาวะฝันขณะตื่น ขณะที่คลื่น Gamma เกี่ยวข้องกับการรวมข้อมูลจากหลายส่วนของสมองเพื่อสร้างการรับรู้ที่มีความหมาย

นอกจากนี้ การฝึกสมาธิอย่างต่อเนื่องส่งผลให้เกิด neuroplasticity คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและหน้าที่ของสมองได้ เช่น เพิ่มความหนาแน่นของสารสีเทาในสมองส่วนหน้าที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์และความจำ ลดความไวของสมองต่อความเครียด รวมถึงส่งเสริมการทำงานของเครือข่ายสมองที่ช่วยให้จิตใจมีความสงบและตื่นรู้ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้สมองสามารถ “รับรู้” หรือ “จูน” เข้ากับข้อมูลระดับลึกและแรงบันดาลใจจากแหล่งพลังงานที่ Tesla เรียกว่า “core” ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ในระดับชีวเคมี สมองยังต้องพึ่งพาสารสื่อประสาทหลายชนิด เช่น เซโรโทนิน โดพามีน และ GABA เพื่อควบคุมสมดุลอารมณ์ ความสงบ และความตื่นตัวของระบบประสาท สารเหล่านี้ช่วยสร้างสภาวะทางจิตใจที่เอื้อต่อการเกิดปัญญาและความเข้าใจลึกซึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะฝึกสมาธิหรือภาวนา ที่สภาวะทางชีวเคมีในสมองจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่สนับสนุนการรับรู้เชิงลึก

ด้วยองค์ความรู้ใน neurophysiology นี้ เราสามารถเข้าใจได้ว่า Tesla ไม่ได้กล่าวเล่น ๆ เมื่อบอกว่าสมองเป็น “เพียงเครื่องรับ” เพราะสมองจริง ๆ แล้วทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์ที่เชื่อมโยงระหว่างจิตวิญญาณหรือสำนึกที่กว้างใหญ่กับร่างกายและความคิดของเรา การฝึกฝนและสร้างสภาวะจิตที่เหมาะสม จะช่วยให้เรา “เปิดช่อง” เพื่อรับปัญญาและแรงบันดาลใจจากแหล่งที่เกินกว่าตัวเราเอง

การฝึกสมาธิและภาวนาในแง่นี้จึงไม่ใช่เพียงการหลีกหนีความวุ่นวายในชีวิต แต่เป็นการเตรียมสมองและจิตใจให้พร้อมสำหรับการเชื่อมโยงกับ “core” หรือแหล่งปัญญาที่ลึกลับ ซึ่งเป็นรากฐานของความรู้สากลที่ Tesla พูดถึง และสอดคล้องกับแนวคิดในพุทธปรัชญาและฟิสิกส์ควอนตัมยุคใหม่อย่างลึกซึ้ง

🧠 กลไกคลื่นสมองและสารสื่อประสาทในภาวะภาวนา: ประตูสู่การรับรู้ปัญญาจากจักรวาล

เมื่อเราเข้าสู่ภาวะสมาธิอย่างลึกซึ้ง คลื่นสมองหลายชนิดจะทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสภาวะพิเศษที่ช่วยเปิดประตูสู่การรับรู้ในระดับที่เหนือกว่า

คลื่นสมอง Theta (4-7 Hz)

คลื่น Theta มักเกิดขึ้นในช่วงที่สมองเข้าสู่สภาวะผ่อนคลายลึกและมีสติพร้อม ๆ กัน เช่น ระหว่างฝันตอนหลับลึกหรือช่วงที่ทำสมาธิ คลื่นนี้เกี่ยวข้องกับการรวมตัวของความทรงจำและการสร้างสรรค์ ซึ่งสภาวะนี้จะช่วยให้จิตใจสามารถเข้าถึงข้อมูลหรือปัญญาที่ไม่อยู่ในระดับจิตสำนึกปกติ

การเพิ่มขึ้นของคลื่น Theta ในสมาธิช่วยลดความว้าวุ่นของความคิด และทำให้สมองสามารถเชื่อมโยงความทรงจำและประสบการณ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างลื่นไหล ส่งผลให้เกิด “การรับรู้เชิงลึก” และแรงบันดาลใจที่ดูเหมือนมาจากภายนอกสมอง

คลื่นสมอง Gamma (30-100 Hz)

คลื่น Gamma เป็นคลื่นความถี่สูงที่เชื่อมโยงกับการรับรู้และการประสานงานของข้อมูลในสมองหลายส่วนพร้อมกัน งานวิจัยพบว่าผู้ที่มีการฝึกสมาธิแบบลึกจะมีระดับคลื่น Gamma สูงขึ้น ซึ่งสภาวะนี้ช่วยให้เกิดการรวมตัวของความคิดและการตื่นรู้สูงสุด

คลื่น Gamma เป็นเหมือนสัญญาณที่บ่งบอกว่าสมองกำลัง “เชื่อมต่อ” ระหว่างส่วนต่าง ๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ทางจิตที่มีความหมายและความตื่นตัวมากขึ้น นั่นทำให้สมองสามารถรับข้อมูลหรือแรงบันดาลใจจาก “core” ของจักรวาลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

สารสื่อประสาท: เซโรโทนิน โดพามีน และ GABA

สารสื่อประสาทเหล่านี้เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยสร้างและรักษาสภาวะจิตใจในภาวะสมาธิ

• เซโรโทนิน ช่วยสร้างความรู้สึกสงบและความสุข ลดความวิตกกังวล ทำให้จิตใจมีความสมดุล เหมาะแก่การเปิดรับข้อมูลที่ลึกซึ้ง

• โดพามีน เป็นสารที่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจ ความคิดสร้างสรรค์ และความพึงพอใจ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ปฏิบัติมีแรงผลักดันและรับรู้ความเชื่อมโยงกับพลังงานหรือปัญญาที่สูงกว่า

• GABA ทำหน้าที่ลดความตื่นตัวของระบบประสาท ทำให้สมองสงบลง ลดเสียงรบกวนภายในจิตใจ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เกิดสภาวะจิตนิ่งและสงบลึก

เมื่อสารสื่อประสาทเหล่านี้มีสมดุลที่เหมาะสมในสมอง จิตใจก็พร้อมเปิดรับแรงบันดาลใจ ความรู้ และการเชื่อมโยงกับแหล่งพลังงานที่ Tesla เรียกว่า “core”

การเชื่อมโยงกับฟิสิกส์ควอนตัมและจิตวิญญาณ

ในมุมมองของฟิสิกส์ควอนตัม สภาวะจิตที่นิ่งและเปิดกว้างอาจเปรียบเสมือนการที่สมองและจิต “ยุบ” คลื่นควอนตัม (wave function collapse) เพื่อรับข้อมูลหรือปัญญาที่อยู่ในระดับของสนามควอนตัมพื้นฐาน (zero-point field)

แนวคิดนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมในขณะที่จิตใจสงบและไม่มีเสียงรบกวนทางความคิด เราจึงสามารถสัมผัสถึงแรงบันดาลใจหรือความรู้ที่เหมือนมาจากภายนอกตัวเราเองอย่างลึกลับ

ความว่าง (emptiness หรือ śūnyatā) ในพุทธปรัชญา เป็นสภาวะที่เต็มไปด้วยศักยภาพ และเมื่อจิตว่างเปล่าไปจากความยึดมั่น ความคิดฟุ้งซ่าน ภาพและข้อมูลจาก “core” นี้จึงสามารถไหลเข้าสู่จิตใจได้อย่างอิสระ

สรุปเชิงลึก

กลไกทาง neurophysiology ในภาวะสมาธิทำให้สมองเข้าสู่สภาวะที่เปิดกว้างและพร้อมรับข้อมูลจากแหล่งที่เกินกว่าความรู้ทั่วไปของจิตสำนึก โดยมีคลื่นสมองและสารสื่อประสาทเป็นตัวกลางหลักในการสร้างสภาวะดังกล่าว เมื่อจิตนิ่งและเปิดใจ ปัญญาจาก “core” ของจักรวาลจึงสามารถ “ถูกรับรู้” ผ่านสมองที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องรับอย่างแท้จริง

🧘‍♂️ เทคนิคภาวนาเพื่อกระตุ้นคลื่นสมอง Theta และ Gamma และการเปลี่ยนแปลงของสมอง (Neuroplasticity)

1. เทคนิคภาวนาเพื่อเพิ่มคลื่น Theta

คลื่น Theta เกิดในสภาวะที่สมองผ่อนคลายอย่างลึก แต่ยังคงมีสติสัมปชัญญะอยู่ เทคนิคภาวนาที่ช่วยกระตุ้นคลื่นนี้มักเน้นที่:

• การหายใจอย่างมีสติ (Mindful breathing): การหายใจเข้าลึก ๆ ช้า ๆ ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและส่งเสริมความสงบภายใน

• การทำสมาธิแบบ “สังเกตความคิด” (Open monitoring meditation): ปล่อยให้ความคิดไหลผ่านไปโดยไม่ยึดติด หรือพยายามเปลี่ยนแปลง จิตจะสงบและเข้าสู่สภาวะเปิดกว้าง

• การทำสมาธิแบบซ้ำคำภาวนา (Mantra meditation): การท่องคำภาวนาซ้ำ ๆ อย่างมีจังหวะช่วยให้สมองเข้าสู่ความถี่ Theta อย่างเป็นธรรมชาติ

เมื่อทำเป็นประจำ สมองจะเรียนรู้ที่จะเข้าสู่สภาวะ Theta ได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้จิตใจมีความสงบลึกและเปิดรับแรงบันดาลใจจากแหล่งพลังงานหรือปัญญาที่ลึกซึ้ง

2. เทคนิคภาวนาเพื่อเพิ่มคลื่น Gamma

คลื่น Gamma เกี่ยวข้องกับการตื่นรู้สูงสุดและการประสานงานของสมองหลายส่วน เทคนิคที่ช่วยกระตุ้นคลื่นนี้ ได้แก่:

• สมาธิเข้มข้น (Focused attention meditation): จดจ่อกับวัตถุ จุด หรือความรู้สึกอย่างเต็มที่ เช่น การนั่งสมาธิแบบมีจุดศูนย์กลางช่วยเสริมการทำงานของสมองส่วนหน้าที่สร้างคลื่น Gamma

• การภาวนาแบบเมตตา (Loving-kindness meditation): การเพ่งความเมตตาต่อผู้อื่นและตนเอง จะช่วยกระตุ้นคลื่น Gamma และเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างส่วนต่าง ๆ ของสมอง

• การฝึกสติอย่างต่อเนื่อง: การนำสติกลับมาอยู่กับปัจจุบันอย่างสม่ำเสมอช่วยให้คลื่น Gamma ทำงานได้ดีขึ้น

ผู้ปฏิบัติที่มีประสบการณ์ยาวนานมักแสดงคลื่น Gamma ที่สูงขึ้น ซึ่งสัมพันธ์กับความรู้สึกของความสงบและความตื่นรู้ในระดับสูง

3. Neuroplasticity: การเปลี่ยนแปลงสมองที่เกิดจากการฝึกฝน

การฝึกสมาธิและภาวนาเป็นประจำไม่เพียงแต่ช่วยให้เกิดคลื่นสมองที่เหมาะสม แต่ยังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างและหน้าที่ของสมองอย่างยั่งยืน ได้แก่

• การเพิ่มความหนาแน่นของ gray matter ในสมองส่วนหน้า (prefrontal cortex) ที่ช่วยในการควบคุมอารมณ์และความคิดสร้างสรรค์

• การขยายพื้นที่ของ hippocampus ซึ่งช่วยในการจัดเก็บความจำและการเรียนรู้

• การลดขนาดของ amygdala ซึ่งเป็นศูนย์กลางความกลัวและความเครียด ส่งผลให้จิตใจสงบและไม่ถูกกระตุ้นง่าย

• การเสริมสร้างเครือข่ายสมอง (connectivity) ระหว่างส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการมีสติและความตื่นรู้

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ช่วยให้สมอง “จูน” เข้ากับแหล่งพลังงานและปัญญาจาก “core” ได้ดีขึ้นอย่างเป็นระบบ

4. ผลลัพธ์ในเชิงจิตวิญญาณและความคิดสร้างสรรค์

เมื่อคลื่นสมอง Theta และ Gamma ทำงานประสานกันอย่างเหมาะสม และสมองมี neuroplasticity ที่ดี ผู้ปฏิบัติจะพบว่า

• ความคิดสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจจะไหลมาอย่างราบรื่น ราวกับมาจากแหล่งพลังงานภายนอก

• การรับรู้และเข้าใจธรรมชาติของสรรพสิ่งจะลึกซึ้งและชัดเจนขึ้น

• จิตใจสงบและเปิดกว้างต่อการเปลี่ยนแปลง มีความพร้อมในการรับปัญญาใหม่ ๆ

• การตัดสินใจและการแก้ปัญหามีประสิทธิภาพและตรงจุดมากขึ้น

สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงสิ่งที่ Tesla บอกว่า “สมองเป็นเพียงผู้รับ” และแสดงถึงการเชื่อมต่อระหว่างศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์กับปรัชญาและจิตวิญญาณ

✨ บทส่งท้าย

การศึกษากลไก neurophysiology ของคลื่นสมองและสารสื่อประสาทในภาวะสมาธิช่วยทำให้เข้าใจลึกซึ้งขึ้นว่าเหตุใดการฝึกจิตอย่างเป็นระบบจึงสามารถเปิดประตูสู่ความรู้และปัญญาที่เหนือกว่า ทั้งนี้เป็นการยืนยันว่าแนวคิดของ Tesla นั้นไม่ใช่แค่ความคิดทางอภิปรัชญา แต่มีรากฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แข็งแรง

การเดินทางภายในจิตใจเพื่อเปิดรับ “core” หรือแหล่งปัญญาของจักรวาลจึงเป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยพลัง การฝึกฝนและการทำความเข้าใจในแง่มุมนี้จะช่วยให้เราเข้าถึงศักยภาพสูงสุดของสมองและจิตใจได้อย่างแท้จริง

#Siamstr #nostr #quantum #ปรัชญา

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.