Replying to Avatar KORsiroj🦷👄

💥ประชาธิปไตย vs. ราชาธิปไตย

บทความจาก Brian Maher

ส่วนตัวผมค่อนข้างชอบเพราะได้ฟังข้อมูลทั้ง 2 ระบบปกครองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยด้วยครับ

เชิญอ่านรับข้อมูลด้านล่างได้เลยนะครับ

เมื่อปี 2001 Hans-Hermann Hoppe เขียนหนังสือชื่อ Democracy: The God That Failed หนังสือซึ่งเปรียบเสมือนหอกที่มาทิ่มแทงสิ่งที่คนทั้งโลกบูชากันอยู่

เขากล้าละเมิดความศักดิ์สิทธิ์ของ "ประชาธิปไตย" อยู่หรือนี่

Hoppe เน้นการใช้คอนเซปท์ทางเศรษฐศาสตร์ ที่เกี่ยวกับช่วงเวลา time preference มาเป็นประเด็นในการนำเสนอ

ลองคิดดูว่า มีใครซักคนที่มีช่วงเวลาที่ไม่จำกัด มีเป้าในอนาคตที่ไม่ต้องรีบร้อนเพื่อไปให้ถึง เขาจะมีวินัย รอที่จะกินเค้กในวันข้างหน้าได้ หลังจากที่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองสมบูรณ์ที่สุดแล้ว

แต่กับอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีช่วงเวลาจำกัดมากในการกินเค้ก เขาต้องการเดี๋ยวนี้เลย เพราะอนาคตอาจจะหมดโอกาสก็ได้

ประชาธิปไตยที่ Hoppe อธิบายไว้ง่าย ๆ คือ "wants it now" ...ซึ่งมีทั้งความสุรุ่ยสุร่าย เหมือนปล่อยให้เด็กอยู่ในร้านขนม โดยกำหนดช่วงเวลาที่จำกัดเอาไว้ให้แล้ว

ก็เหมือนขี้เมาที่มีเหล้าทั้งขวดในมือ โดยไม่เห็นโอกาสของเหล้าขวดใหม่ ว่าจะได้ดื่มอีกเมื่อไหร่ democracy ก็ไม่เห็นโอกาสของการเลือกตั้งสมัยหน้าเหมือนกัน รู้แต่ว่าตอนนี้โอกาสอยู่ในมือแล้ว ...อย่าช้า เดี๋ยวไม่ได้แดกครับ

ผู้นำทางการเมืองไม่ได้เป็นเจ้าของเครื่องยนตร์ทุกชิ้นของรัฐบาลนะ ...เขามีสิทธิ์เข้ามาใช้แค่ชั่วคราว นักการเมืองเป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจ...แค่นั้นเอง

ระบบมันก็เป็นแบบนี้เอง อำนาจไม่ได้ผูกติดอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง มันเป็นการเวียนเทียนอำนาจกันในหมู่นักฉวยโอกาส ....แต่ก็อาจจะมีคนที่ดีอยู่บ้างมั้งครับ

เพราะไม่งั้น การปฏิวัติกู้อิสรภาพของชาวอเมริกันก็จะเป็นเรื่องของกลุ่มนักหลอกลวง ..Fourth of July ก็จะเป็นการฉลองของเหล่าคนเลว ๆ ทั้งหลาย

เพราะผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยไม่ได้เป็นเจ้าของเครื่องมือของรัฐบาลแม้แต่ชิ้นเดียว จึงไม่มีแรงจูงใจที่จะเสริมสร้างมูลค่าทรัพย์สินของชาติ ตรงกันข้ามพวกเขามาเพื่อจะฉกฉวยประโยชน์ให้มากที่สุด เพราะเวลามันจำกัด จึงต้องรีบเก็บเกี่ยวให้เร็วที่สุด ในขณะที่มันยังมีให้เก็บ

แต่เขาก็อาจจะมีมโนธรรมอยู่บ้าง ยังมีการมองถึงสิ่งที่สาธารณชนต้องการ เพราะถ้าเขาไม่ทำ ฝ่ายตรงข้ามก็จะทำ อาจทำให้เขาแพ้เลือกตั้งสมัยหน้าก็ได้ จึงต้องมีการเสนอสิ่งจำเป็นที่สาธารณชนต้องการบ้าง

ถ้าการเพิ่มสวัสดิการ แล้วจะช่วยให้เขาได้รับเลือกได้ ก็เพิ่มไปเลย การเตรียมการเลือกตั้งก็เปรียบเหมือนกับการเตรียมแผนเข้ายึดคลังของประเทศ ถ้ารัฐกระเป๋าตังแฟบเกินไป ก็มาใช้บัตรเครดิตสิครับ

แล้วถ้าเศรษฐกิจของประเทศอยู่ในช่วงเลวร้ายล่ะ ซึ่งในที่สุดแล้ว..ประเทศนี้จะต้องล้มละลายน่ะ

ก็อย่าโง่ รอให้จนถึงที่สุดสิ ยืดเวลาให้มันไปล้มละลายในสมัยหน้าที่เป็นของคู่แข่งเถอะ แล้วตอนนี้เราก็กอบโกยไว้ก่อน ไหน ๆ มันก็จะเจ๊งอยู่แล้ว

บริหารประเทศประชาธิปไตยก็เหมือนการเช่ารถมาขับนั่นแหละ จะไปเสียเวลาล้างรถที่เช่ามาทำไม?

ผู้เช่าก็ไม่ได้เป็นเจ้าของรถซะหน่อย จะไปสนใจดูแลเครื่องยนตร์มันทำไม ใช้มันให้หนักไปเลย ใช้น้ำมันคุณภาพต่ำก็ได้

Hoppe ตั้งทฤษฎีเกี่ยวกับรัฐบาลประชาธิปไตยไว้ว่า..

"เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล ซึ่งก็เหมือนการเปลี่ยนเจ้าของชั่วคราวที่จะเข้ามากินทุนอย่างต่อเนื่อง แทนที่จะรักษาหรือเพิ่มมูลค่า ในแบบที่ระบอบกษัตริย์จะทำ ...ผู้นำรัฐบาลประชาธิปไตย ซึ่งเป็นผู้ดูแลชั่วคราวจะใชัทรัพยากรสิ้นเปลืองอย่างรวดเร็ว เพราะไม่อย่างนั้น สมัยหน้าจะเป็นอำนาจของฝ่ายตรงข้ามเข้ามาใช้"

ถัดมาที่ระบอบกษัตริย์

Hoppe กล่าวถึงระบอบกษัตริย์ต่างไปจากฝ่ายประชาธิปไตย ระบอบราชาธิปไตยมองไปในระยะที่ไกลกว่า กษัตริย์จะเป็นเจ้าของเครื่องไม้เครื่องมือทุกชนิดที่รัฐมีอยู่ และตกทอดไปสู่รัชทายาท นโยบายของพระองค์จะเน้นไปที่การเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพย์สินทั้งหลายของชาติตลอดเวลา

ในส่วนการประกันสังคม หลักประกันสุขภาพ และอื่น ๆ ถ้ามันทำให้ฐานะของรัฐบาลเลวร้ายลง พระองค์ก็อาจจะสั่งให้ยุติไว้ก่อน

โดยอาจบอกกับประชาชนว่า

ในเรื่องของสวัสดิการ ...ให้มองเหมือนการบริจาคที่อาจจะมีมากบ้างน้อยบ้าง แล้วแต่ฐานะตอนนั้น

ในเรื่องประกันสังคม ...ให้เริ่มวางแผนไว้ก่อนตอนที่ยังทำงาน เผื่อตอนเกษียนไว้ด้วย

เรื่องหลักประกันสุขภาพ ...ก็ต้องพยายามรักษาสุขภาพไว้ก่อนตั้งแต่อยู่ในช่วงต้นของชีวิต

แล้วระบบนี้ มันไม่เป็นประชาธิปไตยใช่ไหม? ....แน่นอน

โหดร้าย กดขี่ ....ก็อาจจะใช่

ความมั่นคงทางการคลัง ....มีแน่นอน

พูดสั้น ๆ ระบบราชาธิปไตย มีส่วนดีกว่าในเรื่องความรุ่งเรืองด้านการเงิน ...อย่างน้อยก็ตามเหตุผลในทฤษฎีนี้ การบริหารรัฐบาลในระบบกษัตริย์ก็มีการสร้างหนี้เหมือนกัน แต่มันอยู่ในฐานะและเป็นภาระในส่วนของพระองค์เอง

แล้วเรื่องภาษีของทั้ง 2 ระบบ

มันเปรียบเทียบกันยังไง?

ในระหว่างตลอดยุคของราชาธิปไตยมาจนถึงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 19 ..ภาระภาษีไม่เคยเกิน 5% ของ GNP (Gross National Product) ...แต่หลังจากนั้นมา มันก็เพิ่มขึ้นมาตลอด ยุโรปตะวันตก 15-20% ของ GNP หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่ตอนนี้ ประมาณ 50% แล้วครับ

ก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง การใช้จ่ายภาครัฐอยู่ที่ประมาณ 10% ของ GDP แต่ปัจจุบันในประเทศประชาธิปไตยที่ดี มันเกือบ 50%

แต่ระบอบราชาธิปไตยก็ไม่ได้การันตีว่าประเทศจะไม่ล้มละลายนะ ....ในประวัติศาสตร์ก็เคยมีกษัตริย์หลายพระองค์ที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศพังมาแล้ว

Winston Churchill เคยกล่าวว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบที่เลวที่สุด ถ้าไม่นับรวมระบอบอื่น ๆ นะ

แต่ถ้ามองย้อนไปอีกหน่อย ราชาธิปไตยเป็นระบอบที่เลวที่สุด ถ้าไม่นับ”ประชาธิปไตย”นะครับ🤔

#siamstr

ต้องดูบริบทของกษัตริย์แต่ละประเทศด้วยครับ

ช่วงที่พวกขุนนางในไทยต้องการเปลี่ยนแปลงก็เพราะเห็นความเจริญรุ่งเรืองของสหรัฐ เช่นกัน

แต่สิ่งที่ทำให้สหรัฐเจริญ คือหลักการเสรีภาพในด้านเศรษฐกิจ และ มีรัฐเพื่อดูแลทรัพย์สิน ของบุคคล

พวกนักเรียนนอกคอกฝรั่งเศส บางตัวก็ไม่คิดเช่นนั้น

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.