STRC: สะพานเชื่อม Bitcoin กับวอลล์สตรีท — กลยุทธ์ใหม่ของ Michael Saylor

ในโลกที่การเงินแบบดั้งเดิมและคริปโตเคอร์เรนซีดูเหมือนจะอยู่กันคนละฝั่งสะพาน Michael Saylor ได้โยนเชือกเส้นใหม่ที่เขาเรียกว่า “Stretch Preferred Stock” หรือ STRC เพื่อเชื่อมทั้งสองโลกเข้าด้วยกันอย่างกล้าหาญและทะเยอทะยาน

1. STRC คืออะไร — หุ้นบุริมสิทธิที่ไม่ธรรมดา

STRC เป็น หุ้นบุริมสิทธิแบบไม่มีวันหมดอายุ (Perpetual Preferred Stock) ซึ่งแตกต่างจากหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิทั่วไปที่มีวันไถ่ถอนหรือมีสิทธิในทรัพย์สินแบบจำกัด

สิ่งที่ทำให้ STRC โดดเด่นคือ:

• ค้ำประกันด้วย Bitcoin ในอัตรา 5:1

(คือบริษัทถือ BTC มูลค่า $5 ต่อ STRC มูลค่า $1)

• จ่ายปันผล 9% ต่อปี แบบ รายเดือน

• มีสิทธิในการรับปันผล เหนือกว่าหุ้นอื่นๆ ในโครงสร้างทุน

• มีกลไกปรับปันผลเพื่อดันราคาตลาดให้อยู่ใกล้ $100 เสมอ

เรียกง่ายๆ STRC คือ ตราสารทางการเงินที่ผูกกับ Bitcoin แต่สร้าง ความนิ่ง และ ผลตอบแทนสม่ำเสมอ ให้กับนักลงทุนแบบดั้งเดิมที่ไม่อยากรับความเสี่ยงผันผวนของคริปโตโดยตรง

2. Saylor คิดอะไรอยู่ — Bitcoinization แบบกลยุทธ์

Michael Saylor ไม่ใช่แค่ซื้อ Bitcoin เพื่อถือยาวอีกต่อไป เขาเริ่มเข้าใจว่า “Bitcoin Alone” ยังเข้าถึงกลุ่มทุนขนาดใหญ่ เช่น สถาบันการเงิน, กองทุนบำเหน็จ, หรือผู้ลงทุนเชิงรับ (passive investor) ได้ไม่เต็มที่

STRC จึงเป็นเครื่องมือที่ นำ Bitcoin มาสร้างกระแสเงินสดจริง ให้กับผู้ถือโดยไม่ต้องขาย BTC หรือรับความผันผวนโดยตรง

มันคือการ “บรรจุ Bitcoin” ให้สถาบันรับได้ ผ่านภาชนะที่พวกเขาคุ้นเคย — Preferred Stock

Saylor เรียกสิ่งนี้ว่า “iPhone Moment” เพราะเช่นเดียวกับ iPhone ที่ทำให้เทคโนโลยีซับซ้อนกลายเป็นมิตรต่อผู้ใช้ STRC ก็กำลังทำให้ Bitcoin กลายเป็น “การลงทุนที่ดูปกติ”

3. STRC = Synthetic Stablecoin สำหรับตลาดทุน

ในอีกแง่ STRC คือ Stablecoin สำหรับโลกหุ้น เพราะ:

• มี ปันผลที่มั่นคง

• ผูกกับ สินทรัพย์ปลอดภัยระดับโลกอย่าง BTC

• โครงสร้างปันผลถูกออกแบบให้ “รักษาราคาในตลาด”

(หากราคาต่ำกว่า $100 จะเพิ่ม Yield ให้อัตโนมัติ)

มันจึงไม่ใช่ Stablecoin ที่ตรึงดอลลาร์ด้วยพันธบัตร แต่คือ ตราสารที่สร้างดอกผลจากสินทรัพย์ที่ขาดแคลน (BTC) และยัง “สังเคราะห์เสถียรภาพ” ผ่านระบบจูงใจภายในโครงสร้างหุ้น

4. ความเสี่ยงลึกที่ซ่อนอยู่

แม้ STRC จะดูปลอดภัยในสายตานักลงทุนกระแสหลัก แต่มีความเสี่ยงลึกซ่อนอยู่:

• ความผันผวนของ Bitcoin

หาก BTC ดิ่งแรง อาจทำให้มูลค่าค้ำประกันลดลงและกระทบความเชื่อมั่น

• ความสามารถในการจ่ายปันผลของบริษัท

หาก Strategy Inc. ประสบวิกฤตการเงิน การจ่ายปันผล 9% จะกลายเป็นภาระหนัก

• สภาพคล่องในตลาดรอง

หากไม่มีนักลงทุนรายใหม่ซื้อ STRC อาจขายออกได้ยากหรือจำต้องลดราคา

• โครงสร้างซับซ้อน

นักลงทุนทั่วไปอาจไม่เข้าใจกลไกการปรับปันผล-การตรึงราคา อาจถูกปั่นราคาหรือใช้เป็นเครื่องมือเก็งกำไรแบบซับซ้อน (DeFi บนวอลล์สตรีท)

5. STRC สะท้อนวิวัฒนาการของ Bitcoin จาก “ทองคำดิจิทัล” สู่ “พันธบัตรดิจิทัล”

นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด — Bitcoin กำลังเปลี่ยนสถานะจาก “สินทรัพย์ถือครองเพื่อความมั่งคั่ง” (Store of Value) ไปสู่ “เครื่องมือผลิตผลตอบแทน” (Yield-Bearing Asset)

ถ้า STRC ได้รับการยอมรับวงกว้าง นี่จะเปิดประตูให้:

• บริษัทอื่นๆ สร้าง Preferred Stock ที่ผูกกับ BTC

• กองทุนบำเหน็จถือ STRC แทนพันธบัตร

• นักการเงินเริ่มมอง BTC เป็น “พื้นฐานของผลิตภัณฑ์ทางการเงิน” มากกว่าแค่ “ทองคำใหม่”

6. STRC คือจุดเริ่มของ Bitcoin Capital Market

เราอาจอยู่ในช่วงต้นของสิ่งที่เรียกว่า “ตลาดทุนที่มีรากฐานเป็น Bitcoin” ซึ่ง Saylor เริ่มวางโครงสร้าง:

• นักลงทุนรายย่อยได้ปันผลรายเดือน

• บริษัทได้เข้าถึงทุนในราคาถูกกว่าหุ้นสามัญ

• Bitcoin ได้รับการยอมรับอย่างลึกซึ้งในระบบเศรษฐกิจแบบเดิม

7. บทสรุป: Bitcoin ยังไม่พอ ต้องแปลงร่างถึงจะครองโลก

Michael Saylor ไม่เพียงเชื่อใน Bitcoin — เขากำลังเปลี่ยน วิธีที่โลกลงทุนกับ Bitcoin

เขากำลังเสนอว่า:

“ถ้าโลกการเงินไม่พร้อมถือ Bitcoin โดยตรง… เราก็ต้องออกแบบ ‘ภาชนะใหม่’ ให้เขารับได้”

STRC จึงไม่ใช่แค่หุ้นบุริมสิทธิ — แต่มันคือ รหัสผ่านใหม่ ที่ปลดล็อกตลาดทุนให้ Bitcoin ก้าวเข้าสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก

หากคุณเข้าใจ STRC คุณจะเห็นว่า อนาคตของ Bitcoin อาจไม่ใช่แค่เหรียญในกระเป๋า แต่คือโครงสร้างทางการเงินระดับโลกที่ผลิตผลตอบแทนอย่างมั่นคงและยั่งยืน

3. ความทะเยอทะยานของ Michael Saylor: จาก MicroStrategy สู่การสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานใหม่”

Michael Saylor ไม่ได้แค่มอง Bitcoin เป็นสินทรัพย์ แต่เขาเห็นมันเป็น “หลักประกันใหม่ของโลก” (a new monetary foundation) — และ STRC คือการต่อยอดวิสัยทัศน์นั้นให้เชื่อมโยงกับตลาดทุนแบบดั้งเดิมอย่างชาญฉลาด

“If I told you I could give you the yield of fixed income, the stability of cash, and the upside of Bitcoin — would you take it?” — นี่คือหัวใจของ STRC

สิ่งที่ Saylor กำลังสร้าง คือ “ตราสารทางการเงินชนิดใหม่” ที่:

• ได้ประโยชน์จาก Bitcoin โดยไม่ต้องถือ BTC โดยตรง

• มีความนิ่งในโครงสร้าง (stable income + fixed dividend)

• เชื่อมโยงตลาดทุนแบบดั้งเดิมกับ digital assets ผ่าน Nasdaq

• และ “เปิดประตูสู่โลกของ BTC” ให้กับสถาบันที่เคยลังเล

นี่ไม่ใช่การเล่นเกมเก็งกำไร แต่คือ “การประดิษฐ์โครงสร้างพื้นฐานใหม่ทางการเงิน” แบบเดียวกับที่วอลสตรีทเคยทำกับ MBS (Mortgage-Backed Securities) หรือ ETF ในอดีต

4. STRC คือ Synthetic Stablecoin รูปแบบใหม่ที่ถูกกฎหมายและจดทะเบียน

หาก Stablecoin ในโลกคริปโตอย่าง USDT หรือ USDC คือเงินดิจิทัลที่ตรึงมูลค่ากับ USD เพื่อใช้ในโลก Web3

STRC ก็คือ Stablecoin ที่ตรึงมูลค่ากับ Bitcoin

แต่ให้ผลตอบแทนจริง และ จดทะเบียนในระบบตลาดทุนของสหรัฐฯ

ในโลกที่คนเริ่มตั้งคำถามว่า Stablecoin จริงหรือไม่, และรัฐเริ่มมองว่าจะควบคุมมันยังไง — STRC กลับมาในรูปแบบของ “ตราสารทุนที่ถูกกฎหมาย” และให้ปันผลแบบ predictable

นี่คือ “ความลื่นไหลของสภาพคล่องแบบใหม่” (New Liquidity Layer) ที่ไม่ใช่ DeFi แต่อยู่บนโลก TradFi ด้วยกฎระเบียบที่ชัดเจน

5. ความเสี่ยงของ STRC ไม่ได้อยู่แค่ Bitcoin

ถึงแม้ STRC จะดูน่าสนใจสำหรับคนที่อยาก exposure กับ BTC โดยไม่ต้องเสี่ยงกับความผันผวน — แต่ความซับซ้อนของโครงสร้างทำให้มีจุดอ่อนหลายจุด:

▸ 1. ความเสี่ยงจากราคาของ BTC:

ถ้า BTC ร่วงแรง ความน่าเชื่อถือของสินทรัพย์ค้ำประกันจะถูกตั้งคำถาม แม้จะถือ BTC 5:1 ก็ตาม

ยิ่งในภาวะตลาดหมี ความเชื่อมั่นอาจพังอย่างรวดเร็ว

▸ 2. ความเสี่ยงจาก MicroStrategy เอง:

ถ้าบริษัทประสบปัญหาสภาพคล่อง หรือไม่สามารถจ่ายปันผล STRC ได้ — จะทำให้เกิด default ทางเทคนิค แม้จะยังไม่ได้ล้มละลาย

▸ 3. ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องในตลาดรอง:

หาก STRC ไม่มีผู้ซื้อขายมากพอ การจะขายหุ้นออกไปอาจต้อง “ยอมลดราคา” (discount) หนัก ๆ

ซึ่งจะทำให้โครงสร้าง “เสถียรภาพ” ที่วางไว้พังทลาย

▸ 4. ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง:

การผูกการปรับอัตราปันผลเข้ากับราคาตลาดเพื่อพยุงราคาหุ้น เป็นแนวคิดที่ดีในภาวะปกติ แต่ในตลาดวิกฤตอาจไม่เพียงพอ

6. STRC ในมุมปรัชญา: Bitcoin กลายเป็น “พันธบัตร” ในโลกที่สภาพคล่องเสื่อมสลาย

หนึ่งในมุมที่ลึกที่สุด คือ STRC เปลี่ยนบทบาทของ Bitcoin จาก “digital gold” ไปเป็น “backing layer ของพันธบัตรชนิดใหม่”

มันคือการคืนชีวิตให้ yield ในโลกที่ “พันธบัตรดั้งเดิมให้ผลตอบแทนไม่พอใช้” หรือถูกรัฐคุมอัตราดอกเบี้ย

นี่อาจเป็น ร่องรอยแรกของ “ระบบการเงินใหม่ที่พึ่งพา Bitcoin โดยธรรมชาติ”

ไม่ใช่ด้วยการบังคับจากรัฐ

แต่ด้วย “แรงจูงใจจากตลาด” ที่ต้องการผลตอบแทนที่มั่นคงแต่มีศักยภาพเติบโต

7. บทสรุป: STRC คือนวัตกรรมทางการเงิน หรือระเบิดเวลา?

Michael Saylor อาจจะกำลังสร้างโครงสร้างการเงินใหม่เหมือนที่ Wall Street เคยสร้าง MBS ในยุค 2000s

แต่ความต่างคือ STRC ไม่มีหนี้เสีย — มีแค่ “BTC” เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน

คำถามคือ:

• ถ้า BTC พัง STRC จะอยู่ได้หรือไม่?

• ถ้า STRC รอด แล้ว BTC จะกลายเป็น “reserve asset” ใหม่ของโลกจริงหรือ?

คำตอบคงไม่มาในวันพรุ่งนี้ แต่สิ่งที่แน่ ๆ คือ STRC ได้จุดประกายความเป็นไปได้ใหม่ระหว่าง TradFi กับ Crypto

และมันอาจเปลี่ยนโฉมตลาดทุนในแบบที่เราไม่ทันตั้งตัว

Cr. ภาพ CryptoMint

#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.