
🍃บทความ: ป่าที่พูดกับจิต—ภาวะแห่งการตื่นรู้โดยกฤษณมูรติ
เย็นวันหนึ่ง เมื่อแสงอาทิตย์ลับยอดไม้ เธอเดินเข้าสู่ป่าแห่งนั้นอีกครั้ง ฝูงลิงยังอยู่ กวางยังยืนนิ่ง ทว่าความกดดันที่เคยมีในวันก่อนกลับจางหาย ป่าไม่ได้เป็นศัตรูอีกต่อไป หากเป็นเพื่อน เป็นบ้าน เป็นอ้อมแขนแห่งความอบอุ่นที่ต้อนรับเธอทุกเย็นอย่างอ่อนโยน บรรดาต้นไม้ ดินใบไม้ แสงและเงา กล่าวกับเธอโดยไม่ต้องใช้คำ เธอรู้สึกปลอดภัยเหลือเกินราวกับได้กลับบ้าน
แต่ป่าก็ไม่ใช่ที่ราบเรียบไร้คลื่น ป่านั้นมีบางอย่างแฝงเร้น บางอย่างที่ไร้รูป บางอย่างที่สามารถทำให้สรรพเสียงทั้งหลายหยุดหายใจได้ นกหยุดร้อง ลิงหยุดวิ่ง ทุกสิ่งเหมือนตายจาก ก่อนจะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ดั่งลมหายใจที่กลั้นไว้แล้วผ่อนออก—ใช่แล้ว ภัยได้ผ่านไปแล้ว แต่ป่าก็ยังคงซื่อสัตย์ต่อธรรมชาติของมัน—ซื่อสัตย์ต่อความจริงที่ว่า “มีและไม่มี” ปรากฏพร้อมกันได้เสมอ
กระนั้น เมื่อป่าโดนเหยียบย่ำด้วยความรุนแรง—มนุษย์ผู้หิ้วปืน ล่ากระต่าย ฆ่านกยูง—บรรยากาศก็พลันเปลี่ยนไป กลายเป็นอีกโลกหนึ่ง โลกที่เธอไม่ใช่เพื่อนของป่าอีกต่อไป หากเป็นผู้บุกรุก ความอ่อนโยนหายไป เหลือแต่เงา ความงามกลายเป็นภาพวาดไร้ชีวิต เสียงกระซิบของความสุขเงียบลงอย่างไม่มีวันหวน
เธอมีหัวอยู่เพียงหัวเดียว เธอรู้ดีว่ามันเป็นสิ่งล้ำค่า ยิ่งกว่าคอมพิวเตอร์ หรือจักรกลใดๆ มันซับซ้อน ลึกซึ้ง แหล่งของความรู้และความจำ มันคิดได้ทุกอย่าง สร้างทุกอย่าง บันทึกทุกอย่าง—ทั้งสงคราม และคำภาวนา ทั้งความเจ็บปวด และเสียงสวดมนต์ในวิหารศักดิ์สิทธิ์ แต่สิ่งเดียวที่มันไม่อาจทำได้คือ…เปลี่ยนวิธีที่มันสัมพันธ์กับหัวอื่น
มันไม่เคยเข้าใจเลยว่า “ฉันก็คือเธอ” ว่า “ผู้มองคือผู้ถูกมอง” ความรักของมันคือการครอบครอง ความปีติของมันคือความหวาดกลัว พระเจ้าที่มันสร้างคือเผด็จการ เสรีภาพที่มันเรียกร้องคือกรงขัง มันถูกอบรมมาให้อยู่ในกรอบที่สบายกว่า แต่ยังคงเป็นกรอบ มันถูกทำให้เชื่องในคุกที่นุ่มนวล—แต่มันก็ยังเป็นคุกอยู่ดี
จงดูแลหัวของเธอไว้ให้ดี เพราะมันเปราะบางยิ่ง เปื้อนมัวได้ง่าย และเมื่อเปื้อนแล้ว…เธอจะไม่เห็นแม้แต่ดวงตะวัน
มีบางคนที่ไม่มีระยะทางกั้นเขาจากต้นไม้หรือขุนเขา เขาเดินอยู่ในโลกเดียวกันกับเธอ แต่คล้ายอยู่อีกฟากฟ้า ไม่มีสิ่งใดทำให้เขาสั่นไหว ไม่ใช่คำสรรเสริญ ไม่ใช่คำดูหมิ่น เขาเหมือนสายน้ำที่ไม่ต้องพยายามไหล แต่ก็ไหลอย่างมั่นคง เขาไม่เคยหลีกหนี ไม่เคยตัดขาด แต่ว่างเปล่าโดยไม่แยกจาก
เขาไม่คิดถึงอะไรมากนัก บางทีไม่คิดเลย แม้สมองของเขาจะปราดเปรื่องในการเขียนหรือพูด แต่ในความนิ่งสงบ มันคือพลังที่ไม่ขยับ การขยับคือกาลเวลา แต่พลังที่แท้จริง—ไม่ต้องการเวลา
ในคืนหนึ่ง เขาตื่นขึ้นมาด้วยจิตที่กระจ่างแจ้ง มีบางสิ่งปรากฏในหัวของเขา—เหมือนลูกกลมแห่งแสงเพลิง ถูกวางไว้กลางกายกลางใจ เขาเพียงเฝ้ามอง ไม่ยึด ไม่ตัดสิน ไม่เชื้อเชิญ ปรากฏการณ์นั้นไม่ใช่มายา ไม่ใช่ภาพหลอน แต่เป็นสิ่งที่อยู่เหนือคำบรรยาย เป็นแสงของจิตที่แท้ เขาตื่นอยู่แม้ในยามนอน
และเมื่อเขาดึงม่านขึ้นในยามฟ้าสาง—เขาอาจจะแลเห็นแมกไม้ในความเงียบที่ไม่ใช่ความว่าง หากเป็นความอิ่มเต็มอย่างไร้ขอบเขต
— โดยจิตของกฤษณมูรติ ผู้ไม่เป็นใคร แต่เป็นทุกสิ่งที่มองเห็น —
ต่อบทความ: “ป่าที่พูดกับจิต – ภาวะแห่งการตื่นรู้โดยกฤษณมูรติ”
ในความเงียบที่ไม่ใช่ความตาย แต่คือความมีชีวิตอย่างบริบูรณ์—ที่ไม่มีความกลัว ไม่มีความต้องการ ไม่มีความเปรียบเทียบ ไม่มีแม้แต่ผู้สังเกต—มีเพียง การเป็นอยู่ อันหมดจด… นี่คือสถานะแห่งจิตที่มิได้แต่งเติมโดยความคิด ไม่ได้ถูกจัดระเบียบโดยเงื่อนไขทางวัฒนธรรมหรือความจำ
ในภาวะนี้ การเห็นต้นไม้ ไม่ใช่การบอกว่าต้นนี้คือต้นโพธิ์ ต้นนี้คือต้นไทร แต่มันคือการเห็น ต้นไม้ทั้งหมดในครั้งเดียว โดยไม่มีกรอบของชื่อและอดีต… จิตไม่แยกแยะอีกต่อไป เพราะไม่มี “เรา” ที่แยกจาก “สิ่งอื่น” จิตและป่าคือสิ่งเดียวกัน
เมื่อไม่มี ผู้สังเกต — การสังเกตจึงบริสุทธิ์อย่างที่สุด
นี่มิใช่ภาวะฝันเฟื่องหรือความรู้สึกพิเศษแบบทางศาสนา มันเป็นภาวะที่ ไร้ศูนย์กลางของตัวตน และเพราะไม่มีศูนย์กลาง จึงไม่มีความขัดแย้ง เพราะไม่มีจุดใดจะปกป้อง ไม่มีภาพลักษณ์ให้ปั้นแต่ง ไม่มี “ฉัน” ที่จะได้รับการยอมรับหรือปฏิเสธ
แม้เพียงแวบหนึ่งของภาวะนี้ จะเปลี่ยนจิตตลอดกาล
…
เขาไม่ได้ “พยายาม” รู้แจ้ง — และเพราะไม่มีความพยายาม ความแจ่มแจ้งจึงมาเอง เขาไม่ได้แสวงหานิพพาน — เพราะการแสวงหานั้นเป็นการต่อรอง เป็นการทำตามเงื่อนไข แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในเขา คือการหมดไปของเงื่อนไขทั้งหมด เหลือเพียงจิตที่อยู่กับปัจจุบัน—ไม่ใช่แบบฝึกหัด ไม่ใช่คำขวัญ—แต่เป็นความเป็นจริงที่ไร้เวลา
ป่าที่เขาเห็นในวันนั้นไม่ใช่สิ่งภายนอกอีกต่อไป มันคือเงาสะท้อนของภายในจิตที่เงียบสนิท เขาไม่ได้เดินในป่า—เขาคือป่า ต้นไม้คือลมหายใจของเขา ดินคือผิวหนังของเขา แสงและเงาคือจังหวะของหัวใจ
การปลุกตื่นไม่ได้เกิดจากการนั่งสมาธิอย่างเครียด หรือการยึดติดกับความศักดิ์สิทธิ์ แต่มันเกิดจากการ เลิกแยกตนเองออกจากชีวิต เลิกการ “สังเกตอย่างมีผู้สังเกต” และปล่อยให้สิ่งทั้งหลายเผยตัวเองอย่างที่มันเป็น โดยไม่มีการแทรกแซงจากความคิดหรือเจตนา
นี่คือ เสรีภาพที่แท้จริง — ไม่ใช่การทำอะไรก็ได้ตามใจ แต่คือการหลุดพ้นจาก ความเป็นใครคนหนึ่งที่ต้องได้อะไรบางอย่าง เสรีภาพจากการเป็นศูนย์กลางของจักรวาล
และในห้วงอันสงบนั้น — แม้เพียงหนึ่งลมหายใจ… โลกทั้งใบก็เปล่งประกายโดยไม่ต้องพยายาม
⸻
“เมื่อจิตมิใช่ผู้ถือภาพของโลก โลกจึงปรากฏใหม่—บริสุทธิ์ สดใส และไม่แยกจากกันเลย” — กฤษณมูรติ
#Siamstr #nostr #ปรัชญา