🌾“ภพ ๓” และ ความเกิดขึ้น–ความดับของภพ โดยอิงพุทธวจน

๑. ความหมายของ ภพ

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสชัดว่า

“ภิกฺขเว ภโว ภโวติ วทามิ, ติณฺณํ ภวนํ อธิวจนํ – กมฺมภโว รูปภโว อรูปภโว”

“ภพๆ เรากล่าวหมายเอาภพ ๓ คือ กรรมภพ รูปภพ อรูปภพ”

(สํยุตตนิกาย นิทานวรรค ๑๒/๕๒/๙๒)

• กรรมภพ : ภาวะที่สืบต่อจากกรรม กิเลสและการปรุงแต่ง (เป็นเสมือน “พลังงานกรรม” ที่ผลักดันไปสู่การเกิด)

• รูปภพ : ภาวะที่ดำรงอยู่ในโลกมีรูปละเอียด เช่น พรหมโลกชั้นรูปพรหม

• อรูปภพ : ภาวะที่ดำรงอยู่ในโลกที่ไม่มีรูป เป็นอรูปพรหม เช่น อากาสานัญจายตนะ

๒. เงื่อนไขแห่งความเกิดขึ้นของภพ

พระองค์ตรัสว่า ภพมีขึ้นได้ด้วยการอาศัยกรรม–วิญญาณ–ตัณหา

“กมฺมํ เขตฺตํ, วิญฺญาณํ พีชํ, ตณฺหา สิเนโห”

“กรรมเป็นดุจผืนดิน, วิญญาณเป็นดุจพืช, ตัณหาเป็นดุจยางหล่อเลี้ยงพืช”

(สํ.นิ. ๑๒/๕๒/๙๒)

• กรรม (Kamma) : เป็น “แผ่นดิน” คือฐานรองรับที่จะให้วิญญาณตั้งอยู่

• วิญญาณ (Viññāṇa) : เป็น “เมล็ดพืช” ที่จะงอกต่อไป

• ตัณหา (Taṇhā) : เป็น “ยางเหนียว” ที่คอยยึดเหนี่ยวให้วิญญาณไม่สูญสลาย

ดังนั้น การเกิดภพใหม่จึงเป็นไปได้เพราะ กรรมที่สั่งสม + วิญญาณที่สืบต่อ + ตัณหาที่เหนี่ยวรั้ง

๓. ความมีขึ้นแห่งภพ (นัยที่ ๑–๒)

พระองค์อธิบายแก่พระอานนท์ว่า

• หาก กรรมที่มีธาตุหยาบ (กัมมธาตุ) เป็นวิบาก ภพนั้นย่อมเป็น กรรมภพ

• หาก กรรมที่มีรูปธาตุละเอียด เป็นวิบาก ภพนั้นย่อมเป็น รูปภพ

• หาก กรรมที่มีอรูปธาตุ เป็นวิบาก ภพนั้นย่อมเป็น อรูปภพ

ในอีกนัยหนึ่ง พระองค์ตรัสว่า “เจตนา–ปรารถนา” ของสัตว์ที่ยังมีอวิชชาและตัณหาหุ้มห่ออยู่ ก็เป็นเงื่อนไขให้วิญญาณตั้งอยู่และสืบต่อไปเป็นภพใหม่

๔. เครื่องนำไปสู่ภพ

พระองค์ตรัสว่า

“ฉนฺโท ราโค นนฺทิ ตณฺหา อุปาย อุปาทานํ – เอวํ รูเป … เวทนาย … สญฺญาย … สงฺขาเรสุ … วิญฺญาเณสุ – เอเต ภิกฺขเว ภวนิยงฺคานิ”

“ฉันทะ ราคะ นันทิ ตัณหา อุปายะ อุปาทาน ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขารทั้งหลาย และในวิญญาณเหล่านี้ เราเรียกว่า เครื่องนำไปสู่ภพ”

(สํ.นิ. ๒/๓๖๘)

กล่าวคือ ความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความอยาก ความยึดมั่น เป็นดุจพลังขับเคลื่อนที่นำจิตไปสู่การตั้งอยู่ในภพใหม่

๕. ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่

พระองค์อธิบายกระบวนการต่อเนื่อง ๓ นัย ว่า—

(นัยที่ ๑)

• บุคคล “คิด–ดำริ–ฝังใจ” ในสิ่งใด สิ่งนั้นกลายเป็น อารมณ์ของวิญญาณ

• วิญญาณอาศัยอารมณ์แล้วตั้งขึ้นเฉพาะ

• เมื่อวิญญาณตั้งขึ้นแล้ว ก็เกิด “เครื่องนำไปสู่ภพใหม่”

• เมื่อเครื่องนำนั้นมีอยู่ → การเคลื่อนไปของกรรมย่อมมี → การบังเกิดใหม่ย่อมมี → ชรา–มรณะ–โศกะ–ปริเทวะเกิดครบถ้วน

(นัยที่ ๒)

• เมื่อวิญญาณตั้งอยู่แล้ว → นามรูป ย่อมเกิด

• นามรูป → สฬายตนะ → ผัสสะ → เวทนา → ตัณหา → อุปาทาน → ภพ → ชาติ → ชรา–มรณะ–ทุกข์

(นัยที่ ๓)

• ถ้ามีการคิด–ดำริ–ฝังใจ → ย่อมมีการเกิดขึ้นแห่ง ภพใหม่ต่อไป (ปุนภพ)

• ถ้าไม่มีการคิด–ดำริ–ฝังใจ → อารมณ์ย่อมไม่เป็นที่ตั้งของวิญญาณ → เมื่อวิญญาณไม่ตั้งอยู่ → ความเกิดใหม่ย่อมไม่มี → ชาติ–ชรา–มรณะย่อมดับสิ้น

๖. ความดับแห่งภพ

พระองค์ตรัสชัดว่า

“ภโว ภิกฺขเว อุปาทานสมุทโยติ ภโว อุปาทานนิโรธาติ”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภพย่อมมีเพราะอุปาทานเกิดขึ้น ภพย่อมดับเพราะอุปาทานดับไป”

(สํ.นิ. ๑๒/๕๒/๙๒)

• ภพดำรงอยู่ได้เพราะ “อุปาทาน”

• เมื่ออุปาทานสิ้นไป → ภพก็สิ้นไปด้วย

• มรรคมีองค์ ๘ เป็นทางดับอุปาทาน จึงเป็นหนทางดับภพ

๗. บทสรุป

• ภพ ๓ คือ กรรมภพ–รูปภพ–อรูปภพ เป็นที่ตั้งแห่งการเวียนว่ายตายเกิด

• ภพเกิดขึ้นเพราะ กรรม + วิญญาณ + ตัณหา เป็นปัจจัย

• เครื่องนำไปสู่ภพ ได้แก่ ฉันทะ ราคะ นันทิ ตัณหา อุปายะ อุปาทาน ในขันธ์ทั้งห้า

• ภพใหม่เกิดขึ้นได้เพราะ การคิด–ดำริ–ฝังใจ (อนุสัย) ที่กลายเป็นอารมณ์ให้วิญญาณสืบต่อ

• การดับภพมีได้เพราะ การดับอุปาทาน อันเป็นไปด้วย อริยมรรคมีองค์ ๘

• ดังนั้น การเห็นโทษในภพ–ในการยึดถือทั้งหลาย และการปฏิบัติไปตามมรรค ย่อมเป็นทางตรงไปสู่ความสิ้นสุดแห่งวัฏฏะ

ภพ ๓ และความมีขึ้นแห่งภพใหม่ (อธิบายเชิงพุทธวจนโดยละเอียด)

๑. ภพ ๓ (กัมมภพ รูปภพ อรูปภพ)

พระผู้มีพระภาคตรัสชัดว่า ภพ (การมีอยู่/การสถิตของสัตว์) มี ๓ อย่าง คือ

• กัมมภพ : ความเกิดขึ้นที่อาศัยกรรมหยาบและละเอียดเป็นเหตุ ให้สัตว์ดำรงอยู่ในภพแห่งการกระทำ ทั้งทางกาย วาจา ใจ

• รูปภพ : ความมีอยู่ที่อาศัยรูปละเอียด (รูปธาตุ) เป็นวิบาก อันสอดคล้องกับกรรมที่ประกอบด้วยฌานในขั้นรูปาวจร

• อรูปภพ : ความมีอยู่ที่อาศัยอรูปธาตุ เป็นวิบากแห่งกรรมที่ปรารถนาอรูปฌาน

ดังพระบาลีว่า:

“ภิกษุทั้งหลาย ภพทั้งหลาย ๓ อย่างเหล่านี้คือ กัมมภพ รูปภพ อรูปภพ นี้เรียกว่าภพ”

(สํ. ๖/๕๒/๙๒)

๒. ความมีขึ้นแห่งภพ (นัยที่ ๑)

พระผู้มีพระภาคตรัสกับพระอานนท์ว่า ภพทั้งหลายย่อมมีได้เพราะกรรมเป็นพื้นฐาน:

• กรรมเป็น แผ่นนา (เขต)

• วิญญาณเป็น พืช (เมล็ด)

• ตัณหาเป็น ยางเหนียว ที่ทำให้พืชนั้นงอกงาม

สัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูก ย่อมดำรงอยู่ด้วยธาตุ (ขันธ์) อันหยาบ กลาง หรือประณีต แล้วบังเกิดในภพใหม่ต่อไปได้

บาลียืนยันว่า:

“อวิชฺชนีวรณน สตฺตน ตณฺหสฺโชนน หีนย ธตุย วิญฺญาณํ ปติฏฺิตํ เอว อยตึ ปุนพฺภวภินิพฺพตฺติ โหติ”

(ติก. อํ. ๒๐/๒๘๗/๕๖)

๓. ความมีขึ้นแห่งภพ (นัยที่ ๒)

อีกนัยหนึ่ง ภพทั้งหลายย่อมมีขึ้นเพราะเจตนาและความปรารถนา:

• กรรมเป็นแผ่นนา

• วิญญาณเป็นพืช

• ตัณหาเป็นยางเหนียว

• เจตนาและความปรารถนา เป็นแรงขับทำให้วิญญาณสถิตและเติบโต

สัตว์ผู้มีอวิชชาและตัณหา ย่อมพาดวิญญาณเข้าสู่ธาตุหยาบ กลาง หรือประณีต ก่อให้เกิดภพใหม่ได้

พระพุทธองค์ตรัสว่า:

“เจตนา ปติฏฺิตา ปตฺถนา ปติฏฺิตา เอว อยตึ ปุนพฺภวภินิพฺพตฺติ โหติ”

(ติก. อํ. ๒๐/๒๘๘/๕๗)

๔. เครื่องนำไปสู่ภพ (ภวเนตติ)

สิ่งที่นำสัตว์ไปสู่ภพใหม่ ได้แก่ ฉันทะ (ความพอใจ) ราคา (ความกำหนัด) นันทิ (ความเพลิน) ตัณหา (ความอยาก) อุปายะ (ความเข้าถึง) และอุปาทาน (ความถือมั่น) ใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

สิ่งเหล่านี้เรียกว่า “เครื่องนำไปสู่ภพ”

และดับสิ้นได้โดยความดับแห่งฉันทะ ราคา นันทิ ตัณหา อุปายะ อุปาทาน นั่นเอง

(ขฺ. สํ. ๗/๒๓๓/๓๖๘)

๕. ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ (นัยที่ ๑)

เมื่อบุคคลคิด ดำริ และมีใจฝังลงในสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมเป็นอารมณ์ให้วิญญาณสถิตอยู่ เมื่อวิญญาณตั้งอยู่ เครื่องนำไปสู่ภพใหม่ก็เกิดขึ้น เมื่อมีการนำไปย่อมมีการเคลื่อนไป การบังเกิดขึ้นก็มี จากนั้นย่อมมี ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ครบถ้วน

แต่ถ้าไม่คิด ไม่ดำริ ไม่ฝังใจในสิ่งใด ก็ไม่เป็นอารมณ์แก่การสถิตของวิญญาณ กองทุกข์จึงไม่เกิด

(สํ. ๖/๘๐/๔๙)

๖. ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ (นัยที่ ๒ – ผ่านนามรูป)

เมื่อบุคคลคิด ดำริ และมีใจฝังลงในสิ่งใด สิ่งนั้นเป็นอารมณ์ให้วิญญาณสถิต เมื่อวิญญาณตั้งอยู่ ย่อมมี การก้าวลงแห่งนามรูป จากนั้นจึงมี สฬายตนะ → ผัสสะ → เวทนา → ตัณหา → อุปาทาน → ภพ → ชาติ → ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ครบถ้วน

นี่คือกระบวนการของ ปฏิจจสมุปบาท ที่ชี้ให้เห็นว่า “ภพใหม่” เกิดได้เพราะนามรูปกับวิญญาณหนุนส่งกัน

(สํ. ๖/๗๙/๔๗)

๗. ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ (นัยที่ ๓ – การต่อเนื่องของวิญญาณ)

ถ้าวิญญาณได้อารมณ์ ก็จะตั้งอยู่และงอกงาม ทำให้เกิด ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป (ปุนพฺภวภินิพฺพตฺติ) ซึ่งนำไปสู่ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส

แต่ถ้าไม่มีการคิด ไม่มีการดำริ และไม่มีการฝังใจในสิ่งใดเลย อารมณ์ย่อมไม่มี วิญญาณไม่ตั้งอยู่ ไม่งอกงาม ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ย่อมไม่มี กองทุกข์ทั้งสิ้นจึงดับสิ้น

(สํ. ๖/๗๘/๔๕)

๘. สรุป

• ภพ ๓ คือ กัมมภพ รูปภพ อรูปภพ

• ภพเกิดขึ้นเพราะกรรม วิญญาณ และตัณหา อาศัยธาตุหยาบ กลาง ประณีต

• เครื่องนำไปสู่ภพ คือ ฉันทะ ราคา นันทิ ตัณหา อุปายะ อุปาทาน

• ภพใหม่เกิดจากการที่วิญญาณได้อารมณ์ แล้วดำรงอยู่ → นำไปสู่วงจรปฏิจจสมุปบาท → ชาติ ชรา มรณะ ฯลฯ

• ความดับแห่งภพใหม่ ย่อมมีได้เพราะความดับแห่ง อวิชชา ตัณหา อุปาทาน

ภพ ๓ และความมีขึ้นแห่งภพใหม่ (อิงพุทธวจนโดยละเอียด)

๑. ภพ ๓

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :

“ภิกฺขเว ภวา ตโย—กมฺมภโว รูปภโว อรูปภโว.

อิเม vuccanti ภิกฺขเว ภวา”

— (สํ. นิ. ๖/๕๒/๙๒)

แปลว่า :

“ภิกษุทั้งหลาย ภพ ๓ อย่างนี้ คือ กัมมภพ รูปภพ อรูปภพ นี้เรียกว่า ภพ”

๒. ความมีขึ้นแห่งภพ (นัยที่ ๑)

พระศาสดาตรัสกับพระอานนท์ว่า :

“อวิชฺชนีวรณน สตฺตนํ ตณฺหสฺโชนนํ หีนาย ธาตุยา วิญฺญาณํ ปติฏฺิตํ.

เอวํ อยตึ ปุนพฺภวภินิพฺพตฺติ โหติ.”

— (ติก. อํ. ๒๐/๒๘๗/๕๖)

แปลว่า :

“สัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูก วิญญาณย่อมตั้งอยู่ในธาตุหยาบ … อย่างนี้แล ความบังเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ในอนาคตจึงมีได้”

๓. ความมีขึ้นแห่งภพ (นัยที่ ๒)

พระพุทธองค์ตรัสว่า :

“เจตนา ปติฏฺิตา ปตฺถนา ปติฏฺิตา.

เอวํ อยตึ ปุนพฺภวภินิพฺพตฺติ โหติ.”

— (ติก. อํ. ๒๐/๒๘๘/๕๗)

แปลว่า :

“เมื่อเจตนาอันตั้งมั่นแล้ว ความปรารถนาอันตั้งมั่นแล้ว อย่างนี้แล ความบังเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ในอนาคตจึงมีได้”

๔. เครื่องนำไปสู่ภพ (ภวเนตติ)

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า :

“รูปานิ ภิกฺขเว ภวเนตฺติ.

เวทนา ภวเนตฺติ, สญฺญา ภวเนตฺติ, สงฺขารา ภวเนตฺติ, วิญฺญาณํ ภวเนตฺติ.

ตตฺถ ฉนฺโท ภวเนตฺติ, โก ธา ภวเนตฺติ, นนฺทิ ภวเนตฺติ, ตณฺหา ภวเนตฺติ,

อุปายา ภวเนตฺติ, อุปาทานํ ภวเนตฺติ.”

— (ข. สํ. ๗/๒๓๓/๓๖๘)

แปลว่า :

“ภิกษุทั้งหลาย ! รูปทั้งหลายเป็นเครื่องนำไปสู่ภพ เวทนา … สัญญา … สังขาร … วิญญาณ เป็นเครื่องนำไปสู่ภพ.

ฉันทะ ความกำหนัด ความเพลิน ตัณหา อุปายะ อุปาทาน เป็นเครื่องนำไปสู่ภพ”

๕. ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ (นัยที่ ๑)

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า :

“ยถา ภิกฺขเว ปุริโส ตํ ตํ อารมฺมณํ มนสิ กโรติ อนุวิตกฺกยติ อนุวิตกฺกนฺติ.

ตสฺส ตํ ตํ อารมฺมณํ วิญฺญาณสฺส ฐิติโกฏฺฐาสํ โหติ.

วิญฺญาณสฺมึ ฐิเต โถมิยมาเน ภวเนตฺติ โหติ.

ภวเนตฺติยา สตฺติยา อายตึ ปุนพฺภโว โหติ.

ปุนพฺภเว สติ ชาติ ชาติยา สติ ชรามรณํ โสกปริเทว ทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา สมฺภวนฺติ.”

— (สํ. นิ. ๖/๘๐/๔๙)

แปลว่า :

“ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลเมื่อใดคิด พิจารณา ดำริสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมเป็นอารมณ์แห่งวิญญาณ.

เมื่อวิญญาณตั้งอยู่และงอกงาม เครื่องนำไปสู่ภพก็มี. เมื่อมีเครื่องนำไปสู่ภพ ภพใหม่ก็มี.

เมื่อมีภพใหม่ ก็มีชาติ เมื่อมีชาติ ก็มีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส”

๖. ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ (นัยที่ ๒ – ผ่านนามรูป)

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า :

“ยถา ภิกฺขเว ปุริโส ตํ ตํ อารมฺมณํ มนสิ กโรติ อนุวิตกฺกยติ อนุวิตกฺกนฺติ.

ตสฺส ตํ ตํ อารมฺมณํ วิญฺญาณสฺส ฐิติโกฏฺฐาสํ โหติ.

วิญฺญาณสฺมึ ฐิเต โถมิยมาเน นามรูปสฺส อวักฺกนฺติ โหติ.

นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ, สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส … เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขขนฺธสฺส สมุทโย โหติ.”

— (สํ. นิ. ๖/๗๙/๔๗)

แปลว่า :

“ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลเมื่อใดคิด ดำริในอารมณ์ใด อารมณ์นั้นย่อมเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ.

เมื่อวิญญาณตั้งอยู่และงอกงาม การก้าวลงแห่งนามรูปย่อมมี.

เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี, เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี … อย่างนี้แล ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นจึงมี”

๗. ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ (นัยที่ ๓ – การต่อเนื่องของวิญญาณ)

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า :

“ยถา ภิกฺขเว อารมฺมเณ สติ วิญฺญาณํ ฐิตํ โถมิยมาโน ภวเนตฺติ โหติ … ปุนพฺภโว โหติ … ชาติ ชรามรณํ โหติ … ทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา สมฺภวนฺติ.

ยทิทํ ภิกฺขเว อารมฺมณํ นตฺถิ วิญฺญาณํ น ฐิตํ โถมิยมาโน ภวเนตฺติ น โหติ … ปุนพฺภโว น โหติ … เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขขนฺธสฺส นิโรโธ โหติ.”

— (สํ. นิ. ๖/๗๘/๔๕)

แปลว่า :

“ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออารมณ์มี วิญญาณย่อมตั้งอยู่ งอกงาม เครื่องนำไปสู่ภพย่อมมี … ภพใหม่ย่อมมี … ชาติ ชรา มรณะ ทุกข์ทั้งปวงย่อมมี.

แต่เมื่ออารมณ์ไม่มี วิญญาณไม่ตั้งอยู่ ไม่งอกงาม เครื่องนำไปสู่ภพย่อมไม่มี … ภพใหม่ไม่มี … อย่างนี้แล ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นย่อมมี”

๘. สรุปตามพุทธวจน

• ภพ ๓ คือ กัมมภพ รูปภพ อรูปภพ

• ภพใหม่เกิดขึ้นเพราะ กรรม + วิญญาณ + ตัณหา อาศัยธาตุ

• เครื่องนำไปสู่ภพ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และความกำหนัดทั้งหลาย

• เมื่อวิญญาณได้อารมณ์ → ตั้งมั่น → ภพใหม่เกิดขึ้น → ชาติ ชรา มรณะ ฯลฯ

• เมื่อวิญญาณไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์ → ภพใหม่ไม่เกิด → กองทุกข์ดับสิ้น

ความดับแห่งภพ (ภวนิโรธ)

๑. ภพย่อมดับด้วยความดับแห่งตัณหา

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า :

“ยํ โข ภิกฺขเว ตณฺหานิโรธา อุปาทานนิโรโธ,

อุปาทานนิโรธา ภวนิโรโธ,

ภวนิโรธา ชาตินิโรโธ,

ชาตินิโรธา ชรามรณํ โสกปริเทว ทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา นิรุชฺฌนฺติ.

เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขขนฺธสฺส นิโรโธ โหติ.”

— (สํ. นิ. ๑๒/๑๐/๑๓)

แปลว่า :

“ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะความดับแห่งตัณหา อุปาทานจึงดับ,

เพราะความดับแห่งอุปาทาน ภพจึงดับ,

เพราะความดับแห่งภพ ชาติจึงดับ,

เพราะความดับแห่งชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ย่อมดับไป.

อย่างนี้แล ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นจึงมี”

๒. ภพดับด้วยการสิ้นไปแห่งฉันทะและอุปาทาน

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า :

“รูปานิ ภิกฺขเว ภวเนตฺติ … วิญฺญาณํ ภวเนตฺติ.

ตตฺถ ฉนฺโท ภวเนตฺติ, โกธา ภวเนตฺติ, นนฺทิ ภวเนตฺติ, ตณฺหา ภวเนตฺติ, อุปายา ภวเนตฺติ, อุปาทานํ ภวเนตฺติ.

ยํ โข ภิกฺขเว อิเมสํ ฉนฺทาทีนํ อตฺถงฺคมา อุปสมา นิโรธา ภวนิโรโธ.”

— (ข. สํ. ๗/๒๓๓/๓๖๘)

แปลว่า :

“ภิกษุทั้งหลาย ! รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นเครื่องนำไปสู่ภพ.

ในบรรดาสิ่งเหล่านี้ ฉันทะ ราคะ นันทิ ตัณหา อุปายะ อุปาทาน เป็นเครื่องนำไปสู่ภพ.

เพราะความสิ้นไป ความสงบระงับ ความดับแห่งสิ่งเหล่านี้ ภพย่อมดับ”

๓. ภพดับเมื่อวิญญาณไม่สถิตในอารมณ์

พระศาสดาตรัสว่า :

“ยทิทํ ภิกฺขเว อารมฺมณํ นตฺถิ,

วิญฺญาณํ น ฐิตํ โถมิยมาโน,

ภวเนตฺติ น โหติ,

ภโว น โหติ,

ชาติ น โหติ,

เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขขนฺธสฺส นิโรโธ โหติ.”

— (สํ. นิ. ๖/๗๘/๔๕)

แปลว่า :

“ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออารมณ์ไม่มี วิญญาณไม่ตั้งอยู่ ไม่งอกงาม เครื่องนำไปสู่ภพย่อมไม่มี ภพย่อมไม่มี ชาติย่อมไม่มี.

อย่างนี้แล ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นจึงมี”

๔. ภพดับเพราะความรู้แจ้งตามเป็นจริง

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า :

“ภิกฺขเว ภวํ นาปชฺชนฺติ ภวํ นาภิรูปนฺติ.

ยถาภูตํ ปชานนฺติ—อิทํ ทุกฺขํ, อยํ ทุกฺขสมุทโย, อยํ ทุกฺขนิโรโธ, อยํ ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทา.

อิทํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ ปชานโต ตณฺหา ปหียติ,

ตณฺหาย ปหานา ภโว ปหียติ,

ภเว ปหิเน ชาติปิ ปหียติ,

ชาติยา ปหานา ชรามรณํโสกปริเทว ทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา ปหียนฺติ.”

— (สํ. นิ. ๒๒/๔๓/๕๔)

แปลว่า :

“ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ใดไม่เข้าไปสู่ภพ ไม่ถือมั่นภพ รู้ตามเป็นจริงว่า—

นี้คือทุกข์, นี้คือเหตุแห่งทุกข์, นี้คือความดับแห่งทุกข์, นี้คือทางดำเนินไปสู่ความดับทุกข์.

เมื่อรู้ชัดว่านี้คือทุกข์ ตัณหาย่อมดับ; เมื่อตัณหาดับ ภพย่อมดับ; เมื่อภพดับ ชาติก็ดับ; เมื่อชาติสิ้นไป ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ทั้งหลายย่อมสิ้นไป”

๕. สรุปความดับแห่งภพ

• ภพดับด้วย ความดับแห่งตัณหาและอุปาทาน

• ภพดับด้วย ความไม่ตั้งอยู่ของวิญญาณในอารมณ์

• ภพดับด้วย ปัญญารู้แจ้งอริยสัจตามความเป็นจริง

• เมื่อภพดับ → ชาติดับ → ชรา มรณะ และกองทุกข์ทั้งสิ้นดับ

#Siamstr #nostr #ธรรมะ #พุทธวจน

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.