Replying to Avatar Somnuke

เงินคือตัวสะท้อนมูลค่าเศรษฐกิจและทรัพยากร ไม่ว่าคุณจะแบ่งมันออกเป็นกี่ส่วน มูลค่ามันก็เท่าเดิมอยู่ดี

ปริมาณเงินจะสะท้อนมูลค่าของประเทศนั้นๆ ไม่ว่าคุณจะแบ่งมันเป็น สิบส่วน พันส่วน แสนส่วน หรือล้านส่วน มันก็ไม่ได้ช่วยอะไร

เพราะมูลค่าโดยรวมมันก็จะเท่าเดิมอยู่ดี แค่มูลค่าเงินต่อหน่วยลดลง..แบงก์ 1000 อันเดิม ซื้อของได้น้อยลงกว่าเดิม

.

การพิมพ์เงินและอัดฉีดเข้ามาในระบบเศรษฐกิจก็เช่นกัน และทางเดียวเท่านั้นที่เงินก้อนใหม่นี้จะไม่ด้อยค่าเงินทั้งระบบ คือการสร้าง productivity เพิ่ม สร้างรายได้สร้างการค้าขายเพื่อให้ได้เงินเข้ามา ทำให้ความมั่งคั่งของประเทศเพิ่ม

.

แต่มันไม่ง่าย เพราะเราไม่สามารถเสกความมั่งคั่งจริงๆ ขึ้นมาได้ มันคือเกมแห่ง Proof of work เราต้องลงทุน ลงแรง สละเวลาและทุ่มเทเพื่อให้ได้มันมา อีกทั้งเรายังต้องแข่งขันเพื่อแย่งชิงลูกค้าให้มาซืัอสินค้าเราแทนที่จะเป็นสินค้าของชาติอื่น ถ้าของเราไม่มีคุณภาพแถมราคาสูง ใครมันจะไปซื้อ และทุกอย่างมันต้องใช้เวลา

.

เปรียบประเทศเป็นคน ๆ นึงที่มีทรัพสินย์ 10,000 บาท ไม่ว่าเราจะแบ่งมันเป็นร้อยก้อนหรือพันก้อน มูลค่ารวมมันก็เท่าเดิมอยู่ดี ยิ่งแบ่งมากมูลค่าเงินต่อหน่วยก็จะน้อยลง แม้มันจะเป็นเงิน แต่มันก็หนีไม่พ้นจากกลไกตลาด ไม่ต่างจากสินค้า Commodity อย่างพวกสินค้าการเกษตรหรือสินแร่

.

เมื่อรัฐบาลทำการเพิ่มปริมาณเงินในระบบ ไม่ว่าจากการกู้หรือการพิมพ์เงินเพิ่มของรัฐก็ดี แม้แต่การปล่อยกู้แก่ประชาชนของสถาบันการเงินก็ดี ล้วนแล้วแต่ทำให้มูลค่าของเงินในกระเป๋าเราผู้เป็นประชาชน ด้อยค่า ลงทั้งสิ้น

.

เราจะเรียกอย่างเป็นทางการว่า เงินเฟ้อ..

.

และปัจจุบันนี้ ในสภาวะปกติของเศรษฐกิจ เงินในกระเป๋าเราจะด้อยค่าลงรางๆ 50% หรือซื้อของได้น้อยลงครึ่งนึง ทุกๆ 10 ปี หมายความว่า ถ้ารายได้เราไม่ได้เพิ่มขึ้นขั้นต่ำ 5% ต่อปี เรากำลัง "จนลง" แบบไม่รู้ตัว

.

เมื่อปริมาณเงินมันเพิ่มเข้ามา ทั้งที่มูลค่าและเศรษฐกิจของประเทศมันเท่าๆ เดิม เงินที่มีอยู่ก่อนจะค่อยๆ เสื่อมค่าลง จากที่เคยถือเงิน 1 ในล้าน ก็กลายเป็นถือ 1 ใน 2 ล้าน ประชาชนทุกคนที่ถือเงินอยู่ก่อนหน้าจะจนลงในเวลาไม่นาน ตราบใดที่เรายังถือเป็นเงินสดหรือเงินฝาก เราไม่มีวันหนีพ้น เพราะกลไกระบบการเงินที่เราใช้อยู่มันทำงานแบบนี้

.

แล้วมูลค่าเงินของเรามันหายไปไหน?

ตามหลักการ แคนทิลอน เอฟเฟ็กต์ (Cantilon Effect) ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการผลิตเงินเพิ่มในระบบคือผู้ที่อยู่ใกล้แหล่งผลิตเงิน อย่างเช่น รัฐบาล นักการเมือง สถาบันการเงินและกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่ใกล้ชิดกับรัฐบาล

.

และคนรับเคราะห์คือประชาชน ที่ถูกสูบความมั่งคั่งออกไปถ้วนหน้า

.

อ้อ ทุกนโยบายประชานิยมบองรัฐบาลที่มาจากการกู้ ก็เข้าข่ายนี้ด้วยนะครับ

.

ไม่ว่ารัฐจะอ้างความชอบธรรมใด ๆ ก็ตาม ผลจะลงเอยไม่แตกต่างกัน การแจกเงินในระยะแรกทำให้ประชาชนสดชื่น แลกกับกล้ำกลืนไปแสนนาน เงินที่ใส่เข้ามาในระบบส่งผลให้เงินที่มีอยู่ด้อยค่าลงถาวร สบายวันสองวันนี้ แลกกับลำบากระยะยาว คุ้มกันดีเนอะ

.

เราผู้ซึ่งเป็นประชาชน ก็ดันยินดีกับการได้เงินมาจับจ่ายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยไม่รู้ตัวว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น เพราะไม่มีใครเขาบอกความจริง

.

การด้อยค่าสกุลเงินตัวเองไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นตลอดเวลา เกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัยในทุกรัฐบาล

.

ประชาชนต้องรับผลกรรมอย่างแสนสาหัส ใครถือเงินเยอะถือเงินนานก็ยิ่งโดนปล้นเยอะ ทำร้ายคนอดออมเพื่ออนาคต ทำให้เราก้าวมาสู่ยุคที่ทำงานประจำแล้วไม่พอแดก ลำพังดูแลตัวเองยังไม่รอด การสร้างครอบครัวไม่ต้องพูดถึงเพราะไม่มีปัญญา มันทำให้เรากินอาหารโภชนาการเลวลงเรื่อย ๆ เพราะสินค้าที่เคยกินเคยใช้ราคาพุ่งไปไกลจนจ่ายไม่ไหว มันบีบให้เราสร้างหนี้จนมากเกินที่เราจะจ่ายได้ ไม่กู้กินกู้ใช้เพื่อความอยู่รอด ก็เพื่ออวดรวยโง่ๆ

.

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ไม่ใช่ปัญหาตัวบุคคล แต่ต้นตอเป็นที่ "ระบบ" ผู้มีอำนาจแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองและความร่ำรวยของตนและพวกพ้อง จนทุกอย่างมันผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวไปหมดเกินจะเยียวยา และประชาชนตาดำ ๆ ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ รวมถึงเด็กๆในเจเนอเรชันถัดไปคือผู้ต้องรับผิดชอบ

.

มันไม่มีวันแก้ไขได้ เลิกคาดหวังคำตอแหลของนักการเมือง ต่อให้พระถั๋งซัมจั๋งมาเป็นนายกก็ไม่ช่วยอะไร

.

ทางออกเดียวคือเราต้องมี "เงิน" ที่มนุษย์ขี้เหม็นไม่ต้องเสือก

#Siamstr

สาระมาแน่นๆ นึกว่าจะไใมีมุกตบท้ายซะแล้ว🤣

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.