บทความพิเศษ: คัมภีร์จ่วงจื่อ – วิถีแห่งการไม่เป็นอะไรเลย (The Way of Unbeing)

1. บทนำ: จ่วงจื่อ ผู้หลอมจิตวิญญาณให้หลุดพ้นจากรูปทรง

คัมภีร์ จ่วงจื่อ (莊子) ไม่ใช่เพียงคัมภีร์ลัทธิเต๋า หากแต่คือจิตวิญญาณของจีนโบราณที่กล้า “ปลดรูปออกจากรูป ปลดเสียงออกจากเสียง” ให้เหลือเพียงความว่างบริสุทธิ์ที่ไร้การยึดติดใด ๆ

เขียนขึ้นราวศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล โดย “จ่วงโจว” (Zhuang Zhou) นักปราชญ์ผู้ใช้ถ้อยคำเป็นดั่งอาวุธทลายมายาการแห่งโลก – ท้าทายทั้งศีลธรรมแบบขงจื่อ และการแบ่งแยกทั้งหลายในสังคมมนุษย์

2. ตำนานแห่งเต๋าในร่างหญิงชรา

เรื่องเล่าเริ่มต้นเมื่อ “หนันปั่วจื่อขุย” ผู้แสวงหาเต๋า พบหญิงชราหลังค่อมผู้มีผิวพรรณเปล่งปลั่งดั่งทารก เมื่อถามถึงเคล็ดลับ หญิงผู้นั้นตอบว่า:

“ข้าสดับเต๋า”

แต่ใช่ว่าใครก็จะเรียนรู้ได้ง่าย…

นางเคยสอนชายชื่อ “ปู่เหลียงอี่” ผู้มีความสามารถแต่ขาดเต๋า โดยกระบวนการฝึกนั้นเป็นการ ละวางทีละชั้น:

• 3 วันแรก: วางโลกภายนอก

• 7 วันถัดมา: วางสิ่งต่าง ๆ

• 9 วันสุดท้าย: วางแม้แต่ชีวิต

สุดท้าย ปู่เหลียงอี่ “แจ้งในรุ่งอรุณ” คือเข้าสู่สภาวะที่มองเห็น ความโดดเดี่ยวอันเป็นเนื้อแท้ของตน และสลายตนลงสู่เต๋า

3. ผู้บรรลุ: มิใช่ผู้วิเศษ แต่มิตรแห่งฟ้าและดิน

ในอีกตอนหนึ่ง จื่ออี้ว์ล้มป่วยจนร่างกายบิดเบี้ยว แต่กลับยิ้มเยาะความแปรปรวนเหล่านั้นว่า:

“ผู้สร้างสรรพสิ่งให้ร่างที่ประหลาดแก่ข้า… พรุ่งนี้อาจเปลี่ยนแขนข้าเป็นไก่ หรือหน้าไม้ หรือรถม้า—ข้าก็จะยอมรับด้วยความเบิกบาน”

จื่ออี้ว์เปรียบร่างกายเหมือน เหล็กในเตาหลอมของสวรรค์

ผู้หล่อคือธรรมชาติ (เต๋า) – สิ่งเดียวที่ควรทำคือ ยอมให้แปรเปลี่ยน

“ถ้าข้ายังกล่าวว่า ‘ข้าขอเป็นเพียงมนุษย์เท่านั้น’ ข้าก็เป็นคนอัปมงคลที่สุด!”

นี่คือการละสังขารในระดับสูงสุด – ยอมตายอย่างสงบ และ ตื่นใหม่ในเต๋า

4. การลืมร่าง ลืมใจ และกลายเป็นอิสระแท้

สหายทั้งสาม—จื่อซังฮู่, เมิ่งจื้อฝ่าน, จื่อฉินจัง—ร่วมกันสนทนาว่า:

“ใครเล่าจะร่วมมือโดยไม่รู้ว่าตนร่วม? ใครจะลืมชีวิตไปชั่วกาลนาน?”

คนเช่นนั้น ไม่ได้เป็นมนุษย์ธรรมดาอีกต่อไป

เขาคือผู้ “ล่องอยู่เหนือฝุ่นผงของโลก”

ผู้ “ลืมตับ ลืมหู ลืมตา ลืมวันตายวันเกิด”

ผู้ไม่ยึดในพิธี ไม่แสวงหาคำชม ไม่หวั่นกลัวคำประณาม

พวกเขา—มิได้เป็นเพียงสหายของกันและกัน แต่คือ สหายแห่งเต๋า

5. ขงจื่อ: ความรู้สึกผิดของผู้ยังอยู่ในโลก

แม้ “ขงจื่อ” จะยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ แต่ในคัมภีร์จ่วงจื่อ เขายอมรับอย่างอ่อนน้อมว่า:

“พวกเขาคือผู้ที่ล่องอยู่เหนือโลก… ส่วนข้ายังวนเวียนอยู่ในโลก”

จ่วงจื่อมิได้ดูหมิ่นขงจื่อ แต่ใช้เขาเป็นเครื่องชี้ว่า แม้แต่ผู้รู้สูงสุดในระบบศีลธรรมก็ยังอ่อนหัดในเต๋า

6. คัมภีร์จ่วงจื่อ: มิใช่ให้เชื่อ แต่ให้ “ปล่อย”

สิ่งสำคัญในคัมภีร์นี้คือ เต๋าไม่ใช่หลักคำสอนแบบที่ต้องเชื่อ แต่คือกระแสที่ต้องปล่อยให้ตนไหลไปตาม

• อย่ายึดรูปร่าง

• อย่ายึดความคิด

• อย่ายึดชีวิต

• อย่ายึดความตาย

เพราะ “การไม่เป็นอะไรเลย” (無) คือหนทางเดียวสู่ “การเป็นทุกสิ่ง” (萬物)

7. สรุป: เต๋าคือการเป็นหนึ่งเดียวกับการเปลี่ยนแปลง

เต๋า ไม่ใช่การเป็น “ดี” หรือ “ชั่ว”

แต่คือ การกลืนตนกลับคืนสู่ความไม่มี

ไม่แยกตนออกจากกระแสของสรรพสิ่ง

ไม่ตีกรอบให้ชีวิต

ไม่ต้านความตาย

และไม่ยึดมั่นแม้แต่ในเต๋าเอง

“เขาเห็นชีวิตเป็นเพียงเนื้องอก และความตายเป็นเพียงแผลหนองที่แตกออก

เขายืมรูปจากสรรพชีวิตมาอาศัยชั่วคราว

แล้วก็กลับคืนสู่ว่าง”

คัมภีร์จ่วงจื่อ

คือบทกวีแห่งการละวาง เป็นปรัชญาแห่งการยอมให้ทุกสิ่งแปรเปลี่ยนไปตามหนทางของมัน

ไม่ยึดมั่น

ไม่ฝืนต้าน

และไม่หลงลืมว่า…

ที่สุดแล้ว “เราก็ไม่ใช่เรา”

8. ความฝันของผีเสื้อ: เราเป็นใครกันแน่?

หนึ่งในเรื่องเล่าที่มีชื่อเสียงที่สุดในคัมภีร์จ่วงจื่อคือ “ความฝันของจวงโจว”

“จวงโจวฝันว่าเป็นผีเสื้อ

เพลิดเพลินไปกับชีวิตแห่งผีเสื้อ

ไม่รู้เลยว่าตนเป็นจวงโจว

เมื่อสะดุ้งตื่น—เขาเป็นจวงโจวจริง ๆ

แต่เขาไม่รู้ว่า

จวงโจวฝันว่าเป็นผีเสื้อ

หรือผีเสื้อฝันว่าเป็นจวงโจว”

ในทัศนะจวงจื่อ นี่มิใช่แค่เรื่องของ “ความฝันกับความจริง” แต่คือคำถามอันลึกซึ้งถึง “ตัวตน”

ถ้าเราไม่อาจชี้ชัดได้ว่าระหว่างตื่นกับฝัน อะไรคือจริง—เราจะยังกล้ากล่าวว่า “เราคือเรา” อยู่หรือ?

จวงจื่อจึงเชื้อเชิญให้เรา “ละความมั่นใจในตัวตน”

เพราะการยึดมั่นใน “ตัวเรา” คือรากของความกลัว ความทุกข์ และการเปรียบเทียบ

9. ความไร้ประโยชน์: ประตูสู่การไร้ขอบเขต

อีกหนึ่งหัวข้อที่โดดเด่นคือ “ต้นไม้ไร้ค่า”

ต้นไม้ต้นหนึ่งใหญ่โต แต่มิอาจใช้ทำไม้กระดาน ทำเรือ หรือแม้แต่ฟืน

ผู้คนจึงเมินเฉยและปล่อยให้มันยืนยาวนับร้อยปี

“เจ้าถามว่าทำไมมันยังอยู่?

เพราะมันไม่มีประโยชน์!

ความไร้ประโยชน์คือสิ่งที่ทำให้มันรอด”

จวงจื่อกลับหัวนิยามของ “คุณค่า”

ในโลกที่ทุกอย่างถูกตีราคา—ต้นไม้ที่ไม่มีราคา จึงมีอิสระ

และมนุษย์ที่ไม่ต้อง “มีประโยชน์”

ไม่ต้อง “สำเร็จตามนิยามสังคม”

คือผู้ที่พ้นจากเงื่อนไขของโลก

10. ปราชญ์แท้: ไม่แสดง ไม่ยึด ไม่อวด ไม่ต้าน

จวงจื่อเสนอ “บุคคลในอุดมคติ” ที่แตกต่างจากขงจื่อหรือโมจื่อโดยสิ้นเชิง

• ไม่จำเป็นต้องทำความดี

• ไม่ยึดมั่นในความถูก

• ไม่มุ่งสอนผู้อื่น

• ไม่แม้แต่จะพยายาม “เปลี่ยนแปลงโลก”

“เขาปล่อยให้สรรพสิ่งหมุนไป

โดยที่ตนเองไม่ข้องเกี่ยว

เขาจึงอยู่ในโลก

โดยไม่เป็นของโลก”

บุคคลเช่นนี้คือผู้ที่ กลมกลืนกับเต๋า

ไม่ใช่โดยการบรรลุ หรือการฝึกตน

แต่โดยการ “ปล่อยทั้งหมด”

11. จวงจื่อกับพุทธธรรม: ความว่าง อนัตตา และการละตน

แม้จวงจื่อจะมิได้เอ่ยถึงพุทธธรรมโดยตรง แต่เมื่อเราพิจารณาแก่นแนวคิดของเขาให้ลึกซึ้ง จะพบว่ามีจุดร่วมกับคำสอนในพระพุทธศาสนาอย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะเรื่อง “อนัตตา” “สุญญตา” และ “อตัมมยตา”

จวงจื่อมองว่า “ตัวตน” มิได้มีอยู่แน่นอน ตรงข้ามกลับเป็นสิ่งที่แปรเปลี่ยนไปตามกาละ เทสา และเหตุปัจจัย เช่นเดียวกับคำสอนในพระไตรปิฎกว่า “นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา” ทั้งในขันธ์ห้าและอายตนะภายในภายนอก

จวงจื่อเล่าว่า คนคนหนึ่งวันนี้อาจมีรูปร่างหนึ่ง พรุ่งนี้อาจกลายเป็นไก่โต้ง รถม้า หรือธนู—ไม่ใช่ในเชิงปาฏิหาริย์ แต่เพื่อสื่อว่า ตัวตนนั้นไม่มั่นคง ไม่มีสาระแก่นสาร เช่นเดียวกับในพุทธธรรมที่กล่าวว่า “ขันธ์ทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน”

ยิ่งไปกว่านั้น จวงจื่อยังเสนอการ “ละ” อย่างสิ้นเชิง ไม่เพียงแต่ละจากรูปธรรม แต่ละแม้แต่จากการแสวงหาเต๋า เขาย้ำว่าแม้ความพยายามจะเป็นผู้รู้หรือเป็นผู้วิเศษก็ยังเป็นอุปสรรค เช่นเดียวกับพระสูตรที่ตถาคตตรัสว่า “ผู้ใดเอาอริยมรรคมาเป็นตัวตน ผู้นั้นยังไม่พ้นทุกข์”

แนวคิดเรื่อง “ความว่าง” ในจวงจื่อคล้ายคลึงกับ “สุญญตา” ในพุทธศาสนา ความว่างที่ไม่ใช่ความไม่มีอะไร แต่คือความว่างจากการยึดถือ ว่างจากความเป็นตนและของตน ว่างจากอัตตาทั้งในระดับหยาบและละเอียด

ปราชญ์ในสายจวงจื่อจึงไม่ใช่ผู้รู้ ผู้เก่ง หรือผู้ควบคุมสรรพสิ่ง แต่คือผู้ “ลืมตน” ละแม้ความต้องการรู้ ละแม้การยึดมั่นในความคิดตน เขากลมกลืนกับเต๋าโดยไม่มีความอยากจะกลมกลืน — เหมือนกับพระอรหันต์ที่ดับสังขารทางใจ ไม่แสวง ไม่ถือ ไม่ยึดแม้แต่ธรรม

สุดท้าย สิ่งที่จวงจื่อพยายามชี้ให้เห็นจึงสอดคล้องกับสภาวะ อตัมมยตา ที่พระพุทธเจ้าทรงกล่าวถึง — สภาวะที่บุคคลไม่ยึดสิ่งใดว่าเป็นตน ไม่เอาอะไรมาเป็นเรา และเมื่อไม่ถืออะไรไว้ในโลกทั้งปวง ก็ย่อมไม่ถูกรูป เวทนา สัญญา สังขาร หรือวิญญาณชักนำอีก

นี่คือจุดร่วมลึกที่สุดระหว่าง จวงจื่อกับพุทธธรรม:

มิใช่การสั่งสอน มิใช่การยึดอุดมการณ์ หรือแม้แต่การบรรลุสิ่งใด

แต่คือการว่างลงอย่างสมบูรณ์จากความเป็นใด ๆ ทั้งสิ้น

เพื่อกลับคืนสู่ภาวะที่ไม่มีชื่อ ไม่มีกรอบ

และไม่มีตัวตนให้ต้องรักษาอีกต่อไป

แม้จวงจื่อมิได้พูดถึง “นิพพาน” แต่การ “หลอมคืนสู่เต๋า” และ “ลืมตนในความว่าง” ก็คล้ายสภาวะแห่ง อตัมมยตา (การไม่เอาอะไรมาเป็นตน) ในพระสูตร

12. บทส่งท้าย: เต๋าไม่ใช่เส้นทาง แต่คือการหยุดมองหาเส้นทาง

เต๋า ในทัศนะของจวงจื่อ คือกระแสของสรรพสิ่งที่ไม่มีชื่อ ไม่มีรูปร่าง

มันไหลไปอย่างที่มันเป็น

ไม่จำเป็นต้องรู้

ไม่จำเป็นต้องเข้าใจ

ไม่จำเป็นต้อง “บรรลุ”

“เต๋าไม่ใช่สิ่งที่เราพูดถึงได้

ยิ่งพูดถึง ยิ่งห่างไกล

ยิ่งไล่ตาม ยิ่งหลงทาง”

สิ่งเดียวที่จวงจื่อเชื้อเชิญเราให้ทำคือ—

“ปล่อย”

และเมื่อปล่อยจนสิ้น…

ความสงบ ความอิสระ และความจริงก็ปรากฏขึ้นอย่างเงียบงัน

#Siamstr #nostr #ปรัชญา

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.