
ในอดีต เงินที่ใช้กันมีค่าเท่ากับทองจริงๆ แต่วันนี้เงินที่ใช้กันมันเป็นแค่กระดาษที่เอาไปแลกเป็นทองได้
แต่ปัญหาคือกระดาษที้เราใช้ มันแลกทองได้น้อยลง และซื้อของได้น้อยลงในทุก ๆ ปี
CPI หรือมาตรวัดเงินเฟ้อ ไม่ได้สะท้อนความจริง เพราะมาตรวัดนี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามใจ ก็คือเขาอยากจะบอกว่าปีนี้เงินเฟ้อกี่เปอร์เซ็นก็ทำได้
เราจึงต้องดูเอาเองว่าเงินมันเฟ้อเท่าไร
ดูง่าย ๆ ว่าข้าวของทุกอย่างในชีวิตประจำวันแพงขึ้นเกือบ 10% ทุกปี หาเงินยังไงก็ไม่ทัน (ถ้าของไม่ได้แพงขึ้นก็ลองดูสิว่าคุณภาพมันลดลงเพื่อให้ขายได้ในราคาเดิมรึเปล่า)
เงินที่เราเหนื่อยหามาแทบตาย เก็บไปก็ซื้อของได้น้อยลงในทุกปี จะเก็บไปทำไม
นี่แหละ พอเงินมันมีค่าลดลง เงินที่เสื่อมค่านำไปสู่ความคิดในการเริ่มลงทุน เพราะอยากได้ผลตอบแทนที่ชนะเงินเฟ้อ
แน่นอนว่าการเก็บออมมันแพ้เงินเฟ้อ แต่มันทำให้เราหลีกเลี่ยงหายนะจากความผิดพลาดในการลงทุนของเราได้
อยากลงทุนไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องเริ่มจากพื้นฐานที่น่าเบื่อสุด ๆ อย่างการออมซะก่อน