
ความฉลาดในสองธาตุ: สังขตธรรม อสังขตธรรม และวิมุติรสแห่งนิพพาน
⸻
ในธรรมวินัยของพระบรมศาสดา ความฉลาดที่แท้จริงมิได้หมายถึงเพียงปัญญารู้โลก แต่คือปัญญาที่ รู้แจ้งทั้ง “สังขตธรรม” และ “อสังขตธรรม” อย่างชัดเจน เห็นตามความเป็นจริง และสามารถ ละ “นันทิ” กับ “ยันนันทิ” คือ ความเพลิดเพลินและยินดีในอารมณ์ทั้งปวงได้โดยสิ้นเชิง
⸻
🌀 สังขตธรรม–อสังขตธรรม: ธาตุคู่แห่งความรู้
พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า:
“สังขตา ธัมมา สัพเพ นิยมา ธัมมา อสังขตะ ธาตุ ปฏิเวทัสสะ ปัญญา ปหินัสสะ นันทิ”
— อรรถกถา ขุททกนิกาย
แปลความ:
สังขตธรรมทั้งปวง คือ สิ่งที่ประกอบด้วยปัจจัย — มีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เช่น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (ขันธ์ ๕)
อสังขตธรรม มีเพียงหนึ่งเดียว คือ นิพพานธาตุ — ธรรมที่ไม่เกิด ไม่ดับ ไม่มีปัจจัย ไม่มีการแปรเปลี่ยน
ผู้ฉลาดในสองธาตุนี้ คือ ผู้รู้ชัดถึงข้อจำกัดของสังขตธรรมว่ามีความทุกข์โดยสภาพ และเห็นคุณของอสังขตธรรมว่าเป็นธรรมที่เกษมจากโยคะทั้งปวง
⸻
🔥 ละ “นันทิ” และ “ยันนันทิ”: เหนือความยินดีในทั้งสองฝั่ง
พระพุทธองค์ตรัสไว้:
“นันทิ จ ยะนฺทิ จ ทุกฺขุปฺปาทกา… ตสฺมา นนฺทิ ยนฺทิ จ ปหาย นิพฺพานํ อนุปปตฺโต”
— องฺ.ติก.๒๓/๒๕๔/๓๘๓
แปลความว่า:
ความเพลิดเพลิน (นันทิ) และความยินดี (ยันนันทิ) เป็นเหตุแห่งทุกข์ เพราะเหตุนั้น ผู้ละนันทิยันนันทิได้ จึงถึงนิพพาน
แม้ความยินดีในรูปฌาน อรูปฌาน หรือแม้กระทั่งความชอบใจในภาวะสงบ ก็ยังเป็นนันทิ หากไม่ถูกละเสียด้วยวิปัสสนาปัญญา ย่อมไม่ถึงฝั่งแห่งอสังขตธรรม
⸻
🌊 นิพพานดุจมหาสมุทร: วิมุติรสเดียวกัน
เมื่อพระอรหันต์ละนันทิยันนันทิได้โดยสิ้นเชิง จิตจึงหลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง เข้าสู่นิพพาน ซึ่งเป็นธาตุที่ไม่แปรเปลี่ยน ไม่มีรูป ไม่มีขอบเขต
“โย นิพฺพานํ ปตฺโต โหติ สภูโต วิปปมุตฺโต อรหํ ตถาคตํ ปติโปสติ”
— ขุททกนิกาย ธาตุวibhangaสูตร
แปลว่า:
ผู้ถึงนิพพาน ย่อมเป็นผู้หลุดพ้นจริง ดุจน้ำฝนที่ตกลงสู่มหาสมุทร ย่อมเป็นน้ำเดียวกันกับมหาสมุทร
น้ำฝนคือน้ำจิตของพระอรหันต์
มหาสมุทรคือนิพพาน
พุทธเจ้าเป็นผู้เต็มเปี่ยมในธาตุนี้
น้ำฝนทุกหยดที่หล่นย่อมเสมอกัน ไม่มี “เรา” และ “เขา” อีกต่อไป
⸻
🧂 วิมุติรส: “เค็ม” เหมือนน้ำทะเล
พระพุทธองค์ตรัสว่า:
“เสสา นิพฺพานา ธมฺมา อปฺปมตฺตสฺส ภิกฺขุโน สาวกสฺส ทุกฺขขยคามิโน วิมุติรสํ เวทยนฺติ ยถา สาเค รโส ลโห โหติ”
— ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ
แปลว่า:
ธรรมทั้งหลายที่นำไปสู่นิพพานนั้น มีรสเดียวคือ วิมุติรส (รสแห่งการหลุดพ้น) เหมือนกับรสของทะเล ที่ไม่ว่าหยดใด ๆ ก็เค็มเสมอกัน
⸻
💨 จิตเกาะลมในกาย (อานาปานสติ) กับภาวะนิพพาน
เมื่อเอาจิตมา “รู้ลม” ในอานาปานสติ กล่าวอีกอย่างคือ จิตเกาะอยู่กับลมหายใจ นั้น แท้จริงไม่ใช่เพียงการรู้อย่างหยาบ แต่คือการ วางจิตไว้กับ “ปัจจุบันธรรม” ไม่เผลอ ไม่เพ่ง ไม่ปรุงแต่ง จิตจะ “นิ่ง” โดยธรรมชาติ
เมื่อจิตเข้าสู่ภาวะนั้น จึงเริ่มประสบ อุเบกขาเวทนา — ซึ่งไม่ใช่ความเฉยชา แต่เป็นภาวะของ จิตที่ไม่ปรุงแต่งด้วยสุขหรือทุกข์
และเมื่อการภาวนาเจริญไปถึงระดับผลจิต เช่น อรหัตผลจิต
ผลที่จิตสัมผัสจะสงัดจากอารมณ์ทั้งสิ้น
เพราะ “รู้ลม” ก็เป็นเพียงเครื่องหมายก่อนจิตละโลก
และเมื่อสติไม่ต้องเกาะลม จิตจะเข้าสู่ภาวะ “ว่างจากสังขารทั้งหลาย”
จนจิตสัมผัสอสังขตธรรม — นิพพาน
⸻
🎯 สรุปความละเอียด
• สังขตธรรม คือสิ่งที่ประกอบด้วยเหตุปัจจัย
• อสังขตธรรม คือธาตุพ้นจากเหตุปัจจัย คือ นิพพาน
• ผู้ฉลาดในสองธาตุ ย่อมไม่หลงเพลิดเพลินในสังขตธรรม และไม่ติดยึดแม้อารมณ์สงบ
• การละ “นันทิ” และ “ยันนันทิ” เป็นการตัดกระแสตัณหาโดยเด็ดขาด
• นิพพานดุจน้ำฝนที่ตกลงสู่มหาสมุทร → ไม่เหลือ “ตัวตน” แต่ร่วมอยู่ในธรรมธาตุเดียวกันกับพระพุทธเจ้า
• จิตที่เกาะลม เป็นการฝึกให้จิตหยุดคิดและสงบ แต่เมื่อบรรลุผลจิต จิตจะวางแม้ลม และสัมผัส “ความสงบที่ไร้การเกาะเกี่ยว” — อันเป็น วิราคะโดยแท้
⸻
“วิมุติรส คือ รสเดียวของธรรมทั้งปวง”
เหมือนรสเค็มของน้ำทะเลที่ไหลมาจากแม่น้ำพันสาย
เมื่อถึงนิพพาน รสย่อมเป็นหนึ่งเดียวกัน — คือ รสแห่งความพ้นทุกข์
กลไกของ “วิราคะ” (VIRĀGA) ตามพุทธพจน์และพุทธปรัชญา: ความจางคลาย ความไม่กำหนัด และความหลุดพ้น
⸻
📜 ความหมายเบื้องต้นของ “วิราคะ”
วิราคะ มาจากศัพท์บาลี vi + rāga
• vi = แยกออก, ต่างออก
• rāga = ความกำหนัด ยินดี ความติดข้อง
วิราคะจึงหมายถึง
“ความคลายกำหนัด ความจางคลาย ความหมดความติดข้องในสิ่งอันเป็นอารมณ์ทั้งปวง”
พระพุทธองค์ตรัสว่า:
“วิราคูปสมะนิจจํ นิพฺพานํ”
“นิพพาน เป็นความสงบระงับแห่งวิราคะ เป็นของเที่ยง”
— ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ
⸻
🧠 กลไกของ “วิราคะ”: จุดดับแห่งตัณหา
ในพุทธปรัชญา ตัณหา (ความอยาก) คือ “แรงขับ” ที่ผลักดันให้จิตแสวงหาอารมณ์ต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอก
เมื่อมีตัณหา → มีอุปาทาน → เกิดภพ ชาติ ชรา มรณะ
“ตัณหานิ โว ภิกฺขเว ปญฺจุปาทานกฺขันธา”
“ภิกษุทั้งหลาย ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดขันธ์ ๕”
— พระไตรปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค
👉 ดังนั้น วิราคะ คือ กลไกตัดรากของตัณหา
ไม่ใช่เพียง ไม่อยาก แต่คือ ไม่มีตัวเราเข้าไปอยาก
คือจิตที่มองเห็นอารมณ์ว่าเป็น “ของไม่มีตัวตน” “เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” อย่างถึงแก่น
⸻
📍 วิราคะเป็นผลของ “ยถาภูตญาณทัสสนะ”
ความเห็นตามความเป็นจริง
พระพุทธเจ้าตรัสใน สติปัฏฐานสูตร:
“ยถาภูตญาณทัสสนาย นิพฺพินฺทติ วิรชฺชติ วิมุจฺจติ”
“เมื่อเห็นตามความเป็นจริง ย่อมเกิดความเบื่อหน่าย → จางคลาย (วิราคะ) → หลุดพ้น (วิมุติ)”
— พระไตรปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
กลไกของวิราคะมีลำดับดังนี้:
1. ดูเห็นตามความจริง (ยถาภูตญาณ) → ว่าอารมณ์ทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
2. เบื่อหน่าย (นิพพิทา) → ไม่หลงในอารมณ์แม้นิด
3. จางคลาย (วิราคะ) → ดับความยึดถือในอารมณ์
4. หลุดพ้น (วิมุติ) → เข้าสู่อสังขตธรรม
⸻
🔁 วิราคะในเชิง “ปฏิจจสมุปบาทกลับทาง” (ย้อนกระแสโลก)
ปฏิจจสมุปบาททางตรง
อวิชชา → สังขาร → วิญญาณ → นามรูป → ฯลฯ → ชาติ → ชรา → ทุกข์
แต่เมื่อเกิดวิราคะ:
วิราคะ → ตัณหาไม่เกิด → อุปาทานไม่มี → ภพไม่เกิด → ชาติไม่เกิด → ชรา–มรณะ–ทุกข์ดับ
“วิราคะ” จึงเป็น เกียร์ถอยหลังของสังสารวัฏ
คือการ “ดับไฟแห่งตัณหา” ที่ก่อให้เกิดภพชาติทั้งปวง
⸻
🔥 วิราคะต่างจากการกดข่ม
สิ่งสำคัญคือ:
วิราคะไม่ใช่การเกลียดอารมณ์ ไม่ใช่การกดข่ม หรือบังคับให้วาง
แต่คือจิตที่ รู้เท่าทันอย่างถึงพร้อม และเห็นว่า
“ไม่มีสิ่งใดควรยึด ไม่มีสิ่งใดที่เป็นของเรา”
พระพุทธเจ้าตรัส:
“สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ โส นิพฺพินฺทติ ทุกฺเขสฺสุ เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา”
“เมื่อใดเห็นด้วยปัญญาว่าธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตน เมื่อนั้นย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์ นี้คือทางแห่งความบริสุทธิ์”
— มหาวรรค มหาปรินิพพานสูตร
⸻
🌬️ วิราคะในอุเบกขา: ความว่างจากตัวตน
เมื่อจิตเข้าสู่อุเบกขาในอานาปานสติ
เป็นจิตที่ วางความปรุงแต่งอย่างละเอียด
ไม่เสพสุข ไม่ผลักทุกข์
จิตวางลมก็เพราะจิต ไม่ต้องการแม้ความสงบ
เมื่อจิตเห็นแม้ความสงบว่า “เป็นสังขตธรรม” → จิตก็ วางแม้ความพอใจในอารมณ์สงบ
นี่แหละคือ วิราคะที่ลึกที่สุด
จิตไม่เพียงสงบ แต่ ว่างเปล่าจากความหมายแห่ง “เรา” ผู้สงบ
เข้าสู่นิพพานธาตุ — ว่างจากทั้งอัตตาและอารมณ์
⸻
🌊 บทสรุป:
ธรรมะ /ความหมายเชิงกลไก
ยถาภูตญาณ /รู้ตามความเป็นจริง → เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
นิพพิทา /เบื่อหน่ายในอารมณ์ เพราะเห็นตามจริง
วิราคะ/ จางคลายจากตัณหา ไม่กำหนัด ไม่ยึดถือ
วิมุติ /หลุดพ้นจากสังขารทั้งปวง → เข้านิพพาน
⸻
❓ปิดท้ายด้วยคำถามที่คุณถามไว้:
“เอาจิตมารู้ลม แล้วรู้สึกอุเบกขาหรือนิพพาน คืออะไร?”
คำตอบ:
รู้ลม คือสติที่ประคองจิตไว้ในปัจจุบัน
อุเบกขาที่เกิดขึ้น คือ ผลของสมถะ–วิปัสสนา ที่ละความพอใจและไม่พอใจ
แต่ นิพพาน มิใช่เพียงอุเบกขา
หากแต่เป็น ภาวะที่ไม่มีผู้รู้อารมณ์ ไม่มีความยึดในการรู้ ไม่มีแม้ผู้มีอุเบกขา
อุเบกขา = สังขตธรรม (ยังมีปัจจัยเกิด)
นิพพาน = อสังขตธรรม (พ้นจากปัจจัยทั้งปวง)
จิตที่เคยเกาะลม ย่อมสงบด้วยสมถะ
แต่จิตที่ ไม่ต้องเกาะสิ่งใดเลย เพราะละตัณหาแล้ว
ย่อมเข้าถึงนิพพานด้วยวิราคะ และดับไปอย่างหมดจดด้วยวิมุติ
⸻
วิมุติในฐานะผลของวิราคะ: เชิงลึกแห่งวิมุติ ๓ ระดับ กับกลไกการดับลงของจิตสังขาร และการอยู่โดยไม่กลับมาเกิดอีก
⸻
🔓 วิมุติ: ความหลุดพ้นอันแท้จริง
คำว่า “วิมุติ” แปลว่า การหลุดพ้น
ในทางพุทธปรัชญา วิมุติไม่ใช่เพียง “ความรู้สึกสงบ” หรือ “การบรรเทาทุกข์”
แต่คือภาวะที่ สังขารทั้งปวงถูกปล่อยวางโดยเด็ดขาด
ไม่มีความยึดเหนี่ยว ไม่มีการปรุงแต่งทางจิตอีกต่อไป
⸻
🌿 วิมุติ ๓ ประการตามพุทธพจน์
“ติณฺณํ วิมุตีนนํ อญฺญตราย วิมุตฺติยา ภิกฺขุ ปฏิเวทํ ปตฺโต โหติ”
“ภิกษุย่อมบรรลุวิมุตติด้วยวิมุตติใดวิมุตติหนึ่งในสาม”
— พระไตรปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค มหานิทานสูตร
1. เจโตวิมุติ (Ceto-vimutti)
= ความหลุดพ้นทางจิต
เกิดจาก สมาธิอันลึกซึ้ง ทำให้จิตเป็นอิสระจากนิวรณ์ รูปนาม และนิมิต
แต่ยังอาศัยการภาวนาเป็นอารมณ์
เหมาะกับบุคคลที่ฝึกในสายสมถะ
เช่น การเข้าผลสมาบัติ หรือ อรูปฌานที่นำไปสู่การหลุดพ้นชั่วคราว (แต่หากยังไม่ละอาสวะ ก็ยังไม่พ้นจากสังสารวัฏ)
“เจโตวิมุติ อกุปฺปา ปริมุตฺติ”
“เจโตวิมุติคือความหลุดพ้นทางจิต อันไม่หวั่นไหว”
— ขุททกนิกาย ธรรมบท
2. ปัญญาวิมุติ (Paññā-vimutti)
= ความหลุดพ้นด้วยปัญญา
เกิดจากการ เห็นตามความเป็นจริงด้วยวิปัสสนาญาณ โดยตรง
ไม่ต้องพึ่งพาฌานลึก จิตหลุดพ้นด้วยความเข้าใจอริยสัจอย่างแจ่มแจ้ง
เหมาะกับบุคคลประเภท “สุกกวิปัสสก” คือ ผู้บรรลุด้วยปัญญาเพียงอย่างเดียว
“ปัญญาย ตถตํ ปัสสโต วิราคโก วิมุตฺติโก”
“เมื่อบุคคลเห็นความจริงด้วยปัญญา ย่อมเกิดวิราคะและวิมุติ”
— พระไตรปิฎก อังคุตตรนิกาย
3. อากุปปวิมุติ (Akūppā-vimutti)
= ความหลุดพ้นอันไม่หวั่นไหว ไม่กำเริบอีก
คือ วิมุติระดับ อรหันตผล ที่ไม่มีความหวั่นไหวใด ๆ จากอารมณ์ทั้งปวง
ไม่มีการ “ไหลกลับ” เข้าหาตัณหา ไม่มีการวนเวียนเกิดอีก
เป็นภาวะ “วางลงตลอดกาล”
เหมือน ไฟหมดเชื้อ
“อากุปฺปา เม วิมุตฺติ”
“วิมุติของเราหาโอกาสหวั่นไหวมิได้”
— คำตรัสของพระอรหันต์จำนวนมากในคาถาธรรมบท
⸻
🔬 กลไกของวิมุติ: ดับโดยไม่มีผู้ดับ
เมื่อเกิด “วิราคะ” อย่างสมบูรณ์แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นต่อคือ การดับของจิตสังขาร
แต่มิใช่การ “บังคับให้ดับ”
มิใช่จิตสั่งจิตให้ “วาง”
แต่คือ:
🔹 จิตเห็นความปรุงแต่งเป็นของไม่เที่ยง
🔹 ไม่เข้าไปแทรกแซง ไม่เข้าไปยึดถือ
🔹 ปล่อยอย่างไม่เหลือเศษ: สังขารดับ
🔹 จิตไม่ตั้งอารมณ์ใหม่ ไม่ตั้งภพใหม่ → วิมุติ
⸻
🌌 ภาวะผลจิต: เมื่อจิตไม่ใช่ “จิต” แบบเดิม
ในช่วงผลจิต เช่น อรหัตผลจิต
• จิตไม่รับรู้อารมณ์ใด
• ไม่มี “เรา” ไม่มี “ผู้รู้” ไม่มีแม้การรู้ว่ารู้
• จิตไม่เกาะแม้ความสงบ ไม่รู้สึกว่า “สงบดี” หรือ “ยังไม่พอ”
• คือ การไม่มีอะไรให้ยึดแม้เพียงเศษเสี้ยวของตัวตน
ดังพระพุทธเจ้าตรัสใน อุปาทานขันธสูตร:
“ตสฺมา อนุปาทาย วิญฺญาณํ นิพฺพุตํ”
“เพราะไม่มีอุปาทาน วิญญาณจึงดับสนิท”
— สํยุตตนิกาย ขันธวารวรรค
⸻
🌌 เปรียบคล้าย: เปลวไฟที่ดับเพราะไม่มีเชื้อ
พระพุทธองค์เปรียบนิพพานกับ “ไฟดับเพราะไม่มีเชื้อ”
ไฟไม่ใช่ “ถูกดับโดยใคร”
แต่ เชื้อหมด ไฟจึงดับเอง
จิตที่มีวิราคะโดยสมบูรณ์ จึง
• ไม่แสวงหาอารมณ์ใดอีก
• ไม่เกิดเวทนาใหม่ ไม่ปรุงภพ
• ไม่มีแม้ผู้วาง เพราะ “ผู้วาง” ก็ดับด้วย
⸻
🪷 ขยายจากคำถาม: จิตที่วางลม กับภาวะนิพพาน
“จิตเกาะลม ทำไมถึงสงบ? แล้วอุเบกขากับนิพพานต่างกันอย่างไร?”
จิตที่เกาะลม คือ จิตในสมาธิระดับหนึ่ง
สงบเพราะไม่มีการฟุ้งซ่าน → ลดกระแสตัณหา
แต่จิตยังมี อารมณ์เป็นที่ตั้ง → ยังไม่ว่างอย่างสิ้นเชิง
อุเบกขา ในฌาน หรือในวิปัสสนา
= ความเฉยต่อสุขทุกข์
= การไม่หวั่นไหวในอารมณ์
แต่ ยังมีผู้รู้อารมณ์นั้นอยู่
นิพพาน
= ไม่มีการตั้งอารมณ์
= ไม่มีผู้รู้อารมณ์
= ไม่มีการรู้แม้ว่า “เรารู้”
= คือ การดับสิ้นแห่งวิญญาณ (ที่ยึดตน)
= เป็นภาวะ “อตัมมยตา” คือ ไม่อิงอาศัยสิ่งใดเลย
⸻
📍 สรุปปิดท้ายเชิงลึก
ธรรมะ /ความหมาย /สภาพธรรม
วิราคะ /ความจางคลาย /ดับตัณหาโดยสิ้นเชิง
วิมุติ /ความหลุดพ้น /พ้นจากขันธ์และภพ
เจโตวิมุติ /พ้นโดยจิต /ด้วยสมาธิ
ปัญญาวิมุติ /พ้นโดยปัญญา /ด้วยยถาภูตญาณ
อากุปปวิมุติ/ พ้นไม่กลับ /เป็นอรหันต์ ไม่หวั่นไหวอีก
นิพพาน /อสังขตธรรม /ธาตุที่ไม่มีการปรุงแต่งใด ๆ
ภาวะแห่ง “อตัมมยตา” (Atammayatā): จุดสุดของวิราคะในนิพพาน และการดับสิ้นแห่งอัตตาอย่างสิ้นเชิง
⸻
📌 นิยามของ “อตัมมยตา”: ไม่เป็นของสิ่งใด ไม่กลืนกลายกับสิ่งใด
อตัมมยตา มาจากคำว่า a-tammaya-tā
• a = ไม่
• tammaya = เป็นของสิ่งนั้น, แปรเป็นสิ่งนั้น
• tā = ภาวะ
จึงหมายว่า:
“ภาวะที่ไม่กลายเป็นสิ่งใด ไม่รับสิ่งใดไว้เป็นตน ไม่ปรุงแต่งเป็นอะไรเลย”
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า:
“อตัมมยโต ภิกฺขเว วิหารถ”
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จงดำรงอยู่โดยอตัมมยตา”
— พระไตรปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉกฺกนิบาต
⸻
🌬️ อตัมมยตา: จุดสูงสุดของวิราคะ
ในทางพุทธปรัชญา วิราคะที่ยังเหลือ “ผู้รู้ว่าเราไม่ยึด” นั้น ยังละเอียดไม่พอ
แต่ อตัมมยตา คือ
ความหลุดพ้นที่ไม่เหลือ “ผู้รู้ ผู้วาง ผู้ปล่อย”
จิตไม่กลายเป็นอะไรเลย แม้เป็น “ผู้ไม่กลายเป็นอะไรเลย” ก็ไม่มี
เปรียบเหมือน
ไม่ใช่การวางของ แต่การรู้ว่า “ไม่มีผู้วาง” เพราะ “ไม่มีของจะวาง”
⸻
🔁 อตัมมยตา กับการดับของอวิชชา
อวิชชา คือ ความไม่รู้ → นำไปสู่ความยึดว่า “มีเรา” “เรารู้” “เราวาง”
จึงต้องใช้วิปัสสนาญาณเจาะเข้าไปจนหมดเชื้อแห่ง “ตน”
เมื่อหมดอวิชชา
• ไม่มีตัณหา
• ไม่มีอุปาทาน
• ไม่มีภพ
• ไม่มีชาติ
• จึงไม่มี “ตัวเรา” ที่แปรเป็นสิ่งใด ๆ ได้อีก
นี่คือ ภาวะของอตัมมยตา
“อตัมมยโต วิญฺญาณํ นิพฺพุตํ”
“วิญญาณที่ไม่กลืนกับสิ่งใด ย่อมดับสนิท”
— อรรถกถา ขุททกนิกาย
⸻
🌀 กลไกสุดท้ายของ “การหลุดพ้น”: ว่างจากอัตตาและธรรมทั้งปวง
ในบทสุดท้ายของการภาวนา
ผู้ปฏิบัติเห็นว่า
แม้ ธรรม ที่ใช้ภาวนา เช่น อานาปานสติ สติ วิปัสสนา
ล้วนเป็น สังขตธรรม — ต้องละทั้งหมด
แม้ความรู้สึกว่า “สงบดี” “สงบแน่แท้” ก็เป็น มานะ ที่แฝง
จึงต้องละให้หมด แม้ความเข้าใจว่ากำลังละ
จิตเข้าสู่ภาวะ:
• ไม่เสพ ไม่ยึด ไม่รู้ ไม่สื่อ
• ไม่เอาอะไรเป็นฐาน ไม่มีอะไรเป็นเครื่องรับรู้
• ว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิง
⸻
🌌 นิพพานในภาวะอตัมมยตา
ภาวะนี้ไม่ใช่ “การดับจิต” แบบหมดสติ
แต่เป็น การยุติของการแสดง ทั้งหมด
เหมือน การสิ้นสุดของแสงจากเทียน ไม่ใช่เพราะถูกเป่า แต่เพราะหมดเชื้อ
นิพพานคือความจริงที่ “ไม่ถูกแปรเปลี่ยน”
เป็น อสังขตธรรม
และผู้บรรลุ จะไม่มีภาวะ “เราอยู่ในนิพพาน”
เพราะ “เรา” ก็ดับพร้อมกัน
“ยํ กินฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺบํ ตํ นิโรธธมฺมํ”
“สิ่งใดเป็นธรรมมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา”
— พระไตรปิฎก สังยุตตนิกาย
⸻
🔚 บทสรุปสุดท้าย: เส้นทางสู่ความไม่มีอะไรเลย
ขั้นธรรม /ความหมาย /กลไก
ยถาภูตญาณ /เห็นตามจริง /เห็นไตรลักษณ์ของรูปนาม
นิพพิทา /เบื่อหน่าย /ไม่เสพอารมณ์
วิราคะ /จางคลาย /ตัณหาดับ
วิมุติ /หลุดพ้น /อัตตาหมด
อตัมมยตา /ไม่กลืนกับอะไรเลย /พ้นแม้ธรรม
⸻
❝ บทปิด: เสียงสะท้อนจากความว่าง ❞
“อากาสธาตุ ไม่มีตัว ไม่มีขอบ ไม่มีใน ไม่มีนอก
นิพพานธาตุก็ฉันนั้น ไม่มีเกิด ไม่มีดับ
ผู้เห็นธาตุนี้ ไม่เหลือ ‘เรา’ ให้ยึด ไม่เหลือ ‘ธรรม’ ให้พิจารณา
มีแต่รสเดียว คือ วิมุติรส
เหมือนน้ำทุกหยดกลายเป็นมหาสมุทร ไม่แยกว่าใครเป็นใคร
ฉันใดก็ฉันนั้น… พระอรหันต์ทั้งหลาย ดับลงอย่างไม่มีผู้ดับ”
และผู้รู้เช่นนี้
แม้ดูเหมือนยังมีชีวิตอยู่ในกาย
แต่ จิตของเขาไม่มีโลก
ไม่มีการเกิดอีก ไม่มีการปรุงอีก ไม่มี “ตัวเขา” อีกเลย
#Siamstr #nostr #ธรรมะ