ด้วยความที่โต๊ะกินข้าวในออฟฟิศ ช่วงเช้าๆมันจะมีแดดส่องผ่านกระจกเข้ามาตลอด ซึ่งด้วยความที่เราไม่กลัวแดด เราเลยไม่ได้อะไร จนกระทั่งเจอคอมเม้นหนึ่งที่เขาถามกันเรื่องปัญหาจากแดดที่ผ่านกระจก เลยลองถาม AI หมอภทร
การรับแดดผ่านกระจก แย่กว่าการไม่ได้รับแดดเลย จริงหรือไม่?
คำตอบ: จริงในบางแง่มุม เพราะแสงแดดที่ผ่านกระจก ไม่ได้ให้ประโยชน์เต็มที่เหมือนการรับแดดโดยตรง และในบางกรณีอาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าด้วย
1. กระจกกรองรังสี UVB ออกไปเกือบหมด
UVB เป็นรังสีที่จำเป็นต่อการสังเคราะห์วิตามิน D ในร่างกาย
กระจกส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะกระจกรถยนต์และกระจกหน้าต่างทั่วไป) สามารถกรอง UVB ได้เกือบทั้งหมด แต่ปล่อยให้ UVA ผ่านเข้าไปได้
หมายความว่า คุณไม่ได้ประโยชน์จากการสังเคราะห์วิตามิน D เลย แม้ว่าจะอยู่กลางแดด แต่กลับได้รับ UVA ซึ่งทำร้ายผิวแทน
2. UVA ทำร้ายผิวโดยไม่มีประโยชน์
UVA สามารถ ทะลุกระจกเข้าสู่ผิวหนังชั้นลึก และทำลาย คอลลาเจน ส่งผลให้เกิด ริ้วรอยก่อนวัย และความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนังสูงขึ้น
เนื่องจากไม่มี UVB เข้ามา จึงไม่มีการสังเคราะห์วิตามิน D มาหักล้างผลกระทบของ UVA
ทำให้การรับแดดผ่านกระจก เสี่ยงต่อความเสียหายของผิวหนัง มากกว่าการออกไปตากแดดโดยตรง
3. การรับแดดที่ดีที่สุด ควรเป็นแดดโดยตรง
ตากแดดในช่วง 10.00 - 14.00 น. โดยเปิดผิวให้มากที่สุด (แขน ขา หลัง) โดยไม่มีสิ่งกั้น เช่น กระจกหรือเสื้อผ้า
ใช้แอป Dminder เพื่อช่วยคำนวณเวลาตากแดดที่เหมาะสม
หลีกเลี่ยงการใช้ ครีมกันแดด ในช่วงเวลาที่ตั้งใจตากแดดเพื่อรับวิตามิน D เพราะครีมกันแดดสามารถกรอง UVB ได้ 95-99%
สรุป
✅ ไม่ได้รับแดดเลย → ดีกว่ารับแดดผ่านกระจกในแง่ของการป้องกันผิวจาก UVA
❌ รับแดดผ่านกระจก → ไม่ได้วิตามิน D และเสี่ยงผิวเสียจาก UVA มากกว่า
✔ รับแดดโดยตรง (แบบพอดี) → ดีที่สุดสำหรับสุขภาพและฮอร์โมน
คือ AI หมอภทรมีข้อมูลเกี่ยวกับแดดนิดหน่อย คิดว่าอันนี้คือคำตอบที่ได้มาจากการวิเคราะห์ข้อมูลเท่าที่มีเฉยๆ
แต่ผมก็แอบคิดว่าจริงๆ UVA ก็มีประโยชน์นี่หน่า แถมยังไงตอนเช้าๆแดดมันก็มีแต่ UVA ไม่มี UVB อยู่ดีด้วย ถ้ามองในมุมนี้จริงๆมันก็คือควรจะไม่กลัวแดดที่ผ่านกระจกไหมนะ สงสัยจริงๆ
#siamstr