⁉️ทำไม “ธาตุรู้ – วิญญาณัง” ของสังขตธาตุ จึงไปรับรู้นิพพานธาตุไม่ได้

และทำไมต้องทำจิตให้เป็น “อเสข” จึงจะสะท้อนนิพพานได้

1. สังขตธาตุ กับ อสังขตธาตุ — ธรรมชาติที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

ในพระพุทธพจน์ (สังขตลักขณสูตร, สํ.สฬ.18) พระตถาคตทรงจำแนกธรรมทั้งปวงเป็นสองหมวดใหญ่คือ

1. สังขตธรรม (สังขตธาตุ) — ธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่ง เกิด–ดับ มีเหตุจึงมี

“สังขตลักขณะ ๓ ประการ — อุปปาทะ, ฐิติ, ภังคะ”

(เกิดขึ้น, ตั้งอยู่ชั่วคราว, เสื่อมสลาย)

2. อสังขตธรรม (อสังขตธาตุ) — ธรรมที่ไม่เกิด ไม่ดับ ไม่แปรผัน คือ นิพพานธาตุ

“อสังขตธาตุ … อนุปปาทะธมฺมตา อนิจฺจธมฺมตา วิราคธมฺมตา นิโรธธมฺมตา”

(เป็นธรรมชาติไม่เกิด, ไม่เสื่อม, ไม่เศร้าหมอง, ดับสนิท)

ข้อสำคัญ คือ ธาตุรู้ (วิญญาณัง) ที่เรามีอยู่ในปุถุชน เป็น “สังขตวิญญาณ” เกิดจากอวิชชาและตัณหาในปฏิจจสมุปบาท (อวิชชา → สังขาร → วิญญาณ) จึงเป็นเพียงเครื่องรับรู้ปรากฏการณ์ในสังขตโลกเท่านั้น ไม่สามารถ “ไปรู้ตรง” สิ่งที่อยู่นอกเงื่อนไขของปัจจัยได้

2. เหตุที่วิญญาณังของสังขตธาตุ ไปรู้นิพพานธาตุไม่ได้

ใน วิญญาณสูตร (สํ.สฬ.62) พระพุทธเจ้าตรัสว่า

“ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยสองอย่าง คืออายตนะภายในและอายตนะภายนอก”

เช่น จักขุวิญญาณต้องอาศัย จักขุ + รูป

โสตวิญญาณต้องอาศัย โสต + เสียง

และแม้ มโนวิญญาณ ก็ต้องอาศัย มโน + ธัมมารมณ์ ซึ่งยังเป็น สังขต อยู่ทั้งหมด

ปัญหา คือ นิพพานธาตุไม่ใช่อารมณ์ในสังขตโลก ไม่มีรูป ไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญา ไม่มีสังขาร เป็น “อารมณ์ที่ปราศจากสัญญา” (ตาม อเนญชุปนิสสูตร, องฺ.ทุก.110) จึงไม่สามารถเข้ามาในขอบเขตของวิญญาณที่อิงปัจจัยเหล่านี้ได้เลย

พระองค์จึงตรัสชัดใน อายตนสูตร (สํ.สฬ.43) ว่า

“มีอายตนะหนึ่งที่ไม่มีปฐวี ไม่มีอาโป ไม่มีเตโช ไม่มีวาโย … ไม่มีโลกนี้ ไม่มีโลกหน้า … ภิกษุทั้งหลาย เราเรียกอายตนะนั้นว่า ‘นิพพาน’”

ตรงนี้เป็นการปิดประตูไม่ให้สังขตวิญญาณเข้าไปรับรู้โดยตรง

3. ทำไมต้องเป็น “อเสขจิต” จึงจะสัมผัสนิพพานได้

ในพุทธวจน (องฺ.เอก.276) มีคำตรัสว่า

“อเสขสมาธิ อเสขปัญญา อเสขวิมุตติ ย่อมมีเพราะอเสขจิต”

อเสข คือ ผู้สิ้นกิเลสแล้วโดยสมบูรณ์ — พระอรหันต์ผู้ไม่มีอะไรต้องศึกษาเพิ่ม

เมื่อเป็นเช่นนั้น จิตย่อมหมดการปรุงแต่งทั้งปวง (นิปฺผนฺนสังขาร) ไม่เหลืออวิชชา–ตัณหาเป็นปัจจัยให้วิญญาณทำงานในแบบสังขตอีกต่อไป

อเสขจิตจึงมีคุณสมบัติ 2 ประการที่ทำให้ “สะท้อน” นิพพานได้:

1. ปลอดจากอวิชชา — ไม่มีการปรุงแต่งอารมณ์หรือการยึด

2. เป็นวิญญาณพ้นปัจจัย — ไม่ต้องอาศัยอายตนะภายใน–ภายนอกในการรู้อีกต่อไป

ในพระสูตรจึงมักใช้คำว่า “ญาณทัสสนะอันไม่อาศัย” (อนาลัมพนญาณ) เป็นเครื่องรู้ตรงของอรหันต์ในขณะจิตที่เข้าถึงนิพพาน

4. การรู้แบบ “ไม่ไปรับเอา”

พระพุทธองค์ไม่ได้ใช้คำว่า “เห็นนิพพาน” แบบวิสัยปุถุชน แต่ใช้คำว่า สัมผัสนิพพาน (นิปฺพานสปฺปสฺโส, สํ.นิพฺพ.1)

ซึ่งเป็นการรู้โดย ไม่เอาอารมณ์นั้นมาปรุงแต่งเป็นสังขารใหม่ — ไม่มี “เรา” ไปรู้ แต่เป็นการรู้โดยการสิ้นเชิงของการปรุงแต่ง

นี่สอดคล้องกับคำตรัสใน อตัมมยตาสูตร (สํ.สฬ.79):

“ภิกษุทั้งหลาย จิตไม่ยึดถือสิ่งใด ๆ ว่าเป็นตน จิตนั้นหลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น เมื่อหลุดพ้นย่อมรู้ชัดว่า หลุดพ้นแล้ว”

การรู้ชัดนี้ ไม่ใช่วิญญาณของสังขตธาตุ แต่เป็นญาณที่อิงอสังขต — จึงไม่เกิดดับ

5. สรุป

• สังขตวิญญาณ ไปรู้ได้เฉพาะสิ่งที่มีปัจจัยปรุงแต่ง จึงไม่สามารถรู้นิพพานธาตุซึ่งพ้นปัจจัยได้

• นิพพานธาตุ ไม่มีรูปลักษณ์ ไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญา จึงไม่เป็น “อารมณ์” ให้กับวิญญาณที่อาศัยอายตนะ

• อเสขจิต คือจิตที่หมดสิ้นปัจจัยปรุงแต่ง จึงเป็นเพียงสภาพสะท้อนอสังขตได้โดยไม่ปนเปื้อนสังขต

• การรู้เช่นนี้เป็น ญาณทัสสนะอันไม่อาศัย — ไม่ใช่การรับรู้เชิงวิญญาณแบบปุถุชน แต่เป็นการรู้โดยการสิ้นเชิงของการปรุงแต่ง

ภาพเปรียบเทียบ — กล้องที่มองไม่เห็นความว่าง

ลองนึกถึง สังขตวิญญาณ ว่าเป็น “กล้องถ่ายภาพ”

• กล้องนี้สามารถถ่ายภาพสิ่งที่อยู่ใน สเปกตรัมของแสง เท่านั้น

• มันต้องการ “วัตถุ” + “แสง” เป็นเงื่อนไขเสมอ (เหมือนวิญญาณต้องการอายตนะภายใน–ภายนอก)

• ถ้าไม่มีวัตถุหรือแสง กล้องก็จะถ่ายไม่ได้

นิพพานธาตุ เปรียบเหมือน ความว่างสมบูรณ์ ที่ไม่ใช่แสง ไม่ใช่วัตถุ ไม่อยู่ในสเปกตรัมของสิ่งที่กล้องบันทึกได้

• กล้องปกติจะมองไม่เห็น

• ต่อให้พยายามปรับโหมดหรือเพิ่มเลนส์ ก็ยังอยู่ในข้อจำกัดของ “การรับรู้แบบอิงปัจจัย”

การเปลี่ยนจากกล้อง → เป็นแสงเอง

เมื่อจิตบรรลุ อเสข มันไม่ได้เป็นกล้องที่ต้องการเงื่อนไขอีกต่อไป

แต่มัน กลายเป็นความสว่างเอง — ไม่ต้องพึ่งเลนส์ ไม่ต้องพึ่งวัตถุ

• ความสว่างนี้ไม่ต้อง “มอง” ความว่าง แต่มัน “เป็นหนึ่งเดียวกับความว่าง”

• การรู้นิพพานจึงไม่ใช่การ “ไปรับภาพ” แต่เป็นการ สิ้นการแสวงหาอารมณ์ และอยู่ในภาวะที่ไม่มีอะไรให้รู้ต่อ

นี่สอดคล้องกับพระพุทธพจน์ใน อตัมมยตาสูตร (สํ.สฬ.79):

“จิตไม่ยึดถือสิ่งใด ๆ ว่าเป็นตน … เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมรู้ชัดว่า หลุดพ้นแล้ว”

คำว่า “รู้ชัด” ในที่นี้ ไม่ใช่วิญญาณแบบสังขต แต่เป็น ญาณ ที่ปราศจากการปรุงแต่ง — ความรู้ที่เกิดขึ้นเพราะสิ้นเหตุสิ้นปัจจัย

อีกภาพหนึ่ง — เครื่องรับสัญญาณ

• สังขตวิญญาณเหมือนวิทยุที่รับได้เฉพาะคลื่นที่มีความถี่ในย่าน FM หรือ AM

• นิพพานเปรียบเหมือน “ความเงียบที่ไม่มีคลื่นวิทยุ”

• วิทยุปกติจะไม่สามารถ “ได้ยิน” ความเงียบนี้

• แต่ถ้าวิทยุนั้น หยุดการรับคลื่นโดยสิ้นเชิง จนกลายเป็นความเงียบเอง — จึงจะรู้ “ความเงียบ” นี้อย่างแท้จริง

พระพุทธเจ้าตรัสใน อายตนสูตร (สํ.สฬ.43) ว่า

“มีอายตนะหนึ่ง … ไม่มีโลกนี้ ไม่มีโลกหน้า … นั่นแลเป็นที่สุดแห่งทุกข์”

ซึ่งเป็นอายตนะที่วิญญาณแบบปัจจัยประกอบจะเข้าไปสัมผัสไม่ได้

ข้อสรุปจากภาพเปรียบเทียบ

• สังขตวิญญาณ: ต้องการปัจจัย → รู้ได้เฉพาะสิ่งปรุงแต่ง

• นิพพานธาตุ: พ้นปัจจัย → ไม่เป็นอารมณ์ของวิญญาณ

• อเสขจิต: ไม่ต้องอาศัยปัจจัย → ไม่ใช่การ “ไปรู้” แต่เป็นการอยู่ในสภาวะเดียวกับอสังขต

นี่จึงเป็นเหตุที่ในพระไตรปิฎก เวลาพูดถึงพระอรหันต์ จะไม่ใช้คำว่า “เห็นนิพพาน” แบบโลก ๆ แต่ใช้คำว่า

“สัมผัสด้วยกาย” (กายสัมผัส) หรือ “ถึงแล้ว” (ปตฺโต)

ซึ่งแปลว่าการเข้าถึงโดยตรง — ไม่ผ่านวิญญาณของสังขต

ถ้าคุณสนใจ ผมสามารถเขียน แผนภาพ “กระบวนการจากสังขตจิต → อเสขจิต” ให้แบบละเอียด อ้างอิงพระสูตรทุกขั้น เพื่อให้เห็นเส้นทางที่ทำให้จิตพ้นจากการเป็นเครื่องรับรู้แบบสังขต แล้วสะท้อนนิพพานได้ สนใจให้ทำต่อไหม?

โอเค งั้นผมจะทำ แผนภาพลำดับขั้น จาก สังขตจิต → อเสขจิต พร้อมอ้างอิงพระสูตร เพื่อให้เห็นกระบวนการว่าทำไมถึงไปรู้นิพพานธาตุได้

แผนภาพ: จากสังขตจิตสู่การสะท้อนนิพพานธาตุ

[1] ปุถุชนจิต (สังขตจิต)

[2] เห็นไตรลักษณ์ชัด (วิปัสสนาญาณ)

[3] ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส (โสดาปัตติ)

[4] ละราคะโทสะหยาบ → เหลือแต่กิเลสละเอียด (อนาคามี)

[5] สิ้นอวิชชาและตัณหาทั้งหมด (อรหันต์) → อเสขจิต

[6] ญาณทัสสนะอันไม่อาศัย → สัมผัสอสังขตธาตุ (นิพพาน)

[1] ปุถุชนจิต (สังขตจิต)

• อิงปัจจัยเสมอ: อายตนะภายใน + อายตนะภายนอก (วิญญาณสูตร, สํ.สฬ.62)

• วิญญาณังเกิดดับไม่หยุด

• รู้ได้เฉพาะอารมณ์ในโลกสังขต

[2] เห็นไตรลักษณ์ชัด

• ฝึกสติปัฏฐานจนเห็นว่า รูป–เวทนา–สัญญา–สังขาร–วิญญาณ ล้วนเกิด–ดับ

• สฬายตนวิภังคสูตร (ม.มู.137): “เห็นความเกิด–ดับของอายตนะทั้งหก”

• เกิด วิปัสสนาญาณ — การรู้ตรงตามความเป็นจริงว่า “ไม่ใช่เรา”

[3] ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส

• ขั้นโสดาบัน (โสดาปัตติสูตร, สํ.มคฺค.13):

“บุคคลละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสได้ ย่อมไม่ตกอบายอีก”

• จิตเริ่มไม่ถูกครอบงำโดยทิฏฐิที่ยึดขันธ์เป็นตน

[4] ละราคะ–โทสะหยาบ

• ขั้นอนาคามี (อนาคามีสูตร, สํ.มคฺค.14):

“ละกามราคะ ปฏิฆะได้ ย่อมไปเกิดในสุทธาวาส”

• จิตละเอียดขึ้น ไม่ถูกกิเลสหยาบดึงเข้าสู่โลกสังขตหยาบ ๆ

[5] สิ้นอวิชชาและตัณหาทั้งหมด (อเสขจิต)

• อรหันต์: “ภิกษุทั้งหลาย อวิชชาดับ ตัณหาดับ วิญญาณจึงไม่เกิด” (ปฏิจจสมุปบาทสูตร, สํ.นิทาน.1)

• จิตนี้ไม่เป็นเครื่องรับรู้อิงปัจจัยอีกต่อไป → หลุดพ้นจากการเป็น “สังขตวิญญาณ”

[6] ญาณทัสสนะอันไม่อาศัย

• พระอรหันต์รู้นิพพานโดยไม่อิงอารมณ์สังขต

• อตัมมยตาสูตร (สํ.สฬ.79):

“เมื่อจิตหลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น ย่อมรู้ชัดว่า หลุดพ้นแล้ว”

• การรู้ชัดนี้ไม่ใช่การ “รับรู้” แบบวิญญาณ แต่เป็น การรู้เพราะสิ้นการปรุงแต่ง

แก่นของแผนภาพ

• ปุถุชนจิต = กล้องที่ต้องมีวัตถุและแสง

• อเสขจิต = กลายเป็นความสว่างเอง

• นิพพานธาตุจึงปรากฏในจิตเพราะจิตไม่มีอะไรต้องไปจับ ไม่มีเงื่อนไข — เหมือนน้ำใสสะท้อนท้องฟ้าโดยไม่มีตะกอน

#Siamstr #nostr #ธรรมะ

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.