🛰️อตัมมยตา : จุดสิ้นสุดของความหลอกลวงแห่งกาล–อวกาศ

เมื่อพุทธธรรมเปิดโปงโครงสร้างลึกของ “เวลา” และ “การกินเนื้อที่”

ในพุทธศาสนา คำว่า อตัมมยตา มิใช่แนวคิดเชิงนามธรรม มิใช่อุดมคติทางศีลธรรม และมิใช่เพียงสภาวะสงบของจิต หากแต่เป็น จุดสิ้นสุดของกระบวนการปรุงแต่งทั้งหมด ที่จิตเคยใช้สร้าง “โลก” ขึ้นมา

คำว่า อตัมมยตา แปลตามศัพท์ได้ว่า

“ความไม่ทำสิ่งนั้นให้เป็นอย่างนั้น”

หรือ

“ไม่เอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาเป็นตน เป็นของตน เป็นตัวตน”

กล่าวอย่างตรงไปตรงมา คือ

จิตไม่เข้าไปยึดถือ ไม่เข้าไปปรุง ไม่เข้าไปสวมบทบาทเป็นผู้รู้ ผู้เสพ ผู้เป็นเจ้าของต่อสิ่งใดอีก

(อิติวุตตกะ, ข้อ 49)

1. โลกเกิดจากอะไร : โครงสร้างแห่งความหลอกลวง

พระพุทธเจ้าตรัสชัดว่า “โลก” มิได้เกิดจากวัตถุ มิได้เกิดจากอวกาศภายนอก แต่เกิดจาก อายตนะภายในและภายนอกกระทบกัน

“โลกนี้แล เกิดขึ้นเพราะอายตนะทั้งหก”

(สํยุตตนิกาย สฬายตนวรรค)

เมื่อมี

• ตา + รูป

• หู + เสียง

• จมูก + กลิ่น

• ลิ้น + รส

• กาย + โผฏฐัพพะ

• ใจ + ธรรมารมณ์

จึงเกิด ผัสสะ → เวทนา → ตัณหา → อุปาทาน

กระบวนการนี้เองที่

• ดึง “เวลา” เข้ามา (อดีต–อนาคต)

• ขยาย “การกินเนื้อที่” ออกไป (ใกล้–ไกล, เรา–เขา, ภายใน–ภายนอก)

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า

“เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี”

(ปฏิจจสมุปบาท, มหานิทานสูตร)

กล่าวคือ เวลาและอวกาศ มิใช่ของจริงโดยตัวมันเอง แต่เป็นผลของการปรุงแต่งของจิต

2. รูป เสียง กลิ่น รส : กลไกการสร้างความหมาย

ในพระสูตร พระพุทธเจ้าทรงแจกแจงว่า

สิ่งที่จิตเรียกว่า “ความงาม ความไพเราะ ความอร่อย ความหอม ความนุ่ม”

ล้วนเป็น เวทนาที่อาศัยผัสสะ

“เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี”

(สํยุตตนิกาย เวทนาวรรค)

รูปไม่ได้งามโดยตัวมันเอง

เสียงไม่ได้ไพเราะโดยตัวมันเอง

กลิ่นไม่ได้หอมโดยตัวมันเอง

แต่จิต ลากเวลาและความหมายเข้ามาซ้อนทับ

แล้วสำคัญมั่นหมายว่า “เรารู้ เราเสพ เราเป็น”

นี่คือ ความหลอกลวงของการกินเวลาและการกินเนื้อที่

ซึ่งในภาษาสมัยใหม่เรียกว่า time and space

3. วิทยาศาสตร์ไปได้ไกล แต่ไม่พ้นจุดนี้

แม้วิทยาศาสตร์จะค้นพบว่า

• เวลาไม่เป็นสัมบูรณ์

• อวกาศโค้งงอได้

• ผู้สังเกตมีผลต่อสิ่งที่ถูกรู้

แต่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ล่วงหน้าว่า

“สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์

สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นไม่ใช่ตัวตน”

(อนัตตลักขณสูตร)

วิทยาศาสตร์สามารถ อธิบายโครงสร้างของความหลอกลวง

แต่ไม่สามารถ หลุดออกจากความหลอกลวงนั้นได้

เพราะยังอาศัย “ผู้รู้” เป็นศูนย์กลาง

4. อตัมมยตา : การไม่เข้าไปเป็นอะไรเลย

พระพุทธเจ้าทรงชี้ทางออกไว้อย่างชัดเจน คือ อตัมมยตา

“ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า

จักไม่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เป็นอย่างนั้น”

(อิติวุตตกะ, อตัมมยตาสูตร)

อตัมมยตา ไม่ใช่

• การปฏิเสธโลก

• การหนีประสบการณ์

• การทำลายการรับรู้

แต่คือ

การรู้โดยไม่เข้าไปเป็น

การเห็นโดยไม่เข้าไปยึด

การมีผัสสะโดยไม่เกิดตัวตน

เมื่อไม่มี “เรา” เข้าไปอยู่ในผัสสะ

เวลาไม่อาจไหล

อวกาศไม่อาจขยาย

ความหมายไม่อาจก่อตัว

5. ผลของอตัมมยตา : ดับทุกข์โดยสิ้นเชิง

พระพุทธเจ้าตรัสว่า

“เมื่อไม่มีอุปาทาน ความเป็นภพย่อมไม่มี

เมื่อไม่มีภพ ชาติย่อมไม่มี”

(ปฏิจจสมุปบาท)

อตัมมยตา คือ การตัดวงจรปฏิจจสมุปบาทตรงจุดอุปาทาน

จิตจึง

• ไม่เป็นบวก

• ไม่เป็นลบ

• ไม่ต้องผลัก ไม่ต้องดึง

• ไม่ต้องไหลไปตามกาล

“สิ่งใดไม่เกิด สิ่งนั้นไม่ดับ”

(อุทาน)

6. บทสรุป : อตัมมยตา คือยอดสุดของความรู้

เมื่อเปรียบเทียบอย่างเป็นธรรม จะเห็นว่า

• วิทยาศาสตร์ → เปิดโปงโครงสร้างของเวลาและอวกาศ

• พุทธธรรม → พาจิตออกจากอำนาจของเวลาและอวกาศ

ดังนั้นจึงกล่าวได้อย่างไม่เกินเลยว่า

อตัมมยตา คือจุดที่จิตอยู่เหนือความหลอกลวงของความสัมพันธ์

ระหว่างการกินเวลาและการกินเนื้อที่

หรือที่เรียกว่า time and space

“อตัมมยตา แปลว่า ไม่เอากับมันอีกต่อไป”

(คำอธิบายอรรถกถา)

และนั่นเอง

คือความเป็นอิสระโดยแท้

คือจุดสิ้นสุดของทุกข์

คือธรรมชาติที่เป็นเช่นนั้นเอง

7. อตัมมยตาในโครงสร้างปฏิจจสมุปบาท

จุดตัดวงจรของ “เวลา”

ปฏิจจสมุปบาทไม่ใช่เพียงคำอธิบายเหตุ–ผลเชิงศีลธรรม หากเป็น โครงสร้างการเกิดของกาลเวลาโดยตรง

“เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี

เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี…”

(ทีฆนิกาย มหานิทานสูตร)

สังขารในที่นี้ มิใช่เพียงการคิด แต่คือ การปรุงความต่อเนื่อง

การทำให้ “ขณะ” เชื่อมเป็น “อดีต–ปัจจุบัน–อนาคต”

เมื่อจิตเข้าไปยึดเวทนา → เกิดตัณหา → อุปาทาน

ตรงนี้เองที่ “เวลา” เริ่มทำงาน

“ภิกษุทั้งหลาย เวทนาที่ใดมีความกำหนัด

เวทนานั้นเป็นเหตุให้ตัณหาเจริญ”

(สํยุตตนิกาย เวทนาวรรค)

อตัมมยตา คือการที่จิต

• รับรู้เวทนา

• แต่ไม่ทำเวทนานั้นให้เป็น “ของเรา”

เมื่อไม่เกิดอุปาทาน

วงจรจึง ไม่สร้างภพ

เมื่อไม่มีภพ → ไม่มีชาติ

เมื่อไม่มีชาติ → เวลาไม่อาจสืบต่อ

8. อตัมมยตา กับ “โลก” ในความหมายของพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าทรงนิยาม “โลก” อย่างเฉียบคมว่า

“โลกในอริยวินัย คือ ตาและรูป

หูและเสียง

จมูกและกลิ่น

ลิ้นและรส

กายและโผฏฐัพพะ

ใจและธรรมารมณ์”

(สํยุตตนิกาย โลกสูตร)

กล่าวคือ

โลกไม่ได้อยู่ภายนอก แต่เกิดตรงจุดสัมพันธ์

เมื่อจิตเข้าไป “เป็น” ผู้เห็น

เข้าไป “เป็น” ผู้ฟัง

เข้าไป “เป็น” ผู้เสพ

โลกจึงขยายตัวออกเป็น

• ระยะ

• ทิศ

• ความใกล้–ไกล

• ความมี–ไม่มี

นี่คือ “การกินเนื้อที่”

อตัมมยตา คือ

การเห็นโลกโดยไม่เข้าไปตั้งตนอยู่ในโลกนั้น

“ภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดไม่ยึดถือโลก

ผู้นั้นย่อมไม่หวั่นไหวในโลก”

(สํยุตตนิกาย)

9. อตัมมยตา กับขันธ์ 5 : การไม่ตั้งฐานแห่งตัวตน

พระพุทธเจ้าตรัสชัดว่า

“รูปไม่ใช่ตัวตน

เวทนาไม่ใช่ตัวตน

สัญญาไม่ใช่ตัวตน

สังขารไม่ใช่ตัวตน

วิญญาณไม่ใช่ตัวตน”

(อนัตตลักขณสูตร)

แต่การ “รู้ว่าไม่ใช่ตัวตน” ยังไม่พอ

หากจิตยัง เข้าไปทำขันธ์ให้เป็นเรา

อตัมมยตา คือขั้นที่ลึกกว่าอนัตตา

คือ ไม่แม้แต่จะตั้งขันธ์เป็นฐานของการยึด

“ย่อมไม่สำคัญมั่นหมายในรูปว่า ‘เรา’

หรือว่า ‘รูปเป็นของเรา’”

(มัชฌิมนิกาย)

เมื่อไม่มีฐาน

เวลาไม่อาจวางราก

ความต่อเนื่องของตัวตนจึงดับ

10. อตัมมยตาในทางปฏิบัติ

ไม่ใช่การทำ แต่คือการ “ไม่เข้าไปเป็น”

พระพุทธเจ้ามิได้สอนให้ “ทำอตัมมยตา”

แต่สอนให้ เห็นการเข้าไปทำ แล้วหยุดมัน

“เมื่อเห็นด้วยปัญญา

ย่อมไม่เข้าไปยึดถือ”

(สํยุตตนิกาย)

การปฏิบัติจริงจึงเป็นลำดับดังนี้

1. มีผัสสะ — รู้ว่ามี

2. มีเวทนา — รู้ว่าเป็นเวทนา

3. สังเกตการจะ “เอา” หรือ “ผลัก”

4. ไม่ตาม ไม่ต้าน

5. ไม่ตั้งตนในสิ่งนั้น

ตรงจุดนี้เองที่

อตัมมยตาเกิดขึ้นเอง ไม่ใช่ถูกสร้าง

11. เหตุใดอตัมมยตาจึง “ดับทุกข์”

ทุกข์ในพุทธศาสนา

ไม่ใช่เพราะโลกเลว

ไม่ใช่เพราะเวลาโหดร้าย

แต่เพราะจิต เข้าไปเป็นเจ้าของประสบการณ์

“ความยึดถือเป็นเหตุแห่งทุกข์”

(อริยสัจ 4)

เมื่อไม่มีผู้ยึด

• สุขก็ไม่ผูก

• ทุกข์ก็ไม่กด

• เฉยก็ไม่ทำให้หลง

“จิตที่หลุดพ้นแล้ว

ย่อมไม่กำหนัด ไม่ขัดเคือง ไม่หลง”

(สํยุตตนิกาย)

12. บทสรุปลำดับสูงสุด

เมื่อพิจารณาตามลำดับวิชา

• วิทยาศาสตร์ → เห็นว่าเวลา–อวกาศไม่สัมบูรณ์

• ปรัชญา → ตั้งคำถามต่อผู้รู้

• พุทธธรรม → ยุติผู้รู้โดยไม่ทำลายการรู้

อตัมมยตา จึงไม่ใช่ความว่างลอย ๆ

แต่คือ ความไม่ตั้งอะไรเป็นตัวตน

“ตถาคตไม่ยึดถือสิ่งใดในโลก”

(สํยุตตนิกาย)

และนั่นเอง

คือจิตที่อยู่นอกอำนาจ

ของการกินเวลา

และการกินเนื้อที่

หรือที่เรียกว่า time and space

#Siamstr #nostr #ธรรมะ #พุทธวจน

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.