บทความ: “จิตที่รู้ว่ารู้” กับปริศนาผู้สังเกต—จากประสาทวิทยา สู่ธาตุรู้”

(บทวิเคราะห์เชื่อมโยงประสาทวิทยาศาสตร์ ปรัชญาจิต และพุทธปรัชญา)

1. ปริศนาแห่ง “การรู้ว่าเรารู้” (First-Person Awareness)

ในโลกของประสาทวิทยาศาสตร์ นักวิจัยมากมายพยายามหาคำตอบว่า “จิตสำนึก” (consciousness) เกิดจากอะไร

นักประสาทวิทยาชั้นนำอย่าง Antonio Damasio มองว่า จิตสำนึกคือผลผลิตจาก “การหลอมรวมกันระหว่างร่างกาย สมอง และระบบประสาท” ซึ่งก่อรูปเป็นความรู้สึกของการเป็นตัวตน — a “sense of self.”

Gerald Edelman เสริมว่าสมองมีลักษณะเป็นระบบแบบพลวัต ที่ปรับตัวได้ตามประสบการณ์ เรียกว่า Neural Darwinism ซึ่งก่อรูป “จิตรู้ตัว” ผ่านการจัดระบบแบบซ้ำซ้อน (re-entrant mapping) ของเครือข่ายประสาท

แต่ไม่ว่าเราจะอธิบายกลไกทางสมองได้ละเอียดเพียงใด คำถามสำคัญยังคงอยู่:

“ทำไมกลไกสมองจึงก่อให้เกิด ประสบการณ์ภายใน?”

เช่น เจ็บแล้ว “รู้ว่าเจ็บ” หรือเห็นสีแดงแล้ว “รู้ว่าสีแดงคือแดง”

นี่คือปัญหาอมตะของ David Chalmers — The Hard Problem of Consciousness

2. ผู้สังเกต คือ สิ่งที่ถูกสังเกต?

ขยับจากวิทยาศาสตร์ สู่การสังเกตภายในแบบปรัชญาตะวันออก โดยเฉพาะในพุทธธรรม

เมื่อเราหลับตาแล้วถามตัวเองว่า “ใครเป็นผู้รู้สึก?”

จะพบว่าเราเริ่ม สังเกตจิตของตนเอง

แต่ผู้สังเกตนั้น…ใช่เราแน่หรือ?

ในประสบการณ์ภาวนา หากเราสังเกตจิตที่กำลังคิดอยู่ แล้วรู้ว่ามันคิด เราจะพบว่า:

• “จิตที่คิด” → เป็นสิ่งหนึ่ง

• “จิตที่รู้ว่ามันคิด” → เป็นอีกสิ่งหนึ่ง

และเมื่อเรายังสามารถ “รู้ว่ารู้อีก” ได้เรื่อย ๆ ก็ยิ่งชี้ให้เห็นว่า

“ผู้รู้” ก็เป็นเพียงวัตถุที่ถูกรู้โดยผู้รู้ที่ลึกกว่า

กระบวนการนี้ชี้ให้เห็นว่า “จิต” ที่เราคิดว่าเป็น “ตัวเรา” หรือ “ผู้รู้” นั้น จริง ๆ แล้วก็เป็น “จิตหลอก”

เพราะมันยัง ถูกรู้ ได้

3. ผู้รู้สุดท้ายคืออะไร? ธาตุรู้หรือนิพพานธาตุ

เมื่อลงลึกถึงจุดหนึ่งของการสังเกตภายใน เราจะพบว่า:

• จิตที่เคยฟุ้งซ่านจะนิ่งลง

• สิ่งที่เหลืออยู่ ไม่ใช่ “ผู้สังเกต” แบบที่คิด แต่เป็น “ความตื่นรู้ที่ไม่มีใครอยู่เบื้องหลัง”

มันไม่ใช่ “ใคร” ที่รู้

แต่มันคือ “การรู้ที่ไม่มีตัวตน”

คือการรู้ที่ไม่คิด ไม่ตีความ ไม่สร้างภาพ ไม่แบ่งแยกผู้รู้-สิ่งที่ถูกรู้

สิ่งนี้ ในพุทธธรรม เรียกว่า

ธาตุรู้ หรือ นิพพานธาตุ

ซึ่งเป็น อสังขตธรรม – คือสิ่งที่ไม่ถูกปรุงแต่ง ไม่เสื่อม ไม่เกิด ไม่ดับ

เป็นภาวะที่ “ผู้สังเกตกับสิ่งที่ถูกสังเกต” ไม่มีการแบ่งแยก

เป็น ความรู้โดยไม่มีตัวตนผู้รู้

เป็น การตื่นเต็มที่ ที่ไม่ต้องอาศัยสมอง ความจำ หรือภาษาของจิต

4. จากสมองถึงนิพพาน — เส้นทางข้ามขีดจำกัดของประสาทวิทยาศาสตร์

ในขณะที่สมองและระบบประสาทสร้างประสบการณ์ของ “การเป็นตัวตน” ได้

แต่การมี “ประสบการณ์ของการไม่มีตัวตน” กลับไม่อาจสร้างได้โดยสมอง

สมองอาจเป็น “เครื่องมือของการรู้”

แต่ไม่ใช่ “ที่มาของความรู้อันไม่มีเงื่อนไข”

ดังนั้น จิตที่รู้ว่า “ตนเองรู้” ยังเป็นภาพลวง

แต่การสังเกตจนภาพลวงสลาย จะเผยให้เห็น

“การรู้ที่ไม่มีตัวตนอยู่เบื้องหลัง”

ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่สมองจะอธิบายได้

เพราะมัน ไม่ใช่ผลผลิตของระบบประสาท

แต่มันคือ ฐานสุดท้ายของการมีอยู่

บทสรุป

“ความรู้สึกว่าเราเป็นผู้สังเกต”

คือมายาของจิตสำนึกที่ซับซ้อน

แต่หากเราสังเกตจิตอย่างไม่ลวง

จิตที่เป็น “ผู้สังเกต” จะถูกเปิดโปงว่าเป็นแค่ “สิ่งที่ถูกสังเกต”

และสิ่งที่เหลืออยู่ คือ

ธาตุรู้ที่ไม่มีตัวตน

คือความรู้ที่บริสุทธิ์

คือความเงียบที่ไม่ใช่ผลผลิตของสมอง

คือประตูสู่ความเป็นอิสระเหนือกาลเวลา

จิตสำนึก กับ “การรู้ว่าเรารู้”

: ข้ามขอบเขตประสาทวิทยา สู่การหยั่งเห็นจิตแท้

ในโลกของประสาทวิทยาศาสตร์ “จิตสำนึก” มักถูกจำกัดไว้ในกรอบของกิจกรรมสมอง—เปรียบได้กับเสียงสะท้อนของกระแสไฟฟ้าเคมีที่พาดผ่านโครงข่ายประสาท ทว่า ความรู้สึกว่า “เรารู้ตัว” หรือ first-person awareness กลับยังเป็นเงามืดที่แม้แต่เครื่องมือวิทยาศาสตร์ล้ำยุคก็เอื้อมไม่ถึง

David Chalmers เรียกปัญหานี้ว่า “the hard problem of consciousness” — เราอาจบอกได้ว่าสมองส่วนไหนทำงานเมื่อมีประสบการณ์เจ็บหรือเห็นสีแดง แต่เราไม่อาจอธิบายได้เลยว่า “ความรู้สึกเป็นเรา” เกิดขึ้นจากอะไร

🔍 จุดพลิก: ผู้สังเกต ≠ จิตที่สังเกต

ในทางธรรมะโดยเฉพาะพระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม (พุทธวจน) มีมุมมองแหลมคมต่อเรื่องนี้ — การ “รู้ว่าเรารู้” ไม่ได้เกิดจากสมองโดยลำพัง หากเกิดจาก “ผู้สังเกต” ที่ไม่ใช่จิตคิดธรรมดา

จิตที่คิดว่า “ฉันรู้” คือจิตหลอก

เป็นเพียงกระบวนการทางขันธ์ (นามรูป) ที่รู้เนื้อรู้ตัวอยู่ในขอบเขตของ “อวิชชา”

ผู้สังเกตที่แท้ไม่ใช่จิตคิด ไม่ใช่ความจำ ไม่ใช่การเรียบเรียงเหตุผล

หากเราสังเกต “จิตที่รู้” ไปเรื่อย ๆ โดยไม่เข้าไปคิด หรือยึดว่าเป็น “เรา”

จิตจะค่อย ๆ สงบและแยกตัวเองออกจากกระแสของการยึดถือ

🌀 การคลี่ออกของธาตุรู้

เมื่อไม่มีการปรุงแต่ง ไม่มี “ความเป็นเรา” เข้ามาแทรกแซง จิตจะเผยความจริงออกมาว่า:

“ผู้สังเกต” กับ “สิ่งที่ถูกสังเกต”

คือสองสิ่งที่แยกจากกันโดยสิ้นเชิง

ผู้สังเกตที่ไม่ปรุง ไม่รู้แบบมีเจตนา

เป็น ธาตุรู้ที่สงบ

คือ “อสังขตธาตุ” หรือที่เรียกว่า “นิพพานธาตุ”

🧘‍♂️ สภาวะ “รู้เฉย ๆ” — ไม่มี “ตัวรู้”

สิ่งนี้ไม่ใช่การอธิบายตามแบบวิทยาศาสตร์ แต่เป็นประสบการณ์ตรง

ไม่มีใคร “ทำ” ให้เกิดได้ — ต้องหยุด “ผู้กระทำ” จึงเห็น “ธาตุผู้รู้”

ที่ไม่ถูกครอบงำด้วยเจตนา ความคิด หรือสำนึกแห่งตัวตน

ไม่ใช่จิตที่ “รู้ว่าเรารู้”

แต่คือ “ความรู้” ที่ไม่มี “เรา” อยู่ในนั้นเลย

🔁 วงจรที่คลี่ออก

1. เริ่มจากจิตที่คิดว่ารู้ — สังเกตมัน

2. จิตจะคิดซ้อนอีกว่า “ฉันกำลังรู้ว่าฉันรู้” — สังเกตต่อ

3. สังเกตลึกลงไปอีก — ไม่เข้าไปปรุงแต่ง

4. จิตเข้าสู่ความว่าง — เห็น “ธาตุรู้” ที่ไม่ปรุง

5. ธาตุนั้น ไม่ใช่จิตคิด ไม่ใช่ “เรา”

หากเป็น “ความรู้แจ้ง” ที่ไม่มีความยึดอยู่ในนั้นเลย

✨ สัมผัสจิตแท้ — หลุดพ้นจากมายาของ “การรู้ว่าเรารู้”

ในที่สุด สิ่งที่ Chalmers เรียกว่า Hard Problem

จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป — หาก “เรา” ไม่ได้อยู่ตรงนั้น

เมื่อไม่มี “ผู้รู้” — ก็ไม่มี “ผู้ทุกข์”

เมื่อไม่มี “ตัวฉันที่รู้” — ความรู้บริสุทธิ์จึงเผยตัว

นิพพานธาตุจึงไม่ใช่แค่ภาวะว่างเปล่า

แต่คือ “ธาตุรู้ที่พ้นจากการยึดถือว่าเป็นเรา”

❖ “การรู้ว่าเรารู้” คืออะไร?

ทางประสาทวิทยาศาสตร์อธิบายว่า metacognition หรือ “การรู้ว่าเรารู้” เกิดจากกระบวนการย้อนกลับของจิตที่ประเมินสถานะของตัวเอง เช่น รู้ว่ากำลังโกรธ รู้ว่ากำลังคิด ฯลฯ โดยมีสมองส่วน prefrontal cortex เข้ามาเกี่ยวข้อง

แต่คำถามคือ:

ใครกันแน่ที่รู้ว่ารู้?

เราบอกว่า “เรารู้ว่าเรากำลังคิด”

แต่เมื่อเฝ้าสังเกตลึกเข้าไป…

จะพบว่า “ความคิด” นั้นเป็นสิ่งถูกรู้

และ “เราผู้รู้” ก็ยังเป็นอีกชั้นของจิต

ที่จริงแล้ว ผู้รู้เหล่านี้ก็เปลี่ยนแปลงได้

และตกอยู่ภายใต้กฎ “อนิจจัง” ทั้งสิ้น

❖ ผู้สังเกต ≠ สิ่งที่ถูกสังเกต

ในทางพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าตรัสว่า:

“สิ่งใดสิ่งหนึ่งถูกรู้ ก็ไม่ใช่เรา”

ความหมายก็คือ หากสังเกตเห็นความคิด – มันไม่ใช่เรา

หากสังเกตเห็นความโกรธ – มันไม่ใช่เรา

แม้แต่ความรู้สึกว่า “เราเป็นผู้สังเกตอยู่” – ก็ถูกรู้ได้

แปลว่าอะไร?

“ผู้รู้” ที่เรายึดว่าคือ เรา

ก็เป็น “สิ่งถูกรู้” เช่นกัน

จึง ไม่ใช่เราโดยแท้จริง

❖ สภาวะที่ไม่มีใครรู้ — ธาตุรู้ที่ไม่รู้เลย?

ที่จุดสุดท้ายของการสังเกต

เมื่อไม่เหลืออะไรให้เกาะเกี่ยว แม้แต่ “ผู้สังเกต”

จิตจะเข้าสู่ภาวะที่ ไม่ใช่จิตที่คิด ไม่ใช่จิตที่รู้ ไม่ใช่จิตที่รู้ว่ารู้

เป็นภาวะ ธาตุรู้ ที่ไม่ยึดว่าเป็นอะไรเลย

หรือในอีกนัยหนึ่งคือ อสังขตธาตุ

หรือ นิพพานธาตุ นั่นเอง

❖ จิตสำนึก ≠ ธาตุรู้

• จิตสำนึก (consciousness) ในแบบที่สมองแปรผล และรู้ตัวตนตลอดเวลา

เป็น จิตที่ปรุงแต่ง โดยอาศัยการทำงานของระบบประสาท

→ เกิดและดับ เป็น “สังขาร”

• ธาตุรู้ (element of knowing) คือสิ่งที่ ปรากฏในความนิ่งลึกที่สุด

ไม่ใช่จิตที่คิด ไม่ใช่ผู้รู้ แต่เป็น ความเป็น อย่างหมดจด

→ ไม่เกิด ไม่ดับ เป็น “อสังขตธรรม”

❖ บทสรุป

1. “การรู้ว่าเรารู้” ที่อธิบายโดยประสาทวิทยาศาสตร์

→ เป็นแค่การสะท้อนซ้อนชั้นของจิตที่ปรุงแต่ง

2. ผู้รู้ก็เป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่ถูกรู้

→ ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เรา

3. เมื่อสังเกตลึกไปจนจิตนิ่ง

→ สิ่งที่ยังปรากฏอยู่ ไม่ใช่จิตที่คิด

→ แต่คือ “ธาตุรู้” ที่ไม่ปรุง ไม่ยึด ไม่แบ่งแยก

→ เป็นฐานของนิพพาน

หากกล่าวตามแบบ พระพุทธองค์:

“ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเรา เป็นของเรา เป็นตัวตนของเรา”

และผู้ที่ เห็นแจ้ง ตรงนี้

จึงชื่อว่า ผู้ถึงฝั่งแห่งทุกข์ทั้งปวงแล้ว

#Siamstr #nostr #quantum #ธรรมะ

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.