The Dark Knight Trilogy - Existentialism
ว่าด้วยเรื่องราวของกระบวนทัศที่ตีโจทย์ของ บรูซที่ต้องสูญเสีย พ่อและแม่จากความผิดพลาดที่เค้าไม่ต้องการจะรับชม ภาพยนต์จากโรงละครแห่งหนึ่ง
ก่อนที่ โทมัส พ่อของเค้าจะพาครอบครัวเดินออกไปยังทางออกหนึ่งของโรงภาพยนต์ ก่อนจะถูกโจ ชิล ยิงจนเสียชีวิต ทุกๆวันสิ่งที่คอยหลอกหลอนเค้าคือเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ บรูซย้ายไปเรียนที่รัฐอื่นก่อนจะกลับมาฟังการไต่สวนเมื่ออายุ 20 ที่ก็อตแธม และมรดกแห่งความเจ็บปวดที่เรื่องราวนั้นทิ้งไว้ให้เค้า
การแก้แค้นคือความว่างเปล่า และความว่างเปล่านั้นไร้ความหมาย บรูซต้องการจะยิงโจชิลในวันนั้นโดยเค้าเตรียมปืนของพ่อเค้าเอาไว้ ขณะที่ผู้สื่อข่าวให้ความสัมพันธ์กับเรื่องราวเหล่านั้น เสียงปืนที่ดัง ขึ้น เหมือนกระตุ้น ความว่างเปล่าให้มีความหมาย
ใช่แล้วครับ บรูซ นั้นไม่ใช่คนยิง และเป็นคนของฟัลโคนี่
การล้างแค้นของบรูซได้เริ่มต้นขึ้น ฟัลโคนี่ คือ ผู้บงการทุกอย่าง
การค้นหาหนทางแห่งการดับทุกข์ได้ถือกำเนิด จากลูกคุณหนู
บรูซเริ่มทำตัวเป็นโจร เปลี่ยนชื่อ ใช้ชีวิตโสมมเพื่อหาความหมายใหม่ของชีวิต ในระยะเวลา 7 ปี กับชีวิตที่ดูไร้ค่า และดอกไม้สีน้ำเงินในประเทศเนปาล
บรูซได้ค้นเจออาจารย์ของ เค้า “ดูคาร์ด” เค้าต้องการปลดปล่อยอำนาจและอิทธิพลของอันธพาลและแก๊งต่างๆ
โดยใช้เวลาอีก ปีกว่าๆ เพื่อ ฝึกวิชา ทั้งหลาย
การเริ่มปราบอาชญากรณ์ได้เริ่มขึ้น
ระยะเวลาของเค้ามาถึงอีกครั้งเมื่อเค้าเริ่มมีชื่อเสียง
คู่ต่อสู้ของเค้าอย่าง Nihilism ได้คืบคลานเข้ามา ความว่างเปล่า ทางวัตถุนิยม และ การไม่มีความหมายที่จะปีนขึ้นไปเพื่อมีความหมาย Joker
ผู้ที่เปลี่ยนคำตอบของทุกๆอย่าง ว่าเราสามารถที่จะใช้ชีวิตโดยซึ่งไร้ความรับผิดชอบ และความกลลาหล ตัวแทนแห่ง พระเจ้าซึ่งได้ลงมาทดสอบ บรูซ
ความทรมานที่ต้องช่วยคนรักไม่ได้ และการที่สังคมหันหลังให้กับเค้า นี่คือความกลลาหลที่ถูกกำหนดไว้แล้ว หรือเปล่า
ความพยายามที่กำลังจะสูญสิ้น บรูซใช้ทุกอย่างเพื่อให้ได้รับชัยชนะมา
และใน ที่สุด มันจบลงด้วยความพ่ายแพ้ แม้จะเป็นชัยชนะ
บรูซถูกกลืนกินจากความว่างเปล่านาน 8 ปี ความทรมานจากการสูญเสียคนรัก การทรรามานเพื่อเป็นผู้ชนะ ที่โดนกล่าวหา ว่าเป็นฆาตรกร
และร่างกายที่ค่อยๆเสื่อมลง
เรื่องราวของบรูซกลับมามีความหมายอีกครั้ง จากการที่เค้าพ่ายแพ้หลังกลับมาต่อสู้สวมชุดหน้ากาก ก่อนจะถูกทิ้งลงไปให้อยู่ในคุกใต้ดิน
เป้าหมายและการบรรลุที่แท้จริงคือ ความสงบ ที่เค้านั้นหาไม่ได้
I See A Beautiful City And A Brilliant People Rising From This Abyss. I See The Lives For Which I Lay Down My Life: Peaceful, Useful, Prosperous, And Happy.
หลังจากการใช้ชีวิตในผ้าคลุม ความหมายถัดไปของบรูซคือการใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างเป็นอิสระตามเจตจำนงเสรี
และผู้ที่พบเห็นเค้าคนสุดท้ายคือ พ่อบ้านของเค้าในต่างประเทศ กำลังนั่งกินกาแฟกับคู่เดทของเค้า
================
เราจะเห็นว่าชีวิตของบรูซมิได้โรยลงด้วยกลีบกุหลาบ และเค้าพยายามดิ้นรนหาความหมายของชีวิต เค้าถูกลืนกินด้วยชัยชนะจอมปลอม ครั้งแล้วครั้งเล่า
ตามเรื่องราวของ The Dark Knight Trilogy จะมีประโยคอย่างเช่น
“What doesn’t kill you make you stronger” นั้นไปสอดคล้องกับประโยคที่ Nietzsche เคยกล่าวไว้ That which doesn’t kill us makes us stronger
แน่นอนว่าเราจะเห็นช่วงเวลาที่คุณถูกกลืนกินด้วยความว่างเปล่าที่ทุกทรมาณ
8 ปีคือ เวลา ที่บรูซจากก๊อตแธมไป 8 ปีแห่งความทรมาณจากการถูกกลืนกินโดยความว่างเปล่าจากการสูญเสีย
ตัวละครบรูซถูกสร้างมาในรูปแบบที่มี Perspective ที่เชื่อมั่นในความซื่อตรงและชัดเจน แม้กระทั่งเรื่องความรัก เราจะเห็นตั้งแต่ตอนที่เค้าบอก เรเชลดอคนรักของเค้าในสิ่งที่เค้าปิดบัง ซึ่งแรงต้านของสังคมนั้นแทบไม่เคยหยุดยั้งความจริงที่เป็นเค้าได้แม้ต้องทำตัวเป็นศาลเตี้ย
Übermench หรือ Superman( super man) คือสิ่งที่ Nietzsche นั้นสื่อและถ่ายทอดออกมาและพยายามจะสื่อสารในหนทางที่ดูเข้าใจได้ยาก
ซึ่งในภาพยนต์ตัวของ Nolan ก็เปรียบ บรูซ เป็นUbermench คนหนึ่ง ซึ่งก็คือคนธรรมดาทั่วไปที่มีความสัตยผืจริงและเป้าหมายในตัว โดยการใช้สองบุคลิกในยามราตรีและยามอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้ามาตีความ
จนกระทั่งการมาถึงของเบน หรือ ความกลัวที่บรูซ ต้องละทิ้ง เราจึงเห็นความจริงและตัวจริงเพียงหนึ่งเดียว ก็คือ บรูซเวย์น
ในฉากก่อนสุดท้าย การต่อสู้ระหว่างเค้ากับเบนนั้น แทบไม่ปกปิดตัวตน ที่อัศวินรัติกาล ก็อยู่เสมอในยามวิกาล
เปรียบเสมือนความจริงที่ เราสามารถมีเจตจำนงเสรีและกำหนดความหมายด้วยตัวเราเอง
“A hero can be anyone, even a man doing something as simple and reassuring as putting a coat on a young boy's shoulders to let him know that the world hadn't ended“