ตัวกลาง - ผู้มีอำนาจ - ผู้ปกครอง
วันนี้เพจ กรุงเทพมหานคร โปรโมทให้แคมเปญการร้องเรียนอาจารย์ชัชชาติ ว่ามีผู้ร้องเรียนเรื่องไปร่วมๆ 500,000 เรื่องแล้วภายในระยะเกือบสองปีที่อาจารย์ชัชชาติดำรงค์ตำแหน่งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร
แล้วเพจเฟสบุ๊คที่แสดง คริติคัลติ้งกิ้งสำหรับ Bangkok Street เพจนึงก็ขึ้เด้งนมา “โหหห 5 แสนเรื่อง แต่หน้าปากซอยบ้านเรายังเน่าอยู่เลย“
ผมยกทีละประเด็นแล้วกันคือ เรื่องอาจารย์ชัชชาติ โดยอาจารย์ชัชชาติเป็นตัวแทนของประชาชนเพื่อต่อรองเรื่องโครงการต่างๆ และ เป็นส่วนกลางในการดึงศักยภาพคนใน กรุงเทพมหานครออกมาใช้
แต่บทบาทและการปกครองนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่ที่อาจารย์ชัชชาติ แต่มันอยู่ที่รัฐส่วนกลาง แม้การดำเนินนโยบายการปกครองของรัฐไทยจะมีเพียงกรุงเทพและพัทยา ที่เป็นการปกครองแบบพิเศษ ดังนั้น งบประมาณต่างๆซึ่งส่วนใหญ่ จึงตกอยู่ ”ตัวกลาง“ หรือเราเรียกว่ารัฐบาลกลางแห่งประเทศไทยเสียส่วนใหญ่
ดังนั้นเมื่อมีโครงการที่อยากพัฒนาและมาจากกรุงเทพมหานครก็ต้องของบประมาณในการลงทุนมาทำ
นี่แหละครับเป็นที่มาของคำว่า “State Capitalism” หรือ ทุนนิยมโดยรัฐ
ซึ่งสิ่งที่รัฐสมัยใหม่พอทำได้ก็คือการประสานงานจากเอกชน และ ปัจเจกชนผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ในบริเวณนั้นๆ ต่างๆ ซึ่งผมบอกตรงนี้เลยว่ายุคอาจารย์ชัชชาติ หรือ ยุคอัศวิน ไม่ได้ต่างกัน เสียสักเท่าไหร่ แต่แน่นอนว่าการที่คุณฟินน้ำแตกจากอาจารย์ชัชชาติชนะอัศวิน นี่เป็นการสำเร็จความใคร่ระยะสั้นที่ฟินเลยทีเดียว เพราะอย่างน้อยก็ไม่ต้องฟังไอ้อดีตตำรวจคนนึง มาบ่นนู้นนี่นั่น ด่าประชาชนของตัวเอง แถมส่งข้อความไปด่าผ่านแคมเปญได้ด้วย แฮะ!
แต่บริบทรัฐก็คือรัฐครับ ซึ่งการแก้ปัญหาที่ล่าช้า เป็นเอกลักษณ์อยู่แล้ว ตรงจุดนี้คือปัญหาที่เราเรียกว่า การจัดลำดับชั้นของบริบทที่สำคัญและไม่สำคัญ สำหรับมนุษย์ ซึ่งรัฐนั้นมักจะทำสิ่งที่สำคัญก่อนเสมอในยุคทุนนิยมโดยรัฐ ซึ่งจะเน้นไปที่โครงการใหญ่ๆเป็นหลัก นโยบายที่ดึงเงินทุนและภาษีเข้ารัฐ เพื่อที่รัฐจะได้ นำออกไปใช้ในอนาคตให้ได้มากที่สุด
ดังนั้นบทสรุปของมันสั้นๆ ใครเข้ามาก็แทบไม่ต่างกัน คุณแค่ฟินกับระบบการเลือกตั้งก็เท่านั้น
อย่างที่สองเลยคือผู้มีอำนาจ จริงๆบริบทการพัฒนาชุมชนของสังคมในตอนนี้มีสองสถาบันคือ ภาคเอกชน และ ภาครัฐบาล จริงๆควรจะมีสามคือภาครัฐวิสาหกิจ แต่ตัดทิ้งไปเถอะ มันเป็นแค่สถาบันหรือองค์กรณ์เฟียตๆ ซึ่งหากินจากทรัพยากรณ์ภายในรัฐขนาดใหญ่ ซึ่งไอ้รัฐวิสาหกิจนี่แหละคือตัวกลางการทำลายประเทศโดยแท้จริง ได้ประโยชน์ที่สุด ขาดทุนยับที่สุด และ ไอ้พวกนี้เคยเชิดชูเจ้าเพื่อล้มเอกชนมาแล้วรอบนึง แถมตอนปิดสนามบินเมื่อปี 2551 พวกมันส่งเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี - ยินดีกับผีมึงสิ ไอ้พวกโง่ เมื่อรัฐบาลประยุทธ์เข้ามาบริบริหารและเป็นของภาครัฐก็ถือว่าดีขึ้นมาหน่อย
สถาบันภาคเอกชนนั้นถือว่าเป็นองค์กรณ์หลักในภาคปัจเจกที่มีผลกระทบต่อการสร้าง “สภาวะทางสังคมและเศรษฐกิจมากที่สุด” โดยภาคเอกชนถือว่าต้องดิ้นรนในเสรีภาพของตัวเองในการ พัฒนาและแข่งขันเพื่อยกระดับของสังคมขึ้นไปอีกขั้น และ เมื่อมองไปทางคอนเซ็ปหรือปรัชญาตลาดเสรีทุนนิยม นั้น คือตัวขับเคลื่อนตัวระบบของเศรษฐกิจแทบจะทั้งระบบของประเทศ ถ้าสิ่งที่คุณทำมันไม่ดี ก็จะไม่มีคนให้คุณค่า รวมถึงมูลค่าทางวัตถุทางการแลกเปลี่ยน
ดังนั้นการแลกเปลี่ยนในที่นี้มันยังลึกลับซับซ้อนไปภายใต้ความคาดหวังในด้านคุณภาพและการพัฒนาของการแลกเปลี่ยนในครั้งต่อไปอีกด้วย
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าภาคเอกชนนั้นเป็นผู้มีอำนาจในการผลิต หรือ ควบคุมปัจจัยการผลิต ด้วยตัวเอง หรื การรวมตัวกันได้อย่างแท้จริง
สถาบันถัดมาคือสถาบันทางภาครัฐ ในยุคที่เราเป็นทุนนิยมโดยรัฐ องค์กรณ์ภาครัฐที่เปรียบเสมือนตัวกลางในครั้งอดีตนั้นถูกพัฒนาผ่านยุคหลังเศรษฐกิจวิกฤตเศรษฐกิจล่มในปี ค.ศ.1929 และ ถูกพัฒนาตั้งแต่ สนทธิสัญญานีลดีล รวมถึงเบรตันวู๊ด สมัยที่นายแฟรงก์ ดีลาโน่ รูสเวลล์เป็นประธานนาธิบดี โดยรัฐบาลต่างๆ ก็เริ่มนำมาเป็นโมเดล รวมถึงสังคมไทยด้วย ซึ่งหลังสงครามเย็น รัฐบาลภายใต้ นายชาติชาย ชุณหะวัณ ได้สมาทานแนวคิดการเปิดตลาดการค้าเสรีและบาทของทางภาครัฐ ขึ้นมา โดยไทยเรานั้นแตกต่างตรงทางที่ว่า รัฐบาลรวมศูนย์และบริบทการเป็น “คนไทย” นั้นถูกยึดอำนาจทางสังคมไปโดยคณะราษฎร 2475 มาสักพักใหญ่ๆ เกือบ 60 ปี ณ ขณะนั้นแล้ว ดังนั้นการรวมศูนย์กลางอำนาจไว้ที่รัฐจึงเป็นไปอย่างง่ายดาย
แน่นอนว่าผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและการเปิดประเทศให้เป็นไปในทิศทางที่เราเรียกว่า Globalization หรือบ้านเราก็คือ พหุวัฒนธรรม หลังยุคสมัยใหม่ เป็นเรื่องที่ดีในบางแง่มุม แต่ในบางแง่มุมก็สูญเสียความแตกต่างของเอกลักษณ์ ณ พื้นที่นั้นๆไป รวมถึงวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งวัฒนธรรมที่ดูเป็นมาตรฐานและสากล นั้นมีจุดศูนย์กลางคือ กรุงเทพมหานคร
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนหลายคนอยากยกระดับของตัวเอง หรือ ทางวัฒนธรรมให้เทียบเท่าคนกรุงเทพจริงๆ
และนั่นเป็นแค่อีกหนึ่งเหตุผลหรือปัจจัย ที่หลายๆ คน ส่งลูก ส่งหลาน หรือ ถีบตัวเอง มาสร้าง Productivity ที่เมืองแห่งนี้ ซึ่งทรัพยากรณ์ค่อนข้างจำกัด และจำเป็นต้องอาศัยการนำเข้าส่งออกระหว่างจังหวัด ผลักดันให้ค่าครองชีพ ของ คนในกรุงเทพสูงยิ่งขึ้น พร้อมจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น แต่คุณภาพประชากรนั้นยังเท่าเดิม
ยิ่งคนมากมาย ปัญหาก็ยิ่งมากขึ้น ผู้มีอำนาจที่ผูกขาดความรุนแรงนอกเหนือพื้นที่อย่างรัฐบาล จึงสามารถผูกขาดความรุนแรงภายในอาณาเขตกรุงเทพ และ ปริมลฑล ได้เป็นอย่างดีเยี่ยม ซึ่งไม่ได้ต่างอะไรกับการยึดอำนาจโดยฉับพลัน
(1)