🪷บทความ: การอธิบายคำศัพท์โดยแยบคายในพุทธปรัชญา

โดยอิงจาก “พุทธธรรม” ฉบับเดิม ของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

บทนำ: ศัพท์ในพุทธปรัชญาไม่ใช่แค่คำ แต่คือประตูสู่การพ้นทุกข์

พุทธปรัชญาเป็นศาสตร์ที่ลึกซึ้งซึ่งต้องการการเข้าใจอย่างแยบคาย ไม่ใช่เพียงในระดับถ้อยคำ แต่ในระดับสภาวธรรมจริง ๆ ด้วย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้วางหลักการตีความและอธิบายศัพท์ใน “พุทธธรรม” ฉบับเดิมไว้อย่างลุ่มลึก โดยใช้ทั้งภาษาพุทธปรัชญาและคำสอนตรงจากพระพุทธเจ้าเองในพระไตรปิฎก การทำความเข้าใจศัพท์สำคัญ เช่น “ขันธ์ 5” “เวทนา” “สังขาร” หรือ “วิญญาณ” ไม่ใช่เพียงการให้คำนิยามทางพจนานุกรม แต่คือการเปิดประตูสู่การเข้าใจ ไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) และ ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นหัวใจของพุทธธรรม

ขันธ์ 5: โครงสร้างของความเป็นมนุษย์

ในพุทธศาสนา “ขันธ์” หรือ “เบญจขันธ์” คือการแบ่งองค์ประกอบของชีวิตออกเป็น 5 ส่วน เพื่อวิเคราะห์ว่า สิ่งที่เราเรียกว่า “ตัวเรา” แท้จริงแล้วเป็นเพียงการรวมของสิ่งปรุงแต่งชั่วคราว อันได้แก่:

1. รูปขันธ์ (Rūpakkhandha) – กายภาพ วัตถุ หรือร่างกาย รวมถึงอายตนะภายนอกทั้งหก

2. เวทนาขันธ์ (Vedanākkhandha) – ความรู้สึก มีสุข ทุกข์ และอุเบกขา

3. สัญญาขันธ์ (Saññākkhandha) – การจำแนก รู้จำ คิดนึก แยกแยะ

4. สังขารขันธ์ (Saṅkhārakkhandha) – การปรุงแต่งเจตนา ความคิด ความประสงค์

5. วิญญาณขันธ์ (Viññāṇakkhandha) – ความรู้แจ้งหรือการรับรู้ในระดับจิตสำนึก เช่น จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ เป็นต้น

ในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าตรัสใน ขันธวิภังคสูตร (ม.ม.9/11/6) ว่า ขันธ์เหล่านี้ไม่ใช่ตัวตนของเรา และใน อนัตตลักขณสูตร (ส.ข.9/27/17) ทรงตรัสชัดเจนว่า:

“นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา”

ขันธ์ 5 กับปฏิจจสมุปบาท: ความเกิดแห่งทุกข์

ขันธ์ทั้งห้าคือผลแห่ง ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งแสดงความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ โดยมี อวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิด สังขาร จากนั้นต่อเนื่องไปถึง วิญญาณ นามรูป อายตนะ และต่อไปจนถึง ทุกข์ (ชรา มรณะ)

ตัวอย่าง:

อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา

สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ

… เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขขฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ

(มหานิทานสูตร ที.ปา.11/98/126)

เมื่อพิจารณาให้แยบคาย เราจะเห็นว่า ขันธ์ทั้ง 5 ล้วนเกิดแต่เหตุ ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่โดยลำพัง และทั้งหมดนี้คือ ทุกข์อันควรกำหนดรู้ (ทุกข์ อริยสัจจ์)

การทำลายความเห็นผิด: ไตรลักษณ์และอนัตตา

ในไตรลักษณ์ พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นว่า ขันธ์ 5 ล้วนมีลักษณะ 3 ประการ ได้แก่:

• อนิจจตา – ไม่เที่ยง

• ทุกขตา – เป็นทุกข์

• อนัตตตา – ไม่ใช่ตัวตน

ใน อนัตตลักขณสูตร (วินย.มหา.1/14/14) ตถาคตตรัสว่า:

“รูปไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา”

และต่อมาทรงสรุปว่า:

“นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา”

ดังนั้น “เรา” ในพุทธปรัชญาไม่ใช่ “ตัวตนอมตะ” อย่างที่ปรัชญาอื่นเข้าใจ แต่เป็นเพียงชื่อสมมติที่ใช้เรียกกลุ่มขันธ์ ซึ่งเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย แล้วดับไปตามเหตุปัจจัย เมื่อเห็นด้วยปัญญาเช่นนี้ จึงจะหลุดพ้นจาก อวิชชา ได้

สรุป: ศัพท์พุทธไม่ใช่คำบรรยาย แต่คือแนวทางปฏิบัติ

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้ชี้ไว้ใน พุทธธรรม ว่า การเข้าใจคำศัพท์พุทธศาสนา ต้องไม่หยุดที่นิยามเชิงตรรกะ แต่ต้องเห็น “ธรรม” ที่คำเหล่านั้นชี้ไป เช่น “ขันธ์” ชี้ให้เห็นความไม่เที่ยง “เวทนา” ชี้ให้เห็นการเสวยผลของกรรม “สังขาร” ชี้ไปที่กระบวนการปรุงแต่งของจิต และ “วิญญาณ” ชี้ไปที่การรับรู้ที่ยังมีอวิชชาเจือปน

สุดท้ายนี้ ความเข้าใจคำเหล่านี้จะสมบูรณ์ได้ ก็ต่อเมื่อจิตเห็นความจริงว่า:

“สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา”

(อิติวุตตกะ 1/4/5)

นี่คือสัจธรรมที่พึงรู้ ไม่ใช่เพียงเพื่อเข้าใจ แต่เพื่อ ดับทุกข์ ด้วยปัญญาโดยสมบูรณ์

ในหัวข้อนี้ เราจะอธิบายต่อไปอย่างลุ่มลึกตามแนวพุทธปรัชญาและพุทธวจน ว่า วิญญาณ ซึ่งปรากฏในเบญจขันธ์นั้น แท้จริงแล้วมิได้มีความเป็น “ตัวรู้ที่แท้” หรือเป็น “ผู้เวียนว่าย” แต่อย่างใด หากแต่เป็นกระแสของการรับรู้อันขึ้นต่อเหตุปัจจัย ซึ่ง เวียนวนอยู่ใน ๔ ธาตุแห่งนามธรรม คือ เวทนา สัญญา สังขาร และ รูป อันเป็นที่ตั้งทางกายภาพ — โดยทั้งหมดนี้ยังคงอยู่ในวงจรแห่งสังสารวัฏ เมื่อยังมีอวิชชากำกับอยู่

เราจะพิจารณาอย่างละเอียดว่า วิญญาณเกี่ยวข้องกับธาตุเหล่านี้อย่างไร

๑. วิญญาณกับ “รูป” — ที่ตั้งแห่งการอาศัยทางกาย

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน มหานิทานสูตร (ที.ปา.11/98/126) ว่า:

“วิญญาณปจฺจยา นามรูปํ”

“ด้วยวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงเกิดขึ้น”

ในที่นี้ รูป หมายถึง รูปธรรม ซึ่งเป็นที่อาศัยให้วิญญาณ “ตั้งอยู่” — กล่าวอีกนัยหนึ่ง วิญญาณจะรับรู้อารมณ์ใด ๆ ได้ ก็ต้องมี “อายตนะ” และ “รูปภายนอก” เป็นเงื่อนไข เช่น จักขุวิญญาณต้องอาศัยตา (รูปภายใน) และรูป (อารมณ์ภายนอก)

พระองค์ตรัสชัดใน วิญญาณฐิติสูตร (สํ.น.17/63/63) ว่า:

“วิญญาณตั้งอยู่ในรูป ย่อมเจริญ ย่อมงอกงาม”

นั่นคือ เมื่อจิตยึดรูปเป็นของตน วิญญาณย่อมหมุนวนในภพภูมินั้นต่อไป เพราะยังมีสิ่งให้รับรู้ มีสิ่งให้ปรุง มีสิ่งให้ยึด

๒. วิญญาณกับ “เวทนา” — การรับรู้ที่เสพผลกรรม

เวทนา คือ ความรู้สึกที่เกิดจากผัสสะ เช่น สุข ทุกข์ อุเบกขา วิญญาณต้องอาศัยเวทนาในการรับผลของกรรมที่เกิดจากอดีตเจตนา

ใน เวทนาสุตต (สํ.เว.18/181/202) พระพุทธองค์ตรัสว่า:

“ภิกษุทั้งหลาย เวทนาเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา”

แต่ตราบใดที่จิตยัง “เสพเวทนา” ด้วยการปรุงแต่งความรู้สึกสุขหรือทุกข์แล้วถือว่า “เป็นเรา” — วิญญาณนั้นยังหมุนวนอยู่ในวงจรแห่งการเกิดดับ

ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ตรัสไว้ใน จตุตถวิญญาณฐิติสูตร ว่า:

“เมื่อวิญญาณตั้งอยู่ในเวทนา มันจะเจริญงอกงาม”

กล่าวคือ เมื่อวิญญาณยึดเวทนาเป็น “ของเรา” เช่น สุขนี้ของเรา ทุกข์นี้เป็นเรา — นั่นคือการตั้งมั่นแห่งวิญญาณ ที่จะนำไปสู่ภพใหม่

๓. วิญญาณกับ “สัญญา” — ความจำแนกที่ปรุงอัตตา

สัญญา คือ “การจำแนก” (perception) เช่น จำว่าเสียงนี้น่าพอใจ กลิ่นนี้น่าเกลียด ฯลฯ — ซึ่งนำไปสู่การปรุงแต่งต่อทันทีผ่านสังขาร

ใน สัญญาสุตต (สํ.ข.17/52/75) ตถาคตตรัสว่า:

“สัญญาเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา”

แต่ในชีวิตจริง วิญญาณอาศัยสัญญาเป็นรูปแบบของการยึดมั่น เช่น คิดว่า “เขาว่าเรา” “เราเคยเป็นคนแบบนั้น” — ทั้งหมดล้วนเกิดจากสัญญา แล้ววิญญาณเข้าไปยึด “เรื่องราว” ที่สัญญาจำได้ว่าเป็นของตน

พระพุทธองค์ตรัสว่า:

“เมื่อวิญญาณตั้งอยู่ในสัญญา มันจะเจริญงอกงาม”

ดังนั้น วิญญาณที่ยังเวียนวนในสัญญา ย่อมเสริมสร้างภพชาติใหม่ด้วยความเข้าใจผิดว่า “เรื่องราวนั้นคือเรา”

๔. วิญญาณกับ “สังขาร” — เครื่องปรุงของภพใหม่

สังขาร ในที่นี้หมายถึง เจตนาและความคิดปรุงแต่ง เช่น ปรุงดี ปรุงชั่ว ปรุงกุศล-อกุศล ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสชัดใน ปฏิจจสมุปบาท ว่า:

“อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา”

“ด้วยอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงเกิด”

สังขารนั้นเมื่อเกิดแล้ว จะทำให้เกิด “ภพใหม่” โดยส่งต่อวิญญาณเข้าไปตั้งอยู่ในนามรูปใหม่

เมื่อใดที่วิญญาณยังไม่เห็นสังขารว่า:

“ของไม่เที่ยง ปรุงแต่ง ไม่ใช่ของเรา” — เมื่อนั้นวิญญาณยังเป็น “ผู้เสพผลแห่งสังขาร”

(สังขารสุตต สํ.ข.17/47/67)

ดังที่พระองค์ตรัสไว้ใน วิญญาณฐิติสูตร ว่า:

“วิญญาณตั้งอยู่ในสังขาร ย่อมงอกงาม เจริญขึ้น”

ดังนั้น สังขารคือเครื่องปรุงแห่งอัตตา วิญญาณคือผู้หลงเข้าไปกินอัตตานั้น วนไปไม่รู้จบ

สรุป: วิญญาณคือการรับรู้อันขึ้นต่อ ๔ ธาตุแห่งภพ

หากกล่าวอย่างสังเขป วิญญาณไม่ได้ดำรงอยู่โดยลำพัง ไม่ใช่ “ดวงจิตอมตะ” อย่างที่ลัทธิอื่นเชื่อ แต่เป็นกระบวนการรับรู้อันขึ้นต่อเหตุปัจจัย กล่าวคือ:

ธาตุ /ความหมายในพุทธธรรม /วิญญาณสัมพันธ์อย่างไร

รูป /กาย วัตถุ อายตนะภายในภายนอก /เป็นที่ตั้งของวิญญาณ (อาศัยตา หู ฯลฯ)

เวทนา /สุข ทุกข์ อุเบกขา /เป็นอารมณ์ให้วิญญาณเสพ-ยึดถือ

สัญญา /การจำแนก หมายรู้ /เป็นรูปแบบของ “เรื่องราว” ที่วิญญาณยึดว่า “เป็นของเรา”

สังขาร /ความคิด เจตนา การปรุงแต่งจิต /เป็นพลังขับเคลื่อนให้วิญญาณดำรงอยู่ในภพ

ทั้งหมดนี้ เป็นสังขตธรรม (สิ่งปรุงแต่ง) ไม่มีสิ่งใดเที่ยง ไม่มีอะไรที่เป็น “ตัวตนแท้จริง” — หากผู้ใดเห็นด้วยปัญญาว่า วิญญาณที่ตั้งอยู่ในสิ่งเหล่านี้ ย่อมเวียนว่ายไม่สิ้นสุด ผู้ใดเห็นการดับแห่งวิญญาณ นั่นแลชื่อว่า เห็นนิพพาน

“ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นย่อมเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นย่อมเห็นเราตถาคต”

(มหาหัตถิปโทปมสูตร, ม.ม.13/58/48)

ต่อจากบทความก่อนหน้านี้ เราจะขยายความให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในมิติของ การอธิบายคำศัพท์พุทธปรัชญาอย่างแยบคาย ผ่านการเชื่อมโยงกับพระสูตรเพิ่มเติม เช่น สฬายตนวิภังค์, อตัมมยตา, และหลักธรรมขั้นสูงอย่าง นิพพานธาตุ, โดยคงอิงจากแนวทางอธิบายของ พุทธธรรม ฉบับเดิม โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ร่วมกับพระวินัยและพระสูตรที่ตถาคตตรัสไว้อย่างลึกซึ้ง

ขยายความเรื่อง “ขันธ์ 5” ด้วยมุมมองแห่งไตรสัจจ์

ขันธ์ 5 มิได้เป็นเพียง “องค์ประกอบของสิ่งที่เรียกว่าชีวิต” แต่เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นของที่ควรกำหนดรู้ (ทุกขอริยสัจจ์) ซึ่งหากใครไม่เข้าใจขันธ์อย่างถ่องแท้ ผู้นั้นก็ย่อมไม่อาจเข้าใจทุกข์อย่างแท้จริง เพราะขันธ์คือ “ทุกข์” ตามที่ปรากฏในพระสูตรว่า:

“ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา”

(ขันธ์ 5 อันยึดมั่นถือมั่นแล้ว เป็นทุกข์) — ขันธปริยายสูตร (สํ.ข.17/47/64)

1. รูป ไม่ใช่ร่างกายอย่างหยาบอย่างเดียว แต่หมายถึง “สิ่งที่ถูกกระทบ” หรือ “สภาวะที่ถูกรู้”

ใน พุทธธรรม อธิบายว่า “รูป” คือ สิ่งที่มีลักษณะถูกรู้ด้วยอายตนะภายนอก-ภายใน เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงเสื่อมสลาย เป็น อนิจจัง ไม่ควรยึดว่าเป็นตัวตน

2. เวทนา หรือ “ความรู้สึก” นั้นเป็นเพียงผลของการกระทบกันของอายตนะ แต่ผู้คนกลับยึดมั่นว่า “สุขของฉัน” “ทุกข์ของฉัน” ทั้งที่ความรู้สึกนี้ไม่มีใครควบคุมได้

ใน เวทนาสุตต (สํ.เว.18/181/202) พระพุทธเจ้าตรัสว่า:

“เวทนาเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา”

3. สัญญา คือ การจำแนกหมายรู้ เช่น การเห็นรูปสีแดงแล้วเรียกว่า “ดอกกุหลาบ”

พุทธธรรม อธิบายว่า เป็นกลไกของการจัดระบบของจิตเพื่อให้เกิด “การรับรู้แบบมีรูปแบบ” แต่แท้จริงแล้วไม่มีสิ่งใด “แน่นอน” หรือ “คงทน” ในสิ่งที่จำแนก เพราะมันเกิดขึ้น-ดับไปเร็วมาก

4. สังขาร คือ “เจตนาหรือแรงปรุงแต่งทางจิต”

ใน สังขารสูตร (สํ.ข.17/47/67) ตถาคตตรัสว่า:

“สังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง มีความเกิดขึ้นและดับไปเป็นธรรมดา”

นั่นแปลว่า ความตั้งใจ ความอยาก ความคิดปรุง ความรู้สึกต่อต้าน ฯลฯ — ล้วนไม่ใช่ของ “เรา”

5. วิญญาณ คือ “ความรู้แจ้งหรือความสืบต่อแห่งการรับรู้”

พระพุทธเจ้าตรัสว่า:

“วิญญาณนี้เกิดด้วยปัจจัย ไม่มีการตั้งมั่น ไม่มีความเที่ยง มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา”

(วิญญาณปฏิจจสมุปบาท, สํ.วิ.18/218/226)

การอธิบายคำศัพท์โดยใช้ “สฬายตนวิภังค์”

พระสูตร สฬายตนวิภังค์ (ม.ม.14/400/617) คือสูตรที่แสดงการอธิบายคำอย่างแยบคายที่สุดในสายอภิธรรมเบื้องต้น ซึ่งแบ่งอายตนะเป็น 6 ภายนอก (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์) และ 6 ภายใน (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)

“ภิกษุทั้งหลาย รูปอายตนะเป็นของไม่เที่ยง ตาอายตนะก็ไม่เที่ยง… รูปและตาเป็นปัจจัยให้เกิดจักขุวิญญาณ วิญญาณก็ไม่เที่ยง”

ในบทนี้ พระพุทธเจ้าตรัสกระจ่างว่า แม้แต่กระบวนการรับรู้ — ตั้งแต่ผัสสะไปจนถึงเวทนา — ก็ล้วนไม่ใช่ของเรา

คำว่า “อตัมมยตา” กับการไม่ยึดแม้แต่ธรรม

คำว่า อตัมมยตา (อ+ตัมมะ+ยะ+ตา) แปลว่า “ภาวะที่ไม่ถือมั่นว่า นั่นเป็นของเรา” ซึ่งเป็นขั้นที่สูงกว่าการเพียงเห็นว่า “อนัตตา” เพราะคือการที่จิตไม่ “รับเข้าไว้” แม้แต่ธรรมะที่ดีงาม เช่น วิปัสสนา อริยมรรค

ใน อตัมมยตาสูตร (องฺ.ฉกฺก.22/55/69) ตถาคตตรัสว่า:

“อตัมมยโต โข ภิกขุ รูปํ วิญฺญาตพฺพํ… เวทนา… สัญญา… สังขารา… วิญญาณํ วิญฺญาตพฺพํ”

แปลว่า ขันธ์ทั้งห้านั้น ต้องรู้โดยไม่ยึดมั่นว่า นั่นเป็นของเรา — การรู้โดยไม่ยึดนี้เอง เรียกว่า “อตัมมยตา” อันเป็นทางออกจากสังสารวัฏได้จริง

การสิ้นสุดของคำ — สู่ความเงียบของนิพพาน

ในที่สุด จุดหมายของการอธิบายศัพท์ในพุทธปรัชญา ไม่ใช่เพื่อรู้มากขึ้น แต่เพื่อให้จิต หมดอาสวะ ด้วยปัญญา จนเข้าสู่สภาวะที่ไม่มีการปรุงแต่งอีกต่อไป ซึ่งเรียกว่า นิพพาน

“ตัณหาใดมีความยึดมั่นเป็นเบื้องหน้า มีการแสวงหาเป็นเบื้องกลาง มีความยึดถือไว้เป็นเบื้องปลาย ตัณหานั้นตถาคตกล่าวว่า เป็นเครื่องร้อยรัดโลก”

(ขันธสังยุตตะ)

เมื่อเข้าใจศัพท์จนหมดการปรุงแต่ง ไม่มี “เรา” ที่จะรู้อะไรอีก นั่นคือความสงบสิ้นสุดของทุกถ้อยคำ ซึ่งคือ นามธรรมที่ไม่มีคำอธิบาย — คือ นิพพานธาตุ อันบริสุทธิ์

บทสรุป: ภาษาที่ชี้ไปไกลกว่าคำ

“ศัพท์” ในพุทธปรัชญา ไม่ใช่สัญลักษณ์นิ่ง ๆ แต่คือเครื่องชี้ไปยัง ธรรมที่รู้ได้เฉพาะตน (ปัจจัตตัง) การอธิบายที่แท้ ไม่ใช่เพื่อให้ผู้อื่นรู้ แต่เพื่อให้ผู้อธิบาย “หมดอวิชชา” และปล่อยวางแม้แต่ความรู้นั้นเอง

ดังตถาคตตรัสไว้ใน อุปาทานขันธสูตร:

“สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา”

“เมื่อสิ่งนั้นไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี — นั่นคือความพ้นจากทุกข์โดยสมบูรณ์”

พิจารณาศัพท์และหลักธรรมะสำคัญผ่านมุมมองของ อตัมมยตา และการปล่อยวางอัตตลวง (illusion of self) ซึ่งถือเป็นแก่นแท้ของพุทธปรัชญา อิงทั้งจากพระสูตรและการวิเคราะห์ของ พุทธธรรม ฉบับเดิม โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ซึ่งมีจุดยืนชัดว่า การเข้าใจธรรมไม่เพียงเพื่อรู้ แต่เพื่อ “ปล่อยวาง” จนเข้าถึงวิมุตติ

อตัมมยตา: เมื่อจิตไม่เอาอะไรมาเป็นตนอีก

อตัมมยตา (Atammayatā) เป็นคำที่ลึกซึ้งและแทบไม่ปรากฏในการอธิบายเชิงปรัชญาทั่วไป แม้แต่ในพุทธศาสนาเอง ก็ยังมีน้อยคนนักที่เห็นคำนี้เป็น “ทางสายกลางแห่งการพ้นจากทุกข์อย่างสิ้นเชิง”

ความหมายโดยตรง

อตัมมยตา หมายถึง “ความไม่เอาเป็นตน” หรือ “ภาวะที่ไม่ทำอะไรให้เป็นของตน” (อ+ตัมมะ+ยะ+ตา) ตรงข้ามกับ “ตัมมยตา” ซึ่งหมายถึงการเอาสิ่งใดมาเป็นตน โดยเฉพาะการเอาขันธ์ 5 หรือธรรมใด ๆ มาแอบอ้างเป็น “ตัวเรา”

“อตัมมยโต วิญญาณํ วิญญาตพฺพํ…”

(อตัมมยตาสูตร องฺ.ฉกฺก.22/55/69)

แปลว่า: วิญญาณทั้งหลายควรรู้โดยไม่ยึดถือว่าเป็นตน

จุดประสงค์ของพระพุทธองค์

พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่า การพิจารณาอายตนะ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) และอารมณ์ของมัน (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์) อย่างเห็นว่า “ไม่ใช่ของเรา” เป็นเครื่องตัดขาดอาสวะอย่างสิ้นเชิง

ดังใน จตุตถอตัมมยตาสูตร พระองค์ตรัสว่า:

“ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อเห็นรูปด้วยตา… เขาย่อมไม่ยึดถือว่า นั่นเป็นของเรา เขาย่อมไม่สัญญาว่า นั่นเป็นเรา… เขาย่อมพิจารณาด้วยปัญญาว่า สิ่งทั้งปวงล้วนไม่ใช่ตัวตนของตน”

ศัพท์เชิงพุทธปรัชญา: รูป-นาม และความพ้นจากอัตตลวง

คำว่า นามรูป (Nāma-rūpa) ปรากฏในปฏิจจสมุปบาท มีความสำคัญยิ่งต่อการเข้าใจโครงสร้างของอัตตาอย่างลวงตา

รูป (Rūpa)

คือส่วนที่สัมผัสได้ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย เช่น อวัยวะ ร่างกาย องค์ประกอบทางฟิสิกส์ เคมี หรือแม้แต่เวทนาแบบกาย

นาม (Nāma)

คือส่วนของจิต ได้แก่ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของการรับรู้แต่ไม่มีรูปร่าง

ใน มหานิทานสูตร (ที.ปา.11/98/126) มีข้อความว่า:

“วิญญาณปจฺจยา นามรูปํ” — วิญญาณเป็นเหตุให้เกิดนามรูป

เมื่อเข้าใจว่า “รูป-นาม” ล้วนเป็นของเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย ไม่มีตัวตนถาวร — เราก็จะไม่ตกหลุมพรางแห่ง อัตตา อีกต่อไป

ความสัมพันธ์ของศัพท์เหล่านี้กับ “ไตรลักษณ์”

ศัพท์เช่น ขันธ์ 5, นามรูป, เวทนา, สังขาร ฯลฯ ล้วนถูกพิจารณาในแง่ของ ไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) โดยมีเป้าหมายคือการทำลาย อวิชชา ซึ่งหลอกให้เห็นว่า “มีตัวตนอยู่จริง”

“สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา”

(อิติวุตตกะ 1/4/5)

พิจารณาโดยไตรลักษณ์ จะเห็นว่า:

• รูป เปลี่ยนแปลงตามวัย

• เวทนา เกิดแล้วดับในแต่ละผัสสะ

• สังขาร เกิดจากเจตนาแต่ไม่อยู่ตลอด

• วิญญาณ รับรู้อารมณ์เพียงครู่หนึ่งก็เปลี่ยน

ทั้งหมดนี้จึงไม่ควรยึดว่าเป็น “เรา” หรือ “ของเรา”

การสิ้นสุดของอวิชชาผ่านปัญญาเห็นธรรม

คำอธิบายศัพท์ในพุทธธรรมมักเชื่อมโยงไปสู่ “อริยมรรคมีองค์ 8” โดยเฉพาะ สัมมาทิฏฐิ คือ “ปัญญาที่เห็นว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เป็นจริง”

การอธิบายศัพท์อย่างแยบคาย เช่น “เวทนาไม่ใช่สุขของเรา” หรือ “สังขารคือของปรุงแต่ง ไม่ใช่ของเที่ยงแท้” — ล้วนมีผลโดยตรงต่อการลดอวิชชา และเสริมสัมมาทิฏฐิอย่างแท้จริง

ในพระไตรปิฎก ตถาคตตรัสถึงผลของการมีสัมมาทิฏฐิว่า:

“เมื่อบุคคลเห็นด้วยปัญญาอันถูกต้องว่า ขันธ์ทั้งหลายไม่ใช่ตัวตน — อาสวก็สิ้นไป ไม่เกิดขึ้นอีก”

(ธัมมจักกัปปวัตนสูตร, สํ.มหา.12/442/420)

สรุปตอนขยาย: ภาษาในพุทธธรรมคือสะพานสู่ความเงียบแห่งนิพพาน

ในที่สุด คำอธิบายทางพุทธปรัชญา มิได้มีเป้าหมายเพียงทำให้ “เข้าใจ” แต่เพื่อ “ตัดความหลงเข้าใจผิดว่า มีตนเป็นผู้เข้าใจ”

ศัพท์ทุกคำในพุทธธรรม ชี้ไปสู่การรู้แจ้งโดยไม่ยึดถือ — นี่คือความงามอันเงียบงันของอตัมมยตา คือ “ความไม่เอาอะไรมาเป็นของเรา” ไม่แม้แต่ธรรมะ ความรู้ หรือความเข้าใจ

“เมื่อไม่มีอะไรที่ว่า ‘เรา’ — ก็ไม่มีอะไรให้ทุกข์อีกต่อไป”

(อรรถกถา อภิธัมมัตถสังคหะ)

เราจะต่อจากบทความก่อนหน้า โดยเจาะลึกในเชิงพุทธปรัชญาระดับสูง ผ่านการอธิบายศัพท์อย่างแยบคายยิ่งขึ้น โดยเชื่อมโยงเข้ากับ การปฏิบัติภาวนา, ความว่าง, วิปัสสนาญาณ, และการดำเนินเข้าสู่ อตัมมยตา ซึ่งเป็นภาวะจิตที่ “ไม่ยึดมั่นถือมั่นแม้แต่ความรู้” นำสู่ นิพพาน อันเป็นเป้าหมายสุดท้ายของพุทธธรรม — ที่ ไม่มีแม้แต่ “ผู้หลุดพ้น” คงเหลืออยู่

วิปัสสนา: การพิจารณาขันธ์ทั้งห้าอย่างแยบคาย

การรู้จัก “ขันธ์ 5” มิใช่เพียงการจำชื่อ แต่ต้องเป็น การเห็นขันธ์เป็นขันธ์ (นั่นคือ: เห็นตามความเป็นจริงว่า รูปเป็นเพียงรูป เวทนาเป็นเพียงเวทนา ฯลฯ) ไม่ใช่ “เราในรูป” “เราในเวทนา” ดังที่พระพุทธองค์ทรงสอนว่า:

“ผู้ใดเห็นเวทนาเป็นเวทนาโดยความเป็นของไม่เที่ยง… โดยไม่เอาเวทนาเป็นตัวตน ผู้นั้นจักพ้นจากเวทนา”

(มหาวิปัสสนาภูมิ, วิสุทธิมัคค์ ภาคปัญญา)

ซึ่งในพุทธธรรม ฉบับเดิม โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้ย้ำชัดว่า “วิปัสสนาเป็นเครื่องมือชำแหละอัตตาออกจากขันธ์” โดยใช้สติปัญญาพิจารณาให้เห็นว่า สิ่งทั้งปวงล้วนเป็นสังขตธรรม (คือสิ่งที่ประกอบขึ้นด้วยปัจจัย) และสิ่งที่ประกอบขึ้นย่อมไม่เที่ยงและไม่ใช่ตัวตน

“วิญญาณไม่ใช่ผู้รู้ หากแต่เป็นกระบวนการรับรู้ตามเงื่อนไข เป็นไปตามเหตุ”

(พุทธธรรม ฉบับเดิม, หน้า 136)

ความว่าง: คำที่เข้าใจผิดมากที่สุด แต่เป็นกุญแจสู่ความหลุดพ้น

คำว่า “สุญญตา” (ความว่าง) เป็นคำหนึ่งที่ถูกอธิบายผิดมากในประวัติศาสตร์ แม้แต่ในหมู่พุทธเอง สุญญตาไม่ได้หมายถึง “ไม่มีอะไรเลย” แต่หมายถึง การว่างจากตัวตน — ว่างจากการปรุงแต่งว่ามีเราอยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

ใน สุญญตสูตร (ม.ม.14/292/212) พระพุทธเจ้าตรัสว่า:

“รูปว่างจากตัวตน… เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ว่างจากตัวตนทั้งสิ้น”

การที่สภาวะทั้งหลายเป็นสุญญะ (คือว่างจากอัตตา) นั่นเอง จึงเป็นช่องให้จิต “ไม่รับไว้” (อตัมมยตา) และเข้าถึง นิพพาน ได้

ซึ่ง พุทธธรรม ก็อธิบายตรงกันว่า:

“ความว่างที่แท้คือ การไม่ให้สิ่งใดเข้าครอบครองจิต”

(พุทธธรรม ฉบับเดิม, หน้า 382)

ญาณขั้นสูง: การดับ “ผู้รู้” และ “การรู้” ลง

ในระดับของ วิปัสสนาญาณ และโดยเฉพาะ อริยมรรคจิต ที่นำสู่ผลสมาบัติ (โสดาปัตติผล จนถึงอรหัตผล) จิตจะ “ละสิ่งรู้ ละผู้รู้ และละการรู้” โดยสิ้นเชิง — ไม่หลงเหลือแม้แต่คำว่า “เรารู้ธรรม”

ใน จูฬเวทัลลสูตร (ม.ม.14/257/186) พระสารีบุตรตอบกับสิงคปปะว่า:

“ญาณใด ที่ยังมีผู้รู้… นั่นยังไม่ใช่ที่สุด ญาณใดไม่มีผู้รู้อยู่เลย ญาณนั้นแหละเป็นของตถาคต”

ซึ่งสอดคล้องกับ อตัมมยตา ที่เมื่อจิตไม่ยึดสิ่งใด — ไม่ยึดแม้แต่การรู้ธรรม — จึงเกิด วิมุตติ (หลุดพ้น) อย่างแท้จริง

อตัมมยตากับนิพพาน: ไม่มีอะไรให้รับ ไม่มีอะไรให้ปล่อย

อตัมมยตา ไม่ใช่แค่การ “ไม่ยึดสิ่งชั่วร้าย” แต่คือ การไม่ยึดแม้แต่สิ่งดี — ไม่ยึดสมาธิ ไม่ยึดญาณ ไม่ยึดอริยธรรม ไม่ยึดแม้แต่ความไม่มีตัวตน

ดังพระพุทธองค์ตรัสไว้ใน อริยปริเยสนสูตร (ม.ม.14/300/215):

“แม้ธรรมอันประเสริฐ ก็ไม่ควรยึดมั่น หากยึดแม้ธรรม ย่อมไม่พ้นจากความยึดมั่นได้เลย”

และใน พุทธธรรม ได้ขยายแนวคิดนี้อย่างแยบคายว่า:

“นิพพานไม่ใช่การดับของสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่คือการไม่มีสิ่งใดต้องดับอีก เพราะไม่มีสิ่งใดถูกยึดไว้”

(พุทธธรรม ฉบับเดิม, หน้า 424)

บทสรุปสุดท้าย: การรู้โดยไม่ยึดคือปัญญาของพุทธะ

พุทธปรัชญามิได้ตั้งอยู่บน “ศรัทธาในคำ” หรือ “การมีคำตอบให้แก่ทุกคำถาม” แต่ตั้งอยู่บน กระบวนการดับคำถามด้วยปัญญาที่รู้เห็นความว่างของทุกคำตอบ

ศัพท์ในพระพุทธศาสนา เช่น ขันธ์ อายตนะ วิญญาณ นามรูป ฯลฯ — จึงเปรียบเสมือน นิ้วชี้ไปที่ดวงจันทร์ ไม่ใช่สิ่งที่จะต้องยึดไว้ หากเรายึดแม้แต่นิ้ว — ย่อมไม่เห็นจันทร์

“ไม่มีสิ่งใดเป็นเรา ไม่มีธรรมใดควรยึด ไม่มีแม้ผู้รู้หลงเหลืออยู่”

(อรรถกถา วิสุทธิมัคค์ ภาคปัญญา)

นี่คือจุดหมายปลายทางของการอธิบายคำศัพท์ในพุทธปรัชญา — ที่ไม่ใช่เพื่อทำให้รู้มากขึ้น แต่เพื่อให้จิต หมดการรู้ที่หลอกลวง และพบกับความเงียบอันไม่มีคำใดจะพรรณนาได้

#Siamstr #nostr #ธรรมะ

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.