“โลกแบนราบ สรรพสิ่งไร้ขอบเขต: สัจนิยมใหม่ในเครือข่ายแห่งการดำรงอยู่”

บทนำ: เมื่อภววิทยาเปลี่ยนไป

ในโลกยุคหลังสมัยใหม่ (postmodern) ซึ่งขอบเขตระหว่างมนุษย์กับสรรพสิ่งรอบตัวยุ่ยยุ่ยลง ความคิดเรื่อง “ภววิทยาแบบแบนราบ” (Flat Ontology) และ “สัจนิยมไร้ขอบเขต” (Speculative Realism / Object-Oriented Ontology / Unbounded Realism) ได้เบ่งบานขึ้นมาท้าทายวิธีคิดแบบทวินิยม (dualism) และมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (anthropocentrism) ที่เคยครอบงำปรัชญาตะวันตกมาอย่างยาวนาน บทความนี้จะสำรวจอย่างลุ่มลึกถึงการที่โลกนี้อาจไม่มีระดับชั้นของความเป็นอยู่ ไม่มีการแบ่งสิ่งสำคัญ-ไม่สำคัญ ไม่มีอัตตาที่ควบคุมจักรวาล แต่มีเพียง “เครือข่ายของการพึ่งพาอาศัยกัน” (interconnectedness) ของสรรพสิ่งที่ลื่นไหล ไร้ขอบเขต และมีสถานะของมันอย่างเท่าเทียม

1. ภววิทยาแบบแบนราบ: โลกที่ไม่มีศูนย์กลาง

แนวคิดนี้ถูกเสนออย่างเด่นชัดในงานของ Manuel DeLanda, Bruno Latour, และ Graham Harman โดยเฉพาะ Harman ผู้เป็นแกนกลางของ Object-Oriented Ontology (OOO) ได้ปฏิเสธแนวคิดที่ว่าโลกคือสิ่งที่มนุษย์รับรู้ได้เท่านั้น เขาเสนอว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นหิน ผีเสื้อ ตึก หรือข้อมูลดิจิทัล ล้วนมีสถานะภววิทยาของมันเอง ไม่มีสิ่งใดสำคัญกว่าสิ่งใด ทุกหน่วยของการดำรงอยู่ (entities) อยู่ร่วมกันในลักษณะ “แบนราบ” ไม่มีใครอยู่สูงกว่าใคร

นี่คือการปฏิวัติทางภววิทยา เพราะมันยุติความเชื่อแบบโบราณที่ว่า มนุษย์มีอภิสิทธิ์ในการจัดระเบียบโลกตามมุมมองของตน หรือสิ่งใดก็ตามที่ “รับรู้ได้” เท่านั้นที่มีอยู่จริง ภววิทยาแบบแบนราบทำให้วัตถุ (object) พ้นจากความเป็นแค่เครื่องมือของมนุษย์ และกลับมามีตัวตนในแบบที่ไม่ต้องขึ้นกับมนุษย์ใดๆ ทั้งสิ้น

2. สัจนิยมไร้ขอบเขต: ก้าวข้ามมนุษย์และสรรพวิสัย

“Speculative Realism” หรือบางสำนักเรียก “Unbounded Realism” คือกระแสปรัชญาที่พยายามหาทาง “พูดถึงโลกในแบบที่ไม่ขึ้นอยู่กับมนุษย์” นักคิดอย่าง Quentin Meillassoux วิพากษ์แนวคิด Kantian ที่ว่า เรารู้ได้แค่สิ่งที่รับรู้ (phenomena) ไม่ใช่สิ่งที่มันเป็น (noumena) เขากล้าพูดตรงกันข้าม — โลกก่อนมนุษย์มีอยู่ โลกหลังมนุษย์ก็จะยังมีอยู่ และมนุษย์ไม่มีอภิสิทธิ์ในการกำหนดว่าความจริงคืออะไร

สิ่งนี้นำไปสู่สัจนิยมที่ “ไร้ขอบเขต” ทั้งในแง่ของสรรพวิสัย (perspectivism) และการล่มสลายของการแบ่งแยกระหว่างภายใน-ภายนอก ระหว่างเจ้าของกับผู้สังเกต ระหว่างมนุษย์กับจักรวาล หากเราไม่ใช่ศูนย์กลางอีกต่อไป ความจริงก็ไม่ได้วนรอบเราอีกต่อไป

3. เครือข่ายของสรรพสิ่ง: การพึ่งพาอาศัยที่ไร้ลำดับ

แนวคิดเรื่อง interconnectedness ไม่ใช่เพียงการบอกว่า “ทุกสิ่งเชื่อมโยงกัน” ในระดับความรู้สึกหรือจิตวิญญาณเท่านั้น แต่มันหมายถึง ความซับซ้อนของการดำรงอยู่ ที่สิ่งหนึ่งดึงดูด ส่งผล และโต้ตอบกับสิ่งอื่นๆ ตลอดเวลาในแบบที่ไม่มีใครเป็นศูนย์กลาง ไม่มีใครควบคุมภาพรวม

ในแนวคิดของ Bruno Latour เขาเสนอว่า ไม่ว่าจะเป็นคน เชื้อไวรัส ข้อมูล หรือเทคโนโลยี ล้วนเป็น “actants” หรือผู้มีบทบาทในเครือข่าย (network) และแต่ละ node ในเครือข่ายมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์โดยไม่มีการลำดับความสำคัญตายตัว

เราจึงอยู่ในจักรวาลที่ไม่ใช่ “ภาพที่มีองค์ประกอบ” แต่เป็น “สายใยที่ไร้จุดเริ่มต้นและปลายทาง” ไม่มีต้นไม้ของการจัดลำดับ (tree hierarchy) มีเพียง ไรโซม (rhizome) แบบที่ Gilles Deleuze และ Félix Guattari เสนอ — สายใยที่สามารถแตกออก เชื่อมต่อ เปลี่ยนทิศ และก่อรูปใหม่ได้ตลอดเวลา

4. ข้ามพ้นอัตตา: เมื่อมนุษย์ละตัวตนในจักรวาลที่ไร้ศูนย์

เมื่อโลกไม่ได้จัดวางมนุษย์ไว้บนยอดปิรามิดอีกต่อไป สิ่งที่ตามมาคือการวิพากษ์ อัตตา อย่างรุนแรง นักคิดสายพุทธ เช่น นาคเสน หรือ นาคารชุน ต่างเสนอแนวทางของ “อนัตตา” หรือ “สุญญตา” ซึ่งหากนำมาอ่านร่วมกับสัจนิยมไร้ขอบเขต จะเห็นว่าสิ่งที่เราเรียกว่า “ตัวตน” ก็เป็นเพียง “กระแสเงื่อนไข” (stream of conditions) ที่พึ่งพาสิ่งอื่น — ไม่มีเราเพียงลำพัง ไม่มีตัวตนที่แยกขาดจากเครือข่าย

ในโลกที่ทุกอย่างดำรงอยู่โดยสัมพันธ์และเท่าเทียมกัน การยึดมั่นถือมั่นในตนเองจึงเทียบได้กับการพยายามวางศูนย์กลางให้กับระบบที่ไม่มีศูนย์ — เป็นความผิดพลาดพื้นฐานของการคิดแบบเก่า

5. ปรัชญาที่ไม่มียอดเขา ไม่มีทางสายเดียว

ในภววิทยาแบบแบนราบและสัจนิยมไร้ขอบเขต ไม่มีสิ่งใดที่ “เหนือกว่า” หรือ “ถูกต้องที่สุด” เพราะไม่มีทางสายเดียว ไม่มียอดเขาแห่งความรู้ที่มนุษย์จะไต่ไปถึง จุดหมายมิใช่การรู้ทั้งหมด หากแต่เป็น การอยู่ร่วมอย่างตื่นรู้ในความสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อนและไร้ขอบเขต

การรู้จึงไม่ใช่การครอบครอง หากแต่เป็นการเคลื่อนไปกับสายธารของการพึ่งพาอาศัยกัน — คล้ายการดำรงอยู่ใน เต๋า หรือ “ธรรมนิรมิต” ในพุทธศาสนาเถรวาท ที่ไร้การปรุงแต่งและอัตลักษณ์แบบถาวร

บทสรุป: โลกที่ไม่มีขอบ ไม่มีศูนย์กลาง ไม่มีการจัดลำดับ

แนวคิดสมัยใหม่เกี่ยวกับภววิทยาและสัจนิยมกำลังเคลื่อนไปในทิศทางที่ลึกกว่าเดิม — ลึกจนทะลุผ่านมนุษย์ออกไปสู่โลกที่ไร้ศูนย์กลาง ไร้ขอบเขต และไร้ลำดับขั้น ความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์วางระบบ แต่มนุษย์คือส่วนเล็กๆ ในการกระทำของมัน

เราไม่ได้อยู่เพื่อเข้าใจโลก หากแต่เราคือโลกในรูปแบบหนึ่งที่เข้าใจตัวเองผ่านเครือข่ายของสิ่งอื่น — และเมื่อเรายอมรับความจริงข้อนี้ได้อย่างหมดใจ นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของเสรีภาพที่แท้จริงในจักรวาลที่ไม่มีกรอบ ไม่มีฐาน ไม่มีอัตตา และไม่มีเป้าหมายสุดท้าย

6. ความว่างเปล่าแบบพุทธ: สุญญตาในภววิทยาแบนราบ

ในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะสายมหายาน แนวคิดเรื่อง “สุญญตา” (śūnyatā) มีความหมายลึกซึ้งเกินกว่าจะเป็นเพียง “ความว่าง” ในเชิงลบ แต่หมายถึง ภาวะที่สิ่งทั้งหลายไม่มีความเป็นตัวของตัวเองอย่างถาวร (svabhāva) — ทุกสิ่งเกิดขึ้นจากปัจจัยที่พึ่งพากันทั้งสิ้น นี่คือ ปฏิจจสมุปบาท (dependent origination) ที่ว่าด้วย “เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนั้นจึงมี”

ตรงนี้เองที่เชื่อมโยงกับภววิทยาแบบแบนราบของตะวันตก เพราะเมื่อสิ่งใดๆ ไม่มีตัวตนถาวร ก็เท่ากับไม่มีสิ่งใด “เหนือกว่า” หรือ “ต้นทาง” ของสรรพสิ่ง เราไม่สามารถวางฐาน ontological hierarchy ได้ — เพราะ ฐานทั้งหมดเป็นเพียงมายาของความคิดที่ปรุงแต่งจากอัตตา

นี่คือจุดร่วมสำคัญของสุญญตา กับ Flat Ontology:

• ทั้งสองปฏิเสธการจัดลำดับของสรรพสิ่ง

• ทั้งสองเห็นว่า “ความเป็นจริง” คือภาวะแห่งความสัมพันธ์อันไม่มีแก่นสารเดี่ยว

• และทั้งสองเสนอว่า “เราไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล” แม้แต่ในทางจิตวิญญาณก็ตาม

7. ฟิสิกส์ควอนตัม: เมื่อผู้สังเกตไม่มีอภิสิทธิ์

นักฟิสิกส์ควอนตัมค้นพบว่า การมีอยู่ของสรรพสิ่งไม่ได้แยกออกจากกันชัดเจนแบบนิวตัน อีกต่อไป อิเล็กตรอนสามารถอยู่สองสถานที่ในเวลาเดียวกัน (superposition) หรือเชื่อมโยงกันได้โดยไม่ขึ้นกับระยะทาง (quantum entanglement) สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามว่า “อะไรคือความเป็นจริง?”

สิ่งที่โดดเด่นมากคือแนวคิดว่า ผู้สังเกต (observer) ไม่ได้เป็นสิ่งที่อยู่ภายนอก แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบ กล่าวคือ ข้อมูลของสิ่งที่เราศึกษาเปลี่ยนแปลงตามวิธีที่เราสังเกตมัน — การแยกระหว่างผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้จึงไม่แน่นอนอีกต่อไป

แนวคิดนี้สอดคล้องกับภววิทยาแบนราบในทางหนึ่ง เพราะมันหมายความว่า:

• ไม่มี “ผู้ควบคุม” หรือ “ผู้กำหนด” โลก

• ทุกสิ่งสัมพันธ์กันในระดับที่ไม่อาจแบ่งแยก

• และที่สำคัญ…ความจริงอาจไม่ได้ต้องการ “คำอธิบายจากมนุษย์” แต่อย่างใด

8. โลกทัศน์แบบเต๋า: สายน้ำไร้จุดหมาย

หากเรามองไปยังคัมภีร์ “เต๋าเต็กเก็ง” ของ เล่าจื้อ เราจะพบกับลักษณะของจักรวาลที่ ไม่จัดลำดับ ไม่ตีความ ไม่ยึดถืออะไรว่าแน่นอน เต๋า (道) คือทาง คือการดำรงอยู่ของสิ่งทั้งหลายโดยไม่ปรุงแต่ง ไม่มีผู้ควบคุม ไม่มีศูนย์กลาง

เต๋าคือ “เส้นทางที่ไม่อาจกล่าวถึงได้” เพราะเมื่อใดที่กล่าวถึง มันย่อมไม่ใช่เต๋าอีกต่อไป — คล้ายกับความพยายามของ Object-Oriented Ontology ที่กล่าวว่า ทุกสิ่งมี “ตัวตนในตัวมันเอง” ซึ่งเราจะไม่มีวันเข้าถึงได้โดยตรง (withdrawn object) สิ่งที่เราเข้าถึงมีแต่ “ผลสะท้อน” ที่เราแปลความตามความสามารถของเราเท่านั้น

เต๋าจึงสอนให้ปล่อยวาง ไม่ใช่เพราะความจริงไม่มีอยู่ แต่เพราะ การยึดมั่นว่าตนรู้ความจริง คือความหลงผิดที่ใหญ่ที่สุด

9. เมื่อจักรวาลไม่ใช่บ้านของใครคนใดคนหนึ่ง

เราจึงมาถึงจุดที่เราต้องถามตนเองใหม่:

“ถ้ามนุษย์ไม่ใช่เจ้าของโลก แล้วเราคืออะไร?”

“ถ้าไม่มีความหมายสากลของชีวิต แล้วเราจะใช้ชีวิตอย่างไร?”

คำตอบอาจไม่ใช่การหดหู่ แต่เป็นการ กลับเข้าสู่เครือข่ายของการดำรงอยู่ในฐานะเพียงหนึ่งในจำนวนนับไม่ถ้วนของสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เราไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของความจริง — เราเพียงแต่ “อยู่ร่วม” กับมันอย่างเคารพอย่างลึกซึ้ง

การตื่นรู้ในแนวพุทธ ก็คือการปล่อยวางอัตตา และอยู่กับโลกโดยไม่มีใครอยู่เหนือใคร

การรู้แจ้งในเต๋า ก็คือการไหลไปกับสรรพสิ่งอย่างไม่ฝืนธรรมชาติ

การเข้าใจจักรวาลในควอนตัม ก็คือการตระหนักว่าเราไม่ใช่จุดศูนย์กลางของสิ่งใดเลย

บทสรุปตอนท้าย: ความจริงไม่ต้องการเจ้านาย

ปรัชญาสมัยใหม่ที่เคลื่อนออกจากศูนย์กลางของมนุษย์กำลังพาเรากลับสู่ความถ่อมตนที่ลึกซึ้ง — โลกไม่ต้องการเจ้านาย ความจริงไม่ต้องการผู้ควบคุม และชีวิตไม่ต้องการความหมายที่ถูกสถาปนาอย่างเป็นทางการ

ในโลกที่แบนราบ ไม่มีการแบ่งชั้น

ในภววิทยาแบบใหม่นี้ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ

และในเครือข่ายแห่งการพึ่งพาอาศัยกัน ทุกสิ่งคือผู้เล่นร่วมกันในเกมที่ไม่มีใครรู้กติกาโดยสิ้นเชิง

บางที…

การตื่นรู้ คือการเข้าใจว่าความจริงไม่จำเป็นต้องถูกอธิบายให้ครบ

และการมีอยู่ คือการปล่อยให้ทุกสิ่งเป็นไปอย่างที่มันเป็น — โดยไม่มีใครอยู่เหนือใครเลย

#Siamstr #nostr #ปรัชญา

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.