บทความนี้เป็นการเรียบเรียงเนื้อหาซึ่งพูดไปในรายการ [สภายาส้ม EP38](https://www.youtube.com/watch?v=CiGu20-n5Ok&t=5107s) เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 26/4/2024

---

> ### ถ้า BRC-20 คือขี้หมาท้องเสียแฉะ ๆ บนฟุตบาทประเทศไทย Rune ก็คงเป็นขี้ชะมดในไร่กาแฟพันธุ์ดีบนเกาะสุมาตรา

---

เช้าวันเสาร์ที่ 20/4/2024 ผมและสมาชิก Right Shift ตื่นแต่เช้าเปิดคอม[ไลฟ์จับตาดูปรากฎการณ์ Bitcoin Halving ครั้งที่ 4](https://youtu.be/JgtKLoYXc1Q) ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่า ปรากฎการณ์นั้นก็ผ่านไปได้ด้วยดี

ในระหว่างนั้นเราได้เห็นค่าธรรมเนียมของเครือข่ายบิตคอยน์พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก เป็นไปตามที่คาดไว้ว่าจะมีคนจำนวนมากที่พยายามจ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อให้ธุรกรรมของตัวเองได้ถูกบรรจุอยู่ในบล็อกประวัติศาสตร์นี้ โดยเฉพาะพวกคนที่ต้องการจะฝังข้อมูลไว้ในเครือข่ายของบิตคอยน์ด้วยวิธีการ "Inscription" ซึ่งเป็นที่นิยมอยู่ก่อนหน้านี้ หรืออีกนัยหนึ่งหากกล่าวตามวิธีคิดแบบ [Ordinals Theory](https://docs.ordinals.com/) คือพวกเขาพยายามจะ mint NFT บนบิตคอยน์นั่นเอง

ในไลฟ์วันนั้นพวกเราเข้าไปสำรวจ[ธุรกรรมลำดับที่ #1](https://mempool.space/th/tx/2bb85f4b004be6da54f766c17c1e855187327112c231ef2ff35ebad0ea67c69e) ของบล็อกที่ 840000 ซึ่งจ่ายค่าธรรมเนียมสูงถึง 6.732 BTC หรือคิดเป็นอัตรา 3,604,819 sat/vB และพบว่าบนธุรกรรมนั้นได้มีการ Inscribe ภาพอักษรรูนนี้เอาไว้

[![image](https://ordiscan.com/content/e16b8b872584112c6e84c5a941e8ad91f9e428458605a0e9f582305dd12ef247i0)](https://ord.link/70279588)

ในตอนนั้นยังไม่มีใครเข้าใจว่ามันมีความหมายอะไร และทำไปทำไม และหันไปให้ความสนใจกับธุรกรรมที่ตกค้างใน mempool จำนวนมากที่จ่ายค่าธรรมเนียมสูงเกินปกติไปมากแต่ยังสูงไม่มากพอที่จะเป็นส่วนหนึ่งในบล็อกสำคัญนั้น เราคิดว่าธุรกรรมเหล่านี้เพียงแค่ "พลาด" เป้าหมายที่พวกเขาต้องการ และจะค่อย ๆ ทะยอยถูกปิดลงบล็อกถัด ๆ มา และคงถูกกำจัดหมดไปในเวลาไม่นาน

แต่เราคิดผิด

วันแล้ววันเล่าผ่านไป โดยที่ค่าธรรมเนียมในเครือข่ายบิตคอยน์ยังคงสูงลิบอย่างต่อเนื่อง ค้างเติ่งอยู่ที่ระดับสูงกว่า 1000 sat/vB ซึ่งไม่ใช่ภาพที่เราเห็นได้ทั่วไป แม้แต่ช่วงที่เกิดการ hype เรื่อง Inscription หรือ BRC-20 ก็ไม่ได้สูงขนาดนี้ ธุรกรรมที่ดันค่าธรรมเนียมของเครือข่ายให้สูงอยู่อย่างนั้นคือธุรกรรมที่ถูกส่งเข้ามาใหม่อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ธุรกรรมค้างท่อมาจากเมื่อเช้าวันเสาร์แต่อย่างใด

และนั่นเองคือจุดที่ทำให้ผมได้พบว่าเบื้องหลังของเรื่องนี้คือ Rune Protocol

## Rune คืออะไร

Rune คืออีกหนึ่งโปรโตคอล หรือมาตรฐานเหรียญสำหรับการสร้าง Fungible Token บนบิตคอยน์อีกรูปแบบหนึ่ง เช่นเดียวกับ Omni Layer, Taproot Assets หรือ BRC-20 ซึ่งผมพอใจที่จะเรียกสิ่งนี้ว่า "Shitcoin on Bitcoin" มากกว่า

แน่นอนว่าในฐานะ Bitcoiner ผมออกจะรำคาญสิ่งเหล่านี้อยู่บ้างโทษฐานที่ทำให้ค่าธรรมเนียมในเครือข่ายบิตคอยน์เพิ่มสูงขึ้นและทำให้ผม stack sats ได้ยากขึ้น ถึงอย่างนั้นผมก็มองว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และถ้ามันจะต้องเกิดขึ้นในสักวันก็ขอให้เกิดขึ้นด้วยโปรโตคอลที่มีประสิทธิภาพที่สุด หมายถึงเบียดบังพื้นที่ในบล็อกเชนให้น้อยที่สุด แข็งแกร่งที่สุด และสามารถใช้งานได้อย่างหลากหลายที่สุด

[นั่นคือสาเหตุที่ผมเปรียบ BRC-20 เป็น "ขยะเปียก" มาตลอด](https://www.youtube.com/watch?v=3ho1I_wVT4k&list=PLRwl9n0bNMS10opF2f9gjN0auF3eJfRag&index=4&t=1673s) เพราะมันเป็นโปรโตคอลที่ห่วยแตกอย่างมาก กินพื้นที่ในบล็อกเชนเกินจำเป็น สร้าง dust UTXO มหาศาล และให้ผลลัพธ์เป็นโทเค็นที่มีตัวตนอยู่นอกบล็อกเชนของบิตคอยน์ซึ่งไม่สามารถนำไปใช้งานต่อในลักษณะไหนได้นอกจากการส่งให้กันไปมา (ยังไม่นับเรื่องที่ 1 ธุรกรรมของ BRC-20 จำเป็นต้องทำธุรกรรมบนเครือข่ายบิตคอยน์ถึงสองครั้ง!)

และในขณะเดียวกัน นั่นจึงเป็นสาเหตุที่[ผมค่อนข้างคาดหวังกับ Taproot Assets (Taro) มาตลอด](https://www.youtube.com/watch?v=3ho1I_wVT4k&list=PLRwl9n0bNMS10opF2f9gjN0auF3eJfRag&index=4&t=1673s) จากการที่ตัวโปรโตคอลออกแบบมาดีกว่ามาก และที่สำคัญคือเป็นผลงานจาก Lightning Labs ซึ่งเป็นทีมผู้พัฒนา LND หรือซอฟต์แวร์สำหรับรัน Lightning Node โดยที่มีคำมั่นสัญญาว่าโทเค็นซึ่งถูกสร้างบนมาตรฐาน Taproot Assets จะสามารถถูกนำไปบรรจุใน Lightning Channel เพื่อเอาขึ้นไปวิ่งอยู่บน Lightning Network ได้ และทำให้เรามีภาพในจินตนาการเกี่ยวกับโลกที่ผู้คนสามารถใช้ USD stable coin ผ่าน Lightning Network ด้วยความเร็วปานสายฟ้า ปราศจากตัวกลาง และสามารถเปลี่ยนเป็นบิตคอยน์เมื่อไรก็ได้

จนกระทั่งการมาถึงของ Rune

## Rune เจ๋งยังไง

[บนบล็อกของ Casey Rodarmor](https://casey.github.io/blog/runes/) ผู้สร้างโปรโตคอลนี้ (และเป็นผู้สร้างโปรโตคอล BRC-20 ด้วย ถถถ)ได้กล่าวถึงข้อเสียของมาตรฐานเหรียญบนบิตคอยน์รูปแบบอื่น ๆ ไว้ดังนี้

![image]()

เมื่อกลั่นคำซ้ำออกมาแล้วจะพบว่าข้อเสียของ protocol อื่น ๆ ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเปรียบเทียบก็คือ ไม่ใช่ UTXO-based (not UTXO-based), ซับซ้อน (complex) และพึ่งพาข้อมูลที่อยู่นอกบล็อกเชน (relies on off-chain data)

ซึ่งโดยอนุมานแล้ว Rune กำลังนำเสนอโปรโตคอลซึ่งมีลักษณะตรงกันข้ามกับคุณสมบัติซึ่งถูกมองว่าเป็นข้อเสียเหล่านั้น ก็คือ จะต้องเป็น UTXO-based เรียบง่าย และไม่พึ่งพาข้อมูลที่อยู่นอกบล็อกเชน

ซึ่ง... พอสำรวจแล้วก็พบว่าเป็นไปตามนั้นจริง

## Rune ทำงานอย่างไร

กลไกหลักของ Rune คือการฝังคำสั่งเกี่ยวกับ Rune ไว้ในบล็อกเชนของบิตคอยน์ผ่านการใช้ OP_RETURN (เช่นเดียวกับ Omni) โดยที่คำสั่งของ Rune จะมีชื่อเรียกเก๋ ๆ ว่า Rune stone

นั่นทำให้ในช่วงที่เครือข่ายบิตคอยน์เต็มไปด้วย Rune เราจะสามารถเห็นภาพสัดส่วนปริมาณธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Rune บนเว็บไซต์ [mempool.space](https://mempool.space/) ได้ด้วยการใช้ฟังก์ชั่น goggle กรองดูเฉพาะธุรกรรมที่มี OP_RETUEN และมั่นใจได้ว่าเกือบทั้งหมดนั้นคือธุกรรม Rune

![image]()

ภาพจากบล็อก 840021

หากจะดูให้แน่ใจ output OP_RETURN ของ Rune จะเริ่มต้นด้วย OP_RETURN และตามด้วย OP_PUSHNUM_13 เสมอ จากนั้นก็จะตามหลังด้วย OP_PUSHBYTE ตามจำนวน byte ของคำสั่ง Rune ที่ต้องการจะทำ อาจจะยาวหรืออาจจะสั้น และ byte ที่ตามมาหลังจากนั้นทั้งหมดคือส่วนที่จะถูกนำไป decode เป็นคำสั่ง Rune จริงๆ อีกที

ด้านล่างนี้คือ[ตัวอย่าง Runestone](https://mempool.space/tx/cd035d685c6a1a5e7a45e3f79b859258eee46f315416e6441ae923f0b8b4c284) สั่งโอน Rune token อย่างง่าย กรณีนี้กินพื้นที่บนบล็อกเชนเพิ่มจากธุรกรรมบิตคอยน์ปกติเพียง 11 byte เท่านั้น

![image]()

คำสั่ง Runestone แบ่งเป็นประเภทหลัก ๆ 3 อย่างสำหรับ 3 กิจกรรม คือ การประกาศเหรียญ (Etching), การสร้างเหรียญ (Minting), และการโอน (Transferring)

ส่วนการ Burn หรือทำลายเหรียญนั้นไม่มีรูปแบบ Runestone ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ แต่สามารถทำได้โดยการทำ Runestone สำหรับโอนเหรียญโดยสั่งให้ Rune token ไปผูกอยู่กับ output ที่เป็น OP_RETURN เพื่อให้ไม่สามารถถูกนำไปใช้โอนต่อได้อีกต่อไป หรือหากสร้าง Runestone โดยไม่ถูกต้องตามหลักโปรโตคอล Runestone นั้นจะถูกเรียกว่า Cenotaphs และถือว่า Rune token ที่ถูกนำมาใช้เป็น input ในธุรกรรมนั้นถูก burn โดยปริยาย

หากสนใจการทำงานที่ลึกขึ้นของ Rune สามารถศึกษาได้ที่ [https://docs.ordinals.com/runes.html](https://docs.ordinals.com/runes.html)

## Rune are Live!!!

การที่จะมี Rune token สักชื่อหนึ่งเกิดขึ้นบนบิตคอยน์ได้นั้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือรอให้ถึงบล็อก 840000 เสียก่อน นั่นคือสิ่งที่ถูกกำหนดไว้โดยผู้สร้างโปรโตคอล OP_RETURN ที่ถูกบรรจุลงในบล็อกก่อนการ halving จะไม่ถูกนับเป็น Runestone

จากนั้น Runestone แรกที่จะต้องถูกสร้างขึ้น คือ Etching เพื่อประกาศให้มี Rune token ชื่อนั้นในระบบ โดยผู้ที่ทำการ Etching จะสามารถกำหนดคุณสมบัติต่าง ๆ ให้กับ Rune token นั้นได้ เช่น ชื่อ สัญลักษณ์ ปริมาณอุปทานสูงสุด จำนวนหลักทศนิยม สามารถ Mint ได้ครั้งละกี่หน่วย หรือสามารถ Mint ได้จนถึงบล็อกที่เท่าไร เป็นต้น รวมไปถึงหากจะทำการ pre-mine โทเค็นไว้ให้ตัวเองเท่าไร ก็สามารถทำพร้อมกันใน Runestone เดียวกันนี้ได้เลย

เราได้ผ่านตาตัวอย่างธุรกรรมที่มี Etching Runestone กันมาแล้วในบทความนี้ นั่นคือธุรกรรมแรกของบล็อก 840000 ในธุรกรรมนั้นมี Runestone ประกาศให้มี Rune token ชื่อ [Z•Z•Z•Z•Z•FEHU•Z•Z•Z•Z•Z](https://ordiscan.com/rune/ZZZZZFEHUZZZZZ) (ᚠ) โดยที่ภาพอักษรรูนที่ถูก Inscribe ด้วยธุรกรรมเดียวกันนั้นก็คือภาพสัญลักษณ์สำหรับ Rune token นี้นั่นเอง

ธุรกรรมนั้นทำให้เกิดโทเค็น ᚠ ขึ้นเป็นโทเค็นแรกในบรรดา Rune token ทัังมวล ทำให้ ᚠ ได้รับตำแหน่งเป็น Rune #1 และเป็นที่ต้องการของคนจำนวนมากที่แห่กันเข้ามา Mint โทเค็นนี้กันอย่างล้นหลาม แต่นอกจาก ᚠ แล้วก็มี Rune token ชื่ออื่น ๆ ถูก Etching ให้มีตัวตนตามขึ้นมาอีกมาก

เมื่อมีโทเค็นชื่อใด ๆ ถูก Etching ให้มีตัวตนขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าใครก็ตามก็สามารถสร้าง Runestone เพื่อ Mint โทเค็นนั้นให้กับตัวเองได้ภายใต้เงื่อนไขที่ผู้สร้างเหรียญกำหนดไว้ (เว้นเสียแต่ผู้สร้างโทเค็นนั้นจะ pre-mine ให้ตัวเองจนเต็มอุปทานสูงสุดตั้งแต่แรก) และสามารถโอนหากันได้ตามอัธยาศัยด้วยการทำ Runestone ประเภท Transferring หรือจะทำการแยกหรือรวม UTXO ทำธุรกรรมส่งให้ตัวเองเหมือนบิตคอยน์ปกติก็ทำได้เช่นเดียวกัน

สำหรับโทเค็น ᚠ ผู้สร้างได้กำหนดให้ ᚠ มีปริมาณอุปทานสูงสุดที่ 1,111,111 เหรียญ และสามารถถูก Mint ได้ครั้งละ 1 เหรียญ เป็นที่น่าสังเกตว่าเมื่อ ᚠ ถูก Mint จนครบจำนวนอุปทานสูงสุดและไม่สามารถถูก Mint ได้อีกต่อไป ระดับค่าธรรมเนียมบนเครือข่ายบิตคอยน์ก็ตกฮวบฮาบกลับมาที่ระดับปกติอย่างรวดเร็ว บางทีอาจจะมีเพียงโทเค็นนี้ที่มีความสำคัญพอให้ทุกคนแย่งกันก็เป็นไปได้

## มูลค่าและคุณค่าของ Rune

ปัจจุบัน Rune เป็นโปรโตคอลเปิดที่ใครก็สามารถ Etching, Minting และ Transferring ได้ตามอัธยาศัยโดยไม่ต้องทำตามเงื่อนไขอะไรอื่นใดมากไปกว่าการจ่ายค่าธรรมเนียมธุรกรรมให้กับนักขุดบิตคอยน์ตามอัตราที่เป็นไปตามกลไกตลาด

หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ Rune token นั้น ในตอนนี้ไม่ได้มีความพิเศษใด ๆ มากไปกว่าเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าการสร้าง "Shitcoin on Bitcoin" นั้นสามารถทำได้อย่างดีขึ้นกว่าเดิม

วันหนึ่งอาจมีผู้ให้บริการออก stablecoin มาออก stablecoin ด้วย Rune token ก็นับว่าโทเค็นนั้นถูกแบ็คมูลค่าด้วยตัวผู้ให้บริการนั้นและสินทรัพย์ที่ถูกใช้หนุนหลังอยู่

วันหนึ่ง Rune token อาจสามารถถูก bridge ข้ามไปยังบล็อกเชนประเภท smart contract อื่น ๆ เพื่อเอาไปเล่น De-Fi หรือเล่นเกม Rune token ก็อาจจะมีคุณค่าในลักษณะนั้นเพิ่มขึ้นมา

หรือวันหนึ่ง หาก BitVM หรืออะไรบางอย่างที่คล้ายกันทำให้เครือข่ายบิตคอยน์มีความสามารถในการทำ smart contract บนเครือข่ายบิตคอยน์เอง Rune token ก็อาจจะมีกลไกบางอย่างคอยหนุนหลังให้มันมีมูลค่าอยู่ได้

แต่จนกว่าจะถึงตอนนั้นคุณค่าของ Rune token แต่ละตัว ก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการเป็น memecoin เท่านั้น

## Rune กับ สิ่งอื่น ๆ

#### Rune กับ Omni Layer

สิ่งแรกที่ผมรู้สึกว่าควรนำ Rune ไปเปรียบเทียบด้วยคือ Onmi Layer เพราะว่าคำสั่งของทั้งสองโปรโตคอลนี้ต่างใช้ OP_RETURN เช่นเดียวกัน

ข้อได้เปรียบข้อแรกที่ Rune มีดีกว่า คือ Rune ประหยัดพื้นที่บนบล็อกเชนมากกว่า จากการที่ OP_RETURN ของ RUNE นั้นกินพื้นที่บนบล็อกเชนตามจำเป็น การ Mint อาจกินพื้นที่เพียง 7 byte, การ Transfer อาจกินพื้นที่เพียง 11 byte แต่ Omni Layer นั้น เพียงแค่คำสั่งในการโอนครั้งเดียวจะใช้พื้นที่ 22 byte ซึ่งเป็นจำนวนที่ตายตัว ไม่มีการปรับให้สั้น-ยาว ตามความจำเป็น

อีกข้อได้เปรียบหนึ่งคือ Omni Layer นั้นเป็น account-based ทำให้ไม่สามารถนำ Omni token ขึ้นไปวิ่งอยู่บน Lightning channel ได้ ในขณะที่ Rune เป็น UTXO-based

#### Rune กับ Lightning Network

แม้ว่าความเป็นไปได้ในการสร้างโทเค็น "Shitcoin on Bitcoin" จะแทบไม่สิ้นสุด แต่สิ่งเดียวที่ผมคาดหวังในทางบวกคือการได้เห็น Fiat stablecoin ขึ้นไปวิ่งอยู่บน Lightning Network ซึ่งผมเชื่อว่าจะเป็นก้าวสำคัญที่เปิดประตูให้ no-coiner ได้เข้ามาใกล้ชิดกับบิตคอยน์มากขึ้น และเปิดโอกาสสู่ Bitcoin Adoption อย่างมีนัยสำคัญ

และการที่ Rune เป็น UTXO-basd แล้ว ในทางทฤษฎีจะทำให้ Rune token สามารถถูกบรรจุลงไปใน UTXO ที่ถูกล็อคด้วย multi-sig address เพื่อสร้างเป็น lightning channel ระหว่าง lightning node ได้ และสามารถนำ Rune token ขึ้นไปวิ่งอยู่บน lightning network ได้ และหากว่า Rune token นั้นคือ Fiat stablecoin เราก็จะสามารถใช้งานเงินเฟียตผ่าน lightning network ได้ในท้ายที่สุด เช่นเดียวกับการใช้ Taproot Asset

อย่างไรก็ตามความหวังนี้ยังมีอุปสรรคสำคัญอีกสองประการ คือหนึ่ง จะต้องมีผู้ออก stablecoin อย่างเช่น Tether มาออก stablecoin บน Rune เสียก่อน และสองคือจะต้องมีใครสักคนพัฒนา Lightning Implementation หรือซอฟต์แวร์สำหรับการรัน lightning node ให้สามารถรองรับการมีอยู่ของ Rune token เสียก่อน

#### Rune กับ Taproot Asset

ผมเคยชื่นชอบการออกแบบของ Taproot Assets เป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับโปรโตคอลคู่แข่งที่มีอยู่ในเวลานั้น แม้ปัจจุบันผมก็ยังยอมรับว่า Taproot Assets นั้นออกแบบมาได้อย่างงดงาม พิสดาร และสามารถทำอะไรได้หลายอย่างมาก

แต่เมื่อ Rune ปรากฎตัวขึ้นก็กลับเห็นได้ชัดว่า Taproot Assets เป็นการออกแบบที่ overengineering เมื่อเทียบกับสิ่งที่มันทำได้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว Rune ก็ทำได้เช่นกันโดยใช้วิธีการที่เรียบง่ายกว่า ที่สำคัญคือวันนี้ Rune ถูกใช้งานจริงในวงกว้างแล้ว ในขณะที่ Taproot Assets ยังคงตามหลังอยู่

ยังไม่นับส่วนที่ว่า Taproot Assets จะต้องมีการตั้งหน่วยบริการข้อมูลภายนอกที่เรียกว่า [Universe](https://docs.lightning.engineering/the-lightning-network/taproot-assets/taproot-assets-protocol#docs-internal-guid-81622115-7fff-548d-5594-a7c4b43b97b3) หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ สำหรับโทเค็น Taproot Assets แต่ละประเภทจะต้องมีการตั้งเซิร์ฟเวอร์ของแต่ละโทเค็นขึ้นมาเพื่อคอยบริการข้อมูลแก่ผู้ใช้งาน เพราะว่าสิ่งที่ Taproot Assets บันทึกในบล็อกเชนของบิตคอยน์นั้นเป็นเพียง proof ของข้อมูลที่ถูกเก็บไว้นอกเชนโดย Universe นี้เอง หากปราศจากเซิร์ฟเวอร์ Universe หรือข้อมูลใน Universe สาบสูญไป ตัว Taproot Assets นั้นก็จะไม่สามารถใช้งานได้

ต่างกับ Rune ที่ทุก ๆ ข้อมูลที่จำเป็นถูกบันทึกอยู่ในบล็อกเชนของบิตคอยน์ด้วย OP_RETURN ซึ่งวอลเล็ตสามารถดึงข้อมูลทุกอย่างได้จากโหนดของบิตคอยน์ ไม่จำเป็นต้องขอข้อมูลจากแหล่งอื่นเลย ในแง่นี้จะกล่าวว่าในเชิงความแข็งแกร่งของตัวโทเค็นแล้ว Rune มีความแข็งแกร่งมากกว่า Taproot Assets ก็ว่าได้

#### Rune กับ BRC-20

ในขณะที่ BRC-20 ทั้งซับซ้อน กินพื้นที่บนบล็อกเชนมาก และไม่แข็งแกร่งเท่า Rune เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามทั้งหมด

เริ่มจากในการทำธุรกรรมใดๆ ด้วย BRC-20 ผู้ใช้จะต้องทำธุรกรรมบนเครือข่ายบิตคอยน์ถึงสองครั้ง ครั้งแรกเพื่อซ่อนคำสั่ง BRC-20 ไว้ใต้ hash ของ taproot address เรียกว่า "commit transaction" และทำธุรกรรมครั้งที่สองเพื่อเปิดเผยคำสั่งที่ถูกซ่อนไว้ออกมา เรียกว่า "review transaction"

โดยที่ธุรกรรมทั้งสองขั้นตอนนี้จะต้องถูกทำต่อกันตามลำดับ แม้ว่า commit transaction ของธุรกรรม BRC-20 หลาย ๆ ธุรกรรม อาจสามารถถูกรวบเป็น batch transaction เดียวกันได้ แต่ review transaction ก็จะต้องเกิดขึ้นแยกแต่ละรายธุรกรรมอยู่ดี และไม่ได้เปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่าธุรกรรม BRC-20 หนึ่งครั้ง ต้องพึ่งพาธุรกรรมสองครั้งอยู่ดี

ธรรมชาติของโปรโตคอลที่ออกแบบมาในลักษณะนี้ทำให้ตลาดการแข่งกันจ่ายค่าธรรมเนียมมีความดุเดือดเกินจำเป็น โดยเฉพาะระหว่างช่วงที่ผู้ใช้แย่งกัน Mint โทเค็นให้ทันก่อนที่โทเค็นจะถูก mint จนเต็มอุปทานสูงสุด เพราะว่าเมื่อผู้ใช้ทำ commit transaction สำเร็จไปแล้ว เท่ากับว่าผู้ใช้เกิด sunk cost สำหรับความพยายามนี้ไปแล้วโดยที่ยังทำธุรกรรมไม่สำเร็จด้วยซ้ำ และเขาต้องพยายามจ่ายค่าธรรมเนียมแข่งกับคนอื่น ๆ เพื่อทำ review transaction ให้ทันก่อนที่คนอื่นจะแซงหน้า ไม่เช่นนั้นค่าธรรมเนียมที่เคยจ่ายไปสำหรับ commit transaction ก่อนหน้านี้ก็จะสูญเปล่า

นอกจากนี้ตัวคำสั่ง BRC-20 ที่ถูกเปิดเผยออกมาใน review transaction นั้นจะถือว่าเป็นส่วน signature ซึ่งถูกบันทึกอยู่ใน segwit block ที่โหนดบิตคอยน์บางโหนดอาจจะตัดสินใจ prune ทิ้งได้เพื่อลดภาระในการจัดเก็บข้อมูล ในขณะที่การใช้ OP_RETURN จะทำให้ตัวคำสั่ง Rune ถูกบันทึกไว้ในบล็อกเชนหลักของบิตคอยน์โดยตรงและมั่นใจได้ว่าจะไม่มี full node ไหนลบข้อมูลส่วนนี้ทิ้ง

เป็นที่น่ายินดีว่าเมื่อ Rune ถูกใช้งานจริง Rune ก็เบียดบังปริมาณธุรกรรม BRC-20 จนแทบจะสูญพันธุ์ไป

#### Rune กับ Cashu และ Fedimint

Cashu และ Fedimint ไม่ใช่คู่แข่งของ Rune และบางทีเราอาจเห็นการใช้งานร่วมกัน

ในความเห็นของผม เป็นการยากที่จะเจาะจงว่า Cashu กับ Fedimint นับเป็นเลเยอร์ที่ 2 หรือ 3 ของบิตคอยน์กันแน่ เพราะหากว่าเราแบ็คอัพโทเค็นในระบบไว้ด้วย Bitcoin on-chain ก็นับว่าระบบนี้เป็น Layer 2 แต่ถ้าแบ็คอัพด้วย Bitcoin lightning ก็นับว่าระบบนี้เป็น Layer 3 และบางที ก็อาจมีบาง Cashu หรือ Fedimint ที่เปิดให้สมาชิกสามารถฝากถอนจากระบบด้วยทั้งสองเลเยอร์ ก็ยิ่งยากที่จะระบุเข้าไปใหญ่

ประเด็นก็คือโทเค็นในระบบ Cashu และ Fedimint สามารถถูกแบ็คอัพด้วยอะไรก็ได้ที่สามารถฝากถอนได้ และ Rune token ก็เป็นหนึ่งในนั้น ดั้งนั้นคงไม่แปลกถ้าในอนาคตเราจะสามารถฝาก Rune token เข้าไปในระบบเหล่านี้และสามารถใช้งานได้โดยมีความเป็นส่วนตัวสูงมากขึ้นกว่าเดิม

## สรุป

ถ้าหากว่า "Shitcoin on Bitcoin" เป็น nerrative ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเรากำลังพยายามมองหาโปรโตคอลที่ดีที่สุดสำหรับการทำสิ่งนี้ ในวันนี้ผมเชื่อว่า Rune คือสิ่งที่ใกล้เคียงคำว่า "สมบูรณ์แบบ" มากที่สุดสำหรับเรื่องนี้ มันดูราวกับจะเป็น "ตัวจบ" ที่ยากจะหาอะไรดียิ่งกว่า

Rune เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความแข็งแกร่งของตัวโทเค็น (คือเทียบเท่ากับบิตคอยน์), ภาระที่เกิดขึ้นบนบล็อกเชนหลักที่ไม่มากเกินไป และความสามารถในการขยายขีดจำกัดเพื่อรองรับปริมาณธุรกรรมจำนวนมาก (scaling)

Rune อาจสามารถดึงเอา demand สำหรับการส่งผ่านมูลค่าในหน่วยเงินอื่น จากที่เดิมที่เคยหนีจากบิตคอยน์ไปเพราะความล่าช้าและค่าใช้จ่ายที่แพง ให้กลับมาอยู่บนบิตคอยน์อีกครั้งหนึ่ง และเราจะได้รู้กันว่าโทเค็นต่าง ๆ ที่อยู่บน "บล็อกเชนอื่น ๆ" นั้นมันอยู่ตรงนั้นเพราะมีความต้องการที่จะใช้งานของเล่นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ smart contract จริง ๆ หรือเพียงเพราะตรงนั้นมันโอนเงินได้ถูกกว่าและไวกว่าเฉย ๆ

แต่ถ้าหากว่าวันนี้บิตคอยน์มี Rune แล้วยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ เกิดขึ้นหลังจากนี้ บางที "Shitcoin on Bitcoin" ก็อาจจะไม่ได้เป็น nerrative "ของแทร่" อย่างที่เราคิด

วันนี้ไม่เหลือที่ว่างสำหรับข้ออ้างว่า "เราจะต้องรอให้มีโปรโตคอลที่ดีกว่านี้" อีกต่อไปแล้ว มีแต่จะ "ปัง" หรือ "พัง" เท่านั้น

และนั่นคือเรื่องที่เราต้องจับตาดูกันต่อไป

#Siamstr

#Rune

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

หัวผมเริ่มบวมแล้วครับจารย์5555