“การขาย BTC ก็เหมือนการ Short BTC แล้ว Long Fiat นั่นแหละ มีแต่คนเสียสติที่ทำ” - คุณลุงโฉลก

“BTC อยู่ในช่วง Bull Run เป็นขาขึ้นมาตลอด 10 กว่าปีแล้ว” - พี่พอล ภัทรพล

“ความผันผวนเป็นเรื่องของคนสายตาสั้น” - พี่ชิต ซ้ายเกล้า

ทำไมพวกเขาถึงบอกแบบนั้น? มีเรื่องอะไรที่เราต้องรู้ พาไปดู... (สั้น ๆ)

🔴 Global Financial Crisis is coming ?

🔸 Debt Refinancing Problem: วิกฤตการเงินในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มักเริ่มต้นจากปัญหาในการรีไฟแนนซ์หนี้ (Debt Refinancing) เมื่อหนี้ก้อนเก่าไม่สามารถต่ออายุหรือใช้คืนได้

🔸ทำให้หนี้ทั่วโลกพุ่งสูง: สหรัฐฯ และจีนเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เร่งการเพิ่มขึ้นของหนี้ทั่วโลก ปัจจุบันยอดแตะ 350 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว

🔸ต้องเพิ่มสภาพคล่อง: ระบบการเงินต้องการ "สภาพคล่อง" เพื่อรักษาเสถียรภาพ แต่หลังจากการพิมพ์เงินในช่วงวิกฤต COVID-19 ส่งผลให้เงินเฟ้อต่อเนื่อง และการลดปริมาณเงินในระบบทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อสภาพคล่อง (Debt-to-Liquidity Ratio) สูงกว่าระดับปกติ

🔸การแก้ปัญหาจากธนาคารกลาง: ธนาคารกลาง (FED) หรือ People’s Bank of China (PBoC) มักใช้วิธีการพิมพ์เงินหรือซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้เศรษฐกิจมีเงินหมุนเวียน หรือคือการเพิ่ม Global Liquidity นั่นเอง

🔵 Global Liquidity คืออะไร?

🔸 หมายถึงปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจที่ได้รับการสนับสนุนจาก 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่

1. Central Bank Liquidity = สภาพคล่องของธนาคารกลาง

2. Collateral Values = มูลค่าหลักทรัพย์ค้ำประกัน

3. Crossborder Flow = การไหลเวียนของเงินระหว่างประเทศ

🔸 ผลกระทบของ Global Liquidity ต่อสินทรัพย์:

➖ การเพิ่มขึ้นของสภาพคล่องมักสนับสนุนสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น (MSCI World Index), ทองคำ และ Bitcoin

➖ ขณะที่การชะลอตัวของสภาพคล่องอาจทำให้ราคาสินทรัพย์เหล่านี้ปรับฐานลง

➖ วัฏจักร 5-6 ปี: วัฏจักรสภาพคล่องมีระยะเวลาเฉลี่ย 5-6 ปี จากจุดต่ำสุดถึงจุดต่ำสุด ข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่า Global Liquidity จะถึงจุดสูงสุดรอบใหม่ในช่วงปี 2025-2026

🟠 Bitcoin กับความสัมพันธ์ต่อสภาพคล่องและเงินเฟ้อ

🔸 Bitcoin และ Global Liquidity:

➖ จากข้อมูลในอดีต 15 ปี Bitcoin เคลื่อนไหวสอดคล้องกับ Global Liquidity อย่างชัดเจน

➖ เมื่อ Global Liquidity ลดลง Bitcoin ก็มักลดลงเช่นกัน

➖ แต่เมื่อ Global Liquidity เพิ่มขึ้น Bitcoin จะปรับตัวขึ้นแรงกว่าสินทรัพย์อื่น ๆ

📌 โลกของเราหมุนอยู่ในลูบนรกที่ดูเหมือนไม่มีทางออก เนื่องจากสหรัฐฯ ยังคงปรับเพิ่มเพดานหนี้อย่างต่อเนื่อง (จนเหมือนไม่มีเพดาน) ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจผ่านการพิมพ์เงินแบบไม่อั้น (Money printer go brrrrrrr) ส่งผลให้เงินเฟ้อกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง ตัวเลข Fiat ในบัญชีเราที่มีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่กลับมีมูลค่าและอำนาจในการจับจ่ายน้อยลง โดยที่หลายคนไม่รู้ตัว!

📌 ในขณะเดียวกัน Bitcoin มีข้อได้เปรียบที่ชัดเจน เพราะมีจำนวนจำกัดเพียง 21 ล้านเหรียญ เปรียบเสมือนที่ดินที่มีเพียง 21 ล้านไร่ ใครที่จับจองได้ก่อนย่อมได้เปรียบในระยะยาว ด้วยคุณลักษณะนี้ Bitcoin จึงยังคงรักษาทิศทางขาขึ้น (Bull Run) อย่างต่อเนื่อง และอาจกลายเป็นทางเลือกสำคัญเมื่อระบบเงิน Fiat ที่ขาดความยั่งยืนถึงจุดล่มสลาย

📌 หากต้องการเข้าใจบริบทโลกในปัจจุบันมากขึ้น ขอแนะนำให้ศึกษาเรื่อง The Changing World Order ซึ่งจะช่วยให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์นี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

#siamstr #Bitcoin

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

นี่มัน mark moss version พูดไทยได้ชัดๆ 55555

ทั้งเรื่อง “bitcoin sensitivity to global liquidity” และเรื่อง changing world order ที่ normie ชอบบอกว่าเงินหยวนเงิน bric กำลังจะมา

ละประเด็นคือพวกที่เชียร์เงินหยวนเงิน bric เนี่ย กี่ % ที่จะได้เห็นสกุลโปรดของคุณครองโลกกก

โอเคร ชาวบิตคอยคงอยู่ไม่ถึงเวลาที่บิตคอยจะผงาดเหมือนกัน แต่ด้วย sensitivity ต่อ global liquidity ของมันอะ ทำให้มันไม่จำเปนต้องอยู่ให้ถึงเวลานั้นก็สามารถ realize purchase power gain จากการถือสกุลเงินนี้ได้ไง 5555555

อ่านแล้ว งง นิดนึง

พลอยไม่ได้บอกว่าเงินหยวนจะมาแทน Dollar นะคะ แต่แค่บอกว่าโลกมันเจอกับปัญหาเดิมๆมาตลอด และคนชอบบอกว่า USD ไม่มีวันตาย ซึ่งถ้าไปดู Changing world order จะเห็นได้ว่ามหาอำนาจไหนก็ตายได้ทั้งนั้นแหละ และเงินประเทศนั้นก็ไร้ค่าได้ทั้งนั้นแหละ

พลอยมองว่าอะไรที่จะมีโอกาสมาเป็นอำนาจใหม่ได้ดี (จริงๆก็ไม่เชิงอำนาจ 555) ก็อาจจะเป็น Bitcoin

เข้าใจที่คุณพลอยต้องการสื่อแต่แรกครับ เรื่องการชี้ในอีกมุมว่า next wave ถัดจาก usd ตามรูปนั้นอาจหมายถึง btc ก็ได้ (contrast ไปจากมุมของคนที่เป็น no-coiner ในช่วงปี 2022 ที่มองว่า cny หรือเงิน bric คือ next wave)

ผมแค่รู้สึกว่ามันเป็นมุมมองด้าน macro ที่ไปสอดคล้องและทำให้นึกถึง influencer ชื่อ Mark Moss ที่เป็นคนเขียนหนังสือ Un-communist manifesto เฉยๆครับ ไม่มีอะไรเลยๆ 555555

เข้าใจเรื่องงงงง😆😆

แบบภาพนี้