🌿 สักกายทิฏฐิ ๒๐

ความเห็นผิดอันยึดถือขันธ์ ๕ ว่าเป็น “ตัวตน”

(อิงพุทธวจนโดยเคร่งครัด)

บทนำ : เครื่องผูกมัดแรกแห่งวัฏสงสาร

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

“สักกายทิฏฐิ” คือเครื่องผูกข้อแรก

เป็นปฐมเหตุที่ทำให้สัตว์ทั้งหลาย

เวียนว่ายอยู่ในความเกิด ความแก่ ความตาย

มิใช่เพราะทำกรรมชั่วเท่านั้น

แต่เพราะ เห็นขันธ์ว่าเป็นตน

“ภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ

ย่อมเห็นรูปว่าเป็นตน

เห็นตนว่ามีรูป

เห็นรูปอยู่ในตน

หรือเห็นตนอยู่ในรูป”

(สํยุตตนิกาย ขันธวาร)

ทิฏฐินี้ มิใช่ความคิดลอย ๆ

แต่เป็น โครงสร้างการเห็นโลก

ที่ฝังลึกในจิตของปุถุชน

๑. รูปขันธ์ : ความเห็นผิด ๔ ประการ

รูป คือ กาย วัตถุ ความเป็นรูปธรรมทั้งปวง

ปุถุชนยึดรูปว่าเป็นตน ด้วยทิฏฐิ ๔ อย่าง คือ

๑. เห็นรูปเป็นตน

๒. เห็นตนมีรูป

๓. เห็นรูปอยู่ในตน

๔. เห็นตนอยู่ในรูป

พระองค์ตรัสชัดว่า

“รูปไม่ใช่ตน

ถ้ารูปเป็นตนแล้ว รูปไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ”

(สํยุตตนิกาย ขันธวาร)

เพราะรูป ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา

จึงไม่อาจเป็นตนได้

๒. เวทนาขันธ์ : ความรู้สึกที่ถูกเข้าใจผิด

สุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์

เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ปุถุชนกล่าวว่า

• “เราสุข”

• “เราทุกข์”

• “นี่คือเรา”

จึงเกิดทิฏฐิ ๔ ประการเช่นเดียวกัน

“เวทนาไม่เที่ยง

สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์

สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นไม่ควรเห็นว่าเป็นตน”

(สํยุตตนิกาย เวทนาวาร)

เวทนาเกิดแล้วดับ

แต่ความยึดว่า “เราเป็นผู้เสวย”

ทำให้ทุกข์สืบต่อ

๓. สัญญาขันธ์ : ความจำที่กลายเป็นตัวตน

สัญญา คือ การหมายรู้ จำได้ กำหนดชื่อ

ปุถุชนยึดว่า

• ความจำคือเรา

• เราคือผู้จำ

• ตัวตนอยู่ในความจำ

• ความจำอยู่ในตัวตน

พระพุทธเจ้าตรัสว่า

“สัญญาไม่เที่ยง

เกิดแล้วดับเป็นธรรมดา”

(สํยุตตนิกาย ขันธวาร)

แต่ปุถุชน เอาความจำมาทำเป็นอัตตา

จึงเกิดตัวตนจากอดีตไม่รู้จบ

๔. สังขารขันธ์ : ความคิดปรุงแต่งที่หลอกจิต

สังขาร คือ เจตนา ความคิด การปรุงแต่งทั้งปวง

เมื่อคิด จึงเข้าใจว่า

“เราคิด”

“นี่คือความเป็นเรา”

“สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง

สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์

ธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตน”

(ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร)

สังขาร เกิดจากเหตุ

ไม่ใช่ผู้สั่งการ

๕. วิญญาณขันธ์ : การรับรู้ที่ถูกยึดเป็นผู้รู้

นี่คือจุดที่ละเอียดที่สุด

ปุถุชนกล่าวว่า

“เรารู้”

“เรารับรู้”

“ผู้รู้คือเรา”

จึงเกิดทิฏฐิ ๔ ประการ

“วิญญาณไม่เที่ยง

เกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุ

ดับไปเพราะเหตุสิ้น”

(มหาตัณหาสังขยสูตร)

วิญญาณอาศัยอายตนะและอารมณ์

ไม่มีวิญญาณลอยเดี่ยว

แต่ปุถุชนกลับตั้งมันเป็นตัวตนถาวร

รวมเป็น “สักกายทิฏฐิ ๒๐”

ขันธ์ ๕

× ความเห็นผิดขันธ์ละ ๔

= ๒๐ ความเห็นผิด

ทั้งหมดมีรากเดียวคือ

การเห็นสิ่งที่ไม่ใช่ตน ว่าเป็นตน

การละสักกายทิฏฐิ : ก้าวแรกของพระอริยะ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

“เมื่อใดอริยสาวก

เห็นด้วยปัญญาตามความเป็นจริงว่า

นี่ไม่ใช่ของเรา

นี่ไม่ใช่เรา

นี่ไม่ใช่ตัวตนของเรา

เมื่อนั้นสักกายทิฏฐิย่อมสิ้นไป”

(อนัตตลักขณสูตร)

การละสักกายทิฏฐิ

มิใช่การคิดว่า “ไม่มีเรา”

แต่คือ การเห็นตามจริง

บทสรุป : ทางพ้นเริ่มที่การไม่หลงขันธ์

ผู้ยังยึดขันธ์

ยังต้องเกิด

ผู้เห็นขันธ์ตามจริง

แม้ยังมีขันธ์

แต่ ไม่ตกอยู่ใต้ขันธ์

นี่คือเหตุที่พระโสดาบัน

ยังมีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

แต่ ไม่มีตัวตนในขันธ์

🌾 ภาคต่อ

สักกายทิฏฐิ : ไม่ใช่ความคิดผิด แต่คือ “การเห็นผิด”

๑. สักกายทิฏฐิ ไม่ได้อยู่ที่คำพูด แต่อยู่ที่การเห็น

พระพุทธเจ้า ไม่เคยตรัสว่า

ผู้มีสักกายทิฏฐิคือผู้ที่ “พูดว่ามีตัวตน”

หรือผู้ที่ “เชื่อว่ามีอัตตา”

แต่ตรัสว่า

สักกายทิฏฐิคือ การเห็นขันธ์เป็นตน

“ปุถุชนผู้มิได้สดับ

ย่อมเห็นรูปว่าเป็นตน …

เห็นเวทนา… สัญญา… สังขาร… วิญญาณว่าเป็นตน”

(สํยุตตนิกาย ขันธวาร)

ดังนั้น แม้บุคคลจะพูดว่า

“ไม่มีตัวตน”

“ทุกอย่างเป็นอนัตตา”

แต่ถ้า ยังรู้สึกว่า ‘เราถูกกระทบ’ ‘เราคิด’ ‘เรารู้’

สักกายทิฏฐิยังไม่ดับ

๒. ความเข้าใจผิดใหญ่ : คิดว่า “อนัตตา” คือความคิด

ในพระสูตร

พระองค์ไม่ตรัสว่า

“ให้คิดว่าสิ่งทั้งหลายไม่ใช่ตัวตน”

แต่ตรัสว่า

“ให้เห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญา”

(ยถาภูตญาณทัสสนะ)

อนัตตา ไม่ใช่ความเชื่อ

ไม่ใช่ทฤษฎี

ไม่ใช่คำปลอบใจ

แต่คือ

การเห็นว่า

ขันธ์ ไม่อยู่ในอำนาจ

ไม่เป็นไปตามปรารถนา

จึงไม่อาจเป็นตนได้

๓. ตัวอย่างที่พระองค์ตรัส : กายนี้ไม่ใช่ของเรา

พระพุทธเจ้าตรัสอย่างตรงไปตรงมา

“ถ้ารูปเป็นตน

รูปไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ

พึงกล่าวได้ว่า

‘รูปของเราจงเป็นอย่างนี้ อย่าเป็นอย่างนั้น’

แต่เพราะรูปไม่ใช่ตน

จึงเป็นไปเพื่ออาพาธ”

(อนัตตลักขณสูตร)

นี่ไม่ใช่ปรัชญา

แต่เป็น การชี้ให้เห็นข้อเท็จจริง

๔. จุดแตกหักของสักกายทิฏฐิ อยู่ที่ “ผู้รู้”

ผู้คนจำนวนมาก

เห็นรูปไม่ใช่ตน

เห็นเวทนาไม่ใช่ตน

เห็นความคิดไม่ใช่ตน

แต่ ยังเหลือสิ่งหนึ่ง

คือ

“ผู้รู้”

“ผู้ดู”

“ผู้มีสติ”

พระพุทธเจ้าตรัสเตือนชัดเจนว่า

“แม้แต่จิต

แม้แต่การรับรู้

ก็ไม่ใช่ตน”

(มหาตัณหาสังขยสูตร)

วิญญาณเอง

ก็อาศัยเหตุเกิด

อาศัยผัสสะดำรง

และดับเมื่อเหตุสิ้น

“วิญญาณอาศัยตาและรูปจึงเกิด

เมื่อเหตุดับ วิญญาณย่อมดับ”

ดังนั้น

ไม่มีผู้รู้ถาวร

มีแต่การรู้เกิดขึ้นเป็นคราว ๆ

๕. โสดาบัน : ยังมีขันธ์ แต่ไม่มี “ตัวตนในขันธ์”

พระโสดาบัน

ไม่ได้ทำลายขันธ์

แต่ทำลาย ความเห็นผิดในขันธ์

จึงยังมี

• รูป → แต่ไม่ใช่ “ร่างกายของเรา”

• เวทนา → แต่ไม่ใช่ “เราทุกข์”

• สังขาร → แต่ไม่ใช่ “เราคิด”

• วิญญาณ → แต่ไม่ใช่ “เรารู้”

พระองค์ตรัสว่า

“อริยสาวกผู้ได้สดับ

ย่อมเบื่อหน่ายในรูป

เบื่อหน่ายในเวทนา

เบื่อหน่ายในสัญญา

เบื่อหน่ายในสังขาร

เบื่อหน่ายในวิญญาณ”

(นิพพิทาสูตร)

คำว่า เบื่อหน่าย

มิใช่เกลียด

แต่คือ ไม่หลง

๖. ผลของการละสักกายทิฏฐิ

เมื่อสักกายทิฏฐิดับแล้ว

สิ่งที่ดับตามมาคือ

• ความกลัวตายแบบยึดตน

• ความโกรธแบบถูกกระทบ “เรา”

• ความโลภแบบต้องเติม “ตัวเรา”

พระองค์ตรัสว่า

“อริยสาวกผู้ละสักกายทิฏฐิได้แล้ว

ย่อมไม่ไปอบาย

ย่อมไม่ตกต่ำ

ย่อมเที่ยงแท้ต่อสัมโพธิญาณ”

(โสดาปัตติสูตร)

บทสรุปภาคนี้ :

ทางพ้นไม่ใช่การทำลายตัวตน แต่คือการไม่สร้างมัน

พระพุทธเจ้า

ไม่ได้สอนให้ “ไม่มีเรา”

แต่สอนให้ ไม่เอาสิ่งที่ไม่ใช่เรา มาทำเป็นเรา

เมื่อไม่สร้างตัวตน

ทุกข์จึงไม่มีที่ตั้ง

#Siamstr #nostr #พุทธวจน #ธรรมะ

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.