วิญญาณ 4 ระดับ: เส้นทางจากความหลงสู่ความว่าง

๑. วิญญาณในฐานะผู้สะสม (วิญญาณี สาหารี)

ใน ปฏิจจสมุปบาทแบบที่ 2 (เช่นใน มูลปริยายสูตร และ วิญญาณสูตร) พระพุทธเจ้าตรัสว่า:

“วิญญาณเป็นอาหารของนามรูป”

(วิญฺญาณํ นามรูปสฺส อาหาโร)

แสดงให้เห็นว่าวิญญาณในระดับแรกทำหน้าที่เป็นผู้สะสม ประหนึ่ง “ภาชนะเปล่า” ที่รับข้อมูลจาก ผัสสะ และ อารมณ์ แล้วให้เกิดนามรูป วิญญาณนี้ยังสัมพันธ์กับคำว่า “วิญญาณจิตติโย” (กลุ่มแห่งจิตที่รู้สึกนึกคิด) ซึ่งเป็นฐานของ “การเกิดซ้ำ” ใน สังสารวัฏฏะ อย่างไม่รู้จบ

๒. วิญญาณในฐานะผู้ให้ภพ (ป่าตุภาโว)

ใน ภพปริยายสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่า:

“เมื่อมีภพ การเกิดจึงมี”

(ภเว สติ ชาติ โหติ)

โดย “วิญญาณ” ทำหน้าที่ให้เกิด “ภพ” ผ่าน การยึดมั่นถือมั่นในรูป เวทนา สัญญา สังขาร จนกระทั่ง เกิดอัตตาทิฏฐิ ว่า “นี่คือเรา” “นั่นคือของเรา”

พระองค์ตรัสว่า:

“สิ่งใดสิ่งหนึ่งใดแล เป็นไปเป็นตาย สิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา”

(พุทธวจน ภาค 3 หน้า 22)

การไม่เห็นดังนี้ วิญญาณจึงปรุงภพขึ้นมาใน 3 ระดับ:

• กามภพ (อิงกามสุข)

• รูปภพ (อิงฌานในรูป)

• อรูปภพ (อิงฌานในอรูป)

๓. วิญญาณในฐานะที่ถูกปล่อยวาง (วิราคะ)

เมื่อ สติสัมโพชฌงค์ และ วิปัสสนาญาณ เจริญถึงขั้นที่สามารถ แยกขันธ์ ออกจากกันได้โดยสิ้นเชิง เช่น เห็นว่า “เวทนาไม่ใช่เรา” “สัญญาไม่ใช่ของเรา” ฯลฯ การยึดติดต่อรูปนามสลายลง

“ปัญญายะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นอย่างนี้ว่า… รูปไม่ใช่เรา เวทนาไม่ใช่เรา…”

(อนัตตลักขณสูตร)

ที่จุดนี้ วิญญาณจึงถูกคลายออกจากสังขาร ด้วย “วิราคะ” — การหมดความกำหนัด เป็น จุดหักเหของวัฏฏะ

๔. วิญญาณดับโดยสิ้นเชิง (อภินิพพุติ)

สุดท้าย วิญญาณดับโดยสิ้นเชิงในภาวะที่เรียกว่า นิพพานธาตุ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า:

“ภิกษุทั้งหลาย มีธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่ไม่มีการเกิด ไม่มีการแก่ ไม่มีความตาย ไม่มีการปรากฏของรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั่นคือ นิพพานธาตุ”

(อิติวุตตกะ ๘๘)

ตรงนี้ วิญญาณที่เคยทำหน้าที่เป็นผู้รู้ — ถูกปลดออกจากความเป็นตัวตน เหลือแต่ ความรู้ที่ว่างจากการรู้ (emptiness of the knower)

เป็นภาวะที่ “ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกเลย”

พระองค์ตรัสว่า:

“ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้สิ้นอาสวะ ย่อมไม่เกิดอีก ไม่ไป ไม่มา ไม่จุติ ไม่อุบัติ ไม่ปรากฏอีก”

(อภินิพพุติ - ขุททกนิกาย)

สรุปลำดับการเปลี่ยนแปลงของวิญญาณ:

ลำดับ /ระดับของวิญญาณ /ความหมาย /ผล

1 วิญญาณี สาหารี /วิญญาณเป็นอาหารของนามรูป /เริ่มต้นวัฏฏะ

2 วิญญาณสร้างภพ /สั่งสมกิเลส จนเกิดภพใหม่ /วัฏฏะวน

3 วิญญาณถูกคลาย (วิราคะ) /ปัญญาแยกขันธ์ออก /เตรียมเข้าสู่นิพพาน

4 วิญญาณดับ (อภินิพพุติ) /ไม่มีการปรากฏอีก /นิพพานธาตุ

วิญญาณ 4 ระดับ และการเข้าถึงนิพพานธาตุ

โดยอิงพุทธวจน

๑. วิญญาณ 4 ระดับ: การคลี่คลายของภพทั้งสาม

พระตถาคตตรัสว่า “วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป” (ม.น.๑๔/๓๖๑) และใน ปฏิจจสมุปบาทแบบที่ ๒ ที่อธิบายกระแสกลับแห่งธรรม พระองค์แสดงไว้อย่างแยบคายถึงการสิ้นของวิญญาณที่เป็น สันตติ อันเกิดจาก “อาหาร ๔” โดยเฉพาะ วิญญาณาหาร อันเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงภพ

“วิญญาณัง วิญญาณสาหารํ ปฏิจจ อุปปชฺชติ นามรูปํ…”

“เพราะอาศัยวิญญาณและวิญญาณาหาร นามรูปจึงเกิดขึ้น” (สํ.สฬา.๑๘/๘๐)

ระดับของวิญญาณ (โดยนัยในพุทธวจน):

1. วิญญาณดั้งเดิม (วิญญาณขันธ์)

วิญญาณที่เป็นเพียงความรู้สึกว่า “มีสิ่งรู้” ในหกช่องทาง (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)

2. วิญญาณที่หลงตน (อุปาทานวิญญาณ)

วิญญาณที่ถูกเจตนาและตัณหาครอบงำ จึงปรุงแต่งเป็น “ตัวกูผู้รู้”

3. วิญญาณที่มีภพ (ภววิญญาณ)

วิญญาณที่ยังมีเครื่องหล่อเลี้ยงจากกามภพ รูปภพ อรูปภพ — สร้าง “ภพใหม่” ทุกขณะจิต

4. วิญญาณที่ไม่อาศัยอะไร (วิญญาณไม่แสวงอามิส)

ตามพุทธวจน พระพุทธเจ้าตรัสว่า

“ในที่ใดไม่มีอามิส วิญญาณย่อมไม่อาศัยในที่นั้น” (ขุ.ธ.๒๕/๑๕)

กล่าวคือ เป็นวิญญาณที่ไม่ตั้งอยู่ ไม่อิงอาศัยภพ ไม่ตกอยู่ในวงจรของการเกิดดับ

— เป็นสภาวะใกล้นิพพาน

๒. วิราคะ และ นิพพาน: ทางออกจากวิญญาณ

วิราคะ (VIRĀGA) แปลว่า คลายกำหนัด, จางคลาย

เมื่อตถาคตตรัสรู้ พระองค์ทรงใช้คำนี้เป็นกุญแจสู่ความดับ:

“วิราคํ นิโรธํ นิบฺพานํ” — “ความคลายกำหนัดเป็นความดับ เป็นนิพพาน” (สํ.ขันธะ)

เมื่อคลายกำหนัด วิญญาณย่อมไม่แสวงอาหาร

เมื่อนั้น “ภพ” ก็ไม่ตั้งอยู่

และในที่สุด “ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ” ก็สิ้นไป

เรียกการดับสังขารนี้ว่า “นิพพานธาตุ”

“ที่ใดไม่มีความเกิด ที่ใดไม่มีความดับ… ตถาคตไม่กล่าวว่าวิญญาณตั้งอยู่ที่นั่น” (ขุ.ธ.๒๕/๑๕)

๓. ปฏิจจสมุปบาท แบบที่ ๒: วิญญาณดับ นามรูปดับ

พระพุทธเจ้าตรัสถึงปฏิจจสมุปบาทแบบที่ ๒ (อนุโลม-ปฏิโลม)

แสดงความสิ้นไปของการอาศัยกันเป็นเหตุเป็นปัจจัย:

“เพราะไม่มีอวิชชา สังขารจึงไม่มี… เพราะไม่มีภพ จึงไม่มีชาติ…”

— นี่คือ สายกระแสกลับ

และในบางสูตรตรัสว่า

“เมื่อวิญญาณไม่เกิด นามรูปก็ไม่เกิด” (ม.ม.๑๓/๓๒๕)

ดังนั้น การดับวิญญาณ (โดยการไม่ให้อาศัยอามิส) ย่อมนำไปสู่การไม่ตั้งอยู่ของนามรูป

และความดับของโลกทั้งปวง

๔. แยกขันธ์ ด้วยโพชฌงค์

ในโพชฌงค์ ๗ ประการ โดยเฉพาะ “ธรรมวิจยะ”

ผู้ปฏิบัติรู้จักแยกเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

ตามที่พระองค์ตรัสว่า:

“รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ… นั่นไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา” (ม.น.๒๘/๒๐๒)

การแยกขันธ์ ไม่ใช่เพียงแยกทางทฤษฎี

แต่แยกด้วย วิชชา — ความรู้แจ้ง

จนจิตเห็นชัดใน “ความไม่ใช่เรา” ของสิ่งทั้งหลาย

๕. สุริเย อภินิพพตุติ: การปรากฏของแสงภายใน

ในพุทธวจนมีการกล่าวถึงการเกิดของ “แสง” เมื่อจิตปราศจากนิวรณ์:

“เมื่อจิตหลุดพ้นจากนิวรณ์ แสงย่อมปรากฏ”

(วิสุทธิสูตร พุทธวจน)

แสงนั้นไม่ใช่แสงภายนอก แต่คือการปรากฏของ “ภาวะรู้” ที่ไม่อิงอามิส

และจางคลายจากโลกียวิสัย

นี่จึงเกี่ยวข้องกับ รูปภพ, อรูปภพ, และการพ้นจาก “ภพ” ทั้งปวง

ซึ่งเกิดจากการตัด “ภวตัณหา”

๖. บทสรุป: จากวิญญาณสู่วิมุตติ

สิ่งที่พึงพิจารณาคือ

“สิ่งใดเป็นของเรา สิ่งนั้นไปเป็นได้

สิ่งใดไม่ใช่ของเรา สิ่งนั้นไปไม่ได้”

พระตถาคตจึงตรัสชัด

“เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิกาโร… นั่นไม่ใช่เรา”

และเมื่อรู้ชัด — ก็พ้นจากโลกทั้งปวง

(ต่อ) ลำดับของการเห็นธรรมผ่าน “โพชฌงค์ 7” และการสิ้นสังสารวัฏโดยสมบูรณ์

เมื่อจิตดำเนินตามโพชฌงค์ 7 อย่างไม่ขาดสาย ดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

“ภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวว่า โพชฌงค์ทั้งเจ็ด มีในผู้ไม่รู้สภาวะของรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ… แต่เมื่อใด บุคคลรู้ชัดด้วยปัญญาอันยิ่งแล้ว เมื่อนั้นโพชฌงค์ย่อมเจริญ…”

(สํ. สฬา. 18 ตติยสัทธรรมสูตร)

โพชฌงค์ 7 จึงมิใช่เพียงการภาวนาเพื่อความสงบ แต่เป็นเครื่อง “ทำลายอวิชชา” ให้ถึงความพ้นจากภพทั้งปวงโดยเด็ดขาด ดังนี้:

1. สติสัมโพชฌงค์ – เริ่มที่การระลึกรู้ขันธ์อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ให้ “เวทนา สัญญา” แปรเปลี่ยนเป็น “ตัณหา” จนเป็นภพใหม่

2. ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ – เกิดโยนิโสมนสิการ พิจารณาว่า “รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้ ไม่ใช่ของเรา”

3. วิริยสัมโพชฌงค์ – พยายามสลัดอาสวะทั้งหลายด้วยอุตสาหะ

4. ปีติสัมโพชฌงค์ – เกิดความอิ่มเอิบแห่งธรรม เห็นความงามของการปล่อยวาง

5. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ – จิตเกิดความสงบเย็น ไม่กระเพื่อมตามเวทนา

6. สมาธิสัมโพชฌงค์ – จิตตั้งมั่นใน “อุเบกขาแห่งปัญญา” ไม่เพ่งเอาตัวตนในสิ่งใด

7. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ – จิตสละความยึดมั่นทั้งหมด เข้าสู่ภาวะแห่งนิพพานธาตุ

๔ ระดับของวิญญาณ และการหลุดพ้นจากภพทั้งปวง

ตามที่ปรากฏในพุทธวจน และคำสอนของตถาคตเกี่ยวกับ “วิญญาณกับภพ” เราอาจสรุปเป็นลำดับ 4 ระดับของ “ความสัมพันธ์ระหว่างวิญญาณและภพ” ได้ดังนี้:

1. วิญญาณระดับกามภพ – ภพต่ำสุดของการยึดถือ

วิญญาณที่ยึดใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส นี้เอง คือ “อาหารของวิญญาณ” (วิญญาณาหาร) ที่หมุนสู่ภพทั้งหลาย

“ภิกษุทั้งหลาย วิญญาณนี้แล เป็นผู้แสวงหาอาหาร…”

(ขุ.ธ.ธรรมบท)

ในระดับนี้ วิญญาณเข้าไปถือในขันธ์โดยไม่รู้ต้นทางของมัน จึงเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกามภพ

2. วิญญาณระดับรูปภพ – เห็นความว่างบางระดับ แต่ยังมีอัตตาทิฏฐิ

ผู้บรรลุฌานในรูปภพ เช่น ผู้ปฏิบัติสมถะอย่างเข้มข้น อาจเข้าใจว่า “วิญญาณคืออัตตา” หรือว่า “เราคือผู้รู้” ในอรูปภพก็เช่นกัน

“ภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวว่า ยังมีความยึดถือยาวนานกว่านี้อีก ยิ่งไปกว่าการสำคัญว่า วิญญาณนี้คืออัตตา”

(ขุ.ขุ.อปทาน)

แม้จะผ่านพ้นกามภพ แต่ถ้ายังสำคัญตนในวิญญาณ ย่อมยังเวียนว่ายในภพละเอียด

3. วิญญาณดับไปบางส่วน – ด้วยปัญญาเห็นขันธ์

เมื่อพิจารณา “วิญญาณ” ว่าเกิดจาก “อวิชชา + สังขาร” (ปฏิจจสมุปบาทแบบที่ 2) โดยไม่เห็นว่าสิ่งใดควรยึดถือเป็นตัวตน จึงเกิด วิราคะ คือคลายกำหนัด

“ภิกษุทั้งหลาย เพราะความสิ้นตัณหา จึงสิ้นอุปาทาน… สิ้นภพ… สิ้นชาติ… สิ้นความเกิด แก่ ตาย…”

(ม.มู. มูลปริยายสูตร)

วิญญาณระดับนี้เริ่มดับไปบางส่วน คือไม่ถือเอาอัตตาในผัสสะ แต่ยังมี “แสงเรือนใจ” อันละเอียด เช่นแสงในอรูปฌาน

4. วิญญาณดับโดยสิ้นเชิง – เข้าสู่นิพพานธาตุ

“ความไม่ปรากฏแห่งภพ” (อภินิพพัตติ ป่าตุภาโว) ย่อมเกิดขึ้น เมื่อไม่ถือเอารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ใด ๆ ว่า “ของเรา”

“ภิกษุทั้งหลาย ที่ใดไม่มีรูป ไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญา ไม่มีสังขาร ไม่มีวิญญาณ ที่นั้นไม่มีโลกนี้ โลกหน้า หรือโลกทั้งสอง”

(อิติวุตตกะ 3.4)

ภิกษุผู้เห็นธรรมแล้ว ย่อมเห็นว่า “สิ่งใดเป็นไปเป็นตาย สิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา” – จิตจึงไม่อาศัยขันธ์ใด ๆ เป็นที่ตั้งอีกต่อไป

สู่การไม่เกิดอีกต่อไป

ผู้ที่เจริญโพชฌงค์โดยพิจารณาขันธ์ 5 อย่างละเอียด ย่อมดับตัณหาโดยไม่เหลือเชื้อ วิญญาณจึงไม่ปรากฏอีกในภพใด ไม่ว่าจะหยาบหรือละเอียด:

“ภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายทั้งปวง เป็นของไม่ควรยึดมั่น…

เมื่อไม่ยึดมั่น ย่อมไม่หวั่นไหว

เมื่อไม่หวั่นไหว จึงดับเย็นโดยส่วนเดียว”

(ม.มู. อนัตตลักขณสูตร)

#Siamstr #nostr #ธรรมะ

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.