🪐ว่าด้วย “แสนโกฏิจักรวาล” : ระหว่างพระพุทธพจน์และจักรวาลวิทยาสมัยใหม่

ในพระไตรปิฎก จูฬันีสูตร พระพุทธองค์ตรัสกับพระอานนท์ว่า—

“อานนท์เอ๋ย… ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ส่องแสงไปเพียงใด โลกธาตุที่ได้รับแสงนั้นมีจำนวนพัน ในพันโลกธาตุนั้นมีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ภูเขาสิเนรุ ชมพูทวีป อปรโคยานทวีป อุตตรกุรุทวีป ปุพพวิเทหทวีป มหาสมุทร มหาราช สวรรค์ และพรหมโลกอยู่อย่างละพัน นั่นเรียกว่า สหัสสีจูฬนิกาโลกธาตุ (พันจักรวาล)…”

เมื่อโลกธาตุพันจักรวาลนั้นคูณด้วยพัน จึงเกิดเป็น ทวิสหัสสีมัชฌิมิกาโลกธาตุ (ล้านจักรวาล) และเมื่อคูณด้วยพันอีกครั้ง จึงกลายเป็น ติสหัสสีมหาสหัสสีโลกธาตุ — จักรวาลใหญ่ซึ่งมีจำนวน แสนโกฏิจักรวาล.

พระองค์ตรัสต่อว่า แม้พระตถาคตจะเสด็จอุบัติขึ้นหรือไม่ ธาตุอันนั้น—คือ ธรรมฐิติ (ความตั้งอยู่แห่งธรรม) ธรรมนิยาม (ระเบียบกฎแห่งธรรม) และ อิทัปปัจจยตา (ความเป็นเหตุเป็นปัจจัย)—ก็ยังดำรงอยู่เสมอ.

จักรวาลตามพระสูตร: มิติแห่งความไม่มีประมาณ

การอธิบายจักรวาลในพระสูตรนี้มิใช่เพียงภาพเชิงกายภาพ หากสะท้อนว่า โลกธาตุไม่ใช่สิ่งเดี่ยว หากคือโครงสร้างที่ซ้อนทับ ขยายทวีคูณไปไม่สิ้นสุด. ในเชิงภาษาปรัชญา นี่คือการบอกเราว่า ความจริงมิใช่เอกภาพที่เรียบง่าย หากเป็นอนันตภาพของโลกที่เชื่อมโยงกัน.

สะพานสู่จักรวาลวิทยาสมัยใหม่

น่าสังเกตว่าแนวคิด “โลกธาตุพันจักรวาล” มีลักษณะใกล้เคียงกับ ทฤษฎี Multiverse ในฟิสิกส์สมัยใหม่ ซึ่งเสนอว่าจักรวาลที่เราอยู่มิได้มีเพียงหนึ่ง แต่เป็นหนึ่งในโครงข่ายมหาจักรวาลที่ทับซ้อน.

• ฟิสิกส์จักรวาล (Cosmology) บอกว่าเอกภพเราอาจเป็นหนึ่งฟองใน cosmic bubble ของ multiverse

• ควอนตัมความโน้มถ่วง (Quantum Gravity) โดยเฉพาะ Loop Quantum Gravity (LQG) เสนอว่าพื้นที่–เวลา (spacetime) มิได้ต่อเนื่อง หากเกิดจาก “เครือข่ายสปิน” (spin network) ที่ขยายและหดตัว คล้าย “จักรวาลพันจักรวาล” ในพระสูตร

• ทฤษฎี Big Bounce ชี้ว่าจักรวาลอาจไม่ได้เริ่มจาก Big Bang เพียงครั้งเดียว แต่เป็นการสั่นเป็นจังหวะ—เกิดขึ้นและดับไปไม่รู้จบ เหมือนลมหายใจใหญ่ของมหาจักรวาล

ธรรมฐิติและธรรมนิยาม: กฎของธรรมกับกฎของฟิสิกส์

พระพุทธองค์ทรงเน้นว่า แม้ไม่มีพระตถาคต โลกยังดำเนินไปตาม ธรรมฐิติ และ ธรรมนิยาม. ในทางวิทยาศาสตร์ก็เช่นกัน—แม้ไม่มีใครอธิบาย กฎธรรมชาติ เช่น ความโน้มถ่วงหรือกลศาสตร์ควอนตัมก็ยังทำงานตามปกติ.

นี่คือ สะพานแห่งความเข้าใจ:

• ธรรมฐิติ = ความคงที่ของกฎธรรมชาติ

• ธรรมนิยาม = ความเป็นระบบ มีโครงสร้างที่อธิบายได้

• อิทัปปัจจยตา = การที่ทุกสิ่งดำรงอยู่เพราะเหตุและปัจจัย มิใช่โดยลำพัง

แสนโกฏิจักรวาล: โลกภายในและโลกภายนอก

หากมองเชิงจิตวิญญาณ “จักรวาลพันจักรวาล” ยังสะท้อนถึงโลกภายใน—ขันธ์ทั้งห้า เจตนา สังขาร และมโนทัศน์อันนับไม่ถ้วนที่เกิดดับในจิต. ดังนั้น แสนโกฏิจักรวาล จึงมิใช่เพียงภายนอก แต่ยังเป็นภาพซ้อนของความซับซ้อนในโลกภายในด้วย.

สรุป

พระสูตรเรื่อง “แสนโกฏิจักรวาล” มิใช่เพียงตำนานจักรวาลวิทยา แต่คือการชี้ให้เห็นว่า ความจริงมีโครงสร้างที่ซ้อนทับ ไม่มีประมาณ และเป็นไปตามกฎแห่งธรรมเสมอ. เมื่อโยงเข้ากับควอนตัมความโน้มถ่วง เราอาจเข้าใจว่าเอกภพทั้งหลายนั้นดำรงอยู่บนโครงข่ายแห่งเหตุปัจจัย—ดั่ง Spin Network ที่ร้อยรัดโลกธาตุเป็นมหาจักรวาล และในทุก ๆ การสั่นของมัน ย้ำเตือนเราว่า กฎของธรรมชาติและกฎของธรรมะคืออันเดียวกัน.

ว่าด้วย “แสนโกฏิจักรวาล” และควอนตัมความโน้มถ่วง

1. แสนโกฏิจักรวาลในพุทธธรรม

ในพระสูตรกล่าวถึงโครงสร้างของโลกธาตุที่ทบซ้อนขึ้นเป็นชั้น ๆ:

• พันจักรวาล (สหัสสีจูฬนิกาโลกธาตุ)

• ล้านจักรวาล (ทวิสหัสสีมัชฌิมิกาโลกธาตุ)

• แสนโกฏิจักรวาล (ติสหัสสีมหาสหัสสีโลกธาตุ)

ซึ่งไม่ใช่เพียงเชิงภูมิศาสตร์ แต่คือการบรรยายโครงสร้างจักรวาลในเชิงระบบนิเวศแห่งธรรมะ ที่แสดงการซ้อนทับและความสัมพันธ์ของมิติแห่งโลก ความหมายลึกคือ “เอกภพไม่ได้เป็นเพียงเอกภาพเดียว แต่ประกอบด้วยเครือข่ายจักรวาลย่อยที่เชื่อมโยงถึงกัน”

2. ภาพสะท้อนกับจักรวาลวิทยาสมัยใหม่

วิทยาศาสตร์ปัจจุบัน โดยเฉพาะ ทฤษฎีควอนตัมความโน้มถ่วง และ จักรวาลวิทยาเชิงพหุเอกภพ (multiverse cosmology) กำลังสำรวจสิ่งที่ใกล้เคียงกับแนวคิดนี้

• Loop Quantum Gravity (LQG) เสนอว่าพื้นที่–เวลาไม่ใช่ของต่อเนื่อง แต่เป็นเครือข่ายของโหนด (spin networks) และการเปลี่ยนแปลงของโหนดนี้สร้างเป็นโฟมแห่งกาลอวกาศ (spin foams)

• โครงสร้างแบบเครือข่ายนี้ คล้ายกับ “จักรวาลที่ทบซ้อนกัน” ที่พุทธธรรมกล่าวถึง ซึ่งจักรวาลเล็ก–ใหญ่ซ้อนอยู่ในจักรวาลที่ใหญ่กว่า ไม่ต่างจากโครงสร้างที่ fractal ในคณิตศาสตร์

• ในเชิงจักรวาลวิทยา Big Bounce อธิบายว่าจักรวาลอาจไม่ใช่เอกภพที่เริ่มต้นด้วย Big Bang เดียว แต่คือการเกิด–ดับ–ฟื้นตัวต่อเนื่องอย่างไร้ที่สุด สอดคล้องกับ “แสนโกฏิจักรวาล” ที่ไม่สิ้นสุดและเวียนว่าย

3. ควอนตัมความโน้มถ่วงกับ “ธรรมฐิติ ธรรมนิยาม”

พระสูตรกล่าวว่า แม้พระตถาคตจะปรินิพพานแล้ว “ธรรมฐิติ ธรรมนิยาม อิทัปปัจจัย” ก็ยังคงดำรงอยู่เสมอ นี่คือการสื่อว่ามีกฎสากลรองรับจักรวาล ไม่ขึ้นกับบุคคล

ในฟิสิกส์ กฎที่ใกล้เคียงคือ กฎเชิงโครงสร้างของควอนตัมความโน้มถ่วง:

• ความโค้งของกาลอวกาศ (spacetime curvature) เกิดจากปฏิสัมพันธ์ของควอนตัม

• โครงสร้างของกาลเวลาไม่ได้ลอยอยู่เหนือจักรวาล แต่คือผล emergent จากสนามควอนตัมความโน้มถ่วง

• กฎเหล่านี้ดำรงอยู่โดยไม่ขึ้นกับการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตหรือผู้สังเกตการณ์

นี่คือ “ธรรมฐิติ” ในเชิงวิทยาศาสตร์ — กฎเชิงโครงสร้างที่ดำรงอยู่ตลอดกาล ไม่ถูกสร้างขึ้นโดยใคร แต่เป็นคุณสมบัติของความเป็นจริงเอง

4. เสียงของตถาคตกับ Nonlocality

ตอนหนึ่งกล่าวว่า “ตถาคตเมื่อมีความจำนง จะพูดให้ติสหัสสีมหาสหัสสีโลกธาตุได้ยินเสียงได้”

• ตีความแบบเชิงสัญลักษณ์ นี่สะท้อนความเข้าใจเรื่อง การเชื่อมโยงไร้ระยะทาง (quantum nonlocality)

• ข้อความนี้สามารถเทียบกับการที่สนามควอนตัมหรือคลื่นโน้มถ่วง (gravitational waves) แผ่ข้ามเอกภพโดยไม่จำกัดเพียงพื้นที่แคบ

• ในเชิงสหสาขา อาจเปรียบได้กับการที่ข้อมูลหรือ “สัญญาณแห่งธรรมะ” สามารถสั่นสะเทือนผ่านทุกโครงข่ายจักรวาล

5. พุทธธรรมกับควอนตัมความโน้มถ่วง: การบรรจบ

1. โครงสร้างทบซ้อน → Multiverse & Spin Networks

2. การเวียนเกิด–ดับ → Big Bounce Cosmology

3. ธรรมฐิติ ธรรมนิยาม → Fundamental Laws of Quantum Gravity

4. เสียงที่สั่นสะเทือนทั่วแสนโกฏิจักรวาล → Nonlocality & Field Propagation

บทสรุป

“แสนโกฏิจักรวาล” ในพระสูตรมิใช่เพียงการบรรยายโลกเชิงตำนาน แต่เป็นภาษาธรรมะที่อธิบายจักรวาลแบบเครือข่ายไม่สิ้นสุด ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีควอนตัมความโน้มถ่วงที่บอกว่ากาลอวกาศมิได้เป็นฉากรองรับ หากแต่เป็นผล emergent จากการปฏิสัมพันธ์ของควอนตัมเอง

ดังนั้น ทั้งพุทธธรรมและวิทยาศาสตร์กำลังสะท้อนความจริงเดียวกัน คือ จักรวาลไม่ใช่ของตายตัว หากเป็นการปรากฏของโครงข่ายเหตุปัจจัยที่เกิด–ดับเป็นวัฏฏจักร โดยมีกฎสากลรองรับอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

โลกธาตุในพุทธธรรม และสนามโน้มถ่วงเชิงควอนตัม

ใน จูฬันีสูตร พระพุทธองค์ตรัสถึงการขยาย “จักรวาล” แบบซ้อนกันเป็นลำดับ ๑,๐๐๐ × ๑,๐๐๐ × ๑,๐๐๐ จนถึง “ติสหัสสี มหาสหัสสี โลกธาตุ” หรือที่ภายหลังเรียกกันว่า “แสนโกฏิจักรวาล” — นี่ไม่ใช่เพียงการพรรณนาขอบเขตเชิงกายภาพ แต่คือการชี้ให้เห็น “โครงสร้างเชิงสัมพันธ์” ของความจริง ว่าทุกสิ่งเป็นการทับซ้อนและเชื่อมโยงกันเป็นโครงข่าย ไม่มีโลกใดแยกเดี่ยว

หากมองจาก ควอนตัมความโน้มถ่วง (Quantum Gravity) เราพบภาพใกล้เคียงกันอย่างน่าประหลาด:

• ปัจจุบันเรามีแบบจำลองอย่าง Loop Quantum Gravity (LQG) ที่เสนอว่า อวกาศและเวลาไม่ได้ต่อเนื่อง แต่ถูกสร้างขึ้นจาก “สปินเน็ตเวิร์ก” (spin networks) และ “สปินโฟม” (spin foams) ซึ่งเป็นหน่วยโครงสร้างพื้นฐานที่สุด คล้าย “เมล็ด” ของกาลอวกาศ

• เมื่อโครงสร้างเหล่านี้เชื่อมต่อขยายตัว เราจึงมองเห็นเป็นอวกาศ-เวลาในสเกลใหญ่ คล้ายการซ้อนจักรวาลย่อยเป็นชั้นๆ ตามคัมภีร์ที่ว่า ๑,๐๐๐ โลกประกอบเป็นโลกธาตุใหญ่

กล่าวอีกนัยหนึ่ง แสนโกฏิจักรวาล อาจเปรียบเทียบได้กับ โครงข่ายสปินเน็ตเวิร์กในหลายสเกล ซึ่งเมื่อมองจากภายใน มันคือจักรวาลที่แตกแขนงเป็นชั้นๆ ของความจริง

โครงสร้างเชิงฟรัคทัล และโลกธาตุ

สิ่งที่น่าสังเกตคือ โลกธาตุในพระสูตรถูกพรรณนาแบบ ซ้ำลักษณะ (recursive) กล่าวคือ หนึ่งโลกธาตุประกอบด้วยพันโลกย่อย โลกเหล่านั้นก็มีโครงสร้างคล้ายกันอีก — นี่ใกล้เคียงกับแนวคิด Fractal Geometry ที่โครงสร้างเล็กสะท้อนรูปแบบของโครงสร้างใหญ่

ในฟิสิกส์เชิงควอนตัม แนวคิดนี้สะท้อนใน

• Scale invariance และ renormalization group: กฎพื้นฐานของฟิสิกส์อาจคงลักษณะคล้ายเดิมเมื่อเรามองที่สเกลต่างกัน

• ใน LQG แต่ละโหนดในสปินเน็ตเวิร์กก็มีโครงสร้างย่อยที่สะท้อนลักษณะเดียวกัน

ดังนั้นการพรรณนาโลกธาตุเป็น ๑,๐๐๐×๑,๐๐๐×๑,๐๐๐ ไม่เพียงเป็นเชิงปริมาณ แต่สะท้อน “การทบซ้อนเชิงฟรัคทัล” ของจักรวาล

ธาตุรู้ และสนามควอนตัม

พระสูตรยังย้ำว่า “ตถาคตจะเสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่เสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุอันนั้น คือ ธรรมฐิติ ธรรมนิยาม อิทัปปัจจัย ก็ยังดำรงอยู่” — หมายความว่า ความจริงเชิงกฎเกณฑ์ ไม่ขึ้นกับการมีหรือไม่มีพระพุทธเจ้า

นี่สอดคล้องกับทัศนะทางฟิสิกส์ที่ว่า:

• กฎควอนตัมและกฎโน้มถ่วงเชิงควอนตัม เป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ไม่ขึ้นกับการสังเกตหรือการมีสิ่งมีชีวิต

• สนามควอนตัม (Quantum Fields) มีอยู่โดยตัวของมันเอง ไม่ต้องอาศัยอวกาศ-เวลาเป็นฉากหลัง เพราะสนามเหล่านี้สามารถ “สร้างอวกาศ-เวลา” ได้เอง

หากเชื่อมกับพุทธธรรม เราอาจมองว่า “ธรรมฐิติ” คือกฎพื้นฐานแบบเดียวกับ covariant quantum fields ที่ไม่ต้องอาศัยฐานรองใดๆ แต่ดำรงอยู่ในตัวเอง

โลกธาตุและการสื่อสารข้ามสเกล

พระสูตรยังกล่าวว่า “ตถาคตเมื่อมีความจำนง จะพูดให้ติสหัสสีมหาสหัสสีโลกธาตุได้ยินเสียงได้” — ตรงนี้สะท้อนความเข้าใจลึกซึ้งว่า การสื่อสารหรือการสั่นสะเทือนของความจริงสามารถ “เชื่อมทั้งระบบจักรวาล”

ถ้ามองเชิงฟิสิกส์:

• คล้าย non-locality ในควอนตัม ที่สถานะสามารถสัมพันธ์กันแม้อยู่ห่างไกล

• หรือ holographic principle ที่ข้อมูลในส่วนหนึ่งของจักรวาลสามารถสะท้อนทั้งโครงสร้างทั้งหมด

สรุป

“แสนโกฏิจักรวาล” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องปรัมปราเชิงศาสนา หากแต่สะท้อนโครงสร้างของความจริงที่ฟิสิกส์สมัยใหม่กำลังไขความลับ — โลกธาตุที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ สอดคล้องกับแนวคิดฟรัคทัลและเครือข่ายควอนตัม อวกาศและเวลาเกิดขึ้นจากการทอของสนามพื้นฐาน ไม่ต่างจากที่พระสูตรยืนยันว่า ธรรมฐิติและอิทัปปัจจัยดำรงอยู่โดยไม่ต้องพึ่ง “ฉากหลัง”

ดังนั้น การอ่านพระสูตรในเชิงควอนตัมความโน้มถ่วง อาจทำให้เราเห็นว่า สิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสไว้นับพันปี เป็นการชี้ไปที่โครงสร้างเชิงรากฐานของจักรวาล — จักรวาลที่ไม่ใช่แค่กาลอวกาศ แต่คือการทอพลังงาน–ข้อมูล–ความสัมพันธ์เข้าด้วยกันในทุกสเกล

#Siamstr #nostr #quantum #ธรรมะ🪐ว่าด้วย “แสนโกฏิจักรวาล” : ระหว่างพระพุทธพจน์และจักรวาลวิทยาสมัยใหม่

ในพระไตรปิฎก จูฬันีสูตร พระพุทธองค์ตรัสกับพระอานนท์ว่า—

“อานนท์เอ๋ย… ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ส่องแสงไปเพียงใด โลกธาตุที่ได้รับแสงนั้นมีจำนวนพัน ในพันโลกธาตุนั้นมีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ภูเขาสิเนรุ ชมพูทวีป อปรโคยานทวีป อุตตรกุรุทวีป ปุพพวิเทหทวีป มหาสมุทร มหาราช สวรรค์ และพรหมโลกอยู่อย่างละพัน นั่นเรียกว่า สหัสสีจูฬนิกาโลกธาตุ (พันจักรวาล)…”

เมื่อโลกธาตุพันจักรวาลนั้นคูณด้วยพัน จึงเกิดเป็น ทวิสหัสสีมัชฌิมิกาโลกธาตุ (ล้านจักรวาล) และเมื่อคูณด้วยพันอีกครั้ง จึงกลายเป็น ติสหัสสีมหาสหัสสีโลกธาตุ — จักรวาลใหญ่ซึ่งมีจำนวน แสนโกฏิจักรวาล.

พระองค์ตรัสต่อว่า แม้พระตถาคตจะเสด็จอุบัติขึ้นหรือไม่ ธาตุอันนั้น—คือ ธรรมฐิติ (ความตั้งอยู่แห่งธรรม) ธรรมนิยาม (ระเบียบกฎแห่งธรรม) และ อิทัปปัจจยตา (ความเป็นเหตุเป็นปัจจัย)—ก็ยังดำรงอยู่เสมอ.

จักรวาลตามพระสูตร: มิติแห่งความไม่มีประมาณ

การอธิบายจักรวาลในพระสูตรนี้มิใช่เพียงภาพเชิงกายภาพ หากสะท้อนว่า โลกธาตุไม่ใช่สิ่งเดี่ยว หากคือโครงสร้างที่ซ้อนทับ ขยายทวีคูณไปไม่สิ้นสุด. ในเชิงภาษาปรัชญา นี่คือการบอกเราว่า ความจริงมิใช่เอกภาพที่เรียบง่าย หากเป็นอนันตภาพของโลกที่เชื่อมโยงกัน.

สะพานสู่จักรวาลวิทยาสมัยใหม่

น่าสังเกตว่าแนวคิด “โลกธาตุพันจักรวาล” มีลักษณะใกล้เคียงกับ ทฤษฎี Multiverse ในฟิสิกส์สมัยใหม่ ซึ่งเสนอว่าจักรวาลที่เราอยู่มิได้มีเพียงหนึ่ง แต่เป็นหนึ่งในโครงข่ายมหาจักรวาลที่ทับซ้อน.

• ฟิสิกส์จักรวาล (Cosmology) บอกว่าเอกภพเราอาจเป็นหนึ่งฟองใน cosmic bubble ของ multiverse

• ควอนตัมความโน้มถ่วง (Quantum Gravity) โดยเฉพาะ Loop Quantum Gravity (LQG) เสนอว่าพื้นที่–เวลา (spacetime) มิได้ต่อเนื่อง หากเกิดจาก “เครือข่ายสปิน” (spin network) ที่ขยายและหดตัว คล้าย “จักรวาลพันจักรวาล” ในพระสูตร

• ทฤษฎี Big Bounce ชี้ว่าจักรวาลอาจไม่ได้เริ่มจาก Big Bang เพียงครั้งเดียว แต่เป็นการสั่นเป็นจังหวะ—เกิดขึ้นและดับไปไม่รู้จบ เหมือนลมหายใจใหญ่ของมหาจักรวาล

ธรรมฐิติและธรรมนิยาม: กฎของธรรมกับกฎของฟิสิกส์

พระพุทธองค์ทรงเน้นว่า แม้ไม่มีพระตถาคต โลกยังดำเนินไปตาม ธรรมฐิติ และ ธรรมนิยาม. ในทางวิทยาศาสตร์ก็เช่นกัน—แม้ไม่มีใครอธิบาย กฎธรรมชาติ เช่น ความโน้มถ่วงหรือกลศาสตร์ควอนตัมก็ยังทำงานตามปกติ.

นี่คือ สะพานแห่งความเข้าใจ:

• ธรรมฐิติ = ความคงที่ของกฎธรรมชาติ

• ธรรมนิยาม = ความเป็นระบบ มีโครงสร้างที่อธิบายได้

• อิทัปปัจจยตา = การที่ทุกสิ่งดำรงอยู่เพราะเหตุและปัจจัย มิใช่โดยลำพัง

แสนโกฏิจักรวาล: โลกภายในและโลกภายนอก

หากมองเชิงจิตวิญญาณ “จักรวาลพันจักรวาล” ยังสะท้อนถึงโลกภายใน—ขันธ์ทั้งห้า เจตนา สังขาร และมโนทัศน์อันนับไม่ถ้วนที่เกิดดับในจิต. ดังนั้น แสนโกฏิจักรวาล จึงมิใช่เพียงภายนอก แต่ยังเป็นภาพซ้อนของความซับซ้อนในโลกภายในด้วย.

สรุป

พระสูตรเรื่อง “แสนโกฏิจักรวาล” มิใช่เพียงตำนานจักรวาลวิทยา แต่คือการชี้ให้เห็นว่า ความจริงมีโครงสร้างที่ซ้อนทับ ไม่มีประมาณ และเป็นไปตามกฎแห่งธรรมเสมอ. เมื่อโยงเข้ากับควอนตัมความโน้มถ่วง เราอาจเข้าใจว่าเอกภพทั้งหลายนั้นดำรงอยู่บนโครงข่ายแห่งเหตุปัจจัย—ดั่ง Spin Network ที่ร้อยรัดโลกธาตุเป็นมหาจักรวาล และในทุก ๆ การสั่นของมัน ย้ำเตือนเราว่า กฎของธรรมชาติและกฎของธรรมะคืออันเดียวกัน.

ว่าด้วย “แสนโกฏิจักรวาล” และควอนตัมความโน้มถ่วง

1. แสนโกฏิจักรวาลในพุทธธรรม

ในพระสูตรกล่าวถึงโครงสร้างของโลกธาตุที่ทบซ้อนขึ้นเป็นชั้น ๆ:

• พันจักรวาล (สหัสสีจูฬนิกาโลกธาตุ)

• ล้านจักรวาล (ทวิสหัสสีมัชฌิมิกาโลกธาตุ)

• แสนโกฏิจักรวาล (ติสหัสสีมหาสหัสสีโลกธาตุ)

ซึ่งไม่ใช่เพียงเชิงภูมิศาสตร์ แต่คือการบรรยายโครงสร้างจักรวาลในเชิงระบบนิเวศแห่งธรรมะ ที่แสดงการซ้อนทับและความสัมพันธ์ของมิติแห่งโลก ความหมายลึกคือ “เอกภพไม่ได้เป็นเพียงเอกภาพเดียว แต่ประกอบด้วยเครือข่ายจักรวาลย่อยที่เชื่อมโยงถึงกัน”

2. ภาพสะท้อนกับจักรวาลวิทยาสมัยใหม่

วิทยาศาสตร์ปัจจุบัน โดยเฉพาะ ทฤษฎีควอนตัมความโน้มถ่วง และ จักรวาลวิทยาเชิงพหุเอกภพ (multiverse cosmology) กำลังสำรวจสิ่งที่ใกล้เคียงกับแนวคิดนี้

• Loop Quantum Gravity (LQG) เสนอว่าพื้นที่–เวลาไม่ใช่ของต่อเนื่อง แต่เป็นเครือข่ายของโหนด (spin networks) และการเปลี่ยนแปลงของโหนดนี้สร้างเป็นโฟมแห่งกาลอวกาศ (spin foams)

• โครงสร้างแบบเครือข่ายนี้ คล้ายกับ “จักรวาลที่ทบซ้อนกัน” ที่พุทธธรรมกล่าวถึง ซึ่งจักรวาลเล็ก–ใหญ่ซ้อนอยู่ในจักรวาลที่ใหญ่กว่า ไม่ต่างจากโครงสร้างที่ fractal ในคณิตศาสตร์

• ในเชิงจักรวาลวิทยา Big Bounce อธิบายว่าจักรวาลอาจไม่ใช่เอกภพที่เริ่มต้นด้วย Big Bang เดียว แต่คือการเกิด–ดับ–ฟื้นตัวต่อเนื่องอย่างไร้ที่สุด สอดคล้องกับ “แสนโกฏิจักรวาล” ที่ไม่สิ้นสุดและเวียนว่าย

3. ควอนตัมความโน้มถ่วงกับ “ธรรมฐิติ ธรรมนิยาม”

พระสูตรกล่าวว่า แม้พระตถาคตจะปรินิพพานแล้ว “ธรรมฐิติ ธรรมนิยาม อิทัปปัจจัย” ก็ยังคงดำรงอยู่เสมอ นี่คือการสื่อว่ามีกฎสากลรองรับจักรวาล ไม่ขึ้นกับบุคคล

ในฟิสิกส์ กฎที่ใกล้เคียงคือ กฎเชิงโครงสร้างของควอนตัมความโน้มถ่วง:

• ความโค้งของกาลอวกาศ (spacetime curvature) เกิดจากปฏิสัมพันธ์ของควอนตัม

• โครงสร้างของกาลเวลาไม่ได้ลอยอยู่เหนือจักรวาล แต่คือผล emergent จากสนามควอนตัมความโน้มถ่วง

• กฎเหล่านี้ดำรงอยู่โดยไม่ขึ้นกับการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตหรือผู้สังเกตการณ์

นี่คือ “ธรรมฐิติ” ในเชิงวิทยาศาสตร์ — กฎเชิงโครงสร้างที่ดำรงอยู่ตลอดกาล ไม่ถูกสร้างขึ้นโดยใคร แต่เป็นคุณสมบัติของความเป็นจริงเอง

4. เสียงของตถาคตกับ Nonlocality

ตอนหนึ่งกล่าวว่า “ตถาคตเมื่อมีความจำนง จะพูดให้ติสหัสสีมหาสหัสสีโลกธาตุได้ยินเสียงได้”

• ตีความแบบเชิงสัญลักษณ์ นี่สะท้อนความเข้าใจเรื่อง การเชื่อมโยงไร้ระยะทาง (quantum nonlocality)

• ข้อความนี้สามารถเทียบกับการที่สนามควอนตัมหรือคลื่นโน้มถ่วง (gravitational waves) แผ่ข้ามเอกภพโดยไม่จำกัดเพียงพื้นที่แคบ

• ในเชิงสหสาขา อาจเปรียบได้กับการที่ข้อมูลหรือ “สัญญาณแห่งธรรมะ” สามารถสั่นสะเทือนผ่านทุกโครงข่ายจักรวาล

5. พุทธธรรมกับควอนตัมความโน้มถ่วง: การบรรจบ

1. โครงสร้างทบซ้อน → Multiverse & Spin Networks

2. การเวียนเกิด–ดับ → Big Bounce Cosmology

3. ธรรมฐิติ ธรรมนิยาม → Fundamental Laws of Quantum Gravity

4. เสียงที่สั่นสะเทือนทั่วแสนโกฏิจักรวาล → Nonlocality & Field Propagation

บทสรุป

“แสนโกฏิจักรวาล” ในพระสูตรมิใช่เพียงการบรรยายโลกเชิงตำนาน แต่เป็นภาษาธรรมะที่อธิบายจักรวาลแบบเครือข่ายไม่สิ้นสุด ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีควอนตัมความโน้มถ่วงที่บอกว่ากาลอวกาศมิได้เป็นฉากรองรับ หากแต่เป็นผล emergent จากการปฏิสัมพันธ์ของควอนตัมเอง

ดังนั้น ทั้งพุทธธรรมและวิทยาศาสตร์กำลังสะท้อนความจริงเดียวกัน คือ จักรวาลไม่ใช่ของตายตัว หากเป็นการปรากฏของโครงข่ายเหตุปัจจัยที่เกิด–ดับเป็นวัฏฏจักร โดยมีกฎสากลรองรับอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

โลกธาตุในพุทธธรรม และสนามโน้มถ่วงเชิงควอนตัม

ใน จูฬันีสูตร พระพุทธองค์ตรัสถึงการขยาย “จักรวาล” แบบซ้อนกันเป็นลำดับ ๑,๐๐๐ × ๑,๐๐๐ × ๑,๐๐๐ จนถึง “ติสหัสสี มหาสหัสสี โลกธาตุ” หรือที่ภายหลังเรียกกันว่า “แสนโกฏิจักรวาล” — นี่ไม่ใช่เพียงการพรรณนาขอบเขตเชิงกายภาพ แต่คือการชี้ให้เห็น “โครงสร้างเชิงสัมพันธ์” ของความจริง ว่าทุกสิ่งเป็นการทับซ้อนและเชื่อมโยงกันเป็นโครงข่าย ไม่มีโลกใดแยกเดี่ยว

หากมองจาก ควอนตัมความโน้มถ่วง (Quantum Gravity) เราพบภาพใกล้เคียงกันอย่างน่าประหลาด:

• ปัจจุบันเรามีแบบจำลองอย่าง Loop Quantum Gravity (LQG) ที่เสนอว่า อวกาศและเวลาไม่ได้ต่อเนื่อง แต่ถูกสร้างขึ้นจาก “สปินเน็ตเวิร์ก” (spin networks) และ “สปินโฟม” (spin foams) ซึ่งเป็นหน่วยโครงสร้างพื้นฐานที่สุด คล้าย “เมล็ด” ของกาลอวกาศ

• เมื่อโครงสร้างเหล่านี้เชื่อมต่อขยายตัว เราจึงมองเห็นเป็นอวกาศ-เวลาในสเกลใหญ่ คล้ายการซ้อนจักรวาลย่อยเป็นชั้นๆ ตามคัมภีร์ที่ว่า ๑,๐๐๐ โลกประกอบเป็นโลกธาตุใหญ่

กล่าวอีกนัยหนึ่ง แสนโกฏิจักรวาล อาจเปรียบเทียบได้กับ โครงข่ายสปินเน็ตเวิร์กในหลายสเกล ซึ่งเมื่อมองจากภายใน มันคือจักรวาลที่แตกแขนงเป็นชั้นๆ ของความจริง

โครงสร้างเชิงฟรัคทัล และโลกธาตุ

สิ่งที่น่าสังเกตคือ โลกธาตุในพระสูตรถูกพรรณนาแบบ ซ้ำลักษณะ (recursive) กล่าวคือ หนึ่งโลกธาตุประกอบด้วยพันโลกย่อย โลกเหล่านั้นก็มีโครงสร้างคล้ายกันอีก — นี่ใกล้เคียงกับแนวคิด Fractal Geometry ที่โครงสร้างเล็กสะท้อนรูปแบบของโครงสร้างใหญ่

ในฟิสิกส์เชิงควอนตัม แนวคิดนี้สะท้อนใน

• Scale invariance และ renormalization group: กฎพื้นฐานของฟิสิกส์อาจคงลักษณะคล้ายเดิมเมื่อเรามองที่สเกลต่างกัน

• ใน LQG แต่ละโหนดในสปินเน็ตเวิร์กก็มีโครงสร้างย่อยที่สะท้อนลักษณะเดียวกัน

ดังนั้นการพรรณนาโลกธาตุเป็น ๑,๐๐๐×๑,๐๐๐×๑,๐๐๐ ไม่เพียงเป็นเชิงปริมาณ แต่สะท้อน “การทบซ้อนเชิงฟรัคทัล” ของจักรวาล

ธาตุรู้ และสนามควอนตัม

พระสูตรยังย้ำว่า “ตถาคตจะเสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่เสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุอันนั้น คือ ธรรมฐิติ ธรรมนิยาม อิทัปปัจจัย ก็ยังดำรงอยู่” — หมายความว่า ความจริงเชิงกฎเกณฑ์ ไม่ขึ้นกับการมีหรือไม่มีพระพุทธเจ้า

นี่สอดคล้องกับทัศนะทางฟิสิกส์ที่ว่า:

• กฎควอนตัมและกฎโน้มถ่วงเชิงควอนตัม เป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ไม่ขึ้นกับการสังเกตหรือการมีสิ่งมีชีวิต

• สนามควอนตัม (Quantum Fields) มีอยู่โดยตัวของมันเอง ไม่ต้องอาศัยอวกาศ-เวลาเป็นฉากหลัง เพราะสนามเหล่านี้สามารถ “สร้างอวกาศ-เวลา” ได้เอง

หากเชื่อมกับพุทธธรรม เราอาจมองว่า “ธรรมฐิติ” คือกฎพื้นฐานแบบเดียวกับ covariant quantum fields ที่ไม่ต้องอาศัยฐานรองใดๆ แต่ดำรงอยู่ในตัวเอง

โลกธาตุและการสื่อสารข้ามสเกล

พระสูตรยังกล่าวว่า “ตถาคตเมื่อมีความจำนง จะพูดให้ติสหัสสีมหาสหัสสีโลกธาตุได้ยินเสียงได้” — ตรงนี้สะท้อนความเข้าใจลึกซึ้งว่า การสื่อสารหรือการสั่นสะเทือนของความจริงสามารถ “เชื่อมทั้งระบบจักรวาล”

ถ้ามองเชิงฟิสิกส์:

• คล้าย non-locality ในควอนตัม ที่สถานะสามารถสัมพันธ์กันแม้อยู่ห่างไกล

• หรือ holographic principle ที่ข้อมูลในส่วนหนึ่งของจักรวาลสามารถสะท้อนทั้งโครงสร้างทั้งหมด

สรุป

“แสนโกฏิจักรวาล” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องปรัมปราเชิงศาสนา หากแต่สะท้อนโครงสร้างของความจริงที่ฟิสิกส์สมัยใหม่กำลังไขความลับ — โลกธาตุที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ สอดคล้องกับแนวคิดฟรัคทัลและเครือข่ายควอนตัม อวกาศและเวลาเกิดขึ้นจากการทอของสนามพื้นฐาน ไม่ต่างจากที่พระสูตรยืนยันว่า ธรรมฐิติและอิทัปปัจจัยดำรงอยู่โดยไม่ต้องพึ่ง “ฉากหลัง”

ดังนั้น การอ่านพระสูตรในเชิงควอนตัมความโน้มถ่วง อาจทำให้เราเห็นว่า สิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสไว้นับพันปี เป็นการชี้ไปที่โครงสร้างเชิงรากฐานของจักรวาล — จักรวาลที่ไม่ใช่แค่กาลอวกาศ แต่คือการทอพลังงาน–ข้อมูล–ความสัมพันธ์เข้าด้วยกันในทุกสเกล

#Siamstr #nostr #quantum #ธรรมะ

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.