คณาจารย์ฝ่ายมหายานและตันตระยานมีทัศนะคล้ายๆ กันเรื่อง "กรรมกับการเป็นรักร่วมเพศ" ในขณะที่คนที่นับถือพุทธศาสนาบางคนเชื่อว่า "การรักร่วมเพศเป็นเรื่องไม่ดี" คณาจารย์เหล่านี้มองว่า "สรรพสัตว์ล้วนทำกรรมไม่ผิดแผกกัน" ไม่มีใครที่ดีไปกว่าใคร ตราบใดที่ยัง "เสพกาม" เหมือนกันไม่ว่าจะรูปแบบไหน
ฉันจะยกทัศนะของอาจารย์บางท่านมาให้พิจารณากัน
พระธรรมาจารย์เจาฮุ่ย (昭慧法师) ภิกษุณีชาวไต้หวัน เป็นษิย์ของพระเถระอิ้นซุ่น (印順法師) ปราชญ์มหายานแห่งศตวรรษที่ 20 แสดงทัศนะเรื่อง "กรรมที่ทำให้เป็นรักร่วมเพศ" ในทัศนะของพุทธศาสนาแนวมุนษย์นิยม (人間佛教) เอาไว้ว่า "การรักร่วมเพศและการรักต่างเพศไม่ได้ถูกแบ่งแยกว่าเป็นเรื่องประเสริฐหรือความบาป และไม่ได้ถูกอวยพรหรือถูกสาปแช่ง ตัณหาของ (การร่วมเพศ) ทั้งสองประเภทเป็นพลังอันแข็งแกร่งที่ผูกมัดร่างกายและใจ"
หมายความว่ารสนิยมทางเพศไม่ว่าจะแบบใด หากมองในมุมปรมัตถ์ล้วนแต่เป็นสิ่งขัดขวางการหลุดพ้นเพราะนำไปสู่การเวียนว่ายตายเกิด แต่ในระดับสมมติ มนุษย์ทุกรูปนามยังต้องเสพกาม กามตัวนี้เป็นพฤติกรรมที่เท่าเทียมกันเพราะส่งผลเหมือนกัน สิ่งที่ต่างกันคือผลกรรมที่ทำให้คนๆ หนึ่งเป็นคนรักร่วมเพศและอีกคนรักต่างเพศ แต่ทว่านั้นเป็นเรื่องของกรรมจากอดีต ในชาติปัจจุบัน มนุษย์มีโอกาสสร้างกรรมใหม่เท่ากัน
ดังนั้นในชาตินี้ คนรักร่วมเพศก็อาจบรรลุธรรมดาได้ก่อนถ้าเขาตระหนักในทุกข์แห่งสังสารวัฏได้ก่อน ส่วนรักต่างเพศอาจจะประมาทใน "ความปกติ" ของชีวิตจนกระทั่งเมินเฉยต่อการพิจารณาความไม่เที่ยง
สรรพสัตว์มีสถานะเท่ากัน (眾生皆平等) ตามหลักมหายาน คือมีกรรมที่ต้องรับและสร้างใหม่เหมือนกัน และมีโอกาสที่จะหลุดพ้นเท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าจะลงมือทำหรือไม่
พระธรรมาจารย์เจาฮุ่ยยังโต้คติที่ว่า "รักร่วมเพศมีกรรมหรือบาปมากกว่า" โดยกล่าวว่า "แม้สมมติว่าการรักร่วมเพศจะเกิดจากกรรมชั่วก็ตาม ใครเล่าจะรับประกันได้ว่าไม่เคยทำกรรมชั่วมาตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการเวียนว่ายตายเกิด? กรรมชั่วแต่ละประเภทก็ให้ผลที่ขมขื่นต่างกันไป เมื่อเผชิญกับผลขมขื่นของสรรพสัตว์ สาวกชาวพุทธควรเรียนรู้จากจิตวิญญาณของพระพุทธเจ้าในการ “ปกป้องชีวิต” (护生) มีความเมตตากรุณา ช่วยเหลือและเกื้อกูลให้พ้นทุกข์และมีความสุข และอย่าเพิกเฉยต่อความทุกข์ที่ “เกิดจากกรรมชั่ว” และข่มเหงหรือสาปแช่งพวกเขา"
ท่านยังโต้ว่า "กรรมชั่วมีหลายประเภท การเลือกปฏิบัติ การกดขี่ และการทำร้ายสัตว์เป็นกรรมอย่างหนึ่ง เมื่อเป็นไปตามนี้ คนรักร่วมเพศอาจไม่จำเป็นต้องสร้างกรรมชั่วที่ทำร้ายสัตว์ แต่การเลือกปฏิบัติ การกดขี่ และการทำร้ายสรรพชีวิตที่รักร่วมเพศเป็นกรรมชั่วอย่างแน่นอน หากมีอคติร่วมกันเช่นนี้ในสังคม ก็เป็น "กรรมชั่ว" ตามกฎหมาย ดังนั้นคนรักต่างเพศที่เลือกปฏิบัติต่อคนรักร่วมเพศควรหยุดทำกรรมชั่วดังกล่าวและเปลี่ยนกฎหมายกรรมชั่วของการเลือกปฏิบัติต่อคนรักร่วมเพศด้วยความปรารถนาอันบริสุทธิ์ว่า "ปฏิบัติต่อสรรพชีวิตทุกตนเท่าเทียมกัน" (平等對待一切眾生)
คำว่า "ปฏิบัติต่อสรรพชีวิตทุกตนเท่าเทียมกัน" และ "สรรพสัตว์มีสถานะเท่ากัน" เป็นหลักสำคัญของพุทธศาสนามหายาน ซึ่งเน้นมหากรุณาที่ช่วยเหลือสรรพชีวิตโดยไม่แบ่งแยก เมื่อไม่แบ่งแยกแม้แต่น้อยจะเอาที่ไหนมาแบ่งว่าเราเป็นรักร่วมเพศกับรักเพศใดก็ตามเล่า?
บรรพชิตในพุทธศาสนานั้นไม่เกี่ยวข้องกับการร่วมเพศรูปแบบใดๆ แต่ที่กล่าวถึงรักร่วมเพศและต่างเพศก็เพื่อแสดงกรุณาต่อสรรพสัตว์ที่ยังอยู่ในโลกสมมติ (สมมติว่าเป็นชาย เป็นหญิง เป็นเพศโน้น เพศนี้ ฯลฯ)
เป้าหมายของบรรพชิตคือการหลุดพ้นจากกามทุกอย่างที่เหนี่ยวรั้งเราไว้ในสังสารวัฏ
พระธรรมาจารย์เจาฮุ่ยจึงเชื่อว่าการประพฤติผิดทางเพศคือการใช้กายและใจที่ไม่เหมาะสมซึ่งส่งผลต่อผู้อื่นที่บริสุทธิ์ หากความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนนั้นอยู่แค่คนสองคนและไม่ส่งผลกระทบต่อบุคคลที่สามก็ไม่ถือเป็นการประพฤติผิดทางเพศ จากมุมมองของพุทธศาสนาไม่มีเหตุผลที่จะสนับสนุนการรักต่างเพศและปราบปรามการรักร่วมเพศเท่าๆ กัน แต่มีหน้าที่ทำให้คนทุกฝ่ายที่ต้องการหลุดพ้นจากกามและรักใคร่ได้พ้นทุกข์เท่าๆ กัน
ฝ่ายตันตระยานของทิเบต เช่น ท่านเคนโป โซดาร์-กเย (索达吉堪布) แห่งนิกายญิงมา กล่าวว่า "พระพุทธเจ้าตรัสไว้นานแล้วว่า เพราะกรรมของสัตว์ทั้งหลายต่างกัน บางคนมีตัณหาในเพศตรงข้าม บางคนมีตัณหาไม่ใช่เพศตรงข้าม ตัณหาในเพศใดๆ เป็นเรื่องของความยึดติด “พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในคัมภีร์พุทธศาสนาว่า บางคนมีตัณหาเพศตรงข้าม บางคนมีตัณหาเพศเดียวกัน หากปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง ก็จะก่อให้เกิดความทุกข์ สัตว์ทั้งหลายมีความกังวลต่างกัน การรักร่วมเพศเป็นเรื่องปกติ แต่ละประเทศและแต่ละประเพณีก็มีการปฏิบัติที่แตกต่างกัน ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติเช่นกัน”"
ท่านจัมยัง คเยนเซน รินโปเช ซงการ์ (宗薩蔣揚欽哲仁波切) แห่งนิกายซาจา กล่าวว่า “การรักร่วมเพศเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของการยึดมั่นถือมั่น และไม่ควรมองว่าเลวร้ายไปกว่าคนบางกลุ่ม เช่น บางคนชอบกินพิซซ่า บางคนชอบกินข้าวหมก ผู้คนต่างกันก็มีความชอบต่างกัน นิสัยของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด และเราไม่สามารถตัดสินคนๆ หนึ่งจากนิสัยของเขาได้" และว่า “คัมภีร์และศาสตร์ของพุทธศาสนาไม่ได้บอกว่า ‘การรักต่างเพศไม่บาปเท่ารักร่วมเพศ’" อย่างไรก็ตาม ท่านชี้ว่าพุทธศาสนาได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมในท้องถิ่นด้วย ซึ่งเรื่องนี้อาตมาอยากให้มองกรณีของเมียนมา ซึ่งเป็นพุทธเหมือนไทยแต่ความหลากหลายทางเพศไม่เท่าไทย ส่วนอาจเป็นเพราะเมียนมายังใช้กฎหมายเอาผิดคนรักร่วมเพศที่ใช้มาตั้งแต่ยุคตกเป็นอาณานิคมอังกฤษ
ท่าน ดริกุง กาจือ (直貢噶舉) แห่งนิกายกาจือ กล่าวว่า “คัมภีร์พระพุทธศาสนาไม่ได้ระบุโดยเฉพาะว่าการรักร่วมเพศเป็นหนึ่งในอนันตริยกรรมทั้งห้าประการ แท้จริงแล้วปรากฏการณ์ทั้งหมดในโลกล้วนเกิดจากเหตุและผล ทั้งรักร่วมเพศและรักต่างเพศต่างก็เป็นความผูกพันทางอารมณ์ของมนุษย์ ทั้งสองอย่างนี้ล้วนเกิดจากเหตุและผล และไม่มีลักษณะพิเศษเฉพาะ”
“อาตมาขอยกพระคาถาสี่บทที่พระนางตาราขาวตรัสไว้ก่อนที่พระองค์จะบรรลุธรรม ครั้งหนึ่งพระองค์เคยเป็นธิดาของกษัตริย์และบำเพ็ญเพียรมาจนบรรลุธรรมขั้นสูง พระภิกษุรูปหนึ่งได้สรรเสริญพระองค์และทำนายว่าพระองค์จะกลับชาติมาเกิดเป็นพระภิกษุและบำเพ็ญเพียรต่อไปจนบรรลุพุทธภาวะในที่สุด เพื่อตอบสนองต่อทัศนะนี้และตัวอย่างสตรีที่บรรลุพุทธภาวะที่มีน้อย พระนางจึงปฏิญาณที่จะบรรลุธรรมในฐานะสตรี แล้วจึงกล่าวพระคาถาต่อไปนี้:
ที่นี่ไม่มีทั้งชายและหญิง
ไม่มีตัวตน ไม่มีสัตว์ที่มีจิต และไม่มีมโนวิญญาณ
สิ่งที่เรียกว่าผู้ชายและผู้หญิงอยู่ในความว่างเปล่า
นี่คือภาพลวงตาของสัตว์ทั้งหลายในโลก
ไม่มีผู้ชาย ไม่มีผู้หญิง
ไม่มีตัวตน ไม่มีบุคคล
ไม่มีจิตสำนึก
คำว่า “ชาย” และ “หญิง” ไม่มีความหมาย
“เราควรสังเกต ‘ความยึดติด’ ในเรื่องนี้ ‘ความยึดติด’ เป็นลักษณะของสัตว์ในกามภูมิ ซึ่งบางครั้งเรียกว่า ‘ความหลงใหล’ มักแสดงออกมาเป็นความยึดติดที่คนเรายึดติดใน ‘ตัวตน’ ขยายออกไปสู่ผู้อื่น เราพูดบ่อยๆ ว่า ‘ความยึดติดในตัวตน’ เกิดจากความไม่รู้ที่ไร้จุดเริ่มต้น เช่น ความยึดติดในร่างกายของตนเอง ทรัพย์สินของตนเอง ฯลฯ นอกจากนี้ เรายังพบว่าบางคนมองว่าคู่ครองของตนเป็นทรัพย์สินของตนเอง ขัดขวางการเติบโตของตนเอง สร้างความตึงเครียดและความแตกแยกในความสัมพันธ์ ฯลฯ
“ดังนั้นการยึดติดกับ ‘เพศเดียวกัน’ หรือ ‘เพศตรงข้าม’ จึงไม่มีประโยชน์ จุดมุ่งหมายของการปฏิบัติของเราคือเพื่อปลดปล่อยตนเองจากปัญหา ‘ความยึดติด’ ทั้งหมด”
นี่เป็นทัศนะของคณาจารย์บางท่านเท่านั้น ล้วนแต่อธิบายโดยยึดทฤษฎี "กรรม" และ "สมมติกับปรมัตถ์" เป็นหลัก หากใช้หลักนี้สรรพสัตว์ล้วนไม่แตกต่างกัน รับกรรมแม้ต่างกันแต่ต้องรับเสมอเหมือนกัน ล้วนทุกข์ยากเหมือนกัน และมีศักยภาพในการรู้แจ้งเหมือนกัน ดังนั้น ควรเห็นอกเห็นใจกัน
แม้ชาวพุทธจะมีทัศนะเรื่องรักร่วมเพศต่างกันไปตามวัฒนธรรมในท้องถิ่น แต่วัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงได้ เมืองไทยเองแต่ก่อนก็ไม่ได้ยอมรับความหลากหลายทางเพศเท่านี้ แม้จะไม่ถึงขั้นเอาเข้าคุกแบบเพื่อนบ้านก็ตาม แต่ไทยก็มีวิวัฒนาการเรื่องการยอมรับ LGBT มาโดยตลอด
โดยพื้นฐานแล้ว ผมคิดว่าศาสนาพุทธเห็นอกเห็นใจและมองทุกเพศเท่ากันมากกว่าศาสนาอื่น บางคนอาจจะคิดต่างไปตามเบื้องหลังทางสังคม แต่ก็อย่างท่านเคนโปว่า "การรักร่วมเพศเป็นเรื่องปกติ แต่ละประเทศและแต่ละประเพณีก็มีการปฏิบัติที่แตกต่างกัน ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติเช่นกัน”"
ป.ล. ดินแดนที่อนุญาตให้มีการสมรสเท่าเทียมในเอเชียในตอนนี้เป็นดินแดนสำคัญของพุทธศาสนาทั้งสิ้น ไต้หวันเป็นศูนย์กลางหนึ่งของพุทธศาสนามหายาน เนปาลเป็นดินแดนกำเนิดของพระพุทธเจ้า และไทยเป็นศูนย์กลางหนึ่งของพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท
แปลกแต่จริง
Kornkit Disthan
